พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่ 6 เครือญาติร่วมเตียง
บทที่ 6 เครือญาติร่วมเตียง
ยามราตรีผ่านมาเยือนอีกครา
เวลานี้จางจื้อไข้ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะสามารถยื้อชีวิตของเขาไว้ได้หรือไม่
ขณะที่แม่เ่าจางกำลังป้อนยาให้กับเขาเพื่อหวังยื้อชีวิตอยู่นั้น จู่ๆก็พลันได้ยินเสียงตะโกนด่าทอดังลั่นมาจากหน้าประตูบ้าน
“นังสะใภ้ตระกูลจาง เจ้าจงออกมาเดี๋ยวนี้! นังหญิงชั่วช้าต่ำทราม รีบคืนลูกชายของข้ามา!”
บิดาหม้ายของหลิวหมิงเองรึ เหตุใดจึงมาถึงที่นี่ได้เล่า?
เมิ่งซีโจวเอียงศีรษะปรายหางตามองแม่เ่าจาง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าน้ำเสียงเย็นชา
“เหตุใดเขาจึงปักใจเชื่อว่าเป็นข้าที่สังหารลูกชายของเขา หรือท่านเป็นคนไปบอกเขาเองท่านแม่?”
แววตาของแม่เ่าจางพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะรีบเอ่ยโพล่งปฏิเสธเสียงแข็งทันที
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดกัน! ข้าจะมีเวลาไปสนอกสนใจคนอันธพาลเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า!”
เมิ่งซีโจวฟังแล้วได้แต่หัวเราะเสียงเย็นออกมา นางไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดให้เสียเวลาอีก
นางลุกขึ้นคว้ากระโถนปัสสาวะของแม่เ่าจาง ก่อนจะเดินไปยกเท้าถีบประตูบ้านเปิดออกอย่างแรง แล้วสาดน้ำปัสสาวะในกระโถนใส่ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างไม่ลังเล
ของเหลวสีเหลืองอุ่นชื้นเหนียวหนืดราดรดทั่วทั้งศรีษะของคนผู้นั้น
กลิ่นเหม็นฉุนราวน้ำหมักที่ ‘ปรุงแต่งเป็นพิเศษ’แบบสดๆร้อนๆ พลันแผ่ซ่านกระจายอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณนั้น
“นังหญิงสารเลวชาติชั่ว! นี่เจ้าอยากตายนักหรือยังไง!”
บิดาของหลิวหมิงร้องคำรามออกมาด้วยความเดือดดาล พลางสะบัดศีรษะไปมาอย่างแรง ใบหน้ายามนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจตับหมู
เมิ่งซีโจวแค่นเสียงกล่าวเย้ยหยันขึ้นว่า “หากอยากได้ลูกชายนัก ก็จงไปขุดหลุมศพเอาเองเถิด”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม “หรือหากจะให้แม่สามีของข้าช่วยเดินไปส่งก็ย่อมได้ — ในเมื่อพวกเราล้วนผูกสัมพันธ์เป็นเครือญาติกันแล้ว ย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันมิใช่รึ?”
“เจ้าฆ่าบุตรชายของข้า หนึ่งชีวิตย่อมต้องชดใช้ด้วยหนึ่งชีวิตเช่นกัน!”
บิดาของหลิวหมิงร้องคำรามเสียงดังกึกก้อง ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงอย่างฉับพลันทันใด “หรือไม่…เจ้าก็มาให้กำเนิดบุตรแก่ข้าอีกสักคนเถิด แล้วเรื่องนี้ข้าก็จะถือว่าจบสิ้นกันไป…”
ที่แท้ก็มีความคิดอ่านต่ำช้าเช่นนี้นี่เอง!
แววตาของเมิ่งซีโจวเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ก่อนจะยกกระโถนในมือขึ้นฉับพลัน แล้วฟาดมันลงบนศีรษะของอีกฝ่ายอย่างแรง
“ปัง!”
แล้วบุรุษตรงหน้าก็ล้มฟุบลงไปกองกับพื้นในทันที
นางหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องของจางจื้อ แย่งถ้วยยาที่แม่เ่าจางกำลังป้อนบุตรชายอยู่มาถือไว้ ก่อนจะขว้างมันลงกับพื้นจนแตกกระจายเลอะเทอะ จากนั้น ก็หันไปคว้าเชือกมามัดหญิงชราเอาไว้อย่างแน่นหนา ระหว่างทางแน่นอนว่าฝ่ายหญิงชราย่อมขัดขืน หากแต่ไม่สามารถทนสู้แรงมือแรงหมัดที่เมิ่งซีโจวสวนซัดได้ไหว
จำยอมเพราะต้องกินขนม‘ตุบตับ’ทั้งกำปั้นทั้งบาทา ท้ายที่สุดแล้วแม่เ่าจางเลยสิ้นฤทธิ์ยอมโดนเชือกมัดโดยง่าย
“นี่เจ้าบังอาจคิดกบฏต่อฟ้าอย่างนั้นรึ! นังชาติชั่วตัวดี นี่เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่!”
