พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 116
เสียงหัวเราะจากด้านนอกดังแว่วขึ้น
อี๋หนิงตื่นจากภวังค์ มองไปยังม่านไผ่นางสนม
นางจำแนกได้ว่านี่คือเสียงของพี่ชายสาม
อันที่จริงเขาไม่ค่อยชอบหัวเราะเท่าไรนัก ตอนยัง
เด็กนางทำดีกับเขา ทว่าสายตาที่เขาจับจ้องนาง
มักคมกร้าวอยู่หลายส่วน ยามนี้คล้ายเขากำลัง
สนทนากับหยางหลิง “…ใต้เท้าเจียงรองเสนาบดี
กรมขุนนางให้ความสำคัญกับเขา คราก่อนที่สอบ
ไม่ผ่านก็เป็นใต้เท้าเจียงที่ช่วยออกหน้าให้ เหตุใด
ยามนั้นท่านจึงต้องจงใจทำให้เขาตกอยู่ใน
สถานการณ์ลำบากด้วยเล่า”
“ข้ามองท่าทางของเขาแล้วขัดตา เพื่อเรื่องเงิน
ภาษี เมิ่งจางซูไม่ได้นอนมากี่คืนแล้ว แต่เพียง
พริบตาคุณงามความดีกลับตกไปเป็นของเขา”
หยางหลิงกล่าวต่อ “ท่านไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้า
แล้ว ถูกผิดอย่างไรข้ากระจ่างดี”
หยางหลิงเกลียดแค้นพวกคนเลวอย่างยิ่งยวด อี๋ห
นิงย่อมจดจำได้มั่น ปีนั้นที่สวีเว่ยใกล้ตาย เพื่อสวี
เว่ยแล้ว เขาไปคุกเข่าอยู่นอกประตูวังหลวงถึง
สองวัน
“…คุณหนู บ่าววางสิ่งของของใต้เท้าไว้ตรงนี้ดี
หรือไม่เจ้าคะ” มีสาวใช้คนหนึ่งอุ้มกล่องหนังสือ
เข้ามา
เพราะอยากจะพานางออกมาเที่ยวเล่น ดังนั้นเขา
จึงคิดจะสะสางงานให้เสร็จระหว่างทางจึงได้เอา
ออกมาด้วย
อี๋หนิงผงกศีรษะ “วางตรงนี้เถิด” นางชี้ไปยังโต๊ะ
ตัวเล็ก ให้สาวใช้วางไว้บนนั้น เมื่อสาวใช้วางของ
เสร็จก็ยอบตัวถอยออกไป อี๋หนิงเลื่อนกล่องมา
ตรงหน้าตน แม่กุญแจทองแดงเพิ่งถูกสาวใช้ไข
ออกไป ในเมื่อเป็นสิ่งของของหลัวเซิ่นหย่วน นาง
ย่อมไม่นึกรังเกียจ นางใคร่รู้นักว่าวันๆ พี่ชายสาม
ทำอะไรบ้าง ทันทีที่เปิดออกก็พบรายงานราชการ
และกระดาษม้วนจำนวนมาก เห็นทีคงเป็นเรื่องที่
ต้องสะสางให้เสร็จในเร็ววัน
รายงานบางฉบับถูกผนึกด้วยขี้ผึ้งสีแดงโดยมี
อักษรตัวเล็กๆ ประทับอยู่ แน่นอนว่านางย่อมไม่
แตะต้องสิ่งนี้ นางหยิบฉบับที่ไม่มีผนึกขี้ผึ้งสีแดง
ขึ้นมา ทันทีที่เปิดออกก็พบตราประทับชอง
ศาลต้าหลี่ เป็นคดีต้องโทษประหารชีวิตในหวยฮ
วาเมืองหูหนานที่ถูกส่งมารื้อฟืนการสอบสวนใหม่
เขาระบุหลักฐานที่ดูไม่สอดคล้องในระหว่าง
กระบวนการพิจารณาคดีอย่างละเอียด ลงนาม
อนุญาตให้ ‘ยกฟั้องเพื่อพิจารณาคดีใหม่’
ตัวอักษรของเขามีเอกลักษณ์มาก ตัวผอมเด่นชัด
สายเส้นแหลมคม อี๋หนิงจำได้ในทันที
อี๋หนิงหยิบรายงานนี้ขึ้นมาดู เป็นคดีเกี่ยวกับ
ครอบครัวหนึ่งในหวยฮวา ชายคนหนึ่งถูก
หลานชายของตนวางยาพิษเพื่อหวังฮุบสมบัติ ผู้ที่
เขียนรายงานฉบับนี้คล้ายจะช่ำชองในการ
พรรณนาโวหาร สามารถสร้างอารมณ์คล้อยตาม
ให้กับผู้อ่านได้ ครั้นถึงจุดที่ไม่สมเหตุสมผล
หลัวเซิ่นหย่วนก็จะทิ้งเครื่องหมายไว้ เช่น คดี
เกิดขึ้นกลางดึก ท้องฟั้ามีสีอย่างไร สามารถเห็น
รูปพรรณผู้วางยาได้ชัดเจนหรือไม่ ทั้งยังมีตัดสิน
คดีประหนึ่งเด็กเล่น ใช้ไม่ได้!
