พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่ 8 พบเจอสหายร่วมทาง
บทที่ 8 พบเจอสหายร่วมทาง
จางเฉิงเองก็มิได้คาดคิดมาก่อน จึงได้เอ่ยถามออกไปว่า “นี่เจ้าเคยร่ำเรียนวิชาแพทย์มาด้วยรึ?”
เมิ่งซีโจวยิ้มเล็กน้อยด้วยความขวยเขิน พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“ข้าเคยศึกษาร่ำเรียนมาเพียงผิวเผินเท่านั้น แต่หวังว่าจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของพี่ใหญ่ได้บ้าง”
“ดี!”
ภายในใจของจางเฉิงพลันเกิดความรู้สึกปิติยินดีเป็นล้นพ้น เขารีบยื่นมือออกไปลูบไล้พวงแก้มงดงามของนางอย่างแผ่วเบา แต่พลันได้รับสายตาค้อนขวับเล็กน้อยตอบกลับมา ความรู้สึกเร่าร้อนภายในอกจึงยิ่งพลุ่งพล่านมากกว่าเดิม
ครั้นรักษาเจ้าเศรษฐ)ีบ้านนอกผู้นั้นเสร็จสิ้นเมื่อใด จึงค่อยกลับมาลิ้มลองรสชาติเรือนร่างของนางให้สาแก่ใจก็ยังไม่สาย!
จางเฉิงเปล่งเสียงหัวเราะลั่นออกมาด้วยความเบิกบานใจยิ่ง
ส่วนแม่เ่าจางนั้นกลับกัดฟันกรอดจแทบแหลกละเอียด นังหญิงชั่วสารเลวผู้นี้ไปร่ำเรียนเล่ห์กลยั่วยวนบุรุษมาจากที่ใดกัน!
เมิ่งซีโจวแสร้งทำเป็นก้มหน้าด้วยความเขินอาย ทว่ามุมปากกลับแอบลักลอบแสยะยิ้มชั่วร้าย
เจ้าหัวเราะให้เต็มที่เถิดจางเฉิง… เพราะอีกไม่นาน เจ้าก็จะเหลือเพียงเสียงร้องคร่ำครวญเท่านั้น!
หลังมื้ออาหารเสร็จสิ้น ทั้งสองจึงมิได้รั้งรอ รีบรุดออกเดินทางทันที
จางเฉิงกระโดดขึ้นขี่บนหลังม้า ส่วนเมิ่งซีโจวนั้นขึ้นไปนั่งภายในตัวรถม้าบรรทุกของด้านหลัง
ปรากฏว่าภายในนั้นยังมีบุรุษร่างกายผอมแห้งผู้หนึ่ง ถูกจับมัดไว้ด้วยเชือกป่านแน่นหนา
เมิ่งซีโจวจึงคาดคะเนเอาเองว่า นี่คงจะเป็น ‘สินค้าใหม่’ ที่จางเฉิงเตรียมไว้ให้กับเศรษฐ)ีผู้มีรสนิยมทางเพศผิดแผกผู้นั้นเป็นแน่
นางจัดการดึงผ้าดำที่ใช้คลุมศีรษะของบุรุษผู้นั้นออกโดยเร็ว พลางเอ่ยเสียงแผ่วต่ำร้องเตือนขึ้นว่า
“หากเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ ก็จงอย่าได้เปล่งเสียงร้องออกมาเด็ดขาด”
ครั้นเมื่อเห็นชัดว่า ภายใต้ถุงผ้าดำผืนนั้นเป็นใบหน้าของหนุ่มน้อยในวัยละอ่อนผู้หนึ่ง แม้ใบหน้าของเขาจะเปื้อนฝุ่นคลุ้ง ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นอายสูงศักดิ์ประณีตของเขาได้มิด ม่านตาของเมิ่งซีโจวก็พลันหดเกร็งอย่างฉับพลัน!
คนผู้นี้คือองค์ชายน้อยแห่งจวนองค์หญิงใหญ่ นาม—ซ่งซวี่ป๋ายมิใช่รึ?! แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?!
จวนองค์หญิงใหญ่กับตระกูลเมิ่งนั้นอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน สำหรับซ่งซวี่ป๋ายนั้น นับว่าตัวนางมีโอกาสได้เฝ้ามองเขาเติบโตมาตั้งแต่เยาว์วัย ความสัมพันธ์ของทั้งสองย่อมถือว่าสนิทชิดเชื้อยิ่งนัก ฉะนั้นแล้ว ไหนเลยนี่จะเป็นบุรุษร่างผอมแห้งไปได้ เห็นชัดว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มเรือนร่างบอบบางที่มีอายุราวสิบสามสิบสี่ปีเท่านั้น!
…นี่ถึงกับจับเชื้อพระวงศ์แห่งราชสำนักมาทำเป็น ‘เป็ด’ ให้ผู้อื่นเชือดอย่างนั้นรึ? จางเฉิง…เจ้านี่ช่างมีอำนาจบารมีใหญ่โตคับฟ้ายิ่งนัก!
ปากของซ่งซวี่ป๋ายถูกผ้าผืนหนึ่งรัดไว้แน่นหนา ครั้นเห็นเมิ่งซีโจวเข้า ดวงตาทั้งสองของเขาพลันเบิกกว้างปานจะถลนออกจากเบ้า ก่อนจะกะพริบปริบๆถี่รัวเป็นการส่งสัญญาณบอกไปว่า—
พี่เมิ่ง! ช่วยข้าด้วย!
