พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่15 จางจื้อตายแล้ว
บทที่15 จางจื้อตายแล้ว!
นางหันกายมุดเข้าไปด้านในรถม้า พลางหยิบยาออกมาห่อหนึ่งยื่นส่งให้แม่เ่าจาง ภายในนั้นห่อบรรจุชั้นดีนี้… คือยาพิสดารที่จะทำให้บาดแผลเน่าเปื่อยและลุกลามเป็นหนองรวดเร็วยิ่งขึ้น
แม่เ่าจางที่อ่านหนังสือไม่ออกแม้ตัวอักษรเดียว นางลูบคลำห่อยานั้นด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ข้ารู้อยู่แล้ว! เฉิงเอ๋อร์ของข้านั้นรักน้องชายเป็นที่สุด!”
นางประคองห่อยาไว้ดุจสิ่งของล้ำค่า ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องโดยเร็ว จะได้รีบนำยานี้ไปทารักษาบาดแผลให้กับจางจื้อที่ยังคงนอนติดเตียงเป็นผักไม่ได้สติอยู่
เมิ่งซีโจวยืนเอาสองมือไพล่หลัง ก่อนจะค่อยๆสาวเท้าก้าวเข้าบ้านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย หลังจากผลัดเปลี่ยนมาสวมใส่อาภรณ์สะอาดชุดใหม่แล้ว นางก็เดินไปยกเก้าอี้ไม้เก่าคร่ำคร่ามาตัวหนึ่ง แล้วนั่งลงกลางลานบ้านอย่างสบายอารมณ์ เฝ้ารอคอยผลงานที่ตนได้รังสรรค์เอาไว้ด้วยอาการสงบ
ต่อให้ตัดเจ้า ‘สิ่งนั้น’ ออกไปแล้ว… ก็ใช่ว่าจะต้องตายไม่อาจมีชีวิตรอดอยู่ต่อได้
แม้แต่ขันทีในวังหลวง ก็ล้วนแต่มีชีวิตเป็นปกติสุขดีมิใช่รึ?
แต่ตรงกันข้าม หากเมื่อใดได้ใช้ยาชนิดนี้เข้าไปแล้ว
โอกาสรอดชีวิตก็จะเหลือเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น… ส่วนอีกเก้าส่วนคือโอกาสที่ชะตาจะขาด!
และแล้ว—
เมิ่งซีโจวเพิ่งจะเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จและออกมานั่งรอได้ไม่นาน ภายในห้องข้างเคียงก็พลันมีเสียงกรีดร้องประหนึ่งวิปลาสดังก้องออกมา เสียงร้องโหยหวนที่ราวกับมิใช่เสียงของมนุษย์นั้น แท้จริงกลับเป็นเสียงของจางจื้อนั่นเอง!
“อ๊าก—! ท่านแม่! ข้าเจ็บ! เจ็บจะตายอยู่แล้ว—!”
แม่เ่าจางตกอกตกใจจนวิญญาณแทบกระเด็นหลุดออกจากร่าง นางวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกมาจากห้องบุตรชาย ตามหาเมิ่งซีโจวด้วยความร้อนอกร้อนใจยิ่ง
ทว่าเพราะรีบร้อนมากจนเกินไป เจ้าตัวจึงได้เผลอสะดุดธรณีประตูเข้าอย่างจัง จนล้มหน้าคว่ำทิ่มลงกับพื้นเต็มแรง!
“โอ๊ย!”
นางร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด เรือนร่างแก่ชราสั่นงันงกไร้เรี่ยวแรงนั้นปวดระบมไปทั่ว
เมิ่งซีโจวแสร้งทำเป็นตกใจ ยกสองมือขึ้นทาบอก แล้วรีบวิ่งปรี่เข้าไปหาแม่สามีทันใด
“โอ๊ยแย่แล้ว! ท่านแม่! เจ้าธรณีประตูนี่ช่างน่าตายยิ่งนัก! อานุภาพในการปราบปรามมารร้ายของเจ้านี่ช่างเหลือเกินนัก! นี่คงจะเข้าใจผิดไปกระมัง คงนึกว่าท่านแม่เป็นผีห่าซาตานที่คิดจะมาบุกเรือนกระมัง? เร็วเข้าท่านแม่ ให้ข้าดูเสียหน่อยเถิดว่าบาดเจ็บที่ใดบ้าง แต่ท่านแม่อย่าได้ขุ่นเคืองเพราะเรื่องนี้เลย หากให้ผู้ใดล่วงรู้เข้า เกรงว่าคงต้องอับอายขายหน้าไปทั่วแน่!”
