พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่12 รวมตัวอีกครั้งในชาตินี้ (1)
บทที่12 รวมตัวอีกครั้งในชาตินี้ (1)
ทั้งที่ใบหน้าไร้ซึ่งเครื่องประทินโฉมหรือแป้งชนิดใดแต่งแต้ม หากกลับเผยให้เห็นความงามระดับสะท้านแก่นวิญญาณ มิว่าผู้ใดพบเห็นก็จำต้องตกตะลึง!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาประกายวาววับประดับหยาดน้ำตาเอ่อล้นคู่นั้น ยิ่งชวนให้ผู้คนที่พบเห็นเกิดความรู้สึกเวทนาสงสารอย่างมิอาจหักห้ามใจ ผู้ใหญ่บ้านกับภรรยาพลันชะงักงัน ต่างฝ่ายต่างหันมองหน้ากันสลับไปมาด้วยความงุนงง
สตรีรูปโฉมงดงามล้ำเลิศเช่นนี้… แท้จริงแล้วกลับมีใจให้บุตรชายของพวกเขา? แล้วเหตุใดก่อนตาย บุตรชายของพวกเขาจึงไม่เคยเอ่ยปากบอกเล่าเรื่องนี้ให้ได้ยินแม้สักคำเล่า?
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านกลอกตาหนึ่งรอบ พลันผุดความคิดชั่วร้ายขึ้นทันใด นางยื่นศอกออกไปกระทุ้งเรียกผู้เป็นสามีอย่างแรงหนึ่งที พลางกดเสียงต่ำกระซิบกล่าวว่า
“สตรีนางนี้… นับว่าใช้ได้เลยทีเดียว!”
เมื่อครู่สองสามีภรรยาเพิ่งจะโต้เถียงกันอยู่หยกๆเหตุเพราะสะใภ้ที่ซื้อมานั้น แม้รูปโฉมจะงดงามเกินพรรณนา มิหนำซ้ำยังมีวรยุทธ์ติดตัวด้วย ทว่าไอพิฆาตและรังสีอำมหิตกลับหนักหน่วงข้นคลั่กเกินคาดหมายเรียกได้ว่ามากมายเสียจนชวนให้รู้สึกหวาดหวั่น เพียงแค่มองยังชวนขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก
ฝ่ายภรรยาผู้ใหญ่บ้านมีความเห็นว่า ควรเสาะหาหญิงงามที่มีอุปนิสัยอ่อนโยนมากกว่านี้ ทว่าสามีกลับเสียดายเงินทอง ไม่ต้องการที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อหาใหม่อีก เหตุนี้ หญิงงามตรงหน้า… จึงประหนึ่งของขวัญจากฟากฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาตรงหน้าโดยแท้!
ผู้ใหญ่บ้านเองย่อมเข้าใจในชั่วพริบตาเช่นกันประกายตาของชายชราสั่นไหวฉายความโลภละโมบออกมา
สองสามีภรรยาสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างเข้าใจโดยมิต้องเอ่ยวาจา พวกเขาคิดจะให้สตรีนางนี้ได้กลายมาเป็นสะใภ้อีกคนของบุตรชายตน!
มิว่าอย่างไร… บุตรชายของตนในปรโลก ย่อมสมควรได้เสพสุขดั่งบุรุษผู้มีภรรยาพรั่งพร้อม!
ทั้งสองจึงรีบปั้นสีหน้าประดับรอยยิ้มจอมปลอมทันใด ก้าวขยับเข้ามาใกล้เมิ่งซีโจว พลางกล่าววาจาอ่อนหวานว่า
“แม่หนู เจ้าอย่าได้ร่ำไห้ไปเลย พวกเราทั้งสองเป็นบิดามารดาของเขาเอง…”
ยังมิทันสิ้นคำ เมิ่งซีโจวก็เอ่ยแทรกขัดขึ้นฉับพลัน น้ำเสียงสั่นเครือระคนคลุ้มคลั่งในคราเดียว
“เขาเคยให้คำมั่นกับข้าว่า ชั่วชีวิตนี้จะรับข้าเป็นภรรยาเพียงผู้เดียว! พวกท่านเป็นบิดามารดาแล้วอย่างไร? ต่อให้เป็นบรรพชนของเขาก็มิอาจพรากเราสองแยกจากกันได้!”
