Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 117

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 117
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

อี๋หนิงยิ้มบาง “ท่านย่า ให้ข้าเล่าเรื่องการขึ้นค่า

เช่าตั้งแต่ต้นจนจบให้ท่านฟังสักรอบเถิดเจ้าค่ะ”

“ผู้ดูแลหลี่กล่าวว่าจะต้องเพิ่มค่าเช่าผืนนา ข้าไม่

อนุญาต แต่ท่านอาสะใภ้กลับตอบตกลง ทว่า

ท่านอาสะใภ้ทราบหรือไม่ว่าปีนี้ฝนแล้ง ผลผลิต

พืชพรรณธัญญาหารจึงไม่มาก เดิมผลการเก็บ

เกี่ยวก็ไม่ได้ดั่งใจ เป็นเรื่องง่ายที่ในปีนี้จะเกิด

สภาวะขาดแคลนอาหาร หากยังขึ้นค่าเช่าโดย

พลการ ผู้คนต้องครหาว่าจวนอิงกั๋วกงอาศัย

จังหวะปล้นชิงตามไฟเป็นแน่ ชื่อเสียงความดีที่

ท่านพ่อเพาะบ่มสั่งสมมาแรมปีคงต้องเป็นอันสูญ

สลายแน่นอน” อี๋หนิงมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

ก่อนกล่าวสำทับอีกครั้ง “ที่สำคัญยามนี้ยังเป็น

ช่วงวิกฤต ท่านย่าคิดว่าตระกูลเรายังสามารถ

แบกรับปัญหานี้ได้อีกหรือ เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะ

บางคนคิดอาศัยการขึ้นค่าเช่าเพื่อกอบโกย

ผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น”

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยิน สีหน้าก็พลัน

เปลี่ยนเป็นตึงเครียด นางไม่ทันคิดถึงเรื่อง

ชื่อเสียง

อี๋หนิงยังคงกล่าวต่อ “ท่านอาสะใภ้เอาแต่กล่าว

ว่าข้าไม่เข้าใจ เช่นนั้นท่านอาสะใภ้เข้าใจหรือ

แม้แต่ทักษะการดูคน ท่านยังไม่มี แล้วจะมาเอ่ย

ถึงเรื่องการดูแลจัดการจวนได้อย่างไร” นางชี้ไป

ยังผู้ดูแลหลี่ “ข้าขอเป็นพยานให้ท่านอาสะใภ้ว่า

ถ้อยคำนี้เป็นผู้ดูแลหลี่ที่กล่าว ข้าเพียงข่มขู่เขา

ไม่กี่ประโยค เขาก็รีบกลับคำให้การ กล่าวหาว่า

ท่านเป็นผู้สั่งการทันที ท่านมีความคิดเห็น

อย่างไร”

สีหน้าของนางสวี่พลันเปลี่ยนเป็นขาวสลับแดง ดู

ย่ำแย่อย่างยิ่งยวด

นางโต้ตอบไม่ได้แม้เพียงสักประโยค

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นเหตุการณ์ถึงตรงนี้แล้วจะยัง

ไม่เข้าใจอีกหรือ หลานสาวคนนี้เก่งกาจกว่าที่นาง

คิดเอาไว้ มีกลิ่นอายสังหาร รู้จักการหลอกล่อ

ด้วยผลประโยชน์ มีหลักการ ค่อยๆ เข้าบีบคั้นที

ละก้าวๆ เปียมด้วยเหตุผล!

“พอแล้ว คนที่มีจิตใจมุ่งร้ายไม่สมควรปล่อยไว้ใน

จวน” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโบกมือ “ลากตัวผู้ดูแลหลี่

ออกไป ตีขาให้หัก ไม่อนุญาตให้เขากลับมาที่จวน

อิงกั๋วกงอีก”

ผู้ดูแลหลี่ตกใจจนใบหน้าซีดขาว รีบโขกหัว

วิงวอน ทว่าเขาถูกคนลากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกวาดตามองบรรดาผู้ดูแลที่อยู่ใน

สถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง “จากนี้ไป คุณหนูจะเป็นผู้

ตัดสินใจเรื่องในจวนนี้ คำของผู้อื่นไม่อาจถือเป็น

สำคัญ ทุกคนจำไว้แล้วใช่หรือไม่”

อันที่จริงไม่จำเป็นต้องให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพูด

หลังจากผ่านเรื่องนี้ บรรดาผู้ดูแลย่อมตระหนักดี

แก่ใจ

คุณหนูที่ดูบอบบางงดงามผู้นั้น หากอยู่เฉยๆ ก็

ช่างเถิด ทว่าทันทีที่ลงมือก็โหดเหี้ยมเด็ดขาดไร้

ความปรานี

ไม่เสียทีที่เป็นบุตรสาวของท่านอิงกั๋วกง

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเรียกอี๋หนิงไปที่เรือนจิ้งอันเพื่อ

สนทนาต่อ อี๋หนิงถูกรายล้อมด้วยบรรดาสาวใช้

สาวใช้ชรา ขณะที่เดินผ่านนางสวี่กับเว่ยอี๋ นางก็

ไม่ปรายตามองพวกเขาสักครั้ง

เว่ยอี๋มองแผ่นหลังของนาง นั่นคือความเด็ดขาด

ชนิดหนึ่งที่แผ่ซ่านจากแกนกระดูก เขาพลันนึก

ถึงเสิ่นอวี้ที่จนถึงบัดนี้ก็ยังเก็บตัวเงียบขรึมไม่ร่า

เริง

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกลับถึงเรือนจิ้งอันก็ดื่มยา

นางพิงตัวเข้ากับผนัง ตั้งใจฟังเว่ยเจียเจรจา

เจื้อยแจ้ว น้ำเสียงของเว่ยเจียทั้งใสกังวานทั้งลื่น

ไหลประหนึ่งเสียงนกน้อย ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

เห็นนางก็พาลนึกถึงหมิงจูในวัยเยาว์ หมิงจูในวัย

นี้ก็น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ ใบหน้าของนางจึงปรากฏ

รอยยิ้มจางๆ

นางหันมาถาม “หมิงจูเล่า”

