พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่18บทที่19 เจ้าเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน เช่นนั้นก็จงรอวันตายเถิด
- Home
- พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่18บทที่19 เจ้าเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน เช่นนั้นก็จงรอวันตายเถิด
บทที่18 เจ้าเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน เช่นนั้นก็จงรอวันตายเถิด
เมื่อคืนผู้ใหญ่บ้านหาได้นอนหลับใหลแม้เพียงชั่วครู่ ทว่ากลับตื่นเต้นจนมิอาจข่มตาให้นอนหลับได้ต่างหาก!
จู่ๆในหมู่บ้านก็มีเศรษฐ)ีลึกลับผู้หนึ่งมาเยือน พร้อมยื่นข้อเสนอด้วยราคาที่สูงลิบลิ่วให้กับเขา โดยเงื่อนไขมีเพียงประการเดียวเท่านั้น —— ก็คือให้หาทางทรมานเมิ่งซีโจวอย่างสาหัส ทำให้นางต้องมีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยสภาพที่ ‘เป็นตายมิสู้ตาย’!
ผู้ใหญ่บ้านแทบไม่ต้องครุ่นคิดก็ตกปากรับคำเศรษฐ)ีผู้นั้นในทันที! เรื่องที่เมิ่งซีโจวเคยช่วยชีวิตบุตรชายของเขาไว้น่ะหรือ? นั่นเป็นเรื่องที่นาง ‘สมควรต้องกระทำ’ อยู่แล้วต่างหาก! การสังเวยนางเพียงคนเดียว แต่แลกกับการที่ตระกูลของเขาจะได้ก้าวขึ้นสู่ความเป็นอยู่ที่เหนือผู้คนไปชั่วชีวิต เช่นนี้จะนับว่าคุ้มค่ามากเพียงใดกัน! อีกทั้งฝ่ายนั้นก็หาได้หมายเอาชีวิตของนางไม่ เพียงแค่ต้องการให้กลั่นแกล้งรังแกนางเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
งานศพในวันพรุ่งนี้ ช่างนับเป็นโอกาสเหมาะที่สวรรค์ได้ประทานให้แก่เขาแล้ว! หญิงม่ายที่เพิ่งสูญเสียสามีไป จะมิใช่ต้องถูกเขาบีบคั้นได้ตามใจชอบหรอกหรือ? ถึงครานั้น เพียงเขาพูดจายุยงเล็กๆน้อยๆ ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็จะพากันถ่มน้ำลายใส่นางคนละคำสองคำ เท่านี้ย่อมเพียงพอจะกลบฝังนางให้ตายทั้งเป็นได้แล้ว!
ในยามเที่ยงวันเช่นนี้ แสงแดดกล้าส่องประกายเจิดจ้า ทว่าก็ยังมิอาจขจัดบรรยากาศอึมครึมภายในเรือนตระกูลจางได้เลย
ผ้าสีขาวแขวนระย้าอยู่เต็มไปหมด โต๊ะเก้าอี้ที่ยืมมาถูกวางเรียงรายไว้เต็มลานบ้าน ชาวบ้านต่างมีงานยุ่งไม่วางมือ — บ้างไปช่วยหุงหาอาหาร บ้างก็วิ่งเต้นช่วยงานอย่างอื่น
ส่วนผู้ใหญ่บ้านนั้นยืนเอาสองมือไพล่หลังอยู่ กระทั่งก่อนงานจะเริ่มต้นขึ้นเพียงชั่วครู่ เขาจึงค่อยๆสาวเท้าก้าวเข้าไปภายในเรือนตระกูลจาง ก่อนจะตรงดิ่งไปยังโต๊ะประธานพิธีทันที…
เมิ่งซีโจวลากเก้าอี้ออกมาตัวหนึ่ง พลางยิ้มเย็นส่งให้พร้อมเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ผู้ใหญ่บ้านมาแล้วรึเจ้าคะ? มิทราบว่าร่างกายของบุตรชายท่าน…คงจะดีขึ้นมากแล้วกระมัง?”
