พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่7 เสาะหาหมอหญิงสักคนหนึ่ง
บทที่7 เสาะหาหมอหญิงสักคนหนึ่ง
เมิ่งซีโจวพลันร้องไห้สะอื้นเสียงเบา กล่าวออดอ้อนร้องขอความช่วยเหลือจากจางเฉิง
“พี่ใหญ่ ท่านได้โปรดช่วยเกลี้ยกล่อมท่านแม่ให้ข้าทีเถิด หากถูกท่านแม่ตีด้วยท่อนฟืนเช่นนั้นย่อมต้องเจ็บปวดยิ่งนัก ข้า…ข้าคงจะทนรับไม่ไหวแน่แล้ว”
ถูกสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ส่งเสียงออดอ้อนวิงวอนขอความช่วยเหลือจากตนเช่นนี้ ย่อมทำให้จางเฉิงรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก เขารีบยกมือขึ้นกางขวางหญิงชราผู้เป็นมารดาไว้ทันที
“พอเถิดท่านแม่ อย่าได้ลงโทษนางเกินกว่าเหตุไปนักเลย”
แม่เ่าจางที่กำลังโมโหเดือดดาลคับแค้น เมื่อได้ยินเสียงของจางเฉิงเข้าก็พลันชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเขา แล้วน้ำมูกน้ำตาก็พลันไหลพรากออกมาพร้อมกัน นางเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมาดังลั่น
“ลูกเอ๋ย…ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว! เจ้าหารู้ไม่ว่าครอบครัวของเราได้ถูกนังหญิงแพศยาชั่วช้าผู้นี้ ก่อกวนจนย่อยยับเพียงใดแล้ว!”
หลายวันมานี้ ความหวาดผวาและความคับแค้นอัดอั้นได้สั่งสมอยู่ภายในอกของแม่เ่าจาง ครั้นเมื่อได้เห็นเสาหลักของตระกูลกลับมาเช่นนี้ นางก็พลันระเบิดเสียงร่ำไห้ออกมาดังลั่น
แม่เ่าจางทรุดตัวนั่งลงกับพื้นทันใด ยามนี้ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งสิ้น ทั้งร่ำไห้คร่ำครวญ พลางแต่งเติมเสริมเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดหลายวันผ่านมาเสียจนฟังดูเกินจริง นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บุตรชายคนโตฟังอย่างละเอียด ไม่มีเว้นข้ามส่วนใดเลยแม้แต่น้อย
เพียงผ่านไปแค่สองวัน กลับเกิดเหตุการณ์มากมายถึงเพียงนี้!
จางเฉิงพลันรู้สึกสะท้านสะเทือนในใจ ทว่ากลับไร้ซึ่งแววโศกเศร้า พี่สาวกับน้องชายคนรองของเขา ทั้งสองล้วนแต่เป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น แต่ถึงแม้จะไร้ค่าสักเพียงใด ก็ยังนับว่าเป็นคนของเขาจางเฉิง
บัดนี้กลับถูกเล่นงานจนคนหนึ่งถึงตาย ส่วนอีกคนหนึ่งก็พิการอย่างไม่น่าเป็นไปได้ แล้วเช่นนี้มิเท่ากับเป็นการตบหน้าเขาฉาดใหญ่หรอกหรือ!
สายตาของจางเฉิงที่ใช้สอบสวนคมกริบประหนึ่งคมดาบ กวาดมองไปทางเมิ่งซีโจวเขม็ง
ทว่าครั้นครุ่นคิดพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็พลันสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เมิ่งซีโจวเป็นถึงคุณหนูจากตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง นางเติบโตมาพร้อมกับหลักคุณธรรมสี่ประการ คือ ‘ยึดมั่นในมารยาท ความถูกต้องชอบธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และมีความละอายต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้อง’ หลังจากถูกขายเข้าตระกูลจางแล้ว นางไม่คิดสั้นก็นับว่าดีเพียงใดแล้ว ไฉนเลยจะกล้าเป็นฝ่ายยั่วยวนพี่เขยของเขาได้เล่า?