ฟางซงตอบ “มิใช่ท่านให้นางฝึกการเย็บปักถัก

ร้อยอยู่หรือเจ้าคะ ยามนี้กำลังเรียนการปักเย็บ

อยู่เจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยผงกศีรษะ ก่อนสั่งให้เว่ยอี๋กลับไป

ก่อน นางกุมมือของอี๋หนิงเอาไว้ กล่าวด้วย

น้ำเสียงเคร่งเครียด “พ่อของเจ้า…หากไม่กลับมา

จริง จวนของพวกเราก็จะเหลือเพียงเจ้ากับข้า

และคนไม่กี่คนเท่านั้น พวกเราต้องพึ่งพาอาศัย

กันแล้ว หมิงจูถึงวัยปักปินแล้ว อันที่จริงข้ามอง

ตระกูลดีๆ ตระกูลหนึ่งไว้ให้นาง คนของตระกูล

นั้นมีประวัติขาวสะอาด เด็กบ้านนั้นเพิ่งสอบได้

เป็นจวี่เหริน แม้ไม่อาจกล่าวว่าร่ำรวย แต่ก็มีใจ

รักความก้าวหน้า รอหมิงจูแต่งออกไปแล้ว จวน

ของพวกเราก็จะเหลือเพียงย่าหลานสามคนแล้ว

ฉะนั้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติไม่อาจ

กระทำสิ่งใดให้เด็ดขาดจนเกินไป”

อี๋หนิงยิ้มบาง “ท่านย่ารู้สึกว่าอี๋หนิงทำเกินไป

หรือเจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยทอดถอนใจ กล่าวยอมรับเบาๆ

“มีบางเรื่อง…รอจนเจ้ามีอายุเท่าข้าแล้วจึงจะ

เข้าใจ”

อี๋หนิงไม่พูดอะไรอีก ตามความคิดเห็นของนาง

หากกล่าวว่านางสวี่ไม่มีใจคิดร้ายต่อจวนอิงกั๋วกง

แม้เพียงเศษเสี้ยว นางไม่มีทางเชื่อ วันนี้อารมณ์

ของนางพลุ่งพล่านเกินไป บางทีอาจเป็นเพราะ

เรื่องของหลัวเซิ่นหย่วน

นางพลันตระหนักได้ว่าข้างกายนางไม่มีสักคนที่

ไว้ใจได้ นี่คือความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว

อี๋หนิงเดินออกจากเรือนจิ้งอันก็เห็นนางสวี่กำลัง

สอนหนังสือให้เว่ยเจียอยู่ใต้คานเถาองุ่นในสวน

เว่ยเจียอ่านหนังสือได้ครู่หนึ่งก็เหนื่อยล้า เอน

ศีรษะเข้าสู่อ้อมกอดของมารดาพลางออดอ้อน

นางสวี่จัดทรงผมให้บุตรสาว เอ่ยยิ้มๆ “เจ้าเรียน

หนังสือสู้พี่ชายของเจ้าไม่ได้ เขาชอบการแข่งขัน

ไม่ว่าเรื่องใดก็ชอบให้รู้ผลแพ้ชนะ”

ลมพัดเงาของต้นไม้โยกไหวเบาๆ เว่ยเจียเบิกตา

กว้าง “เช่นนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยเพียงใด!”

นางสวี่หยิกแก้มน้อยของบุตรสาวเบาๆ “เจีย

เอ๋อร์ของพวกเราไม่ชอบเรียนหนังสือก็ช่างเถิด

ต่อไปเจ้าพึ่งพาอาศัยท่านพ่อกับพี่ชายของเจ้าก็

ได้แล้ว! ข้าเห็นเจ้าไม่ค่อยประสีประสารู้เรื่องรู้

ราวสักเท่าไร ทุกสิ่งล้วนไม่เข้าใจ”

อี๋หนิงยืนอยู่ชั่วครู่ มองพวกนางสนทนากันเงียบๆ

ยามนี้นางสวี่เห็นอี๋หนิงแล้ว เมื่อนึกถึงเรื่องที่เพิ่ง

เกิดขึ้น สีหน้าจึงไม่ดีนัก นางหันหน้ากลับไปด้วย

สีหน้าบึ้งตึง

อี๋หนิงหันหน้ากลับมา

เมื่อถึงอาณาเขตฝังบูรพา อี๋หนิงก็ผล็อยหลับไป

ด้วยอารมณ์หดหู่ ไม่แม้แต่จะถามถึงเรื่องการ

เรียนของถิงเกอร์

นางรู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากเอ่ยถามสิ่งใดแล้ว

วันรุ่งขึ้นเพิ่งถึงยามเหม่า นางก็ตื่นขึ้น ซงจือได้ยิน

เสียงการเคลื่อนไหวจึงเดินเข้ามาจุดตะเกียง

น้ำมัน ยามเหม่าฟั้ายังไม่สว่าง ทว่าสามารถเห็น

ทัศนียภาพด้านนอกได้รำไรแล้ว สาวใช้บิดผ้าร้อน

ส่งให้อี๋หนิงเช็ดหน้า อี๋หนิงเช็ดหน้าพลางเอ่ยถาม

ซงจือ “ข้าได้ข่าวว่าเจ้ามักส่งจดหมายออกไป

บ่อยๆ ”

