พลิกชะตาแค้น คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่44 หมอเทวดามาเยี่ยมเยือน
บทที่44 หมอเทวดามาเยี่ยมเยือน
ความขุ่นเคืองที่ฝังใจและโทสะที่พลอยพาลนั้น จึงเปรียบประดุจหนามไร้รูปที่จะคอยขวางคั่นอยู่ตรงกลางระหว่างบิดากับบุตรี ทำให้เมิ่งชินรุ่ยไม่มีวันเชื่อใจนางได้อย่างแท้จริง
หากคิดจะยืนหยัดอยู่ในจวนตระกูลเมิ่งอย่างมั่นคง หากจะคิดจะโค่นฮูหยินเมิ่งและลบล้างมลทินนี้เสียให้สิ้น เรื่องนี้ย่อมนับเป็นภารกิจสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด!
เมิ่งซีโจวถือโคมไฟไว้ในมือ แล้วจึงก้าวเดินออกจากศาลบรรพชนไป สายลมแห่งราตรีพัดพาความหนาวเย็นเยียบเข้าปะทะร่าง ทำให้ชายอาภรณ์ของนางถึงกับสะบัดไหว
นางมิได้กลับไปยังเรือนฉงหัวจวีซึ่งเป็นเรือนพักเดิมของเมิ่งหนานอี้ หากแต่เดินถือโคมไฟมุ่งหน้าไปยังเรือนซีจิ่นซึ่งอยู่ห่างไกล เปลี่ยวร้างและเงียบงันแทน
และเรือนแห่งนั้น ก็คือที่พำนักอาศัยของอนุหลิว มารดาผู้ให้กำเนิดเมิ่งจิ่งหมิง
นับแต่เมิ่งจิ่งหมิงหายสาบสูญไป อนุหลิวซึ่งเคยเป็นคนโปรดปรานของเมิ่งชิงรุ่ย กายใจก็พลันทรุดฮวบลงอย่างสิ้นเชิง เอาแต่ขังตนเองอยู่แต่ภายในเรือน มิยอมพบหน้าผู้ใดอีกเลย
แพทย์ที่ฮูหยินเมิ่งเชิญมารักษานางนั้น ล้วนเดินเข้าเดินออกจวนระลอกแล้วระลอกเล่า ทว่าอาการของอนุหลิวกลับยิ่งเลอะเลือนหนักหน่วงมากขึ้นทุกที
เมิ่งซีโจวกลับนึกขอบคุณฮูหยินเมิ่งขึ้นมาบ้าง ที่อีกฝ่ายยังห่วงหน้าตาและชื่อเสียงของจวน จึงยังมิได้ลงมือกำจัดอนุหลิวให้สิ้นซาก ทำให้นางยังมีโอกาสได้ย่างกรายเข้ามาในเรือนแห่งนี้ เพื่อแอบสืบค้นความจริงบางประการ
นางย่องมาถึงนอกห้องของอนุหลิวอย่างเงียงงัน สายตามองลอดช่องหน้าต่างเข้าไปภายใน กลับเห็นว่าภายในห้องมีเพียงตะเกียงน้ำมันกำลังส่องแสงริบหรี่ดวงหนึ่งเท่านั้น
สายตาของนางค่อยๆเคลื่อนไป ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่เงาร่างเพียงหนึ่งเดียวซึ่งยืนอยู่ภายในห้อง—
ปรากฏเป็นสาวใช้ร่างเล็กผอมบางผู้หนึ่ง
เมิ่งซีโจวยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ เมื่อประตูแง้มเปิดออกเห็นเป็นเพียงช่องแคบๆ ร่างของนางก็พลันแทรกประชิดเข้าไปภายในอย่างฉับพลัน! มือซ้ายยกขึ้นปิดทับปากและจมูกของสาวใช้นางนั้นเอาไว้แน่น ส่วนมือขวาก็รวมนิ้วประดุจคมมีด แล้วฟันฉับลงตรงข้างลำคอของอีกฝ่ายทันที!