แม่เ่าจางได้ฟังถ้อยคำประชดประชันเข้าเช่นนั้น เนื้อตัวก็ยิ่งสั่นเทิ้มด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกระตุ้นให้ลุกโชนหนักกว่าเดิม นางฝืนกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างแสนยากลำบาก ยามนี้สัมผัสได้ว่า อาการปวดร้าวศีรษะคล้ายยิ่งทวีความรุนแรงกว่าตอนแรกที่ล้มหน้ากระแทกพื้นเสียอีก
ความเคียดแค้นและเพลิงโทสะกลางอกของนาง บัดนี้ไม่อาจข่มกลั้นไว้ได้อีกต่อไปแล้ว!
“นังแพศยา! วันนี้ข้าจะต้องเอาชีวิตเจ้าให้ได้!”
นางคำรามขู่เสียงแหบแห้ง พลางยกเท้าขึ้น รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเตะเท้าเข้าใส่กลางอกของเมิ่งซีโจวเต็มกำลัง
แววตาของเมิ่งซีโจวพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ไร้ซึ่งร่องรอยตื่นตระหนกแต่อย่างใด
นางยกมือคว้าข้อเท้าที่อีกฝ่ายพยายามออกท่าเตะไว้ได้อย่างง่ายดาย พร้อมออกแรงบีบกระชับไว้แน่น อาศัยแรงส่งจากการพลิกตัวและกระชากในเวลาเดียวกัน จับร่างของหญิงชราเหวี่ยงทิ้งออกไปสุดแรง!
“ตุ้บ!”
ยามนี้แม่เ่าจางมีสภาพมิต่างจากอันใดจากถุงผ้าขาดวิ่น ถูกเหวี่ยงทุ่มกระเด็นออกไปไกล ก่อนจะไปล้มฟุบอยู่กับพื้นแน่นิ่งไม่ไหวติงใดๆอีก
นางหมดสติไปเสียแล้ว
เมิ่งซีโจวก้มลงตรวจดูลมหายใจของหญิงชราว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ภายในใจพลันอดคิดกับตัวเองขึ้นมาไม่ได้ ถึงขั้นต้องร้องอุทานกับตัวเองเบาๆ
“ดูท่า… ตัวข้าน่าจะเป็นลิโป้ได้เหมือนกันกระมัง ฝีมือต่อสู้ไม่เบาเลย~”
ครั้นรำพึงรำพันจบ นางก็หันกายเดินตรงเข้าไปยังห้องนอนของจางจื้อ บนเตียง ผ้าปูเต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนองไหลนองปะปนกัน เลอะเทอะเปรอะเปื้อนจนไม่อาจทนมองได้ ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับยังมีลมหายใจอยู่รวยริน ดวงชะตาของเจ้านี่นับว่าแข็งแกร่งยิ่งนัก
แต่เมิ่งซีโจวก็หาได้ร้อนอกร้อนใจไม่ บาดแผลเน่าเปื่อยถึงเพียงนี้ ความตายย่อมเป็นเพียงเรื่องช้าหรือเร็วเท่านั้น สิ่งสำคัญยิ่งในยามนี้ก็คือ การกำจัดภัยแฝงคนสุดท้ายของตระกูลจาง—
บุตรชายคนที่สาม จางจั๋ว เขาผู้นี้กำลังศึกษาอยู่ในสำนักเล่าเรียน และเตรียมจะเข้าสอบเป็นถงซื่อ[1]
ระยะเวลาจากวันนี้จนถึงวันที่องค์รัชทายาทจะส่งคนมารับนางนั้น
ดูเหมือนจะเหลือเวลาอยู่เพียง… สองวันเท่านั้น
จางจั๋วเป็นผู้เดียวในตระกูลจางที่ดูเหมือนจะพอมีพรสวรรค์ในด้านการศึกษาอยู่บ้าง ในชาติปางก่อนเขาสามารถสอบผ่านถงซื่อได้ด้วยตัวเองคนเดียวจริงๆ!