ผู้ใหญ่บ้านพ่นลมหายใจเย็นออกจากจมูก ส่งเสียง ‘หึ’ ออกมาอย่างดูแคลน
“หญิงอัปมงคล! อย่าได้ใช้ปากสกปรกของเจ้าเอ่ยถึงบุตรชายของข้าเด็ดขาด!”
ดวงตาทั้งสองของเมิ่งซีโจวเป็นประกายวาววับ แต่แฝงแววเย็นยะเยือกชวนขนหัวลุก นางผลักเก้าอี้กลับเสียงดัง “โครม” ก่อนจะเอ่ยตำหนิอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
“เมื่อยามที่ท่านมาขอให้ข้าช่วยชีวิตบุตรชายนั้น หากพูดจาเช่นนี้ได้ก็คงจะดีนัก เกรงว่าครั้งนั้นปากอัปมงคลของท่าน… คงจะ ‘ข่มชะตา’ บุตรชายตนจนสิ้นชีวิตหมดลมหายใจไปนานแล้วกระมัง ไฉนยังต้องรอให้ถึงวันนี้ด้วยเล่า?”
นางกวาดสายตามองไปรอบด้าน ก่อนจะเปล่งเสียงให้ดังกว่าเดิม
“หรือบางที งานศพของบุตรชายท่าน อาจสามารถจัดร่วมกันพร้อมกับงานศพของสามีข้าได้พอดี! พี่น้องชาวบ้านทั้งหลาย ก็จะได้กินโต๊ะเลี้ยงงานศพสองงานในคราเดียว!”
“นี่เจ้า—!”
ผู้ใหญ่บ้านได้ฟังก็โมโหเดือดดาลจนกล้ามเนื้อบนใบหน้าเต้นระริก เขาคว้าถ้วยกระเบื้องหยาบบนโต๊ะขึ้นมาขว้างลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง!
“ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ!” เขาชี้นิ้วใส่หน้าเมิ่งซีโจว พร้อมกับก่นด่ากราดเสียงดังลั่น
“หากไม่ใช่เพราะข้ายอมหลับหูหลับตาเสียบ้าง เรื่องที่เจ้าเที่ยวไปคอยยั่วยวนบุรุษมีเมียในหมู่บ้านของเรา ยังจะสามารถปิดบังไว้ได้อย่างนั้นหรือ?! ข้าได้แจ้งกับทางการไปแล้ว! ท่านนายอำเภอเองก็กำลังเดินทางมาที่นี่! ถึงตอนนั้นข้าจะรอดูว่า—ลิ้นของเจ้ายังจะแข็งได้อีกนานเพียงใด ดูว่าเหล็กแดงในคุกจะสามารถแผดเผาเจ้าให้รู้สำนึกได้บ้างหรือไม่!”
“แจ้งทางการอย่างนั้นรึ?”
เมิ่งซีโจวเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมา ประหนึ่งว่าเพิ่งเคยได้ยินได้ฟังเรื่องขบขันที่สุดในใต้หล้า
“ท่านจะไปแจ้งขุนนางเลอะเลือนที่สิงอยู่ในโพรงคางคกที่ใดกันเล่า? แล้วหลักฐ)านจะเอาผิดข้าอยู่แห่งหนใด?”
“หลักฐ)านรึ? ข้าย่อมมีพยาน!”
ผู้ใหญ่บ้านแสยะยิ้มออกมาอย่างผู้กุมชัยไว้ในกำมือ พลางร้องตะโกนสั่งเสียงดังกึกก้อง “เอ้อโก่ว! ต้าไข่! พวกเจ้าออกมา!”