“ส่งให้บิดามารดาที่บ้านเจ้าค่ะ” ซงจือกล่าว

พลางสวมรองเท้าให้นาง “พวกเขาอยู่ที่บ้าน แต่ก็

ยังห่วงใยบ่าวอยู่เสมอ”

“ข้าจำได้ว่าบิดามารดาของเจ้าเป็นผู้เช่าผืนนา

ของตระกูลหลัว ไม่รู้จักหนังสือใช่หรือไม่” อี๋หนิง

ไล่ถามต่อ

ซงจือฝืนยิ้มออกมา “ในหมู่บ้านมีคนที่รู้หนังสือ

อยู่เจ้าค่ะ ยังมีซิ่วไฉ่คนหนึ่งที่มีแซ่เดียวกัน พวก

เขาเอาไปให้คนเหล่านั้นอ่านให้ฟังก็ได้แล้วเจ้า

ค่ะ”

อี๋หนิงไม่ซักไซ้ต่ออีก

หลังทำความสะอาดร่างกายเรียบร้อยนางก็มานั่ง

ดูสมุดบัญชีบนตั่งไม้ข้างหน้าต่าง ถิงเกอร์วิ่งเข้า

มาจากด้านนอกก็เห็นอี๋หนิงซึ่งสวมเปั้ยจึสีฟั้าแขน

เสื้อกว้างกำลังนั่งพิงหน้าต่าง เปั้ยจึสีฟั้าขับให้ผิว

ของนางขาวยิ่งกว่าหิมะ เขาเข้ามาคลอเคล้าให้

นางไปชมดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานในสวน “ท่านย่าให้

ทุกคนไปชมต้นจูเซียนเค่อพวกนั้น…ที่อยู่ข้าง

เรือนปีกฝังบูรพา ออกดอกได้งดงามยิ่งนัก!”

“วันนี้เจ้าคัดอักษรเสร็จแล้วรึ” อี๋หนิงพลิกสมุด

บัญชีหน้าต่อไป

“ต้นไม้นั่นเป็นต้นที่ท่านพ่อสั่งกำชับไว้” ถิงเก

อร์กล่าว “ท่านพ่อบอกว่ายิ่งผลิดอกบานสะพรั่ง

ยิ่งดี สีสันแพรวพราวจึงจะน่าชม”

เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็ชะงักนิ่ง มองถิงเกอร์ที่มองนาง

ตาปริบๆ คล้ายกำลังสงสัยว่าเหตุใดนางจึงนิ่งไป

อี๋หนิงตัดสินใจพาถิงเกอร์ออกไปเดินเล่น

นอกเรือนปีกจิ้งอันฝังบูรพา อี๋หนิงพาถิงเกอร์มา

คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย อุปนิสัยของจ้าวหมิงจู

กับเว่ยเจียแตกต่างกัน เว่ยเจียจึงเล่นลูกขนไก่

ของตน ส่วนจ้าวหมิงจูก็กำลังกระซิบกระซาบกับ

สาวใช้

เว่ยเจียเห็นอี๋หนิงก็เดินเข้ามาหา นางกับถิงเกอร์

เล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน เด็กทั้งสองคน

ประเดี๋ยวเดินประเดี๋ยววิ่ง อี๋หนิงจะไล่ตาม

อย่างไรก็ไม่ทัน นางเดินเล่นไปตามระเบียง

ทางเดินก็พบเว่ยอี๋เดินนำบ่าวรับใช้เข้ามา เมื่อ

เห็นนาง เขาก็เบี่ยงตัวพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“น้องสาวอี๋หนิง ข้าได้ยินว่าบ้านเก่าของเจ้าอยู่ที่

เปั่าติ้งหรือ”

อี๋หนิงยืนนิ่ง ครั้นเห็นเว่ยอี๋อยู่ห่างออกไประยะ

หนึ่งยืนเอามือไพล่หลังก็กล่าว “ญาติผู้พี่เว่ยอี๋

หมายความว่าอย่างไร”

“ตั้งแต่เล็กข้าก็เติบโตในเมืองหลวง ไม่เคยไป

เยือนเปั่าติ้งมาก่อน” เว่ยอี๋กล่าว “น้องสาวอี๋หนิง

น่าจะคุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองเปั่าติ้งดี ข้ากำลัง

วางแผนจะไป จึงหวังว่าน้องสาวอี๋หนิงจะเล่า

อะไรให้ข้าฟังสักหน่อย”

“ชิงชวี่” อี๋หนิงขานเรียก “คุณชายญาติผู้พี่ไม่เคย

ไปเยือนเปั่าติ้ง เจ้าเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองเปั่าติ้งให้

เขาฟังสักหน่อย”

สีหน้าเว่ยอี๋พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง นางกล้าให้สาว

ใช้มาพูดคุยกับเขา เขากล่าว “เว่ยอี๋หนิง เจ้ารู้

หรือไม่ว่าเป็นเพราะเจ้า จวบจนบัดนี้เสิ่นซงก็ยัง

ไม่ค่อยยอมออกมาพบหน้าผู้คน”

“แล้วจะอย่างไร” อี๋หนิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เรื่องของข้ากับเสิ่นอวี้เกี่ยวอันใดกับญาติผู้พี่”

“เจ้า…!” เว่ยอี๋พบว่าฝีปากนางคมคายมาก เมื่อ

นึกถึงท่าทางยโสโอหังของนางเมื่อวานก็กัดฟัน

กรอด

ในที่สุดเด็กทั้งสองคนที่ออกไปวิ่งเล่นก็กลับ

มาแล้ว

ถิงเกอร์วิ่งมาหยุดเบื้องหน้าอี๋หนิง “พี่สาว เจินจู

กล่าวว่ารองผู้บัญชาการกัวมา ให้ท่านออกไป

พบ!”