“เห็นชัดว่าเป็นท่านแม่ต่างหากที่สังหารพี่สาวกับพี่เขย อีกทั้งยังฝืนป้อนยาให้สามีของข้า จนเขาจำต้องตัดรากราคะทิ้งเพื่อรักษาชีวิตเช่นนี้! ท่านแม่ นี่ท่านถึงกับกล้ากลับดำเป็นขาวได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
เมิ่งซีโจวร้องตอบด้วยความเดือดดาลสุดขีด มือที่ชี้ไปทางแม่เ่าจางถึงกับสั่นระริกทั้งหยดน้ำตาสาวน้อยที่รินไหล
กล่าวได้ไม่ทันสิ้นประโยคดี นางแสร้งทำเป็นโมโหสุดขีด ท้ายสุดมิอาจต้านทาน เป็นลมเป็นแล้งไปเสียแล้ว ร่างของนางล้มเอนหงายไปด้านหลังทันที
จางเฉิงเคลื่อนไหวว่องไวปานสายฟ้า รีบยื่นมือออกไปประคองร่างไร้สติของนางไว้ทันที แขนหนึ่งโอบเอวบางที่แทบจะกำได้ด้วยมือเดียว กลิ่นหอมอ่อนละมุนพลันโชยแตะเข้าปลายจมูกของเขา ทำให้ภายในอกพลันเกิดความรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่าริมฝีปากของเขากลับแค่นยิ้มเย้ยหยัน คิดนึกอย่างขบขันภายในใจว่า เพียงคำหยาบโลนต่ำช้าสองสามคำก็ทนฟังมิได้เสียแล้ว สมกับที่เป็นคุณหนูบอบบางจากตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงโดยแท้
ขณะนั้น แม่เ่าจางกำลังกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้น ร้องโวยวายออกมาไม่เป็นท่า ครั้นเมื่อเห็นเมิ่งซีโจวเป็นลมหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของบุตรชายก็เดือดดาลขึ้นทันที รีบกระโดดลุกพรวดขึ้นโดยเร็ว ปากก็ร้องตะโกนก่นด่านางไม่หยุด
“นังสารเลว! นี่แกยังกล้าเสแสร้งแกล้งเป็นลมอีกรึ! นังหญิงชั่ว!”
ไม่เพียงเท่านั้น แม่เ่าจางยังคว้าท่อนฟืนขึ้นมา พร้อมกับตวาดเสียงกร้าวขึ้นว่า “คอยดูเถิด วันนี้ข้าจะต้องตีให้เจ้าเป็นลมสลบไสลไปจริงๆ!”
แต่ทว่าท่อนฟืนที่ฟาดลงไปกลับถูกจางเฉิงยกมือเข้าขวางไว้ แม่เ่าจางถึงกับตะลึงงัน สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง ก่อนจะร่ำไห้ร้องโอดครวญออกมาด้วยความน้อยอกน้อยใจ
“ลูกเอ๋ย นี่เป็นเล่ห์มารยาของนังจิ้งจอกตนนี้ เจ้าอย่าได้หลงกลมันเชียวล่ะ!”
“ท่านแม่ ท่านรีบไปหุงข้าวเถิด ข้าหิวมากแล้ว”
จางเฉิงคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับผู้เป็นมารดาอีก จึงได้ประคองร่างของเมิ่งซีโจวกลับเข้าเรือนพร้อมเอ่ยต่อว่า “ข้าขอเข้าไปดูน้องรองก่อน”
แม่เ่าจางโมโหคับแค้นจนถึงกับต้องกระทืบเท้าด้วยความอัดอั้น นับแต่สิ้นสามีไป บุตรชายคนโตผู้นี้ก็เปรียบประดุจฟ้าดินของนาง นางจึงมิอาจขัดคำสั่งของเขา ได้แต่จำใจหันหลังเดินกลับเข้าครัวไปอย่างเงียบๆ
ระหว่างที่แม่เ่าจางกำลังหุงหาอาหารอยู่นั้น จางเฉิงก็ได้ออกไปสอบถามชาวบ้านถึงเรื่องของพี่สาวกับพี่เขย ผู้คนล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ทั้งหมดเป็นเวรกรรมที่แม่เ่าจางเป็นผู้ก่อขึ้นเองทั้งสิ้น
จางเฉิงย่อมรู้จักอุปนิสัยของมารดาดีว่าเป็นคนเช่นไร แต่ทว่าเมิ่งซีโจวผู้นั้นเองก็กลับไม่รู้จักกาลเทศะยิ่งนัก โบราณว่าไว้ ‘เรื่องอัปยศในเรือนมิอาจแพร่งพรายออกสู่ภายนอก’นางจะอดกลั้นเสียบ้างมิได้เชียวหรือ?
