พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่30 เจ้าสวมรอยเป็นข้า ข้าย่อมสวมรอยเป็นเจ้า
- Home
- พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่30 เจ้าสวมรอยเป็นข้า ข้าย่อมสวมรอยเป็นเจ้า
บทที่30 เจ้าสวมรอยเป็นข้า? ข้าย่อมสวมรอยเป็นเจ้า!
มารดาผู้นี้คือผู้ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูนางมา…
แต่ก็เป็นคนเดียวกับที่ผลักนางให้ตกลงสู่ขุมนรกด้วยสองมือตน!
แม้บุญคุณที่ให้กำเนิดจะลึกซึ้งเพียงใด…
ต่อให้สายใยแห่งโลหิตจะแน่นแฟ้นแนบแน่นอย่างไร…
แต่ทั้งหมดก็ล้วนมอดไหม้ไปจนสิ้นแล้ว ภายใต้ความทุกข์ทรมานมิรู้จบที่นางได้รับ และการทรยศหักหลังดุจถูกผลักตกลงไปในกะทะน้ำมันเดือดพล่านของขุมนรกแห่งภพชาติก่อน!
บุญคุณสายใยล้วนได้กลายเป็นเถ้าธุลี และมลายหายไปสิ้นแล้ว!
สิ่งที่หลงเหลืออยู่ยามนี้ มีเพียงความแค้นที่ลุกโชนสะท้านผืนฟ้า แม้จะชักสายน้ำจากสามคงคาห้าสมุทรมาราดรด ก็อย่าหมายว่าจะดับเพลิงแค้นนี้ลงได้!
แม้ชีวิตนี้ฮูหยินเมิ่งจะเป็นผู้มอบให้ ทว่าชะตากลับถูกลิขิตไว้แล้วเช่นกัน… ว่าตัวนางจะต้องกลับมาทวงชีวิตของฮูหยินเมิ่งเช่นกัน
แต่นางไม่รีบร้อน อีกทั้งยังมีความอดทนมากพอ
นางจะค่อยๆเล่นงานพวกมันอย่างช้าๆ ค่อยๆลงมือทีละน้อย…ทีละน้อย…
นางจะเป็นผู้นำความเจ็บปวดที่คนเหล่านั้นได้เคยกระทำต่อตัวนาง คืนสนองกลับไปเป็นร้อยเท่าพันเท่าอย่างแน่นอน!
บัดนี้
โรงงิ้วได้จัดตั้งขึ้นสำเร็จแล้ว
การแสดงฉากแรก… ย่อมสมควรต้องเปิดม่านขึ้นเสียที
ทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ หน้าไหนเล่าที่จะไม่รู้ว่า ผู้มีชะตาหงส์นั้นคือบุตรีคนโตสายเอกแห่งจวนจงหย่งโหว นามว่าเมิ่งซีโจว
หากเมิ่งหนานอี้ปรารถนาจะอภิเษกกับองค์รัชทายาท หนทางเดียวที่นางจะเดินต่อไปได้ก็คือ ต้องสวมรอยฐ)านะของเมิ่งซีโจวเท่านั้น!
ด้วยเหตุนี้ หลังจากจากเมิ่งซีโจวถูกลักพาตัวไปขาย เมิ่งหนานอี้จึงแทบจะอดใจทนรอต่อไปไม่ไหว รีบสวมรอยฐ)านะของเมิ่งซีโจว
หลังแต่งองค์ประโคมโฉมเสร็จสรรพแล้ว จึงรีบก้าวขึ้นบนเวทีด้วยท่วงท่าโอ่อ่า
ทว่าแม้จะเป็นฝาแฝดร่วมครรภ์มารดา มีรูปโฉมละม้ายคล้ายกันราวถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกัน แต่จิตวิญญาณภายในกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ชื่อเสียงด้านสติปัญญาอันล้ำเลิศและวาจาเฉียบคมของเมิ่งซีโจวนั้น เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวงมาเนิ่นนานแล้ว นางเปรียบประดุจจันทราทอแสงกระจ่างเหนือยอดเขาสูง อยู่ภายในใจเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์จำนวนนับไม่ถ้วน
ส่วนเมิ่งหนานอี้ในสายตาของผู้อื่นนั้น กลับเป็นเพียงเงาที่อาศัยแสงจันทราจากพี่สาวสายหลักเท่านั้น นอกจากสติปัญญาจะอ่อนด้อยแล้ว ยังไร้ซึ่งความคิดอ่านเป็นของตนเอง ถูกชักจูงง่ายดุจปุยเมฆาบางเบาบนขอบนภา ไร้ทั้งคมทั้งปลายอันจะทำให้ผู้คนเหลียวมองได้!