สิ้นเสียงสั่งการของผู้ใหญ่บ้าน บรรยากาศในลานแห่งนั้นก็พลันเงียบสงัดลงทันใด สายตาทุกคู่ล้วนหันมาจับจ้องเป็นทิศทางเดียวกัน เหล่าสตรีในที่นั้นต่างพากันส่งสายตาแลกเปลี่ยนเป็นเชิงว่า “เป็นดั่งที่คาดไว้จริงๆ” “นางก็คือจิ้งจอกแพศยา” ส่วนเหล่าบุรุษนั้นต่างก็แววตาวูบไหว แต่ละคนล้วนมีความคิดผุดขึ้นภายในใจ
บุรุษทั้งสองคนที่ถูกเอ่ยนามนั้น — เอ้อโก่วกับต้าไข่ที่รูปลักษณ์แอบพิกลพิการ ค่อยๆบิดตัวไปมาด้วยความกระดากอาย ก่อนจะก้าวเท้าออกมาจากฝูงชน
ยามนี้ผู้ใหญ่บ้านยิ่งดูลำพองใจมากกว่าเดิม สีหน้าท่าทางประดุจไก่ผู้กุมชัยชนะในสังเวียนศึก เอ่ยสั่งการเสียงแข็งว่า
“ต่อหน้าชาวบ้านทั้งหลาย พวกเจ้าทั้งสองจงเล่าเหตุการณ์ออกมาให้ละเอียด! ว่าสะใภ้ตระกูลจางนางนี้ทำตัวไร้ยางอายถึงเพียงใด นางยั่วยวนพวกเจ้าเช่นใด!”
เอ้อโก่วแลบลิ้นเลียริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “นางนัดข้าให้ไปลักลอบเสพสมกัน ณ ศาลร้างทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน…”
เมิ่งซีโจวฟังแล้วจึงเอ่ยขัดขึ้นทันควัน “ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นรึ แล้วกี่วันกันแน่เล่า?”
เอ้อโก่วรีบเล่าขยายความให้ดูร้ายแรงมากยิ่งขึ้น “อย่างน้อยก็ต้องมีสิบวันถึงครึ่งเดือนแล้ว!”
“เหอะ!” เมิ่งซีโจวแค่นหัวเราะเย็นชา “ข้าเพิ่งจะย่างเท้าเข้าสู่หมู่บ้านเสี่ยวเหอมาได้ไม่ถึงสี่วันเต็มเสียด้วยซ้ำ! สหายเอ้อโก่ว ก่อนเจ้าจะริจะหัดปั้นน้ำเป็นตัว อย่างน้อยก็ควรหัดใช้สมองตรึกตรองเสียบ้าง หาไม่แล้ว เพียงแค่ชื่อของเจ้าก็พอจะทำให้ชาวบ้านเข้าใจคำกล่าวที่ว่า ‘งาช้างย่อมไม่งอกจากปากสุนัข’ ได้กระจ่างชัด!”
เอ้อโก่วรู้สึกอับอายจนใบหน้าแดงก่ำ เขาได้แต่อึกอักจนไม่อาจเปล่งวาจาใดออกมาได้อีก
สายตาของเมิ่งซีโจวพลันเบนไปทางบุรุษอีกผู้หนึ่ง “ต้าไข่ ถึงคราเจ้าพูดบ้างแล้ว สหายต้าไข่ เจ้าจะมีถ้อยคำอันใดเล่าเสนอให้ทุกคนฟังหรือไม่?”
ต้าไข่เห็นเพื่อนร่วมชะตากรรมถูกเมิ่งซีโจวต้อนจนจนมุมเช่นนั้น จิตใจจึงเริ่มหวั่นไหวลังเล แต่เพราะถูกผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่ จึงจำต้องกัดฟันฝืนกล่าวออกไปว่า
“ข้า…ข้ากับสะใภ้ตระกูลจางลักลอบเสพสมกันที่ทิศตะวันตกของหมู่บ้านทุกค่ำคืน แต่แล้ววันหนึ่งกลับถูกผู้ใหญ่บ้านพบเห็นเข้าโดยบังเอิญ…”
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นดีดเล็บด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ปากก็ร้องถามกลับไปว่า “วันหนึ่งที่ว่าคือวันใดรึ? เมื่อวานซืน? เมื่อวาน? หรือเมื่อสามวันก่อน? แล้วก็เป็นยามใดกันแน่?”
ต้าไข่อัดอั้นตอบไม่ถูกจนใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงปลั่ง ได้แต่ตอบเสียงตะกุกตะกักกลับไปว่า “ข้า…ข้า…ข้าจำไม่ได้แล้ว!”
“เพียงแค่สี่วันเจ้าก็ไม่สามารถจดจำวันเวลาได้แล้วรึ?”