รองผู้บัญชาการกัวมาหรือ

รองผู้บัญชาการกัวต้องมาด้วยเรื่องของท่านพ่อ

เป็นแน่ ทว่าเรื่องคราที่แล้วมิใช่ว่าคลี่คลายแล้ว

หรือ หัวคิ้วนางพลันขมวดมุ่น บอกให้ถิงเกอร์ก

ลับไปหาถงมามา ส่วนนางพาคนเดินตรงไปยัง

เรือนหน้า

รองผู้บัญชาการกัวกำลังรออี๋หนิงอยู่ที่ห้องโถง

หน้าด้วยอาการร้อนรน

ครั้นเขาเห็นอี๋หนิง ดวงตาทั้งคู่ก็พลันมีประกาย

หยาดน้ำเคลือบคล้ายกำลังอยู่ในภาวะกล้ำกลืน

อี๋หนิงก้าวไปด้านหน้า เมื่อเห็นเขายังอยู่ในชุดขุน

นางราชสำนักฝั่ายบู๊ ใจก็ยิ่งรู้สึกไม่สงบ “รองผู้

บัญชาการกัว เกิดเรื่องใดขึ้นอีกหรือ”

เกิดเรื่องกับเว่ยหลิงจริงๆ

แม้เรื่องก่อนของเขาจะเพิ่งคลี่คลายเมื่อสองวัน

ก่อน ทว่าเรื่องครานี้ร้ายแรงกว่าครั้งก่อนนัก

ฮ่องเต้ส่งคนของสำนักตรวจการไปยังเซวียนฟูั๋

คนของสำนักตรวจการพบว่าเสบียงทหารที่เก็บ

สะสมไว้สำหรับหนึ่งปีในยุ้งฉางหายไป เมื่อ

ตรวจสอบให้ลึกยิ่งขึ้นก็พบว่าคนที่ออกคำสั่ง

โยกย้ายคือเว่ยหลิง ของเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในห้อง

ใต้ดินในจวนของเว่ยหลิงในเมืองเซวียนฟูั๋

เมื่อฮ่องเต้ทราบเรื่องก็พิโรธหนัก อันที่จริงเขามี

ความอดกลั้นต่อเรื่องการทุจริตอย่างมาก ตราบ

ใดที่ไม่ก้าวล้ำเส้นตายของเขา เส้นตายที่ว่าคือ

เรื่องทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือทางภัย

พิบัติและเสบียงทหาร นี่นับเป็นการกอบโกย

ผลประโยชน์จากสถานการณ์ที่แว่นแคว้นกำลัง

ตกอยู่ในสภาวะคับขัน ฮ่องเต้ไม่มีทางปล่อยไป

เป็นแน่ หากสืบพบก็หมายถึงโทษหนักตัดศีรษะ

แม้แต่ฮองเฮาก็เกลี้ยกล่อมไม่ได้ ราชโองการเพิก

ถอนบรรดาศักดิ์ยังถูกร่างเรียบร้อยแล้ว

รองผู้บัญชาการกัวมาก็เพื่อบอกเรื่องนี้กับอี๋หนิง

“เกรงว่าครานี้…ผู้ใดก็ไม่อาจช่วยท่านอิงกั๋วกงได้

แล้ว!”

ท้องฟั้าด้านนอกห้องโถงมืดครึ้ม ท้องฟั้าเริ่มเปล่ง

เสียงคำราม อากาศแจ่มใสมาหลายวัน น่ากลัวว่า

เวลานี้ฝนคงใกล้จะตกแล้ว

เมื่ออี๋หนิงได้ฟังคำกล่าวของรองผู้บัญชาการกัวก็

ตัวอ่อนยวบ ทิ้งร่างบนเก้าอี้ นางฟังเสียงฟั้า

คำรามอยู่นานก็ยังไม่ฟืนจากภวังค์ “ต่อให้ช่วย

ไม่ได้ก็ต้องลอง” นางกล่าว “ไม่มีเหตุผลที่จะทิ้ง

ไปเช่นนี้!”

เมื่อครู่เว่ยอี๋มาพร้อมนาง พอเขานึกถึงฝีปากคม

กล้าของนางเมื่อครู่ และมาบัดนี้นางกลับมีท่าที

ดุจร่างที่ปราศจากวิญญาณ เขาก็ไม่อาจทานทน

“เว่ย…ข้าว่าเจ้าไปรายงานท่านย่าก่อนเถิด หาก

พรุ่งนี้ราชโองการมาถึงแล้วนางไม่ทันได้เตรียมตัว

ข้าเกรงว่าคงยากรับมือแล้ว”

อี๋หนิงราวกับไม่ได้ยินว่าเขากำลังพูดอะไร

นางให้คนไปเรียกเฉิงหลางมา

เฉิงหลางเพิ่งเลิกงานก็รีบมายังจวนอิงกั๋วกง

เว่ยอี๋ที่ยืนอยู่ในห้องโถงเห็นคุณชายหล่อเหลา

สวมชุดขุนนางผู้หนึ่งเดินเข้ามา เขากล่าวกับอี๋ห

นิงด้วยท่าทีนอบน้อม คล้ายกำลังกระซิบหารือ

บางอย่าง เขายังพาคนมาคอยอารักขาอยู่ตรง

ประตูห้องโถงกลาง ท่วงท่าเหนือธรรมดาสามัญ

เว่ยอี๋มองขุนนางในราชสำนักโค้งตัวพูดคุยกับ

ญาติผู้น้องวัยสิบสี่โดยไม่แลเขาแม้แต่น้อยก็

กระอักกระอ่วน รู้สึกว่าตนคล้ายเป็นส่วนเกินใน

ห้อง

รองผู้บัญชาการกัวยังไม่จากไป เขารู้ว่าคนผู้นี้

คือทั่นฮวาเฉิงหลางจึงประสานมือคารวะ “บัดนี้

จะกล่าวอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ฮ่องเต้ทรงกำลัง

พิโรธจัด ต้องไม่ทรงฟังเป็นแน่”

