พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่16 ท่านรู้ได้เช่นไรว่าข้าต้องการฆ่าล้างครอบครัวท่านใจจะขาด
- Home
- พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่16 ท่านรู้ได้เช่นไรว่าข้าต้องการฆ่าล้างครอบครัวท่านใจจะขาด
บทที่16 ท่านรู้ได้เช่นไรว่าข้าต้องการฆ่าล้างครอบครัวท่านใจจะขาด?
เมิ่งซีโจวหาได้หยิบเอาคำพูดซุบซิบนินทาเหล่านั้นมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย นางดำเนินการจัดงานศพของจางจื้อด้วยตนเอง
ลำดับแรก นางเที่ยวไล่เดินไปเคาะประตูบ้านทุกหลัง แล้วจึงไปเชิญนักพรตผู้ทำพิธี กระทั่งจ้างวงมโหรีเครื่องดีดสีตีเป่ามาบรรเลง ทั้งยังมีพ่อครัวมาทำสำรับอาหารสำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อด้วย และผู้ประสานงานเบ็ดเตล็ดต่างๆไม่ว่าตำแหน่งหน้าที่ใด นางล้วนเชิญมาอย่างครบครัน
กล่าวถึงเรื่องความยิ่งใหญ่เอกเกริกน่ะหรือ? แน่นอนว่านางจัดพร้อมจัดเต็มนัก!
งานยิ่งใหญ่โตเพียงใดก็ยิ่งดี!
เพราะอย่างไรเสีย…เงินพวกนี้ก็หาใช่เงินของนางไม่
ไม่เพียงเท่านั้น เมิ่งซีโจวยังไปขอยืมผ้าขาวจากบ้านหลังอื่นๆมาด้วย ทั้งนี้เพื่อใช้สำหรับตกแต่งห้องโถงที่แสนทรุดโทรมของตระกูลจาง รังสรรค์ให้กลายมาเป็นเรือนขาวบริสุทธิ์ คงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความเศร้าโศกไว้ทั่วทั้งหลัง
ครั้นจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพแล้ว ท้องนภาก็ล่วงเข้าสู่ยามพลบค่ำ เมิ่งซีโจวเข้าครัวทำอาหารง่ายๆกินประทังความหิว บนท้องฟ้าเริ่มมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่องแผ่วเบา
หยาดน้ำฝนเย็นเฉียบตกกระทบบนผิวหน้าของหญิงชราเม็ดแล้วเล่า สิ่งนี้ช่วยปลุกให้แม่เ่าจางที่นอนสลบไสลอยู่กลางลานบ้านได้ฟื้นคืนสติกลับมาอีกครา
นางพยุงร่างกายที่โงนเงนลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้างุนงง สิ่งเดียวที่นางสัมผัสได้ในเวลานี้ก็คือ ความรู้สึกปวดร้าวกระดูกไปทั่วกาย ประหนึ่งร่างทั้งร่างถูกบดถูกทุบจนแตกละเอียด หันข้างสักเล็กน้อย พลางพบเห็นเมิ่งซีโจวกำลังนั่งอยู่ที่ธรณีประตู ในมือถือถ้วยข้าวกินไปพลางจ้องมองนางไปพลางอย่างสำราญใจ
“ท่านแม่ ที่แท้ท่านเองก็มีรสนิยมดีไม่น้อยเลย รู้จักมานอนชมวิวทิวทัศน์ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายเช่นนี้ด้วย?”
ฝ่ายหญิงชรากำลังจะอ้าปากเตรียมด่าทอชุดใหญ่ หากแต่สังเกตเห็นกลุ่มชาวบ้านหลายคน กำลังช่วยกันยกหามโต๊ะเก้าอี้และม้านั่งเข้ามาในลานบ้านตระกูลจางคนละไม้คนละมือ เห็นเช่นนี้เข้าผู้ใดจะไม่ตกอกตกใจเล่า
“พวกเจ้ากำลังทำอันใดกันอยู่?”
