พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่29 พบกันอีกครา ท่านแม่ผู้น่าชังของข้า
บทที่29 พบกันอีกครา ท่านแม่ผู้น่าชังของข้า!
เมิ่งชินรุ่ยพลันรู้สึกฮึกเหิมขึ้นทันใด รีบจัดแต่งอาภรณ์ให้เรียบร้อย แล้วก้าวออกหน้าขึ้นมาเป็นคนแรก พลางค้อมคำนับพร้อมเปล่งเสียงกังวานก้องว่า
“กระหม่อมเมิ่งชินรุ่ยพร้อมด้วยคนทั้งจวน ขอน้อมคำนับองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! ขอพระองค์ทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ!”
ครั้นสิ้นเสียงนั้น ผู้คนเบื้องหน้าประตูต่างพากันคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงกันดุจคลื่นถาโถม ท่วงท่าล้วนสำรวมเปี่ยมไปด้วยความเคารพนอบนอบยิ่ง
เมิ่งหนานอี้เองก็ค้อมกายลงตามหมู่ชนอย่างอ่อนช้อยเช่นกัน หัวใจของนางเต้นระรัวรุนแรงจนแทบทะลุอกออกมา ฝ่ามือเปียกชื้นชโลมด้วยหยาดเหงื่อแห่งความตื่นเต้น นางพยายามประคองกิริยาของตนให้สง่างาม ค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อมสุดแสนเพื่อรอคอยถ้อยคำอ่อนโยนว่า “ลุกขึ้นเถิด” จากปากองค์รัชทายาท
ทว่า…น้ำเสียงใสกระจ่างที่หลุดได้ยินเข้าหูนั้น กลับเหนือความคาดหมายยิ่งนัก ช่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่นางคาดหวังอย่างสิ้นเชิง!
สิ่งที่เปล่งดังขึ้น กลับเป็นเสียงเย็นเยียบของสตรีที่นางเกลียดชังเข้ากระดูก ไฉนจึงเป็นเสียงที่นางรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก — ช่างคล้ายคลึงกับเสียงของนางผู้นั้นอย่างน่าประหลาด!
“ท่านพ่อ ท่านแม่ แล้วก็พี่น้องทั้งหลายของข้า เหตุใดจึงต้องมารอต้อนรับข้าเสียใหญ่โตถึงเพียงนี้กันเล่า? รีบลุกขึ้นเถิด บุตรีผู้นี้มิอาจรับการคารวะใหญ่หลวงเพียงนี้ได้!”
เสียงนั้นประหนึ่งอสนีบาตสะบั้นลงจากฟากฟ้า ผ่าฟาดลงบนศีรษะของเมิ่งหนานอี้อย่างแรง!
นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา!
เพียงเห็นผ้าม่านรถม้าถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างหนึ่งในอาภรณ์เนื้อผ้าหยาบกร้าน แม้ดูเรียบง่าย แต่กลับมิอาจบดบังความงดงามสะคราญตาได้แม้เพียงน้อย สตรีนางนั้นก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าสงบเยือกเย็น
ใบหน้านั้น…เป็นใบหน้าที่นางเฝ้าฝันจะฉีกทำลายอยู่ทุกคืนวัน!
แม้เครื่องแต่งกายจะดูธรรมดา ทว่าความงดงามกลับยังคงเจิดจรัสเสียยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งยังเพิ่มพูนความสงบลุ่มลึกคมคายในสายตา นั่นยิ่งทำให้นางดูโดดเด่นเหนือผู้ใด
ไหนเลยจะมีเค้าแห่งความซูบผอมทรุดโทรมดั่งที่นางคิดจินตนาการไว้?!
เป็นนาง…เป็นนางจริงๆ! เมิ่งซีโจว!
นางจะหนีกลับมาที่นี่ได้อย่างไร?! เป็นไปได้อย่างไรกัน?!