“ต่อให้ไปวิงวอนผู้บัญชาการลู่ เขาก็คงไม่ยื่นมือ

เข้าช่วยเหลือแล้ว” เฉิงหลางกล่าว น้ำเสียงของ

เขาอ่อนโยน “ยามนี้ทำได้เพียงให้ท่านยายเข้าวัง

ไปขอร้องฮองเฮา รักษาบรรดาศักดิ์ไว้ไม่ได้ก็ช่าง

เถิด ทว่าอย่างไรก็ต้องรักษาตระกูลเว่ยไว้ให้ได้”

ยิ่งเป็นช่วงวิกฤต อี๋หนิงก็ยิ่งสงบเยือกเย็น ยามนี้

จวนอิงกั๋วกงกำลังกดทับอยู่บนศีรษะนาง ทว่าต่อ

ให้หนักหนาเพียงใด นางก็ไม่กล้าถอดใจเพราะ

เกรงว่าหากไม่ทันระวัง ทุกสิ่งอย่างก็จะพังทลาย

ลงมา ดังนั้นนางจึงต้องตั้งสติยืนหยัดไว้ นางฟัง

จบแล้วก็ผงกศีรษะ “จะกลัวก็แค่ฮองเฮาจะทรง

ปฏิเสธไม่ยอมให้ท่านย่าเข้าพบ แม้ท่านย่าจะมี

บรรดาศักดิ์ติดกาย แต่อย่างไรก็ไร้ราชโองการ”

“ข้ารู้จักนางกำนัลข้างพระวรกายฮองเฮา” เฉิง

หลางครุ่นคิดอย่างลังเลชั่วครู่ ก่อนจะเผยไพ่ตาย

ออกมา

เขารู้จักนางกำนัลข้างกายฮองเฮาได้อย่างไร

อี๋หนิงเหลือบตามองเฉิงหลาง เขายังคงมี

รูปลักษณ์เหนือสามัญ นางไม่ได้เอ่ยถามให้มาก

ความ “…เช่นนั้นข้าจะไปรายงานท่านย่าก่อน”

“แม้ยามปรกติจวนอิงกั๋วกงจะมีการผูก

สัมพันธไมตรีไปทั่ว แต่เพราะมีสถานะสูงส่ง

อำนาจล้นฟั้า คนที่เคยล่วงเกินไว้จึงมีมากมาย

เป็นกระบุง เกรงว่านอกจากท่านจงฉินปั๋อแล้วยัง

มีพวกเศษกรวดเศษทรายเตรียมคอยสร้างปัญหา

อีก” เฉิงหลางกล่าวต่อ “ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้

ชั่วคราว ข้าจะเข้าวังไปเตรียมลู่ทางให้เจ้าก่อน

แล้วค่อยว่ากัน”

เรื่องในวันนี้คงไม่อาจปิดบังฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยินเรื่องนี้จากอี๋หนิงก็โมโห

จนหมดสติ ครั้นฟืนขึ้นมาก็ร้องห่มร้องไห้

เพราะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย จวนอิงกั๋วกงจึงยุ่งวุ่นวาย

บรรยากาศอึมครึมแผ่กดทับหัวใจทุกคน

อี๋หนิงมองฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยที่อาการปั่วยทรุดลงทุก

ขณะ สองขาของนางขดงอไร้เรี่ยวแรง จิตใจหดหู่

เกรงว่าต่อให้เฉิงหลางหาทางพาพวกนางเข้าวังได้

แต่เกรงว่ายามนี้ท่านย่าจะเคลื่อนไหวไม่ไหวแล้ว!

พลบค่ำ เสียงฟั้าร้องคำรามกึกก้อง ไม่นานฝนห่า

ใหญ่ก็ตกลงมา โคมไฟใต้ชายคาถูกลมฝนพัด

แกว่งไกวไปมา จวนอิงกั๋วกงราวกับกำลังโยกไหว

ท่ามกลางพายุฝน เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมีคน

เข้าออกไปไม่ขาดสาย เฉิงหลางนำคนฝั่าฝนเข้า

ไปในวังหลวง

ท้องฟั้ามืดลงทุกขณะ คนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวเข้า

ประชิดจวนอิงกั๋วกง

พวกเขาสวมเสื้อผ้าปั่าน รองเท้าฟางธรรมดา

สวมเสื้อคลุมกันลมซึ่งทำจากฟาง เดินทางเงียบๆ

ท่ามกลางสายพิรุณ มีเพียงสิ่งเดียวที่ต่างจากผู้คน

ทั่วไปคือดาบที่ห้อยอยู่ตรงช่วงเอว ท่วงท่าคล้าย

ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

คนกลุ่มนี้เดินมาหยุดอยู่หน้าจวนอิงกั๋วกง คนที่

เป็นผู้นำเงยหน้ามองอักษรเว่ยบนโคมไฟ จ้อง

มองอยู่ชั่วครู่

มีคนเดินเข้าไปเคาะประตู

เสียงประตูเปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าด ชายชราคนหนึ่ง

โผล่ศีรษะออกมา จากนั้นก็พบคนกลุ่มนี้ที่แต่ง

กายเยี่ยงชาวนายืนอยู่ เขากล่าวอย่างไร้ความ

อดทน “มาเคาะประตูอะไรยามนี้ รีบไสหัวไป!