อี๋หนิงดูตำแหน่งที่เขาทำสัญลักษณ์ไว้ก็อดยิ้ม
ออกมาไม่ได้ นางวางรายงานลง ก่อนหยิบสิ่งอื่น
ขึ้นมาดูต่อ เปิดพลิกอยู่สองสามครั้งก็เห็น
จดหมายฉบับหนึ่งสอดอยู่ด้านใน
บนซองจดหมายจ่าหน้าถึง ‘จวนอิงกั๋วกงอวี้จิ่ง’
เขามีจดหมายที่มาจากจวนอิงกั๋วกงได้อย่างไร อี๋ห
นิงมองลายมือก็รู้สึกว่าคุ้นตายิ่งนัก นางมี
ประสาทสัมผัสเฉียบแหลมต่อลายมือ หากผ่านตา
แล้วจะจดจำได้อย่างแม่นยำ ครั้นมองให้ละเอียด
นางก็ต้องสั่นสะท้าน…
นี่มิใช่ลายมือของซงจือหรอกหรือ!
นางชั่งใจอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะเปิดออกช้าๆ ไม่รู้
เพราะเหตุใดยามเปิดจดหมายออก มือของนาง
จึงสั่นเทา หน้ากระดาษปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ตัวอักษรอ่อนช้อยของสตรีเขียนอยู่บนกระดาษ
‘วันที่ห้าเดือนแปด บรรดาศักดิ์ของท่านอิงกั๋วกง
เกิดความสั่นคลอน คุณหนูหารือลับกับท่านรองผู้
บัญชาการกัว ก่อนขอตัวเพื่อไปยังจวนหนิงหย่วน
โหว บ่าวไม่ได้ติดตามไปด้วย คุณหนูสนทนาอย่าง
ลับๆ จนถึงกลางดึกจึงกลับมา’ จากนั้นยังเขียน
ต่อ ‘วันที่หกเดือนแปด ตื่นมาก็พบผู้ดูแลเจรจา
เรื่องการถ่ายโอนโรงผ้าไหม ยามเที่ยงท่านรองผู้
บัญชาการกัวมาขอพบอีกครั้ง คุณหนูสนทนาอยู่
หนึ่งชั่วยาม’
ลงนาม ซงจือ
อี๋หนิงมองอักษรบนแผ่นกระดาษอย่างนิ่งงัน ราว
กับไม่เข้าใจว่าตัวอักษรบนนั้นเขียนว่าอะไร
อักษรแต่ละตัวนางล้วนรู้จัก ทว่าเมื่อรวมกันแล้ว
นางกลับไม่เข้าใจ
หลัวเซิ่นหย่วนกำลังเฝั้าติดตามการเคลื่อนไหว
ของนางหรือ
เหตุใดเขาต้องติดตามดูความเคลื่อนไหวของนาง
ที่สำคัญยังทำผ่านซงจือ นี่เริ่มตั้งแต่เมื่อไร เหตุใด
นางจึงไม่รู้ตัวแม้เพียงเศษเสี้ยว
ในที่สุดหลัวเซิ่นหย่วนก็สนทนาจบแล้ว เขาแหวก
ม่านเดินเข้ามา “เจ้ารอนานแล้วใช่หรือไม่ หยาง
หลิงผู้นี้เกาะติดไม่ยอมปล่อย แต่เขาถือเป็นคน
น่าสนใจคนหนึ่ง อีกครู่ข้าจะพาเจ้าไปยังท่าเรือ ที่
นั่นมีร้านหนึ่งทำน้ำแกงปลาได้อร่อยยิ่ง รสชาติ
หอมอร่อยกว่าที่อื่น เจ้าต้องชอบแน่”
นางได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา แต่ไม่ยอมเงยหน้า
ขึ้น
หลัวเซิ่นหย่วนสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาขมวด
คิ้ว เดินเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถาม “เป็นกระไรไป
เจ้าไม่พอใจ…”
ยังกล่าวไม่ทันจบ เขาก็เห็นกระดาษจดหมายใน
มือนาง
หลัวเซิ่นหย่วนตะลึงงัน จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็น
ตื่นตระหนก เขายื่นมือออกไปอย่างรวดเร็ว
หมายจะแย่งชิงจดหมายฉบับนั้นมา
เหตุใดจดหมายฉบับนี้จึงมารวมอยู่ในกองรายงาน
ทว่าอี๋หนิงปฏิกิริยาว่องไว หลบมือของเขาอย่าง
รวดเร็ว นางลุกขึ้น ก่อนจะก้าวถอยหลังหลาย
ก้าว มือสั่นเทาเล็กน้อย สายตาที่จับจ้องเขาดูไม่
คุ้นเคย “พี่ชายสาม ท่านกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
ท่านให้ซงจือเฝั้าจับตาข้าหรือ”
“เหมยเหมย!” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวอย่างร้อนรน
เดินไปข้างหน้าหลายก้าว “คืนจดหมายให้ข้าเถิด
ข้าจะอธิบายกับเจ้าให้ชัดเจน”
น้อยครั้งนักที่นางจะเห็นเขาเป็นเช่นนี้ แต่ไรมา
หลัวเซิ่นหย่วนก็คือพี่ชายสามผู้สุขุมเยือกเย็นของ
นาง น้อยครั้งที่จะเสียอาการเช่นนี้ ใบหน้าหล่อ
เหลาด้านข้างถูกแสงซึ่งส่องทะเลสาบสะท้อน
ทาบ นัยน์ตาดำลึกนั้นไม่อาจปกปิดความร้อนรน
ที่ซ่อนเร้น
แน่นอนว่าต้องมีเหตุผล ผู้ใดจะกระทำเรื่องหนึ่ง
โดยไร้เหตุผลเล่า หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะ เอ่ยยิ้มๆ
