พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่25 กรรมสนองรึ
บทที่25 กรรมสนองรึ?
วาจาของนางประหนึ่งสายน้ำเย็นเยียบที่สาดรดลงบนศีรษะของชาวบ้านทุกคน ดับสิ้นความคิดที่จะหันมาแว้งกัดเมิ่งซีโจวหลังจากได้รับยาแก้พิษ ฝูงชนทั้งหลายได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน กระเดือกความคับแค้นใจลงท้องไปอย่างเงียบงัน รับยาถอนพิษแล้วต่างคนต่างก็ล่าถอยจากไปภายใต้ความอัปยศ
ภายในลานบ้านยามนี้ เหลือเพียงเมิ่งซีโจวกับผู้ใหญ่บ้านที่มีสภาพใกล้ตายเต็มทน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะทุออกตามรูทาวารทั้งแปด พยายามหอบหายใจอัดอากาศเข้าปอดรุนแรง หากแต่หายใจออกช่างแผ่วเบาราวจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ
เมิ่งซีโจวคุกเข่าลง สีหน้าประดับด้วยรอยยิ้มใสซื่อไร้พิษภัย ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นเยียบเสียดแทงถึงกระดูก
“ผู้ใหญ่บ้าน ทั้งที่ท่านดูมีสมองมากที่สุดในบรรดาชาวบ้านทั้งหมดแล้ว ก่อนคิดที่จะลงมือกับข้า เหตุใดจึงไม่นึกเอะใจแล้วก็นึกสงสัยเสียบ้างเล่า… ว่าผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านถู่โพที่อยู่ใกล้เคียงกันนั้นตายได้เยี่ยงไร?”
นัยน์ตาขุ่นมัวของผู้ใหญ่บ้านพลันหดเล็กลงดั่งปลายเข็มในฉับพลัน! เรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านถู่โพและภรรยาสินใจตายอยู่บนเชิงเขาของหมู่บ้านนั้น ผู้คนได้พากันลือไปทั่วแล้ว แต่ตัวเขากลับหลงนึกเข้าใจไปเองว่า ทั้งหมดเป็นเพราะฮวงจุ้ยที่อยู่อาศัยนั้นไม่ดี บุตรชายจึงตายพร้อมบิดามารดาจนสิ้นสายโลหิต แต่ไหนเลยจะคาดฝันจินตนาการเล่าว่า…
“จะ-เจ้า… เจ้าเป็นคนทำอย่างนั้นรึ? ไม่! เป็นไปไม่ได้!” ครั้นอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาก็สำลักไอพร้อมพ่นฟองเลือดออกมาอีกระลอก ร่างกายหดงอทรุดลงในทันที
“เป็นข้าเอง…” เมิ่งซีโจวเอื้อมมือออกไปตบแก้มของเขาเบาๆ ดูแล้วคล้ายเจ้าของกำลังลูบไล้ศีรษะสุนัขใกล้ตายตนหนึ่งเพื่อปลอบขวัญมัน
“แต่ตาเ่าถู่โพผู้นั้นยังนับว่ามีชะตาตายดีกว่าเจ้ามากนัก เพราะบุตรชายของเขาด่วนจากไปก่อนแล้ว จากโลกนี้ไปพร้อมกันทั้งครอบครัว นับว่าไม่มีสิ่งใดติดค้างอยู่เบื้องหลัง แต่บุตรของเจ้าน่ะสิ….ยังเล็กถึงเพียงนั้น ซ้ำยังไร้ที่พึ่งพิง จะอยู่ต่อบนโลกที่แสนโหดร้ายเช่นนี้ต่อไปได้อย่างไรเล่า? ช่างน่าเวทนายิ่งแล้ว~”
ผู้ใหญ่บ้านระเบิดแรงฮึดสุดท้ายดุจสัตว์ป่าใกล้สิ้นใจ ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
“นังปีศาจอำมหิต! นังอสรพิษชั่วช้า! เจ้าคิดหรือว่าจะหนีรอดไปได้? เป็นหญิงโง่แท้ๆแต่กลับหารู้ตัวไม่ว่า เวลานี้มีคนใหญ่คนโตในเมืองหลวงคิดจะทุ่มเงินซื้อชีวิตเจ้า! สัตว์นรกเยี่ยงเจ้าถูกลิขิตให้ต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไร้ที่ไปชั่วกัปชั่วกาล!”