จางเฉิงแค่นหัวเราะเสียงเบา พลางนึกในใจว่า — มิน่าเล่าจึงได้ถูกตระกูลเดิมทอดทิ้งไม่ไยดี เห็นทีเขาคงต้องหาโอกาสอบรมสั่งสอนนางเป็นการส่วนตัวเสียบ้างแล้ว อีกทั้งเขายังจะได้รับข่าวคราวใหม่ๆส่งรายงานกลับไปยังตระกูลเดิมของนางด้วย
เมิ่งซีโจวคำนวณเวลาไว้แล้ว ครั้นก่อนถึงเวลารับประทานอาหาร นางจึงค่อยๆได้สติฟื้นตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
บนโต๊ะอาหาร แม่เ่าจางเฝ้าเอาอกเอาใจจางเฉิงบุตรชาย ช่วยคีบกับข้าวให้เขาไม่หยุดหย่อน ปากก็พลางร้องถามไปว่า
“เฉิงเอ๋อร์ ช่วงนี้งานของเจ้าคงจะหนักมากกระมัง ร่างกายจึงได้ผ่ายผอมลงไปถึงเพียงนี้”
จางเฉิงนั้นทั้งล่อลวงผู้คนไปขาย ทั้งช่วยผู้อื่นลักพาตัวคนตามสั่ง งานสกปรกอันใดก็ล้วนแต่รับมาทำเองทั้งหมด แล้วจะไม่ให้เขาเหน็ดเหนื่อยได้อย่างไรกัน
“ก็พอทนได้ท่านแม่ เพียงแต่ระยะนี้มีท่านผู้หนึ่งต้องการหมอหญิง ข้าตระเวนหามาครึ่งเดือนแล้วก็ยังไม่พบสักคน” จางเฉิงกล่าวตอบ
เมิ่งซีโจวได้ยินเช่นนั้น จิตใจพลันสะดุ้งสั่นไหว — เรื่องนี้…ชาติที่แล้วก็เคยเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
ท่านผู้หนึ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงนั้น แท้จริงคือเศรษฐ)ีบ้านนอกและเป็นลูกค้าคนสำคัญของจางเฉิงด้วย คนผู้นี้มีรสนิยมทางเพศที่วิปลาส ชื่นชอบการร่วมรักกับบุรุษด้วยกัน อีกทั้งยังนิยมความรุนแรง มักเล่นสนุกกับเรือนร่างจนได้รับบาดเจ็บย่อยยับ ครั้นจะให้แพทย์บุรุษมาตรวจรักษาก็เกรงว่าจะเสียหน้า จึงได้คิดเสาะหาหมอหญิงมารักษาแทน
ทว่าในใต้หล้านี้ สตรีร่ำเรียนแพทย์ย่อมหาได้ยากยิ่ง หมอหญิงจึงเปรียบประหนึ่งหงส์ในหมู่กา หาพบได้ยากเสียยิ่งกว่าแสงตะวันในยามค่ำคืน เมื่อชาติปางก่อน จางเฉิงจึงได้ฉุดรั้งเมิ่งซีโจวผู้ซึ่งรักษาบุตรชายผู้ใหญ่บ้านจนสิ้นใจ ให้ต้องไปรับเคราะห์ครานี้แทนตน
แต่ครั้งนี้ เมิ่งซีโจวกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเองว่า
“พี่ใหญ่ ไยไม่ให้ข้าไปลองดูเล่า?”