“ท่านบอกมาว่าท่านมีเหตุผลอันใด ข้ากำลังฟัง
อยู่”
“…ข้ากลัวว่าเจ้าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ในจวน
อิงกั๋วกงไม่สุขสบาย จึงให้ซงจือคอยส่งจดหมาย
เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด” เขาชะงักไปชั่วครู่ก่อนกล่าว
ต่อ “พี่ชายสามไม่ได้มีเจตนาอื่น”
อี๋หนิงมองเขาอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะนึกขึ้นมาได้
“…ยามนั้นที่ข้าไปจากตระกูลหลัว ท่านให้ข้า
พาซงจือไปด้วย” เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็พลัน
ตระหนักได้ในบัดดล “ก่อนนั้นซงจือถูกท่านซื้อ
ตัวไว้แล้ว ตั้งแต่ข้าไปถึงจวนอิงกั๋วกง ทุกการ
กระทำการเคลื่อนไหวของข้าล้วนตกอยู่ภายใต้
การควบคุมของท่าน”
ทันใดนั้นนางก็ไม่เข้าใจว่าหลัวเซิ่นหย่วนกำลังคิด
จะทำสิ่งใด เขากำลังคิดอะไร! เขาถึงขั้นเฝั้าจับตา
มองนาง! ต่อให้หลัวเซิ่นหย่วนเป็นห่วงนาง ทว่าผู้
ใดบ้างจะห่วงใยจนถึงขั้นเฝั้าจับตามองทุกการ
เคลื่อนไหวของผู้อื่น เหตุผลนี้ขาดน้ำหนักเกินไป
หลัวเซิ่นหย่วนพยายามอดกลั้น ยื่นมืออกไป
หมายดึงนางไว้ “เหมยเหมย ข้าไม่มีทางมีเจตนา
ร้ายต่อเจ้า…”
อี๋หนิงหลบมือของเขา
“ท่านไม่มีทางทำร้ายข้า” อี๋หนิงผงกศีรษะ มุม
ปากผุดรอยยิ้มขมขื่น “ข้าย่อมเชื่อว่าท่านไม่มี
ทางทำร้ายข้า เช่นนั้นท่านบอกข้ามาว่าเหตุใด
ท่านถึงต้องให้ซงจือเฝั้าจับตามองข้า”
หลัวเซิ่นหย่วนคิดอยากแก้ต่าง แต่ทุกคำแก้ต่าง
ล้วนก่อให้เกิดทางตัน เขานิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา มือ
ที่ตกอยู่ข้างลำตัวกำเป็นหมัดแน่น ด้วยเกรงว่า
ตัวเองจะควบคุมไม่อยู่แล้วทำให้เกิดเหตุการณ์
มัจฉาตายตาข่ายขาด
เมื่อเห็นเขาไม่เอื้อนเอ่ยวาจา การคาดเดาในใจ
ของอี๋หนิงก็ค่อยๆ ก่อเกิดเป็นรูปร่าง แม้จะรู้ว่า
คำเหล่านี้ทำร้ายจิตใจ แต่นางยังคงพูดออกมา
เนิบช้า “ท่านสามารถใช้ข้าควบคุมการ
เคลื่อนไหวทุกอย่างของจวนอิงกั๋วกงได้ใช่หรือไม่
หากท่านห่วงข้าก็เขียนจดหมายถามไถ่ข้าสิ มีรึที่
ข้าจะไม่บอกท่าน ข้าไม่รู้เรื่องรู้ราวสักนิด ซงจือ
เขียนจดหมายให้ท่าน บอกเล่าว่าข้าทำอะไร พบ
ผู้ใดบ้างในแต่ละวัน ล้วนเล่าอย่างละเอียด
ครบถ้วน! หากท่านควบคุมจวนอิงกั๋วกงได้ก็
เท่ากับควบคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของตระกูล
ขุนนางได้กว่าครึ่ง…”
ไม่แปลกเลยหากนางจะสงสัย การทำเช่นนี้
ก่อให้เกิดความแคลงใจจริงๆ! หลังเหตุการณ์ของ
ซุนฉงวัน เรื่องความปราดเปรื่องในการวางแผน
ของหลัวเซิ่นหย่วนและเรื่องที่นางมาค้นพบนี้…
บัดนี้จวนอิงกั๋วกงตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ไม่
ว่าผู้ใดนางก็ไม่อาจเชื่อใจทั้งสิ้น มีเพียงเชื่อตัวเอง
เท่านั้นที่ถูกต้อง นางไม่มีวันหลอกตัวเอง อี๋หนิง
โยนจดหมายลงบนโต๊ะ “จดหมายฉบับนี้คืนให้
ท่าน”
เมื่อเห็นว่านางกำลังจะเดินออกไปข้างนอก
หลัวเซิ่นหย่วนก็รีบตามไปจับบ่าของนางไว้แน่น
“เจ้าไปไม่ได้! ข้า…ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น! ข้าไม่
เคยหลอกใช้เจ้า”
อี๋หนิงกล่าวเสียงเรียบเฉย “ปล่อยมือ”
นางอยากสะบัดออก ทว่ามือของเขาแน่นดุจคีม
เหล็ก อี๋หนิงโกรธจนกระบอกตาแดงก่ำ ผลักเขา
อย่างไม่สนใจสิ่งใดอีก พื้นที่ในเรือสำราญเล็ก
แคบ เขากลัวว่านางจะยืนไม่มั่นคงแล้วตกลงไป
จึงพยายามรั้งนางมาทางเขา ทว่าสุดท้ายนางก็
อาศัยจังหวะหนึ่งผลักเขาออกไป อี๋หนิงยืนอยู่ตรง
ขอบเรือ “พี่ชายสาม…ข้าต้องการกลับประเดี๋ยว
นี้!”