“ด่าได้ดี! ด่าได้แทงใจข้ายิ่งนัก!” เมิ่งซีโจวแย้มยิ้มกว้างกว่าเดิม นางโน้มเข้าไปกระซิบข้างหูของเขาด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ในเมื่อเจ้ามีฝีปากด่าได้เก่งถึงเพียงนี้ ข้าก็จะบอกความลับเรื่องหนึ่งให้เจ้ารู้… ที่แท้แล้ว ยาแก้พิษที่ข้าให้พวกชาวบ้านไปเมื่อครู่นั้น กลับเป็นยาเร่งให้ชีวิตของพวกมันดับสิ้นเร็วขึ้น แล้วบุตรชายของเจ้าก็จะต้องมีชีวิตอยู่อย่างเดียวดายในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยซากศพ… รู้แบบนี้แล้ว เจ้าซึ่งเป็นบิดา คงจะตายตาไม่หลับแล้วกระมัง? ฮ่าฮ่าฮ่า…!!”
“อ๊าก——!!!” ผู้ใหญ่บ้านระเบิดเสียงกรีดร้องสุดสิ้นหวังออกมา ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายหมายจะให้ชาวบ้านทั้งหมดได้รับรู้ความจริง
สายตาของเมิ่งซีโจวพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ นางสะบัดฝ่ามือเรียวงามฟาดลงฉาดใหญ่เต็มแรง! เสียง “เพียะ” ดังสนั่นลั่น เสียงกรีดร้องแห่งความสิ้นหวังเมื่อสักครู่พลันดับวูบลงในชั่วพริบตา นางบีบปากที่มีโลหิตไหลอาบให้อ้าออก แล้วกรอกยาดับเสียงลงไปทั้งขวด
นางลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองจันทราเย็นเยียบที่เพิ่งพ้นเมฆา “ผู้ใหญ่บ้าน ค่ำคืนนี้แสงจันทร์ช่างงดงามนัก ท่านจงชื่นชมให้เต็มตาเถิด เพราะว่า… นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่านที่ได้มองเห็นดวงจันทร์แล้ว”
เมิ่งซีโจวมิได้เหลียวแลเขาอีก หันกายก้าวเดินออกจากห้องไปทันที
ยามมงคลมาถึงแล้ว กล่าวคือ ถึงคราวที่นางจะต้อง…ส่งแม่เ่าตระกูลจางลงสู่ปรโลกเสียที!
ภายในห้อง กลิ่นเหม็นคาวฉุนพุ่งปะทะเข้าใส่จมูก แม่เ่าจางนอนแผ่หราหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียง แม้แต่จะพลิกกายยังมิอาจทำได้ ผ้าห่มเก่าโทรมบนร่างถูกย้อมจากสีเหลืองกลายเป็นสีน้ำตาลอมดำ
เสียงเปิดประตูของเมิ่งซีโจวทำให้นางฝืนลืมตาที่พร่ามัวดุจปลาตายขึ้นมอง
“โอ้? นี่เจ้ายังมีลมหายใจอยู่อีกรึ?” เมิ่งซีโจวแสร้งร้องถามด้วยความประหลาดใจ น้ำเสียงเย้ยหยันอย่างไม่คิดปิดบัง
“ข้า… แน่นอน! แน่นอนว่าต้องมีชีวิตอยู่!!” แม่เ่าจางแค่นเสียงแหบพร่าเอ่ยผ่านลำคอ ยามนี้นางเริ่มเพ้อหนักเพราะพิษไข้สูงจากอาการเจ็บป่วย พูดจาเลื่อนลอยจนแทบฟังไม่รู้เรื่องเข้าไปทุกที
“ข้า…ข้าคือผู้มีดวงชะตาแกร่งกล้า ต้องมีอายุยืนยาวถึงร้อยปี! เฉิงเอ๋อร์ก็จะได้เป็นเศรษฐ)ีใหญ่ พาข้าไปเลี้ยงดูให้อยู่ดีกินดี! ส่วนจั๋วเอ๋อร์.. เขา…เขาก็จะสอบได้เป็นจอหงวน!จากนั้น ก็ขี่ม้าสง่างามกลับมารับข้าที่หมู่บ้านอย่างองอาจ!”