จวนของพวกเราไม่ต้องการฟืน”

“อย่างไรกัน แม้แต่ข้าก็โดนขับไล่รึ” ผู้ที่ยืน

ด้านหน้าไพล่มือไว้ด้านหลัง ค่อยๆ หันหน้า

กลับมา แสงไฟจากตะเกียงใต้ชายคาส่องสะท้อน

ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ขับให้ดวงหน้าของเขา

ยิ่งดูคมเข้ม

ทันทีที่ชายชราซึ่งรักษาการณ์อยู่ตรงประตูเห็น

ใบหน้านั้นก็ตกใจจนพูดสิ่งใดไม่ออก แทบทรุดตัว

คุกเข่าลงกับพื้น

ท่านอิงกั๋วกงเว่ยหลิง…นายท่านกั๋วกงกลับมาแล้ว!

ทว่าเขาตายแล้วมิใช่หรือ

ฝนยังคงตกหนักราวกับเกิดพายุ ทางเดินศิลาปก

คลุมไปด้วยธารน้ำ โคมไฟในจวนถูกจุดสว่างทีละ

ดวง เสียงยินดีปรีดาของผู้ดูแลจวนดังก้องมาแต่

ไกล “นายท่านกั๋วกงกลับมาแล้ว! นายท่านกั๋วกง

กลับมาแล้ว!”

เสียงโหวกเหวกดังผ่านม่านพิรุณ บ่าวรับใช้วิ่งเข้า

มารายงาน อี๋หนิงถูกบรรดาสาวใช้สาวใช้ชราราย

ล้อมอยู่ในห้องโถงกลาง นางมองร่างตระหง่านสูง

ใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินจากระยะไกล

เขาดูปลอดภัยไร้อาการบาดเจ็บใดๆ ยามนี้กำลัง

ยืนมองสายฝนด้านนอกซึ่งกำลังโหมกระหน่ำ

ทว่าบริเวณระเบียงทางเดินกลับเงียบสงบ

หัวใจนางพลันบังเกิดอารมณ์แสบร้อนที่ไม่อาจ

ทานทนระลอกหนึ่ง นางก้าวกระชั้นวิ่งไป

ด้านหน้า เว่ยหลิงเพิ่งหันหน้ามาก็พบบุตรสาวพุ่ง

ตัวเข้ามากอดเขาไว้ นางสูงเพียงช่วงอกของเขา

ท่าทางราวกับทันทีที่เห็นเขา อารมณ์ตึงเครียดที่

อยู่ในใจก็ถูกปลดปล่อย สุดท้ายจึงร้องไห้ออกมา

อย่างน่าสงสาร

เว่ยหลิงยังไม่ตาย เขาไม่ได้บาดเจ็บเพราะนาง

เขายังมีชีวิตสบายดี!

เว่ยหลิงรีบกอดนางไว้ทันที กระชับอ้อมแขนกอด

นางแน่น ก่อนพานางเดินเข้าไปในห้องเพื่อเลี่ยง

ไม่ให้นางถูกฝน เว่ยหลิงเห็นนางร้องไห้อย่างน่า

สงสารก็กล่าวเสียงต่ำเบา “พ่อไม่เป็นไร เหมย

เหมย อย่าได้ร้องไห้”

“ทุกคนคิดว่าเกิดเรื่องกับท่าน…” อี๋หนิงสงบสติ

อารมณ์ได้เล็กน้อยแล้ว ปาดน้ำตาพลางสะอึกอื้น

“ท่านรบแพ้ ฮ่องเต้ทรงต้องการเพิกถอน

บรรดาศักดิ์ของท่าน ข้ากับรองผู้บัญชาการกัว

อยากจะช่วยท่าน”

“ข้ารู้ทุกเรื่อง” เว่ยหลิงผงกศีรษะ ยื่นมือไปปาด

น้ำตาให้อี๋หนิง อันที่จริงการถูกซับน้ำตาด้วย

ปลายนิ้วหยาบกร้านทำให้รู้สึกเจ็บเล็กน้อย

“ข้าติดต่อกับพี่ชายสามของเจ้า” เว่ยหลิงกล่าว

“ข้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในเมือง

หลวง ข้ายังรู้ว่าเจ้าไปวิงวอนลู่เจียเสวีย”

นางพยายามทุกวิถีทางเพื่อปกปั้องเขา เมื่อเว่ย

หลิงคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกสะเทือนใจ หากไม่ใช่เพราะ

เขา นางคงได้รับการทะนุถนอมอย่างดี ไม่ต้องมา

แบกรับจวนอิงกั๋วกงที่ใหญ่โตนี้เพียงลำพัง

เว่ยหลิงเช็ดน้ำตาให้บุตรสาวจนแห้ง เว่ยถิงยังมี

สถานะเป็นเพียงซื่อจื่อ หากอี๋หนิงไร้เขาเป็นที่พึ่ง

แล้วจะทำเช่นไร เพราะคิดถึงอี๋หนิง เขาจึงตาย

ไม่ได้

“เกิดเรื่องอะไรกับท่านกันแน่” อี๋หนิงเอ่ยถาม

เสียงต่ำเบา “ข้าได้ยินมาว่าท่านกับกองกำลัง

ทหารสามหมื่นนายถูกเผ่าหว่าล่าซุ่มโจมตี ทหาร

ทั้งสามหมื่นนายต้องถูกฝังอยู่ที่ด่านปราการผิงหย่

วน…”

เขากลับมาโดยแต่งกายเยี่ยงชาวนาเช่นนี้ หรือ

เขาหนีกลับมาจากด่านปราการผิงหย่วน

บัดนี้ฮ่องเต้กำลังพิโรธหนัก หากรู้ว่าเขากลับมา

จะไม่บั่นศีรษะของเขาหรือ

“ยามนี้ไร้เวลามานั่งอธิบาย ข้าต้องเข้าวังก่อน มิ

เช่นนั้นคงยากจะหนีพ้นความผิดฐานหลอกลวง

เบื้องสูง” เว่ยหลิงเพียงกล่าวเช่นนี้

ด้านนอกเกิดเสียงอึกทึกครึกโครม อี๋หนิงได้ยิน

กระทั่งเสียงเสียดสีกระทบกระทั่งของเครื่องโลหะ

มีบ่าวรับใช้วิ่งเข้ามากล่าวกับเว่ยหลิงอย่างร้อนรน

“นายท่านกั๋วกง องครักษ์เสื้อแพรมาขอรับ!”