ร้านน้ำแกงปลาที่ท่าเรือนั่น คราก่อนเขาได้มากิน
พร้อมกับสหายร่วมงานแล้วรู้สึกว่าไม่เลว เขา
อยากจะพานางมาลิ้มลองโดยตลอด
เมื่อเห็นว่านางยืนห่างจากขอบเรือไม่ถึงหนึ่งฉื่อ
หลัวเซิ่นหย่วนก็กลัวว่านางจะไม่ทันระมัดระวัง
พลัดตกลงไป เมื่อครู่เขาตื่นตกใจเกินไป ร้อนรน
จนสูญเสียสติสัมปชัญญะ ยามนี้เขาทำได้เพียง
หลับตาลง “ตกลง ตกลง เจ้าอย่าได้ขยับ ข้าจะ
ส่งเจ้ากลับไป”
“ข้าไม่อยากให้ท่านไปส่ง!” อี๋หนิงกล่าวออกมา
อย่างรวดเร็ว “เรียกชิงชวี่มา”
ชิงชวี่กำลังดื่มชารอนางอยู่บนฝัง
ชิงชวี่กำลังลิ้มรสชาลิ่วอันกวาเพี่ยน กาหนึ่งมี
ราคาถึงสองตำลึง ทว่านางกลับลิ้มรสอะไร
ออกมาไม่ได้เลยจึงรู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง ครั้น
ได้ยินว่าอี๋หนิงอยากกลับก็ประหลาดใจอย่าง
ยิ่งยวด พอเดินเข้าไปจึงพบว่าคุณหนูมีสีหน้าดำ
คล้ำดุจน้ำลึก เดินมาพร้อมกับองครักษ์รายล้อม
กาย อี๋หนิงกล่าวกับนาง “ขึ้นรถม้า พวกเรา
กลับ”
ชิงชวี่รับคำเสียงหนึ่ง ก่อนไปเรียกสารถีมา อี๋หนิง
ขึ้นไปบนรถม้าอย่างรวดเร็ว
ชิงชวี่ไม่กล้าถาม เมื่อรถม้าเคลื่อนตัว นางจึงยก
ผ้าม่านขึ้น จากนั้นก็เห็นคุณชายสามหลัวกำลังไล่
ตามมา ทางด้านหลังติดตามมาด้วยผู้ใต้บัญชา
กลุ่มหนึ่ง เขาตามมาอย่างเร็วรี่จนเกือบสะดุดบาง
สิ่ง มีคนประคองเขาไว้ จากนั้นเขาจึงหยุดฝีเท้า
มองรถม้าของพวกนางด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก
ชิงชวี่หันหน้ากลับมาหมายจะกล่าวอะไร ทว่า
นางเห็นอี๋หนิงทอดสายตามองตรงไปยังม่านบน
รถม้า ดวงหน้ามีร่องรอยของความเปียกชื้น
“คุณหนู ท่านเป็นอันใดไป บอกบ่าวมาเถิดเจ้า
ค่ะ” อุปนิสัยชิงชวี่เถรตรง จะให้อ้อมค้อมเช่นเจิน
จู นางทำไม่เป็น นางจับมือของอี๋หนิงไว้อย่าง
สับสนมึนงงพลางเอ่ยถาม “ไยท่านจึงร้องไห้”
ยามที่ออกมากับพี่ชายสามของนาง มิใช่ว่านางยัง
มีความสุขอยู่หรือไร
อี๋หนิงส่ายหน้า จะบอกชิงชวี่ได้อย่างไรว่านางค้น
พบว่าหลัวเซิ่นหย่วนกำลังเฝั้าจับตามองนาง ทั้ง
คนที่ทำยังเป็นสาวใช้ข้างกายที่นางใกล้ชิดมาก
ที่สุด เหตุใดจึงต้องเฝั้าจับตามองนาง เหตุผลของ
เขาไม่มีน้ำหนักสักนิด เขาหลัวเซิ่นหย่วนผู้เปียม
ด้วยคารมโวหาร ปีนั้นยังประลองโต้วาทีชนะ
บัณฑิตทั้งสำนักฮั่นหลิน ทว่าเหตุผลเพียงข้อเดียว
ยังแต่งออกมาไม่ได้ นั่นมิใช่เรื่องน่าขบขันหรอก
หรือ
ในเมื่อแต่งออกมาไม่ได้ เช่นนั้นก็กล่าวได้เพียงว่า
สิ่งที่นางพูดเป็นความจริง
เมื่อกลับไปถึงจวนอิงกั๋วกง นางเพิ่งลงจากรถม้า
ได้ไม่นาน เจินจูก็ปรี่เข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน
เจินจูประหลาดใจว่าเหตุใดอี๋หนิงจึงดูเหมือนผ่าน
การร้องไห้มา ทว่าเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นางจึง
ยังไม่เอ่ยถามอะไรให้มากความ รายงานว่า “คุณ
หนู..หลังจากท่านออกไปไม่นาน ผู้ดูแลหลี่ก็เข้า
มา”
อี๋หนิงเข้าไปในเรือนเพื่อจิบชาปรับอารมณ์ นาง
ผงกศีรษะเป็นเชิงให้เจินจูกล่าวต่อไป
เจินจูเอ่ยต่อ “ฮูหยินผู้เฒ่าให้ถังไท่ไท่[1]ช่วยท่าน
ดูแลจวน เมื่อท่านไม่อยู่ ถังไท่ไท่จึงไปพบผู้ดูแลห
ลี่แทน ทั้งยังอนุญาตให้เขาเพิ่มค่าเช่าที่ ผู้ดูแลหลี่
