พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่9 ชายได้ชายคือยอดชาย
พ่อบ้านร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างมากจนต้องถูมือสองข้างไปมา พลางรีบนำทางเมิ่งซีโจวตรงปรี่เข้าสู่เรือนชั้นในของคฤหาสน์
“นายท่าน! นายท่าน! ท่านหมอหญิงมาแล้วขอรับ!”
เมื่อผลักประตูห้องนอนเข้าไป กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเหม็นของของเสียก็พลันพวยพุ่งออกมากระแทกจมูกเข้า กลิ่นนั้นชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนวิงเวียนยิ่งนัก! บุรุษร่างอ้วนท้วนประหนึ่งก้อนเนื้อกองใหญ่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง พร้อมกับส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทรมาน…
เมิ่งซีโจวจำต้องกลั้นลมหายใจ แล้วก้าวเท้าเข้าไปในห้องเพื่อทำการตรวจดูบาดแผลบริเวณรูทวารหนักของบุรุษร่างอ้วน หลังจากตรวจเสร็จแล้ว นางจึงขมวดคิ้วนิ่วหน้าแน่นพลางเอ่ยเสียงต่ำขึ้นว่า
“ไปนำเข็ม ด้าย กับยาชามาให้ข้าเถิด”
“ไม่ได้!” เศรษฐ)ีบ้านนอกผู้นั้นถึงกับกรีดร้องเสียงแหลมออกมา น้ำเสียงของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด “ข้าต้องลงแรงไปมากเพียงใดกว่าจะขยายให้ได้เพียงนี้…”
เมิ่งซีโจว “……”
นางฝืนข่มกลั้นอาการอยากกลอกตามองบนใส่อีกฝ่ายเอาไว้ แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“หากท่านไม่รีบรักษา ต่อไปอย่าว่าแต่จะเสพสุขเลย เกรงว่าแม้แต่นั่งกับนอนก็ยังจะเจ็บปวดดุจถูกทรมานอย่างหนัก”
จากนั้น นางจึงได้เปลี่ยนถ้อยวาจาฉับพลัน ทำการโยนเหยื่อล่อออกไปทันใด
“อีกอย่าง การมาของข้าครานี้ ข้ายังสู้อุตส่าห์ไปเสาะหาบุรุษใหม่ฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยมมามอบให้ท่านโดยเฉพาะด้วย หากบาดแผลของท่านหนักจนมิอาจใช้การได้อีก เช่นนั้นจะไม่เป็นเรื่องน่าเสียดายหรอกรึ?”
ดูท่าจางเฉิงคงจะมิได้ล่วงรู้รสนิยมพิสดารของเศรษฐ)ีผู้นี้จริงๆกระมัง
สิ่งที่เขาต้องการก็คือ ‘เครื่องมือสำหรับการระบายราคะที่แข็งแกร่งทนทาน’ หาใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาดังเช่นซ่งซวี่ป๋ายไม่
ว่าแล้วก็เป็นดังที่คาดไว้จริงๆ—
“ท่านเศรษฐ)ี ท่านอย่าได้เปิดถุงผ้าออกดูเป็นอันขาด!”
เมิ่งซีโจวรีบร้องเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง “รูปโฉมของบุรุษผู้นี้นั้น…ต่ำช้าอัปลักษณ์ยิ่งนัก เกรงว่าหากท่านได้เห็นแล้ว จะทำให้สายตาอันสูงศักดิ์ของท่านเศรษฐ)ีต้องมัวหมองได้ แต่ทว่าเขามีดีที่เรือนร่างกำยำองอาจแข็งแกร่ง เรี่ยวแรงเหนือบุรุษผู้ใด อีกทั้งฝีมือในเรื่องอย่างว่ายังนับว่าหาได้ยากยิ่ง พบเพียงหนึ่งในหมื่นคนเท่านั้น! จึงยังนับว่ายังพอมีคุณสมบัติจะมารับใช้ท่านเศรษฐ)ีผู้ทรงเกียรติเช่นท่านได้”
นางปรายตามองส่งสัญญาณให้กับซ่งซวี่ป๋าย เขาจึงรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปในทันใด แล้วทำการฉีกกระชากอาภรณ์ของจางเฉิงที่กำลังหมดสติออกจนสิ้น ไม่มีหลงเหลือไว้ปิดเรือนร่างแม้เพียงชิ้นเดียว!