“หมายถึงจางจั๋วรึ?”
เมิ่งซีโจวแค่นหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง วาจาแต่ละคำประหนึ่งคมมีดกรีดแทง
“ป่านนี้เขาคงจะกลายเป็นเศษชิ้นเนื้อเละเทะตกตายอยู่ข้างถนนสักแห่งแล้วกระมัง ดูท่าท่านแม่คงจะยังไม่ล่วงรู้สินะ? ระหว่างที่จางจั๋วออกเดินทางไปกับอาจารย์ของเขา รถม้าได้เกิดเหตุพลิกคว่ำ ได้ยินว่ากะโหลกศีรษะของเขาถึงกับแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี… วันนี้อากาศค่อนข้างดีทีเดียว ต้นหญ้าบนหลุมศพของเขาคงจะงอกงามจนกลายเป็นผืนหญ้าเขียวชอุ่มไปแล้วกระมัง?”
“เจ้าพูดจาไร้สาระอันใด! คิดจะหลอกข้ารึ! นังสารเลว! เจ้าจะต้องตายโหงตายห่ามิได้ผุดได้เกิด!”
“ข้าจะหลอกท่านด้วยเหตุใดกัน?”
เมิ่งซีโจวตบเท้าย่างเข้าใกล้เพิ่มขึ้นอีกสองก้าว แสร้งปั้นเสียงเศร้าซึมเอ่ยเล่าต่อไป
“ความทุกข์โศกของสะใภ้เช่นข้าก็หาได้น้อยไปกว่าท่านแม่แม้ครึ่งส่วน ท่านแม่ไม่คิดจะถามข้าหน่อยรึว่าเพราะเหตุใด? นั่นเพราะจางเฉิงก็ตาย! จางจื้อก็ตาย! มิหนำซ้ำจางจั๋วก็ยังมาตายตามเป็นคนที่สามอีก! บุตรชายตระกูลจางล้วนตกตายสู่ปรโลกจนหมด สภาพเช่นนี้…ยังจะเหลือผู้ใดให้ขึ้นเตียงกับข้าเพื่อสืบเชื้อสายสกุลจางได้อีกเล่า!? ท่านแม่ เกรงว่าสายโลหิตสกุลจางของท่าน…คงต้องสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้แล้ว!!”
“เจ้า—!!! นังปีศาจชั้นต่ำ! สตรีชั่วช้าเยี่ยงเจ้าคำว่าสัตว์นรกยังน้อยเกินไป!! ช้าเร็วเจ้าจะต้องถูกสวรรค์ลงทัณ์เป็นแน่ เจ้าจะต้องถูกฟ้าผ่าตาย! เรื่องชั่วช้าใดที่เจ้าได้เคยกระทำเอาไว้ สักวันกรรมจะต้องสนองเจ้า! จำคำของข้าไว้! กรรมจะต้องสนองเจ้าไม่ช้าก็เร็วนังหญิงชาติชั่ว!!” แม่เ่าจางกรีดร้องก่นด่าสาปแช่งด้วยเสียงทั้งหมดที่ตนมี
“กรรมสนองรึ?” เมิ่งซีโจวราวกับได้ยินได้ฟังเรื่องขบขันอย่างมาก นางหัวเราะออกมาจนหยาดน้ำตาเอ่อคลอ ทว่าในเสียงหัวเราะนั้น กลับเยียบเย็นดุจน้ำแข็งหนาวเหน็บที่เสียดแทงไปถึงขั้วกระดูกดำ!