พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่42 ช่างอุกอาจนัก ข้าผู้นี้เป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทเชียว
- Home
- พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่42 ช่างอุกอาจนัก ข้าผู้นี้เป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทเชียว
บทที่42 ช่างอุกอาจนัก! ข้าผู้นี้เป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทเชียว!
สีหน้าเมิ่งหนานอี้พลันซีดเผือด จะให้นางอยู่ทำงานหยาบกร้านในศาลบรรพชนอันเยียบเย็นวังเวงนี้จริงๆงั้นเหรอ? อีกทั้งยังต้องอยู่ร่วมกับเมิ่งซีโจวด้วยนี่นะ?
ขณะนางกำลังจะอ้าปากและคิดจะเอ่ยอันใดออกมา ทว่ากลับนึกขึ้นได้เสียก่อนว่า เมื่อครู่นี้เป็นตนนั่นเองที่ลั่นวาจารับปากไว้ ครั้นจะให้กลับคำเสียย่อมมิอาจทำได้
เมิ่งชินรุ่ยยกมือขึ้นกดคลึงหัวตาทั้งสองอย่างอิดโรย ครั้นแล้วจึงหมุนกายเดินจากไปเป็นคนแรก เขารีบสาวเท้าก้าวยาวออกจากศาลบรรพชน ที่เต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายและพังพินาศแห่งนั้นโดยเร็ว
บรรดาบ่าวไพร่ล้วนปิดปากเงียบกริบประหนึ่งจั๊กจั่นยามเหมันต์ฤดู ต่างพากันก้มหน้าก้มตาแล้วรีบสาวเท้าก้าวขึ้นหน้าทำตามคำสั่งผู้เป็นประมุขอย่างว่องไว
“ฮูหยิน ขออภัยที่ต้องล่วงเกินแล้ว”
ฮูหยินเมิ่งถูกบ่าวหญิงชราร่างกำยำสองคนปรี่เข้าประคองแขนไว้ ก่อนจะลากตัวออกจากศาลบรรพชนไป นางหันไปจ้องมองเมิ่งซีโจวเขม็ง สายตาประหนึ่งอาบพิษคู่นั้น ดูราวกับกำลังก่นด่าสาปแช่งบุตรีที่ตนรังเกียจอย่างไร้สุ้มเสียง
เมิ่งซีโจวจ้องมองฮูหยินเมิ่งที่ถูกพาตัวจากไป ก่อนจะกะพริบตาปริบๆหยอกล้อให้อีกฝ่ายอย่างซุกซน
ท่านแม่ ชัยชนะในหมากกระดานแรกนี้ ข้าต้องขอน้อมรับไว้ด้วยรอยยิ้มแล้ว
เมิ่งหนานอี้กัดริมฝีปากแน่น นางฝืนข่มกลั้นความอึดอัดไว้ภายในใจ เดิมทีคิดจะออกปากสั่งสาวใช้ที่พามาด้วยให้ลงมือแทน ทว่ากลับเห็นเมิ่งซีโจวค้อมกายก้มลงทำงานอย่างเงียบงันเสียก่อน
นางค่อยๆเก็บป้ายวิญญาณบรรพชนขึ้นมาทีละอัน ก่อนจะบรรจงใช้ผ้าแพรสะอาดเช็ดถูปัดเถ้าธูปและคราบสกปรกที่เกาะติดออกอย่างทะนุถนอม จากนั้นยังยกขึ้นส่องกับแสงเทียนตรวจดูอย่างละเอียด ครั้นเห็นว่าสะอาดเรียบร้อยดีแล้ว จึงค่อยนำไปวางกลับคืนสู่ที่เดิมด้วยกิริยาที่เคารพนอบน้อมยิ่ง
สาวใช้ที่เมิ่งหนานอี้พามาด้วยคิดจะก้าวเข้าไปช่วย แต่กลับถูกเมิ่งซีโจวปรายตามองด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ จนอีกฝ่ายถึงกับต้องชะงักฝีเท้าลงทันใด
เมื่อเมิ่งหนานอี้เห็นคนของตนถูกเมิ่งซีโจวข่มเหงรังแกด้วยสายตา นางก็พลันเดือดดาลจนต้องกระโดดผางออกมา พลันยกนิ้วขึ้นชี้หน้าด่าทอด้วยเสียงที่แหลมดัง
“เจ้าเป็นตัวอันใดกัน จึงได้บังอาจขัดขวางนางเช่นนี้?”
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับทำประหนึ่งมิได้ยิน นางไม่แม้แต่จะปรายหางตาไปมองเพียงเสี้ยว ทำประหนึ่งว่าเมิ่งหนานอี้เป็นเพียงฝุ่นละอองธุลีที่ลอยล่องอยู่กลางห้วงอากาศเท่านั้น
การดูถูกดูแคลนอย่างใหญ่หลวงที่สุดก็คือ การไม่แม้แต่จะเหลียวแลแยแสนั่นเอง และเมิ่งซีโจวก็ได้มอบสีหน้าท่าทางเมินเฉยอย่างที่สุดให้แก่นาง!
สิ่งที่เมิ่งหนานอี้ชิงชังที่สุดก็คือ การถูกผู้อื่นดูแคลนหยามเหยียด นางเดือดดาลจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง ร้องตวาดเสียงดังขึ้นว่า
“บังอาจ! ข้าเป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท หากให้เจ้าคุกเข่าสามครั้ง โขกศรีษะเก้าหนก็ยังนับว่าไม่เกินไป แล้วเจ้ากล้าดีเยี่ยงไรจึงได้บังอาจดูหมิ่นข้าเช่นนี้?”
