พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่13 รวมตัวอีกครั้งในชาตินี้ (2)
บทที่13 รวมตัวอีกครั้งในชาตินี้ (2)
ในห้วงจังหวะคับขันที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย—
“ปั้ก!”
ร่างของนางก็ได้พุ่งชนเข้ากับแผ่นอกใหญ่แข็งแกร่งของคนผู้หนึ่ง!
ผู้มาใหม่ครางเสียงต่ำเล็ดลอดออกมาเล็กน้อยจากแรงปะทะ ทว่าร่างกายกลับมั่นคงดุจศิลา วงแขนแกร่งทรงพลังถูกยื่นออกมาประคองกอดร่างของนาง และร่างขององค์หญิงใหญ่ที่อยู่บนบ่าไว้ได้อย่างมั่นคง
กลิ่นหอมเย็นสะอาดคล้ายต้นสนท่ามกลางเหมันต์ฤดูระคนโทนไม้อบอุ่น ได้ลอยเข้าแตะที่ปลายจมูกของนาง ช่างเป็นกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกเย้ายวนยิ่งนัก
อาการหนักอึ้งดุจภูผาหินอันเกิดจากการแบกปัญหามากมายไว้ และกำลังกดทับกลางอกของเมิ่งซีโจวอยู่ บัดนี้พลันมลายหายสิ้นในฉับพลัน!
เขามาแล้ว!
องค์รัชทายาท—ซ่งเฉิงจี้!
เพียงชั่วพริบตานั้นเอง ผู้ใหญ่บ้านกับภรรยาก็ตามมาถึงตรงหน้า อ้าปากแยกเขี้ยวพลางพุ่งตรงเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางดุร้าย!
“จับตัวไว้!”
คลื่นเสียงนั้นเย็นเยียบกระจ่างใสดุจหยก หากแต่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจสูงสุดระเบิดคลั่งออกมา
ทว่าเสี้ยวอึดใจนั้นเอง ยังมิทันเปิดโอกาสให้เหล่าองครักษ์ด้านหลังของซ่งเฉิงจี้ได้ลงมือ แววตาของเมิ่งซีโจวก็พลันฉายประกายอำมหิตเจิดจ้า นางรีบส่งร่างไร้สติขององค์หญิงใหญ่คืนให้กับซ่งเฉิงจี้โดยเร็ว
จากนั้น สองฝ่ามือก็พุ่งฉับออกไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ชักกระบี่ประจำกายที่คาดอยู่บนเอวขององค์รัชทยาทออกมาทันใด!
“ฟึบ! ฟึบ!”
สองกระบวนท่าพิฆาตร่ายรำ ประกายแสงสีเงินแห่งคมกระบี่สองสายพลันส่องสว่าง ตัดผ่านสองร่างของคู่สามีภรรยาอย่างแม่นยำ ก่อนจะตามมาด้วยละอองโลหิตที่กระเซ็นพลั่งพรู!
เมิ่งซีโจวมีสะดุ้งเล็กน้อย ใจหนึ่งคิดหลับตาโดยสัญชาตญาณ ทว่าชายแขนกว้างลวดลายเมฆาที่อบอวลด้วยกลิ่นหมึกจางอ่อน กลับยกขึ้นปัดป้องไว้ให้เสียก่อน ช่วยครอบปิดสายตารวมไปถึงใบหน้าของนางไว้อย่างมิดชิด
เมิ่งซีโจวชะงักงันไปเล็กน้อย เมื่อมือข้างนั้นลดระดับลง นางจึงเงยหน้าขึ้นมอง และสายตาก็สบเข้ากับนัยน์ตาคู่นั้น… ที่ทั้งล้ำลึกและเย็นเยียบประหนึ่งสระน้ำเย็นพันปี
ซ่งเฉิงจี้ทอดมองสตรีตรงหน้า ร่างของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ผมเผ้ายุ่งเหยิง อาภรณ์ที่สวมใส่ก็สกปรกมอมแมม ดูแล้วให้รู้สึกน่าเวทนายิ่งนัก ทว่าภายในดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายเจิดจ้าชวนให้รู้สึกตกตะลึง นอกจากความสงบนิ่งแล้ว ยังแฝงความแกร่งกล้าจนน่าประหลาดขุมหนึ่งด้วย ดูราวกับว่าชีวิตนี้ได้ผ่านเภทภัยอันตรายมาแล้วมิรู้กี่คราต่อกี่ครา ทว่ากลับยังไม่เคยยอมศิโรราบ พรรณนาดั่งดอกเหมยเหมันต์ที่เบ่งบานท่ามกลางลานหิมะ ท่วงท่าองอาจทรนงเยี่ยงผู้ชนะสิบทิศเป็นนิจนิรันดร์
“เมิ่งซีโจว”
เขาเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว น้ำเสียงทุ้มลึกไพเราะยิ่ง หากแต่แฝงความตึงเครียดไว้เล็กน้อย เสียงนั้นหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อ
“มิได้พบกันเนิ่นนานแล้ว”
หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันสั่นไหววูบหนึ่ง
“นานแล้วจริงๆเพคะ… องค์รัชทายาท”
นับรวมแล้ว… ก็สองภพสองชาติเต็มๆ
ซ่งเฉิงจี้สวมอาภรณ์ยาวสีขาวสะอาด เรือนร่างสูงสง่าดุจสนเดี่ยวเขียวชอุ่ม คิ้วตาล้วนอ่อนโยน แฝงซ่อนไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งพลังอำนาจของราชวงศ์โดยกำเนิดขุมหนึ่ง รูปงามประหนึ่งพฤกษาเลิศล้ำ อากัปกิริยาที่เคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ล้วนบรรยายได้ภายใต้หนึ่งคำเท่านั้นคือ หยกล้ำค่าอันประเสริฐ)
เขายังคงเหมือนเดิม หาได้แตกต่างจากองค์รัชทายาทสูงศักดิ์ ที่มิอาจหาผู้ใดเปรียบได้ในความทรงจำเมื่อชาติปางก่อนของนางเลยสักนิด
เมิ่งซีโจวเมื่อเยาว์วัยนั้น ได้ถูกทำนายไว้ว่าตนนั้นเกิดมาพร้อม ‘ชะตาหงส์’ การอภิเษกกับองค์รัชทายาทจึงได้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เยาว์วัย ทั่วทั้งนครหลวงล้วนแต่ล่วงรู้กันดี ขอเพียงรอให้นางเติบใหญ่ถึงวัยปักปิ่นเมื่อใด ย่อมต้องได้เคียงคู่กับทายาทมังกรผู้นี้อย่างไม่มีคาดเคลื่อนแน่นอน
ทว่าเผลอไผลเพียงชั่วคราว กลับถูกลักพาตัว ซ้ำชะตาหงส์ยังถูกช่วงชิงไป
บุรุษผู้สมควรจะได้เป็นคู่ครองของนาง… กลับถูกเปลี่ยนมือกลายมาเป็นคู่ครองของน้องสาวฝาแฝดนางแทน!