ยิ่งไปกว่านั้น…ยังมีลั่วกู่ หัวหน้าหน่วยองครักษ์ใกล้ชิดขององค์รัชทายาท เป็นผู้ควบขี่รถม้ามาส่งเป็นการส่วนตัวด้วยหรือ?!
คลื่นความหวาดผวาครั้งใหญ่หลวงพลันคืบคลานเข้าหาดั่งอสรพิษซ่อนพิษร้าย และได้เลื้อยพันรัดหัวใจของเมิ่งหนานอี้ไว้แน่นหนักฉับพลัน! สีหน้านางซีดขาวดุจแผ่นกระดาษ นางรีบเบี่ยงสายตามองไปทางฮูหยินเมิ่งผู้เป็นมารดาอย่างลืมตัว
แม้บนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งจะฉายแววตื่นตระหนกวาบผ่านชั่วขณะ ทว่าพริบตาเดียวก็กลับคืนสู่รัศมีความสงบมั่นแห่งอิสตรีผู้ยิ่งใหญ่ของจวน สามารถกลับมากุมสติได้ดั่งเดิม นางยังแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอันใด พลางส่งสายตาอ่อนโยนไปทางเมิ่งหนานอี้สักเที่ยว เป็นการปลอบประโลมให้นางหยุดตื่นตระหนก
สายตาคู่นั้นประหนึ่งเป็นยาข่มใจที่มีฤทธิ์ประเสริฐ) เพียงชั่วพริบตา หินก้อนใหญ่ที่กดทับอยู่กลางอกของเมิ่งหนานอี้จนเกือบหายใจไม่ออก ก็พลันอันตรธานหายไปในทันที
ใช่แล้ว… นางจะต้องหวาดกลัวไปไย? เมืองแห่งนี้ปราศจากที่ยืนสำหรับหญิงต่ำช้าชาติชั่วตัวนั้นอีกต่อไปแล้ว! มารดาของนางย่อมมีสารพัดวิธีจะจัดการอยู่ในมือ ต่อให้เมิ่งซีโจวจะโชคดีดิ้นรนเอาชีวิตรอดกลับมาได้แล้วอย่างไร? อย่างมากก็เป็นแค่เพียงการกระโดดหนีจากหลุมเพลิงหนึ่ง ไปตกอีกหลุมเพลิงหนึ่งเท่านั้นเอง!
ครั้นผู้คนได้ยินเสียงของเมิ่งซีโจว ต่างก็พากันชะงักงันด้วยความตกตะลึง รีบเงยหน้าขึ้นมองอย่างพร้อมเพรียงกัน ครั้นเห็นชัดแจ่มแจ้งกับสองตาแล้ว จึงรีบพากันลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน ใบหน้าล้วนเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวประหนึ่งกลืนแมลงวันเข้าไปในปากทั้งเป็น
ปฏิกิริยาของผู้คนทั้งหมดล้วนแต่อยู่ในสายตาของนางทั้งสิ้น ครั้นแล้วก็นึกหัวเราะเย้ยหยันอยู่ภายในใจ
นางมิได้คาดคิดเลยว่า องค์รัชทายาทจะ ‘ส่งพุทธะให้ถึงฝั่ง’ เช่นนี้ ทั้งยังจัดเตรียมของขวัญต้อนรับกลับเมืองหลวงให้แก่นางอย่างงดงามเสียด้วย ช่างตรงใจนางยิ่งนัก
ความอัปยศอดสูครานี้ นับว่ามากเกินพอที่จะสร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งจวนโหวตั้งแต่เหนือจรดล่าง—โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘บิดาผู้แสนดี’ และ ‘มารดาผู้แสนเมตตา’ ของนาง ทั้งคู่ดูเหมือนจะระทึกตราตรึงใจเสียยิ่งกว่าผู้ใด
“เหตุใดจึงเป็นเจ้า?” เมิ่งชินรุ่ยเอ่ยถามด้วยใบหน้าดำคล้ำดุจก้นหม้อ น้ำเสียงเย็นเยียบกดต่ำขณะเอ่ยต่อ “แล้วองค์รัชทายาทเล่า?!”
