พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่14 อะไรนะ ล้างบางหรือจัดการธุระกันแน่
- Home
- พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่14 อะไรนะ ล้างบางหรือจัดการธุระกันแน่
บทที่14 อะไรนะ? ล้างบางหรือจัดการธุระกันแน่?
ซ่งซวี่ป๋ายเพิ่งจะก้าวเท้ายกออกไป ทันใดพลันหยุดชะงักงัน เขาหันขวับเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน
“พี่เมิ่ง! เหตุใดท่านไม่กลับไปกับพวกเราเล่า?”
ซ่งเฉิงจี้เองก็เป็นอีกคนที่หยุดฝีเท้าลง หันกลับมามองนาง ในนัยน์ตาล้ำลึกคู่นั้น แฝงความห่วงใยอันมิอาจโต้แย้ง
“แม้ข้าไม่รู้จริงๆว่าเหตุใดเจ้าจึงตกอับมาถึงเพียงนี้ แต่เมื่อได้พบพานกันแล้ว ก็ควรพาเจ้ากลับนครหลวงด้วยกันย่อมดีกว่า”
“หม่อมฉันยังมีเรื่องคั่งค้างไม่ได้สะสาง จำต้องจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อนเพคะ”
เมิ่งซีโจวกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่เด็ดเดี่ยวนัก ทว่าการที่มีขุมอำนาจระดับองค์รัชทายาทอยู่เบื้องหน้าขนาดนี้ หากไม่รู้จักไขว้คว้าใช้ให้เป็นประโยชน์นับว่าโง่เขลาแล้ว
“รบกวนองค์รัชทายาท ในคืนวันมะรืนยามไห่ โปรดส่งคนมารอรับหม่อมฉันที่ปากทางหมู่บ้านเสี่ยวเหอด้วย”
สองแม่ลูกคู่นั้น ย่อมมิปล่อยให้นางหลุดพ้นจากขุมนรกนี้ได้โดยง่าย ตรงกันข้ามหากอาศัยอำนาจขององค์รัชทายาทกลับนครหลวง ย่อมทางเปิดสะดวกกว่ามาก สถานที่แห่งนี้ประหนึ่งถ้ำปีศาจ ผู้ใดก้าวเข้ามาล้วนมีโอกาสถูกถลกหนังทั้งเป็น แม้ซ่งเฉิงจี้ไม่ได้เปิดเผยจุดประสงค์หรือเอ่ยสิ่งใดแน่ชัด ทว่านางย่อมตระหนักได้เช่นกัน เขาจะต้องมาสืบสวนอะไรสักอย่างที่นี่เป็นแน่นอกจากแค่เรื่ององค์หญิงใหญ่
เพียงแต่… จะสืบไปได้ไกลเพียงใด? หรือจะ… สืบสานไปถึงเรื่องตระกูลเมิ่งหรือไม่?
ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่ชัดเจน นางมีแต่ทางเลือกเดียวคือการเฝ้าระวังอย่างเงียบงัน
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมาด้วยเรื่องอันใด หนี้โลหิตของนาง ย่อมเป็นตัวนางเท่านั้นที่ต้องชำระ! คนอื่นไม่เกี่ยว!
มีเพียงข้าเท่านั้นที่ต้องฉุดรั้งพวกมันตกนรกหมกไหม้ด้วยมือคู่นี้!
ยามรัตติกาลฝันไกลในทุกค่ำคืน บัดนี้ข้าไม่ต้องทนทุกข์กับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนจากชาติภพก่อนอีกต่อไป
ในดวงตาของซ่งเฉิงจี้และซ่งซวี่ป๋ายล้วนแฝงซ่อนความไม่เห็นด้วยเกินจะปกปิด ทว่าแววตาของเมิ่งซีโจวก็ช่างแน่วแน่เด็ดขาดเสียเหลือเกิน ไม่ยอมเปิดช่องหรืออ่อนข้อให้ไกล่เกลี่ยแม้เพียงน้อย
ซ่งเฉิงจี้นิ่งเงียบ จ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็เอ่ยเพียงคำเดียว
“ดี”
จากนั้นเขาจึงพาซ่งซวี่ป๋ายผู้ยังไม่สบายใจหายห่วงเท่าใด ซ้ำยังชอบหันกลับมามองเมิ่งซีโจวเป็นระยะ พร้อมเหล่าองครักษ์ทั้งหลายคุ้มกันองค์หญิงใหญ่จากออกไป แต่ก็ใช่ว่าเขาจากไปอย่างไรเยื้อไยเสีย ซ้ำยังแอบทิ้งองครักษ์ฝีมือดีไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อคอยคุ้มครองนางในที่ลับ
ทว่า ภายหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด เมื่อซ่งเฉิงจี้ได้รับแจ้งข่าวอีกครั้งในภายหลังว่า หมู่บ้านเสี่ยวเหอที่เมิ่งซีโจวอาศัยอยู่ บัดนี้พังพินาศโดนกวาดล้างจนสิ้นซากแล้ว เมื่อรับรู้ดังนั้น กลับกลายเป็นฝ่ายเขาที่ชักจะสงสัยเสียเองว่าตนหูแว่วไปหรือไม่ คำพูดของเมิ่งซีโจวที่ว่าจะ ‘จัดการให้เรียบร้อย’ นั้น หรือแท้จริงแล้วจะเป็น ‘ล้างบางให้เรียบร้อย’ กันแน่?