ผู้ใหญ่บ้านกับภรรยา: “……”
“พะ-พวกเรา… มิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยสักนิด! เจ้าก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปนัก!” ภรรยาผู้ใหญ่บ้านรีบกล่าวแก้ต่าง
“ในเมื่อเจ้าเองก็มีใจมั่นต่อบุตรชายของเราเช่นนี้ เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้… งั้นเจ้าก็จงมาเป็นสะใภ้ของพวกเราอีกคนเถิด นับแต่นี้ไป พวกเราก็จะได้เป็นครอบครัวเดียวกัน…”
“สะใภ้อีกคนอย่างนั้นรึ?!” เมิ่งซีโจวแผดเสียงแหลมก้อง ร้องคำรามต่อว่าออกมาด้วยความเกรี้ยวโกรธเยี่ยงอสูรกาย
“ไม่ได้! สามีของข้า… เขาย่อมต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว! เป็นของข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น!!”
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านรีบส่งสายตาให้สามี พลางพยักหน้าหงึกหงักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ได้ มีเพียงเจ้า! มีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น!”
เมิ่งซีโจวแค่นเสียงเย็นเยียบดัง “หึ” ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาลงขุดหลุมศพต่อไปอย่างมุ่งมั่น ผู้ใหญ่บ้านกับภรรยาหันไปสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นร่วมแรงร่วมใจกันช่วยขุด คนทั้งสามต่างซ่อนเจตนาของตนไว้ภายในใจ ทว่ากลับร่วมมือกันขุดหลุมศพได้อย่างรวดเร็ว กระทั่งเผยให้เห็นฝาโลงสีดำมืดที่อยู่ด้านล่าง
หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันเต้นระรัวแทบทะลุออกจากอก!
นางกับสองสามีภรรยาร่วมแรงช่วยกันเปิดฝาโลงออก แล้วเมิ่งซีโจวก็รีบก้มลงมองเข้าไปในโลง—
ภายในโลง สตรีสวมชุดเจ้าสาวสีแดงเนื้อผ้าหยาบกร้านผู้หนึ่ง กำลังนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ ใบหน้าขาวซีดราวแผ่นกระดาษ และสตรีนางนั้น… ก็คือองค์หญิงใหญ่!
เมิ่งซีโจวข่มความตื่นเต้นในใจเอาไว้อย่างสุดกำลัง ปลายนิ้วลอบยื่นไปแตะสำรวจลมหายใจขององค์หญิงใหญ่โดยมิให้ผู้ใดทันสังเกตเห็น—
ยังมีลมหายใจ แม้จะแผ่วเบามากก็ตาม!
วิเศษยิ่งนัก! นางยังมีชีวิตอยู่!
เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงใหญ่ถูกวางยาบางแขนงที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกดประสาทไว้ ประกอบกับถูกจับร่างยัดเอาไว้ในพื้นที่ปิดตายเช่นในโลงเป็นเวลานานนางจึงได้หมดสติไปชั่วคราว ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ เห็นทีจำต้องรีบนำตัวส่งหมอเพื่อให้ทำการรักษาโดยด่วน!
“นังสารเลว! น้ำหน้าอย่างเจ้ารึจะคู่ควรครองรักกับสามีของข้า?!”
เมิ่งซีโจวไม่รอช้า คว้าแขนขององค์หญิงใหญ่ขึ้นมา แล้วกระชากร่างไร้สติของนางขึ้นมาจากโลงศพทันที
“ไสหัวไปซะ!”