แสดงอารมณ์ซาบซึ้งต่อนางเป็นล้นพ้นทีเดียวเจ้า
ค่ะ…”
อี๋หนิงนวดกลางหว่างคิ้วพลางถอนใจ เหตุใดคน
รอบกายนางจึงก่อเรื่องไม่หยุดหย่อนสักที! ยามนี้
จะพักผ่อนกลับไม่ได้พัก เพลิงโทสะในใจปะทุขึ้น
โดยพลัน “บัดนี้ผู้ดูแลหลี่อยู่ที่ใด”
เจินจูรู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ดีจึงรีบกล่าว
“เมื่อบ่าวได้ยินก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมจึงไม่ได้
ปล่อยให้ผู้ดูแลหลี่จากไป เกลี้ยกล่อมให้เขานั่งดื่ม
ชาอยู่ที่สวนด้านหน้าเจ้าค่ะ”
“ไปเชิญพวกองครักษ์มา” อี๋หนิงลุกขึ้น สีหน้า
เย็นเยียบ “จากนั้นก็ให้คนเชิญท่านอาสะใภ้ ยังมี
ผู้ดูแลคนอื่นๆ ของตระกูลเว่ยด้วย”
หากนางไม่ทำอะไรสักอย่าง คนเหล่านี้คงคิดว่า
นางรังแกง่ายใช่หรือไม่
การที่นางไม่ขึ้นค่าเช่าย่อมมีเหตุผล การขึ้นค่าเช่า
เป็นเพียงผลประโยชน์ที่ได้รับชั่วคราวเท่านั้น ใน
ปีที่เต็มไปด้วยภัยพิบัติเยี่ยงนี้ หากอาศัยการปล้น
ชิงตามไฟย่อมนับว่าต่ำช้ากว่ายามปกติเป็นร้อย
เท่า จวนอิงกั๋วกงไม่อาจแบกรับก้อนความ
เสียหายนี้ได้อีก! นางจะไม่รู้ถึงความนึกคิดของ
ผู้ดูแลคนนั้นได้อย่างไร แค่ปีนี้ได้ผลผลิตน้อยลง
ไร้ซึ่งกำไรก็คิดจะอาศัยการขึ้นค่าเช่าเพื่อเก็บ
เกี่ยวเงินสักก้อน จวนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์
คับขัน แต่พวกเขากลับหมายจะสูบเลือดสูบเนื้อ
หากปล่อยให้พวกเขาทำเหลวไหลตามอำเภอใจก็
เท่ากับยอมรับว่านางไร้ตัวตนแล้ว
สำหรับนางสวี่ เรื่องภายในจวนอิงกั๋วกงไม่
จำเป็นต้องให้ผู้อื่นแทรกมือเข้ามายุ่ง
เจินจูยอบตัวรับคำ ไม่นานบรรดาองครักษ์ สาว
ใช้และสาวใช้ชราก็เดินรายล้อมอี๋หนิงไปยังเรือน
ด้านหน้า เว่ยอี๋เพิ่งกลับมาจากด้านนอก เห็นนาง
เดินอยู่ตรงระเบียงทางเดินด้วยสีหน้าเย็นชา
องครักษ์ที่รายล้อมต่างมีท่าทีนอบน้อมอย่าง
ยิ่งยวด ขับให้บารมีสยบผู้คนของนางเปล่ง
ประกาย เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่นางกำลังทำ
อะไร
เขาให้บ่าวรับใช้ข้างกายตามไปดู
ที่ห้องโถงด้านหน้า ผู้ดูแลหลี่กำลังจิบชาน้ำมัน
[2]พลางนั่งรอ บนโต๊ะข้างกายมีขนมเปียะงาจาน
หนึ่ง เขาบีบขนมเปียะให้แตกแล้วใส่ลงไปในถ้วย
น้ำชา เมื่อได้ยินเสียงสาวใช้รายงานจึงลุกขึ้นยืน
อี๋หนิงเดินเข้ามาในห้องโถงหน้าแล้วตรงไปนั่งบน
เก้าอี้ไม้ที่อยู่ตรงหน้า ชิงชวี่และพวกสาวใช้ยืนอยู่
ด้านหลัง นางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ “ผู้ดูแลหลี่
ข้าได้ยินว่าท่านมีเรื่องต้องการฟั้องร้อง อย่างไรรึ
ยามนี้ข้ากลับมาแล้ว ท่านมีเรื่องอะไรอยากจะ
กล่าว”
ผู้ดูแลหลี่คิดว่าตนได้รับคำอนุญาตจากถังไท่ไท่
แล้ว จะมาสนใจเด็กน้อยที่ยังไม่ถึงวัยปักปินคน
หนึ่งไปไย เขาประสานมือยิ้มพลางกล่าว “คุณหนู
ข้าน้อยได้รับคำอนุญาตจากถังไท่ไท่แล้ว ท่านไม่รู้
เรื่องการทำไร่นาก็ฟังคำของถังไท่ไท่เถิด การขึ้น
ค่าเช่า อย่างไรก็ต้องทำ มิเช่นนั้นหลายปีที่ผ่าน
มา คนงานที่ดูแลผืนนาจะเอาอะไรกิน ท่านอยู่ใน
จวนไม่เข้าใจความยากลำบากของผู้ดูแลผืนนา…
เป็นถังไท่ไท่ที่พอเข้าใจหลักการอยู่บ้าง ท่านก็
ควรฟังคำของนาง คนงานเช่นพวกข้าเคารพนาง
ยิ่งนัก!”