“นังลูกอกตัญญู! กล้าดีเยี่ยงไรจึงได้นั่งนิ่งอยู่ในรถม้าโดยมิยอมส่งเสียงใดๆ จนต้องให้ท่านโหวผู้ทรงศักดิ์เช่นข้าผู้นี้ รวมถึงทุกคนในจวนคุกเข่าคำนับต่อเจ้าอย่างเอิกเกริกถึงเพียงนี้?! ช่างเป็นการกระทำที่ต่ำทรามแล้วก็ไร้ยางอายสิ้นดี!ครานี้นับว่าเจ้าได้ล่วงละเมิดฟ้าดินแล้ว! ไม่กลัวว่าอายุขัยจะสั้นลงบ้างเลยกระมัง?!”
ลั่วกู่ก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว ประสานหมัดคารวะ กล่าวอย่างนอบน้อมว่า
“กราบเรียนท่านโหว องค์รัชทายาทมีรับสั่งว่า วันนี้เป็นวันแห่งความปิติยินดีของครอบครัวท่าน ที่ได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พระองค์จึงไม่สะดวกจะรบกวนความสุขแห่งสายใยโลหิตนี้ได้ วันหน้าเมื่อมีเวลาว่างจึงจะเสด็จมาเยี่ยมเยือนอีกทีขอรับ”
คำว่า ‘ครอบครัวพร้อมหน้า’ สี่อักษรนี้ เปรียบประหนึ่งฝ่ามือไร้รูป ตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของเมิ่งฉินรุ่ยและฮูหยินเมิ่งอย่างแรง
สีหน้าของเมิ่งฉินรุ่ยพลันแปรเปลี่ยนจากดำเป็นม่วงคล้ำ รู้สึกราวถูกหยอกล้อเย้ยหยันต่อหน้าผู้คน สูญเสียศักดิ์ศรีจนสิ้น ทว่ามิอาจระบายโทสะต่อหน้าทหารองครักษ์ขององค์รัชทายาทได้ จึงทำได้เพียงกล้ำกลืนลมหายใจนั้นไว้ในอก
ลั่วกู่มิได้กล่าวคำใดอีก พลิกกายกระโดดขึ้นขี่ม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะควบรถม้าจากไปอย่างรวดเร็วดุจสายลม
ณ ที่นั้น เหลือเพียงผู้คนของตระกูลเมิ่งที่ต่างคนต่างความคิด บรรยากาศอึมครึมอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
สายตาของเมิ่งซีโจวมองลอดผ่านสายธารผู้คนทั้งหลาย ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของฮูหยินเมิ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน เพียงชั่วพริบตาขณะ นางในฐ)านะผู้ถูกจับจ้อง คล้ายรู้สึกราวกับร่างกายของตนกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นสองส่วน
ครึ่งหนึ่งของร่างถูกโยนทิ้งลงสู่ห้วงทะเลสาบน้ำแข็งหมื่นปี ไอหนาวเหน็บเจาะลึกถึงไขกระดูก ลุกลามไปถึงกระทั่งแม้ดวงวิญญาณยังต้องสั่นสะท้าน
ส่วนอีกครึ่งร่างที่เหลือ ก็ประหนึ่งถูกยกไปวางไว้เหนือทะเลเพลิงที่กำลังลุกโชน ผิวหนังไหม้เกรียมเป็นเถ้าถ่าน เนื้อหนังปริแตกแหลกสลาย กำเนิดกลายเป็นความเจ็บแสบแทรกซึมลึกไปถึงขั้วหัวใจ!
ในที่สุด…ก็ได้พบกันอีกคราแล้ว มารดาผู้น่าชังของข้า!