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่เมิ่งซีโจวหนีตายกลับไปถึงนครหลวงได้อย่างหวุดหวิดแล้ว ก็ไม่วายเคราะห์ร้ายซ้ำซ้อน ต้องเผชิญชะตากรรมรันทดอีกคราเพราะบังเอิญไปพบพานกับเขาผู้นี้เข้าอีกครั้ง
ยามนั้น นางบอบช้ำจนแหลกสลายไปทั้งกายใจ ทว่าคนผู้นี้กลับยังฉีกเปิดบาดแผลทั้งปวงของนาง ที่เคยประสบพบเจอเมื่อครั้งอยู่ที่เรือนตระกูลจาง ประจานเรื่องของนางต่อหน้าผู้คนอย่างไร้ความปรานี!
เขาถึงกับไปตีฆ้องร้องทุกข์ต่อทางการ กล่าวหาว่านางเป็นหญิงสำส่อน รับหน้าที่เป็นภรรยาร่วมหลับนอนกับพี่น้องทั้งสองคนของเขา และทั้งๆที่เพิ่งคลอดบุตรได้ไม่นาน ก็หลบหนีออกมาไม่คิดเลี้ยงดู จริยธรรมนับว่าเลวเข้าขั้น จิตใจชั่วโฉดผิดมนุษย์
ข่าวลือนี้ได้แพร่สะพรัดออกไปรวดเร็วเสียยิ่งกว่าโรคระบาด ลุกลามไปทั่วนครหลวง นางถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงคณิกาที่ผู้คนทั้งหลายต่างรังเกียจเหยียดหยาม! แม้แต่หญิงขอทานข้างถนน เมื่อพบเห็นนางยังต้องถ่มน้ำลายใส่!
หนทางที่หวังจะมีชีวิตของนางจึงถูกสะบั้นขาดอย่างสิ้นเชิง และนั่นก็ได้กลายมาเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมให้เมิ่งหนานอี้ขายนางเข้าสู่หอนางโลมชั้นต่ำ!
นางเพียรพยายามปีนป่ายออกจากขุมนรกมาได้อย่างยากลำบาก ทว่า… กลับถูกจางจั๋วผลักลงสู่หุบเหวลึกยิ่งกว่าเดิม ด้วยสองมือของเขาเอง!
“ถึงคราของเจ้า… ที่จะได้ลิ้มรสชาติแห่งนรกโลกันต์บ้างแล้ว!”
เมิ่งซีโจวพึมพำกับห้วงอากาศว่างเปล่า ดวงตาทั้งสองอัดแน่นไปด้วยความแค้นที่ฝังลึกเข้าถึงกระดูก
นางออกจากเรือนไปพบบุรุษใช้แรงงานในหมู่บ้าน ผู้ทำอาชีพรับจ้างวิ่งส่งข่าว สั่งให้เขารีบไปแจ้งกับจางจั๋วโดยเร็วว่า พี่ชายคนรองของเขาเสียชีวิตแล้ว ให้รีบกลับมาจัดการงานศพโดยด่วน!
ข่าวนี้ดุจมีปีกเหินทะยาน แพร่สะพรัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านเสี่ยวเหอในชั่วพริบตา ชาวบ้านต่างพากันซุบซิบนินทากันไม่หยุด
“เฮ้อ สะใภ้ใหม่ตระกูลจางช่างอาภัพนัก เพิ่งจะแต่งเข้าบ้านก็ต้องกลายเป็นหม้ายไปเสียแล้ว…”
“ข้าว่านะ นังสะใภ้ใหม่นั่น น่าจะเป็นตัวอัปมงคลจริงๆ! ดวงกินสามีชัดๆ! ดูสิ เพิ่งจะแต่งเข้าตระกูลจางได้เพียงไม่กี่วัน คนในครอบครัวก็ตายกันเกือบหมด!”
“ถุย! ดวงกินสามีอันใดกัน! ผู้ใดได้เป็นสะใภ้ตระกูลจาง ผู้นั้นย่อมหนีไม่พ้นชะตาหม้ายทั้งนั้นแหละ! ดูอย่างแม่เ่าจางสิ ยังไม่ทันได้หัวหงอกด้วยซ้ำ ก็ต้องกลายเป็นหม้ายไปเสียแล้วมิใช่รึ?”
…..