“ในเมื่อผู้ดูแลหลี่จะสนทนากับข้า ข้าก็เห็นว่า
ท่านควรจะคุกเข่าลงแล้วค่อยโต้ตอบจะเหมาะสม
กว่า แม้ข้าจะไม่เข้าใจว่าคนดูแลผืนนา
ยากลำบากเพียงใด แต่ข้ารู้ว่าที่นี่คือจวนอิงกั๋วกง
กฎระเบียบไม่อาจละเลยได้” อี๋หนิงกล่าวต่อ
เมื่อผู้ดูแลหลี่ได้ยิน สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
เล็กน้อย มีผู้ดูแลคนใดบ้างที่ต้องคุกเข่ายาม
โต้ตอบสนทนา หากเป็นนายท่านกั๋วกงก็ช่างเถิด
แต่นี่จะให้คุกเข่าให้คุณหนูสายรองคนหนึ่ง
เขาจัดแขนเสื้อตน กล่าวเนิบช้า “คุณหนู! ข้ารับ
ใช้นายท่านกั๋วกงมานานแรมปี กระทั่งยามที่นาย
ท่านกั๋วกงอยู่ ข้าก็ยังไม่ต้องคุกเข่าเพื่อสนทนา”
แม้น้ำเสียงจะนอบน้อม ทว่าการแสดงออกมิใช่
“ตอนนี้ท่านก็กำลังนั่งอยู่ ต่อให้ข้าน้อยอยากจะ
คุกเข่าก็คุกเข่าไม่ลง”
ใบหน้าของอี๋หนิงประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “เหตุ
ใดจึงพูดมากเช่นนี้! ไม่คุกเข่าก็ช่างเถิด”
ผู้ดูแลหลี่ลอบคิดว่านางยังอ่อนเยาว์นัก เป็นเพียง
เสือกระดาษเท่านั้น จึงไม่ได้สนใจอะไร ผู้ใดจะรู้
ว่าอี๋หนิงจะพูดกับคนด้านนอก “ให้คนเข้ามา
ผู้ดูแลหลี่ไม่ยอมคุกเข่า มาทำให้เขาคุกเข่าเสีย!”
ผู้ดูแลหลี่หันหน้ากลับไปอย่างรวดเร็ว เขาเห็น
บ่าวหลายคนเดินถือไม้เข้ามา “ผู้ดูแลหลี่ พวกเรา
ต้องฟังคำสั่งของคุณหนู ต้องล่วงเกินท่านแล้ว!”
ผู้ดูแลหลี่ส่งเสียงร้องแหลม เขาถูกไม้ตีเข้าที่เข่า
ขาพลันอ่อนยวบทันที ไม้อีกสองสามท่อนแทรก
เข้ามา ตรึงเขาไว้บนพื้นอย่างแน่นหนา เขาฝืน
เกร็งคออย่างไม่ยอมแพ้ คอแดงก่ำประหนึ่งไก่ตัว
ผู้ เจ็บปวดจนไม่เหลือเวลาสนใจสิ่งอื่น “นี่มัน
อะไรกัน คุณหนู ท่านเป็นเพียงคนที่นายท่านกั๋ว
กงอุ้มกลับมา ผู้ใดจะล่วงรู้ว่ามีสถานะอันใด! จะ
เป็นพวกตกอับนำมาหลอกลวงว่าเป็นทายาท
นอกตระกูลหรือไม่ก็ไม่รู้ จะมาแสดงบารมีอำนาจ
อะไรกับข้า! ปล่อยข้า!”
อี๋หนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ชิงชวี่
หัวเราะหยันเสียงหนึ่ง ก้าวไปด้านหน้าแล้วตบ
ผู้ดูแลหลี่ฉาดหนึ่ง “คุณหนูเป็นเจ้านายของเจ้า!
กล้ากล่าวกับเจ้านายเช่นนี้หรือ!”
เรี่ยวแรงของชิงชวี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ตบจน
ผู้ดูแลหลี่หน้าหัน กลิ่นคาวเลือดอวลอยู่ในปาก
ผู้ดูแลหลี่วิงเวียนทันใด ใบหน้าด้านชาไร้
ความรู้สึก เขายิ่งเดือดดาล “เจ้าเป็นผู้ใดถึงกล้า
ตบข้า! ขณะที่ข้าเข้ามาทำงานในจวนยังไม่รู้เลย
ว่ามารดาของเจ้าไปเล่นดินโคลนอยู่ที่ใด!”
หากเป็นสาวใช้คนอื่นคงหน้าบาง รับไม่ได้ ทว่า
ชิงชวี่ถือกำเนิดในไร่นา ตั้งแต่เล็กมีคำผรุสวาท
อะไรบ้างที่นางไม่เคยได้ยิน นางม้วนแขนเสื้อขึ้น
ด้วยท่าทีไม่รีบไม่ร้อน เงื้อมือตบลงไปแรงๆ อีก
สองครั้ง “ผู้ใดให้เจ้าปากสวะต่อหน้าคุณหนู! ข้า
ตบเจ้าแล้วอย่างไร หากกล้าพูดอีกคำข้าก็ตบเจ้า
อีกครั้ง ไม่เชื่อก็ลองดู!”