และเพียงชั่วพริบตา สายตาของเศรษฐ)ีบ้านนอกก็พลันแข็งค้างด้วยความตกตะลึง ร่างทั้งร่างแน่นิ่งราวต้องมนตร์สะกด น้ำลายแทบไหลย้อยออกจากริมฝีปาก!
“เรือนร่างสมบูรณ์เกือบครบสิบส่วน! นับว่าเป็นของหายากยิ่งนัก!” เขาเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น จนถึงกับพูดจาแทบไม่เป็นภาษา “เร็ว! เร็วเข้า เจ้ารีบรักษาข้าเดี๋ยวนี้!”
“ได้เลยเจ้าค่ะ!”
เมิ่งซีโจวขานรับทันใด ส่วนซ่งซวี่ป๋ายเองก็ไม่รอช้า รีบลากร่างเปลือยเปล่าไร้สติของจางเฉิงออกไปอย่างฉับพลันทันทีเช่นกัน
ก่อนลงเข็มทำการเย็บบาดแผลแหวะหวะของเศรษฐ)ีบ้านนอกผู้นั้น เพื่อการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น จะได้สามารถใช้มอบ‘ความสุขสม’ให้กับจางเฉิงมากยิ่งขึ้น!
เมิ่งซีโจวจึงได้เติมเชื้อไฟให้อีกระลอกหนึ่ง นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นว่า
“ท่านผู้สูงศักดิ์ บาดแผลที่ทวารหลังของท่านนี้ จำต้องใช้เวลาในการบำรุงรักษาอย่างประณีตถึงครึ่งเดือนจึงจะดีขึ้น ระหว่างนี้ หากท่านทนอดกลั้นจนเกิดความลำบากใจจนเกินกักเก็บแล้วล่ะก็…”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย พลางเหลือบสายตามองไปยังทิศที่จางเฉิงถูกลากออกไป แล้วจึงกล่าวต่อว่า
“ใช่ว่าจะมิอาจใช้ ‘เบื้องหน้า’ คลายเหงาแทนได้ บุรุษเรือนร่างกำยำแข็งแกร่งเช่นนั้น หากได้พิชิตลิ้มลองแล้ว เกรงว่าท่านอาจจะได้สัมผัสรสชาติที่แปลกใหม่อีกแบบก็เป็นได้”
เศรษฐ)ีผู้มั่งคั่งได้ยินดังนั้น ก็พลันเปล่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมาดังลั่น สายตาจ้องมองเมิ่งซีโจวด้วยความรู้สึกชื่นชม
“ฮ่าๆ! คิดไม่ถึงจริงๆว่าสตรีน้อยเช่นเจ้าจะรู้เรื่องเหล่านี้ดีนัก! เยี่ยม! เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะลองใช้ ‘เบื้องหน้า’ เสพสุขดูสักคราก็แล้วกัน!”
เมิ่งซีโจวยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงรีบทำการเย็บบาดแผลให้เสร็จสิ้น แล้วจึงค่อยถอยออกมาจากห้องนอนที่แสนอับเหม็นนั้นโดยเร็ว
หลังจากคำนวณเวลาดูแล้ว… จางเฉิงคงใกล้จะฟื้นคืนสติขึ้นมาเต็มที
คราวเห็นคงถึงครา…ต้องไปพบหน้าพี่ใหญ่ผู้นี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วกระมัง
จางเฉิงถูกจับไปขังไว้ภายในห้องรับรอง ร่างของเขาถูกมัดไว้ด้วยเชือกป่านแน่นหนา และเวลานี้ก็กำลังดิ้นรนขัดขืนอยู่ไม่หยุด
ซ่งซวี่ป๋ายคับแค้นใจยิ่งนัก จึงได้ยกเท้าขึ้นเตะเข้าใส่ร่างของเขาถึงสองครั้งสองครา
“เจ้าคนสารเลว ข้าอุตส่าห์ช่วยเจ้าไว้แท้ๆ แต่เจ้ากลับคิดจะขายข้าเสียได้!”
หลังจากเมิ่งซีโจวก้าวเข้ามาในห้องแล้ว นางจึงหันกลับไปปิดประตูเสีย จากนั้น ได้ก้าวมายืนจ้องมองจางเฉิงด้วยสีหน้าท่าทางสงบเยือกเย็น
“พี่ใหญ่ จาก ‘พ่อค้ามนุษย์’ กลับต้องกลายมาเป็น ‘เป็ดบนเขียง’ ให้เขาเชือดเสียเองแล้ว ครานี้รู้สึกเป็นเช่นไรบ้างเล่า?”