ฉะนั้น การจะสวมรอยเป็นเมิ่งซีโจว ย่อมหมายความว่า นางต้องทำตัวให้เหมือนเมิ่งซีโจวทุกกระเบียดนิ้ว ตลอดทั้งปีต้องคอยโต้คารมกับเหล่าคุณหนูและเหล่าบัณิตผู้ไม่ยอมศิโรราบทั้งหลาย อีกทั้งยังต้องสลายคมดาบซ่อนเร้นในวาจา และเล่ห์เหลี่ยมเหล่านั้นให้มลายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วย!
สำหรับเมิ่งหนานอี้แล้ว เรื่องนี้นับว่ายากเย็นเสียยิ่งกว่าการปีนป่ายขึ้นสรวงสวรรค์เสียอีก! นางเคยลองเช่นนั้นอยู่หลายครั้งหลายครา ทว่ากลับงุ่มง่ามเงอะงะราวลูกนกน้อยที่เพิ่งออกจากรัง ต่อหน้าผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยกับเมิ่งซีโจว นางล้วนเต็มไปด้วยพิรุธทุกฝีก้าว ใจฝ่อหวาดหวั่น ลนลานจนแทบประคองตนเองไว้ไม่อยู่!
เพราะเหตุนี้ หลายวันมานี้นางจึงทำได้เพียงขบคิดหาสารพัดหนทาง เพื่อมาปฏิเสธคำเชื้อเชิญทั้งหลายที่ส่งมา แล้วเอาแต่หดหัวซ่อนตัวอยู่ในจวนโหว มิกล้าออกไปพบพานสหายสนิทก่อนหน้าของเมิ่งซีโจว รวมไปถึงบรรดาผู้ที่เคยแอบชื่นชมหลงใหลในตัวนางแม้แต่น้อย เพราะเกรงว่าหากพลาดพลั้งเดินผิดแม้เพียงก้าวเดียว ความจริงทั้งหมดก็จะถูกเปิดโปง และทุกสิ่งที่สู้อุตส่าห์วางหมากเอาไว้ก็จะสูญเปล่าในชั่วพริบตา!
ทว่าสำหรับเมิ่งซีโจวแล้ว หากจะสวมบทเป็นเมิ่งหนานอี้ผู้แสนบอบบางน่าสงสารนั้น กลับเป็นเรื่องที่ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
ฮูหยินเมิ่งโอนเอนมีใจลำเอียงเข้าข้างเมิ่งหนานอี้อย่างไร้เหตุผลและหลักการ เรื่องนี้ผู้คนทั้งจวนโหวล้วนมิมีผู้ใดไม่ล่วงรู้ ดังนั้น ในเมื่อตัวนางในฐ)านะเมิ่งหนานอี้ที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกในสภาพบอบช้ำคับแค้น สิ่งแรกที่นางจะทำย่อมต้องเป็นการปรี่เข้าไปหาผู้เป็นมารดา เพื่อขอให้อีกฝ่ายปลอบประโลมเป็นธรรมดา
เพียงเห็นเมิ่งซีโจวทำประหนึ่งกวางน้อยที่กำลังตื่นตระหนกตกใจ น้ำเสียงสะอื้นเครือ ร่างทั้งร่างเซถลาพุ่งปรี่เข้าไปซบลงในอ้อมอกของฮูหยินเมิ่ง พร้อมร่ำไห้สะอื้นเอ่ยวาจาว่า
“ท่านแม่… ลูกคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน! ลูกหวาดกลัวยิ่งนัก! ฮือ ฮือ ฮือ…”
น้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงและคิ้วที่ขมวดเล็กน้อยนั้น ทั้งไหล่สองข้างที่สั่นระริกกับท่าทีพึ่งพิงอิงแอบนั้น ช่างเหมือนกับกิริยาท่าทางของเมิ่งหนานอี้ราวแกะออกมาจากพิมพ์เลยทีเดียว! นางช่างลอกเลียนแบบท่าทางได้แนบเนียนเสียจนยากจะแยกแยะออกได้จริงๆ!