ครานี้เมิ่งซีโจวจึงค่อยหันไปมองนาง กล่าวตอบด้วยสีหน้าน้ำเสียงเฉยเมยว่า
“อยากได้การคาราวะคุกเข่าจากข้าอย่างนั้นรึ? ข้ามีความคิดหนึ่งที่นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว หากเจ้าตายเสียเดี๋ยวนี้ แล้วตั้งป้ายวิญญาณไว้ที่นี่ ถึงตอนนั้นกระทั่งท่านพ่อก็คงถือโอกาสคุกเข่าคาราวะให้เจ้าด้วยเช่นกัน เช่นนี้ดีหรือไม่เล่า?”
น้ำเสียงของนางเจือแววหยอกเย้า คล้ายพี่น้องสตรีที่กำลังหยอกเย้ากันเล่น ทว่าไอสังหารในดวงตากลับปรากฏชัดเจนอย่างไม่คิดปิดบังเลยสักนิด!
เมิ่งหนานอี้พลันขนลุกเกรียวขึ้นทั่วร่างทันที! สัมผัสได้ว่าไอเย็นเยียบภายในศาลบรรพชนแห่งนี้คล้ายทวีความรุนแรงขึ้นบัดดล จนยามนี้แทบจะแช่แข็งร่างของนางให้ตายทั้งเป็นแล้ว!
ช่างเถิด ช่างเถิด… เมิ่งซีโจวอยากจะทำอันใดก็ปล่อยให้นางทำไปเถิด อย่างไรเสียก็เป็นงานของบ่าวไพร่แต่เดิม เป็นสิ่งที่นางต้องสมควรทำอยู่แล้ว!
เมิ่งหนานอี้รีบก้าวนำสาวใช้เดินฉับๆออกไปจากศาลบรรพชนโดยเร็ว และเมื่อครั้นประตูใหญ่ศาลบรรพชนเบื้องหลังนางปิดลงอีกครา
ในที่สุดสถานที่แห่งนี้ก็เหลือเพียงนางผู้เดียวแล้ว
เมิ่งซีโจวเก็บกวาดซากของความยุ่งเหยิงที่ทิ้งไว้อย่างเงียบงันจนเรียบร้อย จากนั้นจึงค่อยจุดธูปเทียนที่ถูกปัดล้มให้ลุกโชนสว่างขึ้นอีกครา เสร็จแล้วจึงบรรจงปักธูปดอกใหม่ลงไปในกระถาง
ท้ายที่สุด นางก็สาวเท้าก้าวไปยังเบื้องหน้าสุด ค่อยๆคุกเข่าลงตรงหน้าป้ายวิญญาณของเหล่าบรรพชนตระกูลเมิ่งที่ตั้งเรียงรายอยู่
ไอเย็นเยียบจากอิฐเขียวซึมผ่านอาภรณ์เข้ามา จนนางรู้สึกหนาวลึกไปถึงกระดูก นางประนมสองมือยกขึ้นเหนือหน้าผาก ก่อนจะโขกศรีษะคำนับลงกับพื้นด้วยความเคารพยิ่ง
“ขอคารวะต่อท่านบรรพชนทั้งหลาย…” น้ำเสียงของนางแผ่วเบายิ่งนัก “ลูกหลานอกตัญญูเมิ่งซีโจว ขอน้อมศีรษะคำนับขอบพระคุณต่อเหล่าบรรพชนที่คุ้มครอง”
“วันนี้ที่ศาลบรรพชนต้องมัวหมอง ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะซีโจวผู้นี้เป็นต้นเหตุ ทั้งยังรบกวนความสงบของดวงวิญญาณเหล่าบรรพชน ต่อให้ต้องตายหมื่นครั้งก็ยังมิอาจชดใช้ความผิดนี้ได้ ทั้งหมดเป็นเพราะยามนี้ซีโจวยังไร้กำลังปกป้องตนเอง ขอบรรพชนทั้งหลายได้โปรดเมตตาอภัยโทษให้ด้วยเถิด”
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป…” นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังป้ายวิญญาณที่เคร่งขรึมและเปี่ยมอำนาจของเหล่าบรรพชน “ซีโจวขอตั้งสัตย์ ณ สถานที่แห่งนี้ว่า จะขอชำระล้างมลทินให้ตนเอง กวาดล้างเสนียดจัญไรให้สิ้นจากวงศ์ตระกูล! ผู้ใดหยามข้า ข่มเหงรังแกข้า คิดหมายเอาชีวิตข้า ข้าผู้นี้จะขอตอบแทนกลับคืนไปเป็นร้อยเท่าพันทวี!”
กล่าวสาบานจบ นางจึงได้โขกศีรษะลงกับพื้นอีกครา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นสะอื้นเล็กน้อย ทว่ากลับชัดถ้อยชัดคำและแน่วแน่ยิ่งนัก
“ขอ…ดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชน ได้โปรดปกปักรักษาคุ้มครองข้า ประทานปัญญาให้แก่ข้า และมอบเรี่ยวแรงกำลังให้แก่ข้าด้วยเถิด!”
เปลวเทียนพลันสั่นไหวระริก ก่อนจะลุกโชติช่วงขึ้นยิ่งกว่าเดิม ประหนึ่งกำลังขานรับคำสัตย์และคำขอของนางอย่างเงียบๆ