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถามต่อ สายตาคมกริบราวสายฟ้าฟาดของนางพุ่งมองไปยังภรรยาของต้าไข่ ที่ยามนี้กำลังยืนหน้าซีดขาวอยู่ท่ามกลางฝูงชน
“พี่สาว เป็นสามีของท่านที่เอ่ยออกมาเองว่า ‘เสพสมทุกค่ำคืน’ มิใช่รึ? เช่นนั้นในยามค่ำคืนดึกๆดื่นๆที่ท่านตื่นขึ้นมากลางดึก ท่านยังเห็นสามีนอนอยู่ข้างกายหรือไม่? หรือว่า…ตัวท่านจะนอนหลับลึกถึงเพียงนั้น แม้แต่คนข้างกายลุกหนีไปในยามวิกาล ก็ยังมิรู้สึกตัวอย่างนั้นรึ?”
ครืน—!
สายตาของผู้คนทั้งลานต่างพากันหันขวับไปจับจ้องมองภรรยาของต้าไข่เป็นทางเดียว คำถามนี้นับว่าร้ายกาจยิ่งนัก! หากยอมรับว่าตนหลับลึกจนไม่รู้ว่าสามีแอบย่องหนีไปกลางดึก ย่อมเท่ากับประกาศว่าตนเป็นภรรยาที่ไร้ความสามารถ แต่หากไม่ยอมรับ ก็หมายความว่าสามีของตนนั้นพูดจาโป้ปดมดเท็จ!
ภรรยาของต้าไข่ถึงกับโมโหเดือดดาลจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ดวงตาจ้องมองเมิ่งซีโจวถมึงทึง ประหนึ่งว่าอยากจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งเป็นให้หายแค้น!
ลานเรือนยามนี้ตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครา ผู้ใดล้วนมองออกว่า ‘พยาน’ ทั้งสองนี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงคนโง่งมที่ผู้ใหญ่บ้านใช้เงินซื้อตัวมาเท่านั้นเอง!
“ผู้ใหญ่บ้าน” เมิ่งซีโจวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลนเย้ยหยัน “คราวหน้าหากจะซื้อตัวคนมาเป็นพยานล่ะก็ ข้าขอแนะนำให้เลือกผู้ที่มีไหวพริบดีกว่านี้สักหน่อยเถิด”
จากนั้น นางก็แสร้งทำเป็นยกฝ่ามือขึ้นแตะใบหน้าตนเบาๆ “ข้าเห็นแล้วถึงกับ…อับอายขายหน้าแทนท่านจริงๆ”
ใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านพลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำดุจตับสุกร! เขาไม่คาดคิดจริงๆว่า นางเพียงเอ่ยวาจาออกมาไม่กี่คำ ก็สามารถทำให้แผนการที่เขาวางไว้พังพินาศสิ้นซากได้! หากจะโทษ ก็ต้องโทษตัวเขาเองที่เตรียมการมาไม่รอบคอบเอง ดันไปคว้าเอาพวกโง่งมไร้ประโยชน์สองตัวนี้มาใช้งาน — มิเพียงกระทำการไม่สำเร็จ กลับยังก่อเรื่องเสียหายเสียหน้าให้เขาอีก!
ทว่า… นี่เป็นเพียงการเรียกน้ำย่อยเท่านั้น!
ครั้นนึกถึงแผนการที่จะสามารถทำให้อีกฝ่ายต้องตกลงสู่ห้วงทุกข์นิจนิรันดร์ มิอาจพลิกฟื้นกลับคืนได้อีกอย่างแน่นอนแล้ว เปลวเพลิงโทสะในอกของเขาก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นความสะใจยิ่งยวด เขาแสยะยิ้มเย็นเยียบออกมาประหนึ่งภูตผี แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“สะใภ้ตระกูลจาง… ละครฉากสำคัญยังอยู่เบื้องหลังต่างหากเล่า!”
“เจ้าก็คอยดูเอาเถิด!”