พออี๋หนิงได้ยินก็หันกายมองออกไปด้านนอก…

คนเหล่านั้นยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านหน้าห้องโถง สวม

ชุดเครื่องแบบมัจฉาบิน ดาบซิ่วชุน เป็นคนของ

หน่วยองครักษ์เสื้อแพรโดยแท้จริง!

หัวใจนางพลันตึงเครียด “พวกเขาไม่ได้มาเพื่อจับ

ตัวท่านใช่หรือไม่” ผู้บัญชาการของหน่วย

องครักษ์เสื้อแพรรับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยตรง

“อย่าได้กลัว ไม่มีทางเกิดเรื่องอันใด พวกเขามา

เชิญข้าเข้าวัง” เว่ยหลิงลูบศีรษะของบุตรสาว มุม

ปากเม้มเล็กน้อย “ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน

แล้วค่อยออกมา”

เว่ยหลิงกลับเข้าไปด้านใน ให้บ่าวรับใช้ปรนนิบัติ

เปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดเกราะนักรบ

ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด ชุดเกราะสะท้อนแสง

เย็นสะท้าน อี๋หนิงมองเขาที่สวมชุดเกราะเดิน

ออกมา เขาดูหล่อเหลากำยำสูงตระหง่าน มุ่งมั่น

กระทั่งระคนด้วยความเคร่งขรึมของสนามรบ

ทันทีที่เขาสวมชุดเกราะก็เปลี่ยนเป็นท่านแม่ทัพที่

ควบคุมกองกำลังนับพันนับหมื่น นางราวกับ

กำลังเห็นเขาออกนำทัพอีกครั้ง อี๋หนิงส่งเสื้อคลุม

กันลมให้เขา กล่าวกับเขาเสียงแผ่วเบา “ข้าจะ

ช่วยท่านดูแลจวนอิงกั๋วกง”

เว่ยหลิงกระชับมือนางแน่นอยู่ชั่วครู่ ก่อนก้าวเข้า

สู่ม่านพิรุณ

อี๋หนิงมองเว่ยหลิงเดินออกไปจากห้องโถงกลาง

อย่างเร่งรีบ ราตรีมืดมิด บรรยากาศในเรือนหน้า

เย็นเยียบประหนึ่งอาวุธในมือคนเหล่านั้น นางไม่

รู้ว่าเส้นทางในกาลข้างหน้าของเว่ยหลิงจะเป็น

เช่นไร อี๋หนิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องโถงหน้าอยู่

นาน ก่อนจะเรียกผู้ดูแลเข้ามาแล้วสั่งให้เขาไป

รายงานฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยที่เรือนจิ้งอัน

นางนั่งรออยู่ในห้องโถงหน้า สั่งให้บ่าวรับใช้จุด

ตะเกียงน้ำมันอีกหลายดวง ค่ำคืนนี้คงเป็นราตรีที่

ยาวนานนัก

อี๋หนิงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาเปิดอ่าน ไต้เม่า

เลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้แล้วดึงปินปักผมออกมา

เขี่ยไส้เทียนเพื่อให้นางมองเห็นชัดยิ่งขึ้น

ฝนด้านนอกยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด อี๋หนิงจ้อง

หนังสืออยู่นาน แต่กลับไม่มั่นใจว่าตนอ่านเข้าใจ

บ้างหรือไม่

มีคนเดินมาตามระเบียงทางเดินด้วยท่าทีรีบเร่ง

ลมที่พัดเข้ามาทำให้เปลวไฟโยกไหว คนผู้นั้น

รายงาน “คุณหนู ใต้เท้าหลัวมาขอรับ”

จากนั้นก็สำทับอีกประโยค “เป็นใต้เท้าหลัว

หลัวเซิ่นหย่วนซ่าวชิงแห่งศาลต้าหลี่ขอรับ”

เจินจูกางร่มให้นางเดินออกจากห้องโถงหน้า ที่

กำแพงบังรัศมีมีรถม้าจอดอยู่สามคัน เขาสวมเสื้อ

คลุมกันลมสีดำ มีคนคอยกางร่มให้ ฝนตกหนัก

พื้นดินราวกับจมหายไปท่ามกลางสายฝนที่ไร้ที่

สิ้นสุด สายฝนโปรยปรายลงบนร่องชายคาก่อเกิด

เป็นม่านพิรุณ ลานกว้างเงียบสงบ ไร้สรรพเสียง

อื่นใดนอกจากเสียงฝน อี๋หนิงมองหลัวเซิ่นหย่วน

ซึ่งกำลังสนทนาเสียงแผ่วเบากับผู้ใต้บัญชา

ใบหน้าด้านข้างหล่อเหลาเย็นชาโน้มต่ำ ภาพใน

คืนฝนตกดูพร่าเลือน จากระยะไกลนางมองไม่ชัด

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับไอเย็นหรือไม่ เขาจึงกำมือ

แน่นพลางไอออกมาสองเสียง

วันก่อนเพิ่งจะเกิดเรื่องบาดหมางกับเขา ยามนี้

เขามาเยือนถึงประตูจวนด้วยเหตุใด

อี๋หนิงกลัวว่าเขาต้องยืนท่ามกลางสายฝนจึงกล่าว

เสียงเบา “เชิญใต้เท้าหลัวเข้ามานั่งในห้องโถง

หน้าเถิด ยกชาขิงมาให้เขาดื่มด้วย”

