พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่17 หมากลับของตระกูลเมิ่ง
บทที่17 หมากลับของตระกูลเมิ่ง
ทันทีที่แม่เ่าจางได้ยินวาจาประโยคนั้นของเมิ่งซีโจว ก็ถึงกับต้องเบิกตาโพลงถลึงใส่อย่างไม่อยากจะเชื่อ สตรีที่พบเห็นตรงหน้า บัดนี้ดูประหนึ่งอสุรกายจากขุมนรกในสายตานาง!
ในที่สุด… ในที่สุดนางก็เข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว!
ที่นางสู้อุตส่าห์ทุ่มเงินก้อนโตซื้อสตรีนางนี้มา ปรากฏว่าหาใช่สะใภ้แต่อย่างใด
หากแต่เป็นผีร้าย… ไม่สิ… ไม่ใช่… แต่เป็นฆาตรจิตวิปลาสที่คิดจะเอาชีวิตคนทั้งหมดในตระกูล!
เมิ่งซีโจวเพิ่งจะสังหารจื้อเอ๋อร์ตายไปสดๆร้อนๆ หรือว่าเหยื่อรายต่อไปจะเป็น…ตัวนางเอง?!
“อ๊ากก—!!”
อาการขวัญกระเจิงของแม่เ่าจางพลันพุ่งขึ้นสูงอยู่ในระดับทะลุปรอท หญิงชรากรีดร้องออกมาสุดเสียงเยี่ยงคนเสียสติวิปลาส แต่เมื่อได้สติกลับคืนเพียงเสี้ยวอึดใจเท่านั้น นางก็พลันหมุนกายหมายจะหลบหนีในทันที!
แต่ช่างน่าเสียดาย…
เมิ่งซีโจวกลับคว้าคอเสื้อด้านหลังของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน แล้วกระชากดึงกลับมาอย่างแรง จนอีกฝ่ายถึงกับลงไปนอนกองบนพื้นเยี่ยงลูกไก่ในกำมือ นางบรรจงใช้สันมีดเคาะไปบนหน้าผากของหญิงชราเป็นจังหวะแผ่วเบา
“ท่านแม่เจ้าคะ อย่าได้หวาดกลัวสะใภ้คนนี้ไปเลย~”
เสียงกระซิบกระซาบระคนหยอกเย้าดังหลุดลอยออกมาจากริมฝีปากของเมิ่งซีโจว หากแต่น้ำเสียงนั้นกลับฟังดูคล้ายเสียงกระซิบของปีศาจเข้าไปทุกที
“ท่านแม่ ท่านยังจะต้องทนเห็นลูกตัวเองค่อยๆตายจากไปทีละคนด้วยตาตัวเองนะเจ้าคะ…”
“ดังนั้น…คงจะรีบตายไปตอนนี้ไม่ได้กระมัง~”
“อย่างไรเล่าท่านแม่? ท่านชื่นชอบหรือไม่? ”
ร่างของแม่เ่าจางสั่นงกๆ ยามนี้เสียศูนย์อย่างหนัก ถึงขนาดนั่งยังโงนเงนไปมาดุจกิ่งใบอ่อนท่ามกลางพายุลม กลิ่นฉุนปนเหม็นของปัสสาวะพลันฟุ้งกระจายไปทั่ว—
ยามนี้นางขวัญหนีดีฝ่ออย่างหนักจนเผลอขับถ่ายปล่อยของเสียไหลออกมาจนหมดร่าง
“จะ-เจ้า…”
คู่ฟันบนล่างของนางสั่นระริกกระทบกระแทกกันอย่างมิอาจควบคุมได้ ทว่ายังฝืนยึดความหวังสุดท้ายที่หลงเหลือไว้มั่น