ผู้ดูแลหลี่สัมผัสได้เพียงกลิ่นคาวเลือดในลมหายใจ
ในที่สุดก็ไม่กล้ากล่าวอะไรออกมาแล้ว
อี๋หนิงวางถ้วยชาลง นางพูดขึ้น “ผู้ดูแลหลี่ ข้าขอ
ถามท่าน เรื่องการขึ้นค่าเช่าผืนนาเป็นท่านที่คิด
ขึ้นหรือถังไท่ไท่เป็นผู้คิดขึ้น”
ผู้ดูแลหลี่ไม่ทันได้สติ อี๋หนิงก็ยิ้มแล้วกล่าวต่อ “ที่
เพิ่มค่าเช่าก็เพื่ออยากฮุบผลประโยชน์ที่ใหญ่ขึ้น
อย่าคิดว่าข้าอายุยังน้อยแล้วจะรังแกกันได้ง่ายๆ
หากเป็นท่านที่อยากเพิ่มค่าเช่า ข้าจะให้องครักษ์
โยนท่านออกไปทันที ต่อไปอย่าได้คิดก้าวเข้ามา
ในจวนอิงกั๋วกงอีกแม้เพียงก้าวเดียว ท่านจะ
กลายเป็นผู้ล้มละลายในบัดดล หากเป็นผู้อื่นที่
กล่าวว่าอยากให้เพิ่มค่าเช่า เช่นนั้นท่านก็จะได้ทำ
หน้าที่เป็นผู้ดูแลต่อไป ท่านเห็นว่าอย่างไร”
ผู้ดูแลหลี่ฟังอย่างสับสนมึนงง ทว่าทันใดนั้นก็ได้
สติ คุณหนูของจวนอิงกั๋วกงช่างร้ายกาจนัก! ไม่ใช่
คนที่รังแกได้ง่ายๆ เขามององครักษ์ที่ยืนเรียงราย
แน่นหนา จากนั้นก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก เขาเพิ่ง
ฟืนคืนสติจากตบอันเจ็บปวดของชิงชวี่ ใบหน้ายัง
บวมร้อนระอุ
คุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกงพูดจริงทำจริง หากนาง
ให้เขาออกไปตัวเปล่าจริง เขาจะทำอย่างไร! เดิม
เป็นผู้ดูแลใหญ่มีหน้ามีตา หรือจะต้องออกไป
รับจ้างแบกหามที่ท่าเรือเพื่อประทังชีวิตจริงๆ
บ่าวรับใช้ของเว่ยอี๋ที่อยู่ด้านนอก เมื่อได้ยินเสียง
ทำร้ายคนก็รีบกลับไปหาเว่ยอี๋
เว่ยอี๋รู้ว่าวันนี้ท่านแม่ของตนพบผู้ดูแลหลี่ ทรัพย์
สมบัติของตระกูลเว่ยหลิงมากมายมหาศาลถึง
เพียงนี้ ช่างหอมหวนเย้ายวน เขาเห็นแล้วยังรู้สึก
ว่าไม่เสียทีที่เป็นตระกูลใหญ่หรูหรา ตระกูลขุน
นางใหญ่แสนร่ำรวยอุดมสมบูรณ์ ในใจเขาลอบ
ยินดีที่เห็นท่านแม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใน
ตระกูลเว่ย ทว่าท่านแม่เพิ่งพบผู้ดูแลคนนี้ เพียง
พริบตาอี๋หนิงก็ทำโทษผู้ดูแลคนนี้แล้ว นี่มิเท่ากับ
เป็นการตบหน้าท่านแม่ของเขารึ! เขาครุ่นคิดแล้ว
ก็รีบกล่าว “ไปเชิญท่านแม่มาดู!”
บ่าวรับใช้คนนั้นกล่าว “นายท่านรอง คุณหนูให้
คนไปเชิญฮูหยินมาแล้วขอรับ ระหว่างทางข้าเห็น
ฮูหยินเดินไปแล้วขอรับ”
เมื่อเว่ยอี๋ได้ยินว่านางสวี่เดินไปแล้วก็มึนงง
เล็กน้อย ในใจลอบคิดว่าคุณหนูท่านนี้ช่างไม่เกรง
กลัวการสร้างเรื่องใหญ่เอาเสียเลย เขากล่าวเสียง
เย้ยหยัน “ที่ท่านแม่ช่วยนางดูแลจวนก็ด้วย
เจตนาดี ช่างโอหังไร้เหตุผลเสียจริง เจ้าไป
รายงานท่านย่าสักคำ! ข้าอยากรู้นักว่าท่านย่าจะ
เข้าข้างเหตุผลหรือเข้าข้างลูกหลานของตน”
กล่าวจบก็เดินไปยังเรือนหน้า
ขณะที่เขาไปถึงก็เห็นนางสวี่ยืนอยู่ด้านนอก
บรรดาผู้ดูแลที่มาจากห้องต่างๆ กำลังยืนรออยู่
ที่นี่เช่นเดียวกัน แสงตะวันร้อนแรงนัก นางสวี่มา
อย่างเร่งรีบจึงไม่ได้กางร่มมาด้วย นางร้อนจน
ศีรษะชื้นไปด้วยเหงื่อพราว ทว่าบรรดาองครักษ์
ยังคงกันพวกนางไว้ด้านนอก “คุณหนูสั่งไว้ว่า
หากยังสนทนากับผู้ดูแลหลี่ไม่จบก็ห้ามผู้อื่นเข้า
ไป อาสะใภ้โปรดรอสักครู่ หากคุณหนูของพวก
เราสนทนาเสร็จย่อมมีคำสั่งให้ท่านเข้าไป”
นางสวี่โกรธจนมือไม้สั่น เห็นนางมีสถานะอย่างไร
ถึงต้องให้มีคำสั่งก่อนจึงเข้าพบได้!