ร่างสีดำเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา เขาเก็บร่มตรง

ระเบียง ครั้นเงยหน้าขึ้นก็พบว่าบรรยากาศ

ระหว่างสองคนดูเย็นชาไปเล็กน้อย แต่เพราะคิ้ว

เข้มเคร่งขรึมของเขาคู่นั้น ต่อให้ไม่เผยสีหน้าเย็น

ชาก็ดูเฉยเมยอยู่ดี

อี๋หนิงเชิญเขานั่งลง เป็นเวลาครู่หนึ่งที่ทั้งสองคน

ต่างไม่พูดอะไร นอกจากเสียงฝนตกด้านนอกก็มี

เพียงเสียงกระทบของถ้วยชาของเขาเท่านั้น

บรรยากาศที่ไม่มีใครพูดอะไรช่างน่ากระอัก

กระอ่วน ผ่านไปชั่วครู่ก็เป็นอี๋หนิงที่ทนไม่ได้ก่อน

นางเอ่ยถาม “ท่านเอารถม้ามาสามคันด้วยเหตุ

ใด”

หลัวเซิ่นหย่วนตอบ “เป็นรถขนส่งนักโทษ ด้าน

ในคุมขังรองแม่ทัพของชนเผ่าหว่าล่าไว้สองคน”

“รองแม่ทัพของชนเผ่าหว่าล่ารึ” อี๋หนิง

ประหลาดใจ “รองแม่ทัพของชนเผ่าหว่าล่าตกอยู่

ในกำมือของท่านได้อย่างไร”

คิ้วของหลัวเซิ่นหย่วนพลันเลิกขึ้น “เจ้าไม่รู้…”

รู้อะไร

หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “ท่านพ่อของเจ้าบุกทำลาย

ค่ายใหญ่ของชนเผ่าหว่าล่า จับรองแม่ทัพของ

พวกเขามาเป็นเชลยศึกได้สองคน ข้าช่วยพ่อของ

เจ้าคุมตัวมายังเมืองหลวง”

ครั้นอี๋หนิงได้ยินก็ตกตะลึง นางหลงนึกว่าเว่ยหลิ

งแบกโทษกลับมายังเมืองหลวง คาดไม่ถึงว่าเขา

กลับสร้างความดีความชอบใหญ่หลวง! ทว่าหาก

เว่ยหลิงสร้างความดีความชอบจริง เหตุใดจึงต้อง

เสียแรงสร้างเรื่องปิดบังใหญ่โต คนเหล่านี้กำลัง

ทำอะไรกันแน่ แล้วเหตุใดหลัวเซิ่นหย่วนจึงช่วย

เว่ยหลิงคุมตัวคนของเผ่าหว่าล่ากลับมา เว่ย

หลิงมอบเรื่องสำคัญเช่นนี้ให้เขาจัดการ แสดงให้

เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาไม่ธรรมดา

แต่หากเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเว่ยหลิง เหตุใด

จึงต้องอาศัยนางมาลอบเฝั้าสังเกตจวนอิงกั๋วกง

เห็นได้ชัดการว่าที่หลัวเซิ่นหย่วนลอบจับตามอง

นางเพราะจุดประสงค์อื่น

มีคนสวมเสื้อคลุมฟางเดินมาหยุดด้านนอกห้อง

โถงหน้าแต่ไม่กล้าเข้ามา เขาคุกเข่าลงบนพื้นที่

เปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ก่อนประสานมือ “ใต้เท้า

ออกเดินทางได้แล้วขอรับ”

เขารับคำเสียงหนึ่งแล้วลุกขึ้น เตรียมเดินออกไป

ด้านนอก

อี๋หนิงสับสน นางหยุดนิ่งไปชั่วครู่ เมื่อเห็นเขา

เตรียมจากไปก็ยื่นมือออกไปดึงมือเขาไว้โดยพลัน

“พี่ชายสาม ท่านช่วยท่านพ่อมาโดยตลอดหรือ”

หากไม่มีคนในเมืองหลวงคอยช่วยเหลือ เว่ยหลิ

งคงไม่กลับมาในช่วงวิกฤตอย่างกะทันหัน เขา

ปลอมตัวกลับเมืองหลวง แต่กลับให้หลัวเซิ่นหย่

วนช่วยคุมตัวเชลยศึก แสดงว่าทั้งสองคนต้อง

ติดต่อกันมานานแล้วเป็นแน่

“ข้ายังคงไม่เข้าใจ” อี๋หนิงรู้สึกว่าคงไม่เป็นการดี

หากพวกเขาสองคนจะเป็นเช่นนี้ต่อไป บัดนี้ราว

กับว่านางอยู่ท่ามกลางกลุ่มหมอกควันพร่ามัว ไม่

รู้ว่าก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร นางต้องการ

คลี่คลายปัญหาตรงหน้าให้กระจ่าง นางไม่ชอบ

การปิดบัง แต่ไรมาก็ไม่เคยชอบ อี๋หนิงก้าวไป

เบื้องหน้าเขา เอ่ยถามตามตรง “ท่าน…กำลังคิด

อะไรอยู่กันแน่”

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 117"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdf-039
ฝืนชะตาชายาอสูร
24/03/2023
602647deIKbDtqwp
สาวงามตัวร้าย : ท่านจอมมารได้โปรดโดนตกซะทีเถอะ!
17/02/2023
3c08b0
ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
11/04/2025
6188e9251rPiSaR6
หมอหญิงยอดมือสังหาร
07/10/2023

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.