แต่ช่างเถิด อย่างไรเสียเรื่องทั้งหมดที่ว่าก็ล้วนแต่เป็นเรื่องราวเมื่อชาติภพก่อน บัดนี้ทุกอย่างล้วนเลือนหายดุจควันเมฆที่ไม่มีวันเกิดขึ้นอีก
แต่เรื่องหนึ่งที่ยังติดอยู่ภายในใจของนางจวบจนถึงวันนี้ก็คือ นางเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า คนอย่างซ่งเฉิงจี้ย่อมต้องจำแนกแยกแยะระหว่างนางกับเมิ่งหนานอี้ได้
แต่ทว่าท้ายที่สุด… เขาก็ยังเลือกที่จะแต่งกับสตรีนางนั้น
ทั้งหมดก็เท่านี้เอง… นางไม่มีสิ่งใดให้ต้องกล่าวอีกแล้ว
ระลอกคลื่นแห่งความอาลัยคิดถึงเมื่อครั้นได้พบพาน หลังพรากจากกันมาเนิ่นนาน บัดนี้พลันถูกดับสิ้นในชั่วพริบตา
เมิ่งซีโจวตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ทั้งสายตาและวาจาจากที่เคยอ่อนโยน บัดนี้เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างฉับพลัน นางเบี่ยงสายตามองไปทางองค์หญิงใหญ่ที่ยังคงหมดสติอยู่ พลางเอ่ยขึ้นว่า
“พระองค์ทรงพาท่านหมอมาด้วยกระมัง? อาการขององค์หญิง… หาได้สู้ดีนัก!”
“พามาด้วยแล้ว! ท่านหมอมานี่เถิด!”
น้ำเสียงของซ่งซวี่ป๋ายที่เอ่ยแทรกขึ้นพลันสั่นเครือคล้ายกำลังกลั้นสะอื้น เขาฝ่ากลุ่มองครักษ์ออกมา พลางชักดึงร่างของชายชราผู้หนึ่งมาด้วย
ซ่งเฉิงจี้ค่อยๆวางร่างขององค์หญิงใหญ่ลงบนเบาะนุ่มที่องครักษ์ได้ปูเตรียมไว้ก่อนแล้ว หมอหลวงรีบก้าวเข้าไป ทำการตรวจชีพจรและปักเข็มรักษา จากนั้น จึงค่อยหยิบเกลือหอมสูตรพิเศษออกมาวางไว้ใต้จมูกขององค์หญิงใหญ่
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้า และนับว่าเนิ่นไม่น้อยทีเดียว แต่องค์หญิงใหญ่ก็ยังคงหลับตาแน่น มิปรากฏวี่แววหรือมีความหวังว่าจะฟื้นคืนสติขึ้นมาเลย
หมอหลวงชราผู้นั้นทนรับแรงกดดันจากคู่สายตาเย็นเยียบขององค์รัชทายาทไม่ไหว จึงต้องจำใจเอ่ยอธิบายอันใดสักอย่างด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน
“กระหม่อมเกรงว่า… อาการบาดเจ็บขององค์หญิงจะกระทบไปถึงรากฐ)าน อีกทั้งเพราะขาดอากาศหายใจอยู่นาน คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะจึงจะฟื้นคืนสติพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเสียเบื้องต้นย่อมจำต้องหาสถานที่เงียบสงบมีไออุ่น เพื่อจะได้ทำการบำรุงรักษาเป็นอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ…”
ซ่งเฉิงจี้พยักหน้า
มิได้แยแสต่อคำทัดทานของผู้ใต้บังคับบัญชา เขากลับแบกร่างขององค์หญิงใหญ่ขึ้นมาด้วยตนเอง พลางเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“กลับโรงเตี๊ยมในตัวเมือง”
เมิ่งซีโจวจ้องมององค์หญิงใหญ่ ภายในดวงตาเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและผูกผันอย่างไม่อาจปิดบัง ทว่าสองเท้ากลับหยุดนิ่งอยู่กับที่
“เช่นนั้น หม่อมฉันขอลาตรงนี้เพคะ… ขอให้องค์รัชทายาทเสด็จกลับโดยสวัสดิภาพ”