เมิ่งซีโจวแค่นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก ก่อนจะยกมือขึ้นฟาดลงบนหน้าผากของเขาเบาๆคราหนึ่ง แล้วจึงรีบทำการแก้เชือกที่มัดร่างของเขาไว้ออก จากนั้น ก็ก้มหน้าก้มตาค้นหาสิ่งของบางอย่างภายในรถม้าอย่างรวดเร็ว
ส่วนจางเฉิงนั้น ขณะนี้กำลังตั้งอกตั้งใจบังคับรถม้า พลางฮัมทำนองเพลงออกมาเบาๆ สีหน้าดูรื่นรมย์มีความสุขยิ่งนัก
เมิ่งซีโจวเปิดม่านด้านหน้ารถม้าออก พลางโผล่ศีรษะออกไปด้านนอกแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
“พี่ใหญ่ เส้นทางนี้ช่างขรุขระนัก ข้ารู้สึกเวียนศีรษะไม่น้อย ท่านช่วยบังคับม้าให้วิ่งช้าลงสักหน่อยจะได้หรือไม่?”
จางเฉิงสบถออกมาอย่างไม่พอใจนัก “เรื่องมากเสียจริง!”
ทว่าก็ยังดึงบังเหียนม้า บังคับให้ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย
และในชั่วขณะที่ความเร็วเพิ่งจะผ่อนลงนั้น—
แววตาของเมิ่งซีโจวก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและทอประกายวาววับ นางง้างท่อนไม้สั้นในมือขึ้นสูง ก่อนจะฟาดลงไปบนท้ายทอยของจางเฉิงอย่างสุดกำลัง!
“ปัง!”
จางเฉิงที่ไม่ทันได้ระวังตัว แม้แต่เสียงร้องครางก็ยังไม่ทันได้เปล่งออกมา ร่างของเขาก็ร่วงหล่นลงจากหลังม้าก่อนแล้ว
เมิ่งซีโจวรีบปรี่เข้าไปดึงบังเหียนม้าที่กำลังแตกตื่นหยุดไว้ได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงค่อยกระโดดลงไปยืนอยู่ข้างกายของจางเฉิง
“ว้าว! พี่เมิ่ง! ท่านยังเก่งกาจเช่นเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ! ช่างกล้าหาญเหมือนท่านแม่ข้านัก!” ซ่งซวี่ป๋ายร้องออกมาด้วยความชื่นชม
เมิ่งซีโจวหาได้สนใจคำประจบประแจงของอีกฝ่ายไม่ นางจ้องมองจางเฉิงเขม็ง ดวงตาทั้งสองฉายแววเย็นเยียบ ในเมื่อนางคิดจะขายเขาออกไป เช่นนั้นย่อมต้องระมัดระวังมิให้ผู้ใดจดจำเขาได้
โชคดีที่ในรถม้าของจางเฉิงมีเครื่องมือพิสดารหลากหลายชนิดครบครัน—
ทั้งโคลนสำหรับแปลงโฉม หน้ากากหนังมนุษย์คุณภาพต่ำ รวมถึงน้ำยาย้อมผมด้วย…
สมกับที่เป็นโจรลักพาตัวมืออาชีพจริงๆ!
เมิ่งซีโจวจัดการแงะปากของจางเฉิงให้เปิดออกก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงค่อยกรอกยาชนิดพิเศษที่ทำให้เป็นใบ้ลงไป ต่อมาก็หยิบเอาหน้ากากหนังมนุษย์ที่ดูอัปลักษณ์ที่สุดออกมาชิ้นหนึ่ง ทำการติดลงไปบนใบหน้าของเขาอย่างประณีต
“อี๋… ใบหน้านี้ช่างอัปลักษณ์น่าเกลียดยิ่งนัก!”
ซ่งซวี่ป๋ายร้องออกมาอย่างรังเกียจ พร้อมกับรีบคว้าถุงผ้าสีดำมาสวมครอบศีรษะของจางเฉิงไว้ทันที
จากนั้น ทั้งสองต่างก็ช่วยกันหามร่างสลบไสลของจางเฉิง ที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาราวกับมัดสุกรตัวหนึ่ง กลับขึ้นไปวางไว้บนรถม้า
ยามนี้ คฤหาสน์ของเศรษฐ)ีบ้านนอกผู้นั้นก็อยู่เบื้องหน้าใกล้เข้ามาแล้ว เมิ่งซีโจวรีบกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าโดยเร็ว ก่อนจะเอ่ยกำชับซ่งซวี่ป๋ายด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“อีกประเดี๋ยวเจ้าต้องตั้งสติให้ดี คอยสังเกตสีหน้าของข้าให้จงดี ส่งสัญญาณให้เมื่อใดแล้วค่อยลงมือ เข้าใจหรือไม่?”
ซ่งซวี่ป๋ายพยักหน้ารับคำด้วยท่วงท่าหนักแน่น
รถม้าของทั้งสองแล่นมาหยุดลงตรงหน้าประตูคฤหาสน์ และทันทีที่คนเฝ้าประตูได้ยินว่าเป็นหมอหญิงที่มารักษานายท่าน เขาก็รีบไปตามพ่อบ้านให้ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
“โอ้โฮ! ในที่สุดก็ได้พบตัวท่านหมอหญิงเสียที!”
…..