ในขณะที่ร่างขององค์หญิงใหญ่ถูกลากขึ้นมาจากโลงศพนั้น ผู้ใหญ่บ้านและภรรยาที่แสร้งช่วยเหลือเมิ่งซีโจวก่อนหน้า ก็พลันลุกขึ้นเคลื่อนไหวลงมือทันใด!
ประหนึ่งหมาป่าหิวโซสองตัวที่รอโอกาสมาเนิ่นนานหนึ่งซ้ายหนึ่งขวาพุ่งเข้าประกบเมิ่งซีโจวจากสองทิศทางรวดเร็วดุจสายฟ้า หวังผลักร่างของนางให้หล่นลงไปนอนในโลงแทน!
ทว่าเมิ่งซีโจวเองก็ได้เตรียมพร้อมรับมือไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แววตาทั้งสองพลันฉายประกายเยียบเย็นดุจคมมีด!
นางมิได้เคลื่อนถอยหลังหนี กลับเลือกบิดเอวเอี้ยวตัวหลบอย่างว่องไว เสี้ยวจังหวะเดียวกันนั้นยังใช้สองมือคว้าศพบุรุษในโลงไว้ รีดเค้นพละกำลังทั้งหมดในกายตน จับร่างศพนั้นเหวี่ยงออกไปอย่างรุนแรง หมายโจมตีสวนใส่คนทั้งสองที่พุ่งปราดเข้าหา!
ปัง—!
อาศัยแรงเหวี่ยงผนวกกับน้ำหนักตัวอันมหาศาลของร่างศพ ทำให้ศพบุรุษแข็งทื่อผู้นั้นพุ่งปะทะชนเข้ากับผู้ใหญ่บ้านและภรรยาอย่างแรง!
“อ๊าก!”
คนทั้งสองส่งเสียงร้องลั่นออกมา ขณะเดียวกันก็ถูกร่างศพของบุตรชายตนกระแทกเข้าใส่ จนร่างทั้งสองร่วงหล่นลงไปในโลงพร้อมกับร่างศพรวามเป็นสาม ประดุจเกี๊ยวที่ถูกเทลงหม้อเดียวกัน!
เมิ่งซีโจวไม่คิดยื้อเวลาแม้แต่น้อย! นางแบกร่างไร้ขององค์หญิงใหญ่เอาไว้บนบ่าข้างหนึ่ง แล้วพลันหมุนกายวิ่งลงไหล่เขาไปด้วยกำลังทั้งหมดที่มี!
“นังแพศยา! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“ใครก็ได้! ช่วยจับโจรเร็วเข้า! มีคนแย่งชิงศพไปแล้ว!”
ผู้ใหญ่บ้านกับภรรยาตะเกียกตะกายขึ้นจากโลงศพอย่างทุลักทุเล ก่อนจะวิ่งไล่ตามเมิ่งซีโจวไปอย่างบ้าคลั่ง ปากก็ร้องตะโกนเรียกชาวบ้านให้ช่วยสุดเสียง!
หากมีเพียงเมิ่งซีโจวลำพังคนเดียวยังพอทำเนา แต่นี่นางยังต้องแบกอีกหนึ่งชีวิตติดกายไว้ ระดับความเร็วย่อมต้องลดฮวบลงเป็นธรรมดา ยามนี้นางหายใจเหนื่อยหอบจนรู้สึกประหนึ่งปอดถูกเผา แต่ทว่าก็ยังฝืนกัดฟันวิ่งหนีต่อไปอย่างสุดชีวิต
เสียงร้องตะโกนไล่หลังดังใกล้เข้ามาทุกขณะ เสียงฝีเท้าเร้าเร่งก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ!
นางฉวยโอกาสเหลียวกลับไปมองปราดหนึ่ง จึงได้เห็นว่าเวลานี้ผู้ใหญ่บ้านอยู่ห่างจากนางไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น และหากเขาพุ่งตัวไปข้างหน้าอีกเพียงเล็กน้อย ก็อาจสามารถคว้าผมของนางไว้ได้แล้ว!