นางร้องตะโกนถามออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ชาวบ้านต่างพากันวางข้าวของในมือลง พลางทอดถอนใจแล้วจึงเอ่ยตอบไปว่า
“เฮ้อ… แม่เ่าจางเอ้ย อย่างไร…พวกเราก็เสียใจด้วยจริงๆนะ”
“พวกเราทุกคนในหมู่บ้าน กำลังช่วยกันขนโต๊ะขนเก้าอี้สำหรับจัดงานศพในวันพรุ่งนี้มาให้…”
“เหลวไหลทั้งเพ!”
แม่เ่าจางไม่รู้ไปเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน จู่ๆก็พลันดีดตัวลุกขึ้นจากพื้นในบัดดล นางพุ่งถลาเข้าใส่กลุ่มชาวบ้านเหล่านั้นรวดเร็วเสียยิ่งกว่าแมวถูกเหยียบหาง
“จื้อเอ๋อร์ของข้ายังมีชีวิตอยู่ดี! เจ้าพวกคนใจจืดใจดำ! ในปากอมกองอาจมเน่าเหม็นกันอยู่กระมัง! จึงได้สาปแช่งบุตรผู้อื่นเช่นนี้ ระวังเถิด ระวังพวกเจ้าจะไม่ตายดี! พวกเจ้านี่ช่างน่ารังเกียจนัก ปากก็เน่า ใจก็เน่า!”
“นังบ้านี่!!”
บรรดาชาวบ้านผู้มีเจตนาดีเข้ามาช่วยเหลือ อยู่ดีไม่ว่าดีพลันถูกก่นด่าสาปแช่งใส่เช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมต้องรู้สึกเดือดดาลเลือดขึ้นหน้าทันที
“มิน่าเล่า ลูกๆถึงได้ชิงตายไปกันหมด! สมควรแล้ว!”
แม่เ่าจางยิ่งทวีความเดือดดาลมากขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเท่า เลือดลมในกายสูบฉีดรุนแรง ทำเอาดวงหน้าและใบหูแดงก่ำประหนึ่งมีโลหิตไหลออก นางระเบิดเสียงไอถี่หนักออกมาไม่หยุดหย่อน ประกอบกับต้องมาพบเห็นผ้าขาวถูกแขวนประดับไว้ทั่วห้องโถงเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้บาดตาบาดใจนาง จิตใจรุ่มร้อนดังถูกเปลวไฟแผดเผา นางคลุ้งคลั่งเยี่ยงคนบ้าเสียสติ ทั้งด่าทอ ทั้งกระโจนเข้าไปฉีกกระชากผ้าขาวรอบห้องออกอย่างไม่ไยดี
ส่วนเมิ่งซีโจวกลับไม่สนใจเลยสักนิด นางนั่งยังคงนั่งกินข้าวอยู่ที่ธรณีประตูอย่างสบายอารมณ์ เฝ้ารับชมภาพฉากเบื้องหน้าอย่างออกรสออกชาติไม่น้อยเลย
อาหารมื้อนี้…ดูเหมือนจะรสชาติอร่อยขึ้นเป็นกอง!
ยามอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าสิ้นแล้ว พลังหยางย่อมถดถอย พลังหยินจึงกำเริบแกร่งกล้า
นี่จึงมักจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ป่วยหนักยากนักที่จะฟันผ่าความตายไปได้
เมิ่งซีโจวเฝ้ามองดูจางจื้อที่กำลังนอนละเมอเพ้อพกอยู่บนเตียง และแล้วก็นึกย้อนไปถึงถ้อยคำประโยคหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องวิชาแพทย์ที่องค์หญิงใหญ่ได้เคยสั่งสอนนางในชาติภพก่อนหน้า
นางยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงจางจื้อไม่ห่าง
เฝ้ารออย่างเงียบงัน… รอคอยให้เขาค่อยๆสิ้นลมหายใจ
แต่อีกจุดประสงค์หนึ่งก็คือ… หากบังเกิดปาฏิหารย์ขึ้นจริง บุรุษตรงหน้านี้กลับรอดชีวิตมาได้ นางนี่แหละจะเป็นคน ‘มอบ’ ความตายให้แก่เขาเอง!