“อึ้ก…”
ร่างของสาวใช้พลันอ่อนยวบลงทันใด ร่างทรุดลงไปกองกับพื้น หมดสติไปในทันที
เมิ่งซีโจวลากร่างสาวใช้ไปวางไว้ที่มุมห้องด้านหนึ่ง ครั้นแล้วจึงค่อยืนยืดตัวตรงขึ้นอีกครา
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้น อนุหลิวนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง บนกายมีผ้าห่มห่อหุ้มอยู่ เส้นผมของนางสยายยุ่งเหยิง แม้ยามหลับใหลสองคิ้วก็ยังขมวดแน่นเป็นปม และยังส่งเสียงครางออกมาแผ่วเบาเป็นครั้งคราวคล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงฝันละเมอ
เมิ่งซีโจวก้าวเดินตรงไปยืนข้างเตียง ปลายนิ้วแตะลงบนข้อมือของอนุหลิว แล้วนางก็อดที่จะหัวเราะเยาะตนเองในใจมิได้ สุดท้ายก็ยังต้องพึ่งพาวิชาแพทย์งูๆปลาๆครึ่งๆกลางๆของตนอีกจนได้
ทว่าเมื่อเทียบกับหมอพวกนั้นที่ถูกฮูหยินเมิ่งซื้อตัวไว้ และจงใจรักษาอนุหลิวให้กลายเป็นคนป้ำๆเป๋อๆเสียสติไปเช่นนี้แล้ว นางยังบังอาจเรียกขานตนเองว่าเป็นหมอเทวดาได้อย่างเต็มปากเสียด้วยซ้ำ
ชีพจรของอนุหลิวเต้นแผ่วเบายิ่งนัก ประดุจเปลวเทียนริบหรี่ท่ามกลางสายลม เมิ่งซีโจวหยิบเข็มเงินที่เคยใช้ฝังให้บุตรชายของผู้ใหญ่บ้านออกมา แล้วรวบรวมสมาธิข่มใจให้สงบนิ่ง ก่อนจะปักเข็มลงไปหลายจุดติดต่อกัน
เพียงไม่นาน ทรวงอกของอนุหลิวก็พลันกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ไม่นานนัก นางก็ลืมตาตื่นขึ้นมา
ดวงตาคู่นั้นยังเต็มไปด้วยความตื่นผวาคล้ายวิญญาณยังไม่คืนร่าง ผ่านไปครู่ใหญ่ สายตาของนางจึงค่อยๆรวมจุดเพ่งได้ ก่อนจะมาหยุดลงบนใบหน้าของเมิ่งซีโจวที่อยู่ข้างเตียง
ร่างของอนุหลิวถึงกับสะท้านเฮือก ทั้งเรือนร่างหดเกร็งโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นสั่นพร่าอย่างชัดเจน
“คุณหนูใหญ่รึ?… หรือคุณหนูรอง?”
เพราะเป็นบุตรีฝาแฝด ใบหน้าของทั้งสองจึงละม้ายคล้ายคลึงกันยิ่งนัก อีกทั้งความขุ่นมัวในดวงตาของนางก็ยังมิได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น จึงย่อมแยกไม่ออกว่าเบื้องหน้าตนยามนี้เป็นผู้ใดกันแน่
เมิ่งซีโจวหาได้เอ่ยตอบอันใดไม่ กลับย้อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“อนุหลิว เรื่องที่พี่รองเมิ่งจิ่งหมิงหายสาบสูญไปนั้น แท้จริงแล้วท่านล่วงรู้อะไรบ้างหรือไม่?”
“จิ่งหมิง?!”
เพียงสองพยางค์นี้ ก็ประหนึ่งเหล็กแดงที่ถูกเผาจนร้อนจัด แล้วนำมากดทาบประทับลงบนร่างของอนุหลิวอย่างแรง!
นางผุดพรวดลุกขึ้นจากเตียงราวถูกของมีคมทิ่มแทง ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงด้วยความตื่นผวา จากนั้นก็ระเบิดเสียงแหลมบาดหูกรีดร้องโหยหวนออกมาทันที
“ข้าไม่รู้! ข้าไม่รู้เรื่องอันใดจริงๆ! เหตุใดจึงไม่ยอมเชื่อข้า?! เหตุใดจึงยังไม่ยอมปล่อยข้าไปอีกเล่า?!”