อย่างไรก็ดี เรื่องทั้งหมดที่ว่ามาล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ในภายภาคหน้าทั้งสิ้น
ตัดภาพกลับมาปัจจุบัน ภายในรถม้า ซ่งซวี่ป๋ายทอดสายตามองผู้เป็นมารดาที่ยังนอนหมดสติ พลางพึมพำเสียงแผ่วว่า
“พี่เมิ่งช่างละม้ายคล้ายท่านแม่ยิ่งนัก เพียงแต่… วาจาของนางร้ายกาจกว่าท่านแม่อยู่บ้าง…”
เมื่อซ่งเฉิงจี้ได้ยินดังนั้น ภาพของหญิงสาวที่ถือกระบี่ยาวประกอบคู่สายตาเย็นเยียบ ก็พลันผุดขึ้นในห้วงความคิดของเขาทันใด
อีกทั้งยังหวนรำลึกไปถึงงานเลี้ยงในครานั้น เมื่อเผชิญหน้ากับถ้อยคำยั่วยุสารพัด ครานั้นนางกลับตอบโต้ด้วยวาจาเฉียบคม แต่กลับใจเย็นเกินพรรณนาดั่งผู้เหนือกว่า
มุมปากของเขาเผลอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางโดยไม่รู้ตัว
วาจาร้ายกาจ จิตใจเหี้ยมโหด ลงมือสังหารคนได้ละเอียดแม่นยำ
นาง… หาได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
อีกด้านหนึ่ง เมิ่งซีโจวที่แยกจากซ่งเฉิงจี้และคณะแล้ว ก็ได้ควบขี่รถม้าของจางเฉิงเดินทางต่อไป ทว่านางหาได้รีบร้อนกลับไปยังหมู่บ้านเสี่ยวเหอในทันทีไม่
เพราะว่าในวันนี้… เป็นวันนัดหมายที่จางเฉิงจะต้องส่งข่าวของนางไปยังตระกูลเมิ่ง!
เมื่อมาถึงจุดนัดพบลับซึ่งซ่อนอยู่กลางป่าลึกรกร้าง
เมิ่งซีโจวจึงได้นำผ้าผืนหนึ่งซึ่งมีข้อความเข้มข้นหลากหลายเขียนไว้จนเต็ม แล้วจัดการยัดใส่ลงไปในโพรงไม้ตามที่ตกลงกันไว้
เนื้อความที่แสนตื่นเต้นเร้าใจภายในนั้น… ย่อมมากพอที่จะทำให้สองแม่ลูกในเมืองหลวง ถึงกับต้องออกอาการกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่ พวกนางจะต้องเกิดอาการวิตกจริตระคนกดดัน จนเสมือนั่งเจ็บปวดอยู่บนเก้าอี้พันเข็มทีเดียว!
โอกาสอันดีเช่นนี้ ไฉนจะไม่ส่งคำทักทายจากแดนไกล… ไปให้พวกนางสักหน่อยเล่า จริงหรือไม่?
มุมปากของเมิ่งซีโจวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง นางพลิกกายกระโดดขึ้นขี่บนหลังม้าอีกครา ก่อนจะควบออกไปด้วยท่วงท่าองอาจ
—
ครั้นกลับถึงเรือนตระกูลจางในหมู่บ้านเสี่ยวเหอ ก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามบ่ายแก่ๆแล้ว
แม่เ่าจางกระวนกระวายใจไม่ต่างจากมดบนกระทะร้อนฉ่า นางยืนเฝ้าหน้าประตูคอยชะเง้อมองไม่หยุด
เมื่อเห็นว่ามีเมิ่งซีโจวกลับมาเพียงผู้เดียว นางก็พลันแผดเสียงแหลมร้องตะโกนถามอย่างโกรธเกรี้ยว
“เฉิงเอ๋อร์เล่า?! เหตุใดบุตรชายของข้าจึงไม่กลับมากับเจ้าด้วย?!”
เมิ่งซีโจวกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว
“พี่ใหญ่รึ? ตอนนี้เขากำลังรับหน้าที่สำคัญอยู่ เขาต้องปรนนิบัติผู้สูงศักดิ์จึงกลับมาพร้อมกับข้าไม่ได้”
แม่เ่าจางหาได้ล่วงรู้ความนัยแฝงในถ้อยวาจานั้นไม่ เพียงคิดว่าบุตรชายคงมีการค้าครั้งใหญ่ให้ต้องจัดการต่อ จึงตบต้นขาฉาดหนึ่งพลางร้องถามขึ้นว่า
“โถ่เอ๊ย! เขาบอกว่าจะหาซื้อยามาให้จื้อเอ๋อร์มิใช่รึ? แล้วไฉนจึงลืมได้เล่า?!”
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งซีโจวถึงกับต้องลอบแสยะยิ้ม แสร้งทำเป็นเบิกตากว้างดูคล้ายตกใจเล็กน้อย ให้ดูเหมือนว่าตัวนางเองก็เพิ่งนึกถึงเรื่องสำคัญนี้ได้
“ยา? อ้อ… จริงด้วย ซื้อมาแล้วท่านแม่”