“เจ้ามันก็เก่งแค่รังแกข้ากับจื้อเอ๋อร์เท่านั้นล่ะ! หากเก่งนักก็จงรอเถิด! รอให้เฉิงเอ๋อร์กับจั๋วเอ๋อร์กลับมาเสียก่อน! ถึงเวลานั้น เจ้าก็เตรียมตัวถูกบุตรชายทั้งสองของข้าถลกหนังตัดเส้นเอ็นได้เลย ข้าจะให้พวกเขาสองคนคั้นเลือดในกายเจ้ามาดื่ม แล้วก็นำไปเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของจื้อเอ๋อร์ที่ตายไป!! เจ้า—”
“โอ๊ยแย่แล้ว~”
เมิ่งซีโจวแสร้งปั้นสีหน้าราวกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ยกสองมือปิดปากด้วยท่าทางที่ดูออกชัดเจนว่าแสดง
“ดูเข้าสิ ข้านี่ช่างขี้ลืมจริงๆเชียว~ ข้าลืมบอกท่านแม่ไปเสียสนิทเลย… จางเฉิงบุตรชายคนโตของท่านผู้นั้น ข้าได้ขายมันให้กับเศรษฐ)ีบุรุษที่มีรสนิยมร่วมเพศวิปลาสผู้หนึ่ง ที่ชื่นชอบโปรดปรานการเสพเมถุนกับบุรุษเพศไปเสียแล้ว~”
“ในยามกลางค่ำกลางคืนเช่นนี้…ดูท่ามันคงจะกำลังออดอ้อนเย้าหยอกอยู่บนเตียงใหญ่ๆนุ่มๆกับเศรษฐ)ีผู้นั้นอย่างดุเดือดอยู่กระมัง!”
“ท่านว่า…เศรษฐ)ีผู้นั้นจะพึงพอใจในรูปร่างแล้วก็สัดส่วนของพี่ใหญ่หรือไม่?”
“เป็นไปไม่ได้!!”
แม่เ่าจางถูกความสิ้นหวังปลุกกระตุ้นอีกครา นางกรีดร้องโหยหวนออกมา น้ำเสียงฟังดูหดหูอย่างสุดจะพรรณนา
“เจ้าพูดจาเหลวไหล! ข้าไม่เชื่อวาจาของเจ้าแม้แต่คำเดียว! หากเจ้ายังกล้าพูดจาเพ้อเจ้ออีก ข้าจะฉีกปากเจ้าทิ้งเสีย!!”
“ท่านแม่จะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่เถิด”
เมิ่งซีโจวอ้าปากหาวเบาๆ พลางหันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตน
“อย่างไรเสียก็อย่าลืมไปเสาะหาแผ่นไม้มาให้เยอะหน่อย จะได้เตรียมไว้สำหรับทำโลงศพให้กับบุตรชายสุดที่รักของท่าน”
“อย่าปล่อยให้เขานอนเน่าอยู่บนเตียงเช่นนั้นเลย”
แม่เ่าจางรู้สึกราวกับถูกถอนกระดูกทั้งร่างออก ทรุดกายลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
“เป็นไปไม่ได้… เป็นไปไม่ได้… เฉิงเอ๋อร์ของข้า…”
—
รุ่งเช้าวันถัดมา เมิ่งซีโจวก็ออกไปเชิญผู้คนมาช่วยกันจัดการงานศพของจางจื้อ ทว่าความวุ่นวายเมื่อวานที่แม่เ่าจางได้ด่าทอผู้คนไปทั่วนั้น ยามนี้ได้แพร่สะพัดออกไปจนทั่วแล้ว นางได้ล่วงเกินผู้คนไปไม่น้อยเลย ชาวบ้านจึงล้วนไม่ใคร่เต็มใจจะมาช่วยงานนัก
“ไหนว่ายังมีชีวิตอยู่อย่างไรเล่า? ไฉนตอนนี้กลับตายเสียแล้ว? เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวตาย ไม่มีความแน่นอน นี่เล่นตลกหลอกผู้คนเล่นหรืออย่างไรกัน?”