เมิ่งหนานอี้รู้สึกราวกับมีกระแสเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งจากฝ่าเท้าตรงขึ้นสู่กระหม่อม หัวใจคล้ายหยุดเต้นไปชั่วขณะ นางเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ – นังสารเลวผู้นี้… ถึงกับกำลังลอกเลียนแบบท่าทางของนางอยู่รึ?!
แม้แต่ฮูหยินเมิ่งเอง ก็ยังถึงกับร่างทั้งร่างแข็งค้างจากการโผเข้ากอดอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย พร้อมกับเสียงร้องเรียก ‘ท่านแม่’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของนาง ทว่าอาการแข็งค้างนั้นกลับดำรงอยู่เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับคืนเป็นปกติได้อย่างรวดเร็วเสียจนมิมีผู้ใดทันได้สังเกตเห็น
ทันใดนั้น แววตาของฮูหยินเมิ่งพลันมีประกายอำมหิตวาบผ่าน นางผลักเมิ่งซีโจวที่อยู่ในอ้อมอกออกไปอย่างแรงในคราเดียวกัน ก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นฟาดลงไปบนใบหน้า ที่อาบด้วยหยาดน้ำตาราวดอกสาลี่ต้องฝนของนางอย่างเหี้ยมเกรียม!
หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันรู้สึกขำขันเล็กน้อย คิดไม่ถึงเลยว่าฮูหยินเมิ่งจะมิอาจเก็บงำอารมณ์ได้เพียงนี้ ถึงกับลงมือต่อ ‘เมิ่งหนานอี้’ ได้อย่างหนักหน่วงต่อหน้าผู้คนในจวนเช่นนี้
ทว่านางเองก็ตอบสนองได้รวดเร็วเสียยิ่งกว่า ในห้วงขณะที่ฝ่ามือของฮูหยินเมิ่งฟาดลงมานั้น นางจึงได้เอียงศีรษะเอนไปตามแรงฟาดนั้นเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อการผ่อนความรุนแรงลงเสียก่อน จากนั้น จึงค่อยยกมือขึ้นกุมใบหน้า แล้วแสร้งล้มลงไปกับพื้น!
“ท่านแม่…”
น้ำเสียงนี้ นางลอกเลียนแบบสำเนียงมาจากเมิ่งหนานอี้ในยามที่นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจได้เหมือนยิ่งนัก
เหมือนเสียจนกระทั่งฮูหยินเมิ่งและเมิ่งหนานอี้ที่ได้ยิน ยังถึงกับหนังศรีษะชาวาบ ขนทั่วทั้งร่างพลันลุกชันขึ้นพร้อมกัน!
นังสารเลวผู้นี้! สามารถลอกเลียนท่วงท่าน้ำเสียงได้เหมือนเสียยิ่งกว่าสิ่งใด!
“เจ้ายังมีหน้าย้อนกลับมาที่จวนอีกรึ?!”
ฮูหยินเมิ่งชี้นิ้วไปทางเมิ่งซีโจวที่ล้มลงไปกองกับพื้น น้ำเสียงแหลมขึ้นเล็กน้อยด้วยความเดือดดาล แต่สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดรวดร้าวได้อย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ ที่นี่เป็นบ้านของลูกนะเจ้าคะ กว่าลูกจะรอดกลับมาได้ ต้องผ่านความทุกข์ยากนานัปการ… หรือแม้แต่บ้าน ลูกก็ยังมิอาจกลับมาได้แล้วหรือเจ้าคะ?”
เมิ่งซีโจวเงยหน้าขึ้นสวนตอบ ดวงตาทั้งสองเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเศร้าโศก
ทว่าฮูหยินเมิ่งกลับไม่แม้แต่จะชายตามองนางอีก ราวกับว่าหากมองอีกเพียงคราเดียว ก็ยังเป็นที่เสนียดดวงตาของนาง