“สิ่งที่ข้าปรารถนามีเพียงการได้มีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น… ข้าเพียงต้องการสักมุมหนึ่งของจวนแห่งนี้ให้ได้สามารถใช้เป็นที่ซุกหัวนอนเท่านั้น ให้ข้าได้ลากสังขารอันน่าเวทนานี้อยู่ต่อไปเท่านั้น! ตอนนั้นข้าเองก็คุกเข่าลงกับพื้น เฝ้าวิงวอนต่อนางอย่างชัดแจ้งแล้วมิใช่รึ! ข้ายังบอกว่าหากฮูหยินโปรดปรานหมิงเอ๋อร์ ต้องการจะรับเขาไปเลี้ยงดูก็ตามใจ ข้าย่อมไม่มีคำคัดค้านใดแม้เพียงครึ่งคำ!”
นางพลันยกมือขึ้นชี้ไปในห้วงอากาศเบื้องหน้า ราวกับว่าฮูหยินเมิ่งกำลังยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและท่าทางอ้อนวอนอันน่าสมเพชของผู้ที่ต่ำต้อยกว่า
“แต่นางกลับยิ้มพลางกล่าวว่า จะเลี้ยงเด็กไว้ข้างกายข้า เพราะเกรงว่าข้าจะเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย! ฟังดูช่างไพเราะเสียเหลือเกิน… งดงามจับใจเสียเหลือเกิน…”
“แต่บัดนี้หมิงเอ๋อร์หายไปแล้ว! เป็นตายร้ายดีไม่อาจรู้ได้ คนตายมิพบศพ เพียงผลลัพธ์เช่นนี้นางยังไม่พอใจอีกหรือ? เหตุใดยังต้องคุกคามข้าไม่เลิกราด้วยเล่า… เหตุใดจึงไม่ยอมไว้ชีวิตข้าสักทาง!”
ความหวาดกลัวของอนุหลิวและความปรารถนาจะเอาตัวรอดของนางนั้น ได้ท่วมทับสายใยแม่ลูกเสียจนสิ้นแล้ว
หลังจากคาดคั้นซักถามอยู่หลายครั้งหลายครา เมิ่งซีโจวจึงได้แต่จนใจและยอมรับว่า อนุหลิวถูกฮูหยินเมิ่งเลี้ยงดูและฝึกปรือให้กลายเป็นนกในกรงแสนเชื่องไปเสียแล้ว หูตาตื้นเขิน ข่าวสารภายนอกแทบไม่อาจล่วงรู้ การหายตัวไปของเมิ่งจิ่งหมิงนั้น ฮูหยินเมิ่งจัดการได้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่ อนุหลิวจึงหาได้ล่วงรู้อันใดจริงๆ
ครานี้… เบาะแสถึงคราวขาดสะบั้นลงแล้ว
ความผิดหวังยังมิทันได้ก่อรูปขึ้นภายในใจเสียด้วยซ้ำ ก็พลันถูกเมิ่งซีโจวบดขยี้ทิ้งอย่างเยียบเย็นด้วยตนเองเสียก่อน
“อนุหลิวคงเหนื่อยมากแล้ว เชิญท่านพักผ่อนเถิด”
น้ำเสียงของเมิ่งซีโจวพลันอ่อนโยนราวต้องการปลอบประโลม จากนั้นจึงได้กดเข็มลงไปอีกไม่กี่เล่ม แล้วเปลือกตาของอนุหลิวก็ค่อยๆหนักอึ้ง ก่อนจะผล็อยหลับไปอีกครา
เมิ่งซีโจวจะพยายามช่วยประคับประคองให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ ถึงแม้นางจะไม่อาจให้เบาะแสใดๆได้ แต่อย่างน้อยยังสามารถใช้นางขัดใจฮูหยินเมิ่งเล่นได้บ้าง และเพียงเท่านี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ครู่ต่อมา นางจึงได้เก็บถุงใส่เข็มกลับไปเรียบร้อย ขณะกำลังจะหมุนกายเดินจากไป
“เอี๊ยด—”
พลันมีเสียงผลักประตูดังขึ้น เสียงนั้นแผ่วเบาเสียจนแทบจับไม่ได้ว่าลอยมาจากทิศทางใด!
หนังศีรษะของเมิ่งซีโจวพลันชาวาบขึ้นอย่างฉับพลัน!
เพราะเสียงผลักประตูนั่น มิได้ดังมาจากทิศทางที่สาวใช้นางนั้น ซึ่งถูกนางฟันฝ่ามือใส่จนนอนสลบกองอยู่ หากแต่… ดังมาจากประตูใหญ่ด้านหน้า!