กล่าวจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามองอีก
สายตาของเมิ่งซีโจวจ้องมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆเลือนหายไป ดวงตาทั้งสองของนางเย็นเยียบดุจคมมีด
ผู้ใหญ่บ้าน… ช่างเนรคุณต่อผู้มีพระคุณนัก
เช่นนั้น เจ้าก็จง… รอคอยความตายเถิด
—
พิธีศพจบลงอย่างลวกๆ ชาวบ้านแต่ละคนต่างมีความคิดอ่านในใจแตกต่างกันไป แล้วทั้งหมดต่างก็แยกย้ายกันกลับไปยังเรือนของตน เพิ่งจะนั่งพักหายใจได้เพียงครู่เดียว คนวิ่งสารที่นางสั่งให้ไปส่งจดหมายก็วิ่งกลับมา
ครั้นเห็นนางเข้า เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาหนักหน่วง พลางกล่าวขึ้นว่า
“สะใภ้ตระกูลจาง… ขอให้เจ้าจงสำรวมจิตใจแล้วตั้งใจฟังให้ดีเถิด! น้องชายสามของเจ้านั้น… ยามนี้ได้สิ้นใจไปแล้ว!”
หัวใจของเมิ่งซีโจวกระตุกขึ้นวูบหนึ่ง
“สิ้นใจแล้วอย่างนั้นรึ? เกิดเหตุอันใดขึ้นกับเขากันแน่?”
“เฮ้อ! ข้าได้ยินมาว่าเขาออกเดินทางไปพร้อมกับอาจารย์ ระหว่างทางกลับพลัดตกลงมาจากรถม้า…เขาตกลงมาตายคาที่! ข้าไปตรวจดูศพของเขามาด้วยตนเองแล้ว เป็นจางจั๋วไม่ผิดแน่!”
คนที่วิ่งส่งข่าวกล่าวบอกพลางทอดถอนใจออกมา “ช่างเคราะห์ร้ายอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ!”
จะตายง่ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ภายในใจของเมิ่งซีโจวพลันเกิดเมฆหมอกแห่งความคลางแคลงสงสัย นางฝืนรีดน้ำตาออกมาได้สองหยด แล้วจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“แล้วทางสำนักศึกษาเล่า… ได้จัดการฝังศพน้องสามของข้าอย่างเหมาะสมหรือไม่?”
“ฝังแล้วๆ เวลานี้ร่างของเขาถูกฝังอยู่ที่หลังเขาของสำนักศึกษา และได้มีการปักป้ายชื่อที่หลุมศพไว้เรียบร้อยแล้วด้วย” คนส่งข่าวโบกมือพร้อมเอ่ยปลอบประโลม “เจ้าเองก็อย่าได้เศร้าโศกไปเลยนะ คนตายก็ตายไปแล้ว ย่อมมิอาจฟื้นคืนได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เมิ่งซีโจวชำระเงินค่าจ้างให้อีกฝ่าย พลางเอ่ยกับเขาอย่างสุภาพ “ลำบากท่านแล้ว มิทราบว่าได้ทานอะไรมาหรือยัง? ในครัวยังมีอาหาร…”
“ไม่เป็นไรๆ ข้ายังต้องรีบไปทำงานอื่นต่อ” คนส่งข่าวรีบเอ่ยปฏิเสธ แล้วจากไปด้วยความรีบร้อน
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นปาดหยดน้ำตาที่หางตาออก แววตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีด
จางจั๋ว…เจ้าตายจริงรึ? หรือว่า…จะมีผู้ใดคิดล่อหลอกให้ข้าเข้าไปติดกับกันแน่?
นางไม่มีวันปล่อยให้ภัยแฝงเช่นจางจั๋วได้มีชีวิตกลับสู่เมืองหลวงแน่! นางจำต้องไปพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาตนเอง! ทว่าเดินการทางเพียงลำพังคนเดียว ระยะทางยาวไกลย่อมต้องมีตัวแปรอยู่มากมาย
เมิ่งซีโจวครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ จึงผุดแผนการหนึ่งขึ้นในใจ ระหว่างทางกลับเมืองหลวง นางจะอ้อมไปทางสำนักศึกษาเสียหน่อย อีกทั้งยังมีกำลังของฝ่ายองค์รัชทายาทมาเป็นเกราะกำบังให้ คิดได้เช่นนี้พลันเกิดความรู้สึกอุ่นใจเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยเลย
นางลุกขึ้นยืน ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จประการใด ก่อนอื่นจะต้องนำ ‘ข่าวดี’ นี้ไปแจ้งแก่แม่เ่าจางให้รู้เสียก่อน