แม่เ่าจางยามนี้ทั้งตกอกตกใจทั้งโกรธเกรี้ยวในคราเดียว
เมิ่งซีโจวรู้สึกรำคาญเสียงแหลมของนางยิ่งนัก จึงได้ฉีกผ้าผืนหนึ่งออกแล้วยัดอุดปากของนางไว้เสีย
ครั้นเมื่อมัดเสร็จแล้ว นางก็ลากร่างของแม่เ่าจางกับบิดาของหลิวหมิงที่นอนหมดสติราวกับลากซากสุนัขตาย ตรงไปยังในเรือนตระกูลหลิว แล้วจับทั้งสองคนโยนขึ้นไปบนเตียงเดียวกัน
“อื้อ…อื้อ…” แม่เ่าจางดิ้นรนร่ำร้องไม่หยุด
“สมแล้วที่เป็นเครือญาติที่สนิทชิดเชื้อยิ่งนัก ถึงกับขึ้นไปนอนแนบชิดอยู่ใต้ผ้าห่มเดียวกันเช่นนี้”
เมิ่งซีโจวเอ่ยบอกพร้อมก้มลงใช้ฝ่ามือตบแก้มของแม่เ่าจางเบาๆสองสามที พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “พรุ่งนี้จึงค่อยพบกันใหม่”
……
ยามรุ่งอรุณของวันถัดมา
ภายในหมู่บ้านเสี่ยวเหอก็พลันต้องโกลาหลปั่นป่วนราวหม้อน้ำเดือดเป็นคำรบสอง!
ชาวบ้านทั้งหลายต่างพบเห็นแม่เ่าจางซึ่งอยู่ในสภาพอาภรณ์รุ่มร่าม กำลังปีนป่ายออกมาจากเรือนตระกูลหลิว ด้านหลังยังมีบิดาของหลิวหมิงที่กำลังกระชับจับกางเกงไว้ในมือแล้ววิ่งตามออกมา
ใบหน้าของทั้งสองคนเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน โลหิตยังคงไหลซิบซึมออกมาให้เห็น ระหว่างที่วิ่งก็ทั้งตบตีทั้งด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย เสียงดังก้องกังวานจนได้ยินไปทั่วครึ่งหมู่บ้าน
“เจ้าเ่าหนังเหนียว เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาขึ้นเตียงกับข้า! ดูเถิด วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ดับดิ้นคามือ! ถุย! ของต่ำใต้หว่างขาเจ้าที่มีอยู่เพียงน้อยนิด ต่อให้เอาไปหยอกสุนัข มันยังนึกรังเกียจ!”
ชาวบ้านต่างละมือจากงานไร่งานนา แล้วรีบพากันยืนกอดอกรับชมละครสนุกฉากใหญ่ — จากเครือญาติกลับกลายเป็นชู้รัก — ช่างน่าสนุกสนานยิ่งนัก
ท้ายที่สุด ดูเหมือนแม่เ่าจางจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ศีรษะของนางยุ่งเหยิงดุจรังไก่ แต่ปากก็ยังพร่ำด่าไม่หยุดหย่อน ก่อนจะสะบัดหน้าเดินปรี่กลับเรือนของตนไป
เมิ่งซีโจวยืนถือมีดหั่นผักรออยู่ที่หน้าประตูก่อนแล้ว ครั้นเมื่อเห็นรถม้าคันหนึ่งแล่นมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านตระกูลจาง และพลันมีบุรุษร่างกำยำสูงใหญ่กระโดดลงมาจากด้านหลัง นางจึงได้แต่พึมพำกับตนเองว่า
จางเฉิง! นี่เขากลับมายามนี้ได้อย่างไรกัน!
ดวงตาทั้งสองของเมิ่งซีโจวพลันหดเกร็งวูบหนึ่ง นางรีบโยนมีดในมือทิ้งไปทันที ทั้งยังใช้เท้าเขี่ยซุกมันเข้าไปในกองฟืนจนมองไม่เห็น
สำหรับจางเฉิง… ยามนี้นางยังไม่อาจต่อกรกับเขาได้ จำต้อง ‘แสร้งทำเป็นเล่นละคร’ไปพลางก่อน!
เมื่อแม่เ่าจางก้าวเท้าเข้ามาในลานเรือนได้เพียงหนึ่งก้าว นางก็พลันคว้าไม้ฟืนท่อนหนึ่งขึ้นมา แล้วกระโจนเข้าไปหาเมิ่งซีโจวด้วยดวงตาแดงก่ำ หมายฟาดท่อนฟืนในมือใส่ร่างนางอย่างสุดกำลังเพื่อให้หายแค้น!
“หลังจากสิ้นสามี ข้าผู้นี้สู้อุตส่าห์รักษาพรหมจรรย์ของตนดุจศิลาแข็งกล้ามาได้ถึงครึ่งค่อนชีวิต ยามนี้กลับถูกนังแพศยาเยี่ยงเจ้าทำลายศักดิ์ศรีจนหมดสิ้น! วันนี้หากไม่ตีเจ้าให้ตายคามือ ข้าย่อมไม่มีวันยอมเลิกราแน่!”
เมิ่งซีโจวรีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังจางเฉิง พลางร้องตะโกนตอบกลับไปอย่างหวาดกลัว
“ท่านแม่! เป็นเพราะบิดาของหลิวหมิงยืนกรานจะให้ท่านคลอดบุตรชายไปชดใช้ให้เขา ตัวข้าเองก็มีพละกำลังเพียงน้อยนิด จะบังอาจไปขัดขวางเขาได้อย่างไรกัน!”
เริ่มอีกแล้ว! นางเริ่มกล่าววาจาเหลวไหลเพื่อฉีกหน้าข้าอีกแล้ว!
แม่เ่าจางฟังแล้วก็ยิ่งรู้สึกโมโหเดือดดาลหนักกว่าเดิม และมิทันสังเกตว่าผู้ที่ยืนขวางหน้าเมิ่งซีโจวอยู่นั้นก็คือบุตรชายคนโตของตน คิดแต่จะพุ่งเป้าหมายลงมือตบตีเมิ่งซีโจวให้จงได้
****