ป้าหลูเพื่อนบ้านกอดอกพลางกลอกตามองบนใส่ เมิ่งซีโจวพลันยกมือขึ้นปิดใบหน้า ก่อนจะร้องห่มร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา
“ท่านป้า… โปรดอย่าได้ถือสาท่านแม่เลย นางเพิ่งจะสูญเสียบุตรติดต่อกันหลายคน บัดนี้สติสตางค์จึงได้ฟั่นเฟือนไปหมดแล้ว! เมื่อคืน…ยังถึงขั้นเพ้อหนัก เห็นของเหลวในโถปัสสาวะเป็นสุราเก่าแก่ชั้นเลิศ ถึงกับร้องโวยวายจะดื่มมันให้ได้! ขอท่านป้าได้โปรดเมตตาพวกเราสักคราเถิด ถือว่าเห็นแก่ร่างไร้วิญญาณพี่จื้อของข้า ให้อภัยนางสักครั้งเถิด!”
ถ้อยวาจาที่นางกล่าวนั้น ล้วนครึ่งจริงครึ่งเท็จ ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันนี้ จิตใจของแม่เ่าจางได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักครั้งแล้วครั้งเล่า ยามเช้าครั้นฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็ประหนึ่งวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ดวงตาขุ่นมัวไร้แววชีวิตชีวา เมิ่งซีโจวถึงกับใคร่ครวญคิดกับตัวเองว่าควรจะทำเช่นไรดี สุดท้ายจึงได้เข้าครัวไปปรุงยาต้มให้หญิงชราดื่มด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อหวังพยุงลมหายใจของนางต่ออีกสักหน่อย—
อย่างน้อยก็ต้องประคับประคองให้นางมีชีวิตอยู่จนกว่าจางจั๋วจะกลับมา
เมื่อป้าหลูได้ยินว่าหญิงชราถึงขั้นจะดื่มน้ำปัสสาวะ สีหน้าพลันเผยทั้งความรู้สึกรังเกียจและเวทนาสงสาร จึงมิอาจปฏิเสธใดๆได้อีก
วาจาของเมิ่งซีโจวมิใช่เพียงฆ่าคนได้ ยังสามารถล่อลวงใจคนได้เช่นกัน นางเดินเคาะประตูบ้านทีละหลัง ใช้เวลาทั้งเช้า ในที่สุดก็สามารถรวบรวมชาวบ้านให้กลับมารวมเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันได้อีกครา
ที่เมิ่งซีโจวพยายามทำมาทั้งหมดนั้น ใช่ว่าปรารถนาจะจัดงานศพให้จางจื้ออย่างสมเกียรติแต่อย่างใด หากแต่ต้องการให้ ‘ผู้ชม’ มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาต่างหากเล่า
เพราะละครฉากใหญ่กำลังจะเปิดฉากขึ้นในวันนี้แล้ว—
และตัวเอกก็คือ… ผู้ใหญ่บ้าน
ตระกูลเมิ่งคิดจะให้นางได้รับความทุกข์ทรมานทั้งกายใจ แน่นอนว่าย่อมมิอาจอาศัยเพียงตระกูลจางเท่านั้น
หากแต่ยังมีผู้ใหญ่บ้าน—
คนผู้นี้นับว่าทรงอำนาจสูงสุดในหมู่บ้านแห่งนี้—และยังนับเป็นหมากตัวสำคัญยิ่ง ที่ตระกูลเมิ่งได้วางเอาไว้ตั้งแต้ต้นแล้ว
ในชาติปางก่อน นางเคยพลาดท่าได้ลิ้มรสวิธีการสกปรกของเขามาแล้วในหลายรูปแบบ และในชาตินี้ แม้นางจะช่วยชีวิตบุตรชายของเขาไว้ สามารถสร้างความประทับใจให้แก่เขาก็ตามที แต่ด้วยนิสัยสันดานที่อกตัญญูไม่รู้คุณคนและไร้คุณธรรมของตัวมันเอง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแล้ว ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ย่อมยินดีรับคำสั่งจากตระกูลเมิ่งอย่างไม่ลังเล
เช่นนั้นก็จงรอดูเถิด—
ว่าเขาจะงัดกลอุบายชนิดใดออกมาแสดงในครานี้!