ครั้นรัตติกาลล่วงเลยจวบจนเที่ยงคืน บรรยากาศตลอดทั่วทั้งหมู่บ้านก็พลันเงียบสงัด แม่เ่าจางเดินเข้ามาตรวจดูอาการของบุตรชายในห้อง แต่แล้วก็พบว่าจางจื้อได้สิ้นใจไปเสียแล้ว…
อาการหน้ามืดพลันกำเริบ มิว่ามองสิ่งใดก็พร่ามัวไปหมด หญิงชราถึงกับทรงตัวยืนต่อไปไม่ไหว ต้องทรุดคู่เข่าทั้งสองลงกระแทกกับพื้นเสียงดังปัง
เมิ่งซีโจวโบกมือไปมาไล่กลิ่นเหม็นเน่าที่เริ่มโชยและชวนให้อยากอาเจียน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางที่ไม่ทุกข์ร้อนใดๆว่า
“ท่านแม่ ปลงเสียบ้างเถิด อย่างน้อยๆท่านก็ยังมีบุตรชายเหลืออยู่อีกตั้งสองคนมิใช่รึ?”
ใช่แล้ว— ยังเหลืออีกหนึ่งคนที่นางยังมิได้ลงมือล้างแค้น!
หญิงชราในเวลานี้รู้สึกสิ้นหวังเต็มประดา ครั้นได้ยินคำกล่าวประโยคนั้นส่งผ่านเข้ารูหู ก็เสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่นางจำต้องรีบคว้าไว้ให้มั่น พยายามควบคุมลมหายใจที่ไร้เสถียรกลับคืนมา แววตาค่อยๆแปรเปลี่ยนกลับมามีสติขึ้นอีกครา
“ถูกต้องแล้ว! ถูกต้องแล้ว! ขะ-ข้า…ข้ายังมีลูกชายอีกตั้งสองคน! ตระกูลจางของข้ายังไม่ถึงคราวสูญสิ้นจริงๆ!”
ยิ่งกล่าวย้ำเตือนใจตัวเอง เสียงของนางก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีพลังงานแห่งชีวิตไหลเวียนกลับคืนมา
แต่ในชั่วพริบตาถัดมา
พลังชีวิตนั้นก็กลับกลายเป็นความแค้นท่วมแผ่นฟ้า
นางหันขวับไปมองเมิ่งซีโจวด้วยความเดือดดาล ดวงตาทั้งสองแทบถลนออกจาเบ้า
“แต่จื้อเอ๋อร์เป็นบุตรชายที่ข้ารักมากที่สุด! นังตัวกาลกิณี! เป็นเจ้าที่ทำให้ลูกๆของข้าต้องตายเกือบหมดบ้าน! ข้า… ข้าจะฆ่าเจ้า!”
นางพุ่งถลาเข้าใส่เมิ่งซีโจวอย่างไม่คิดชีวิต ประดุจจอมพยัคฆ์ที่กำลังคลุ้งคลั่ง เล็บมือทั้งสิบตรงเข้าจิกหมายบีบคอเมิ่งซีโจวให้ตายคามือ!
แต่อย่างกระนั้นเลย มืออำมหิตคู่นั้นเพิ่งจะยื่นออกไปได้เพียงครึ่งทาง ทุกอย่างก็พลันแข็งค้างอยู่กลางอากาศประหนึ่งถูกหยุดเวลาไว้
เพราะเมิ่งซีโจวจู่ๆล้วงมือไปทางด้านหลัง หยิบเอามีดทำครัวเล่มหนึ่งออกมา คมมีดยาวสีเงินสะท้อนกับแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเป็นประกายวาววับน่าพรั่นพรึง!
เมิ่งซีโจวค่อยๆเหยียดกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ก่อนจะย่างสามขุมก้าวเข้าหาอีกฝ่ายทีละก้าวทีละก้าว น้ำเสียงที่เปล่งดังออกมาเย็นเยียบยิ่งกว่าปีศาจน้ำแข็งที่หลุดรอดจากขุมนรกอเวจีชั้นลึกสุด—
“โอ้? ท่านแม่~ นี่ท่านรู้ได้เยี่ยงไรว่าสิ่งที่ข้าต้องการมากที่สุดคือ…การสังหารทุกคนในตระกูลจาง!?”
“หรือว่า…ท่านจะเป็นพยาธิในไส้ของข้ากระมัง?”