บรรดาผู้ดูแลสาวใช้ชรายืนนิ่ง องครักษ์ยืนเรียง
หนาแน่นอยู่หน้าห้องโถง ผู้ดูแลหลี่ถูกทำโทษอยู่
ด้านใน ผู้ที่คิดช่วยเหลือผู้ดูแลหลี่และถังไท่ไท่ซึ่ง
ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับคุณหนูล้วนไม่อาจเข้าไป
หากจะพบคุณหนูยังต้องเข้าไปรายงานก่อน ทำ
ให้รู้ในบัดดลว่าในจวนนี้คำพูดของใครสำคัญ ครา
นี้ทุกคนต่างหลุบตาลง แสร้งทำเป็นไม่เห็นการมา
ของถังไท่ไท่ ทุกคนย่อมไม่อยากหาเรื่อง
เดือดร้อนให้ตัวเอง
ในเวลานี้เว่ยอี๋ก็พาบ่าวสองสามคนเข้ามา ครั้น
เห็นมารดายืนตากแดดอยู่ด้านนอกก็โมโหจนถีบ
องครักษ์ไปครั้งหนึ่ง “แม้แต่ถังไท่ไท่ พวกเจ้าก็ยัง
กล้าขวาง เจ้าพวกสุนัข ยังไม่ยอมหลีกทางอีกรึ!”
องครักษ์แน่นิ่งไม่ไหวติงราวกับไม่ได้ยินคำของเขา
เว่ยอี๋ยิ่งเดือดดาล แต่เมื่อเห็นดาบซิ่วชุนที่อยู่ใน
มือขององครักษ์ก็ไม่กล้าลงมือกับพวกเขา
อี๋หนิงรู้สึกว่าคนเหล่านั้นยืนตากแดดกัน
พอสมควรแล้ว แก้มทั้งสองข้างของผู้ดูแลหลี่ที่อยู่
ภายในห้องก็บวมเปั่งแล้ว นางจึงกล่าว “ปล่อย
ให้ท่านอาสะใภ้กับญาติผู้พี่ยืนตากแดดอยู่ด้าน
นอกได้อย่างไร ช่างไม่รู้จักต้อนรับขับสู้เอา
เสียเลย เสิ่นเลี่ยน ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา” เสียง
ใสกังวานสงบนิ่งของนางดังขึ้นเบาๆ
เสิ่นเลี่ยนคือหัวหน้าองครักษ์ที่ขวางคนเหล่านั้น
ไว้ ครั้นได้ยินเสียงของอี๋หนิงก็ก้าวถอยหลัง
เปิดทางอย่างนอบน้อม
สาวใช้ของนางสวี่หยิบผ้าเช็ดหน้าให้นางเช็ดเหงื่อ
นางสวี่เดินเข้าไปด้วยสีหน้าถมึงทึง เพิ่งจะเข้าไป
ก็พบผู้ดูแลหลี่ถูกตรึงร่างด้วยไม้อยู่บนพื้น เมื่อ
ผู้ดูแลหลี่เห็นนางก็ประหนึ่งเห็นดาวช่วยชีวิต
ดวงตาพลันเปล่งประกาย สะอึกสะอื้นกล่าวอย่าง
ตื่นเต้น “ถังไท่ไท่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว!”
นางสวี่นั่งลง เมื่อครู่นางตากแดดจนท้องสุมไป
เต็มด้วยเพลิงโทสะ ยามนี้นางจ้องอี๋หนิงด้วย
สายตาเย็นเยียบ “ข้าไม่รู้เลยว่าคุณหนูแสดง
ความเคารพต่อผู้อาวุโสเช่นนี้”
“คำกล่าวนี้ของท่านหมายความว่าอย่างไร ข้า
กำลังยุ่งกับการไต่สวนเขา ไม่ทันได้ยินว่าท่าน
มาถึงแล้ว” อี๋หนิงยิ้มอย่างไม่แยแส ไม่ได้วางนาง
อยู่ในสายตาแม้เพียงเศษเสี้ยว
นางสวี่ลำคอแห้งผาก แม้แต่น้ำชาก็ไม่มีผู้ใดยกมา
ให้นาง นางจับที่วางแขนแน่น โมโหจนพูดอะไร
ไม่ออก
ในเวลานี้เองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นตรงประตู “อี๋หนิง
นี่เจ้ากำลังทำอันใด”
สุขภาพของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไม่ค่อยดี ครานี้เป็น
เพราะถูกเว่ยอี๋เชิญจึงได้ออกมา ฟางซงกับซงมา
มาประคองนางไว้ เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าด้าน
นอกมีผู้คนมากมายก็เดินตรงเข้ามาด้านใน
ขณะที่นางถูกประคองนั่งลงก็ยังหายใจหอบ
อี๋หนิงเดินไปเบื้องหน้านาง ยอบกายคารวะ
“ผู้ดูแลในจวนไม่รู้ความ อี๋หนิงกำลังสั่งสอนเขา
ทำให้รบกวนการพักผ่อนของท่านย่าแล้ว”
“ไม่รู้ความอันใดกัน!” นางสวี่พลันตบโต๊ะลุกขึ้น
ยืน กล่าวเหยียดหยัน “ทุกคำพูดของผู้ดูแลมี
เหตุผล เจ้าก็แค่อยากจะฉีกหน้าข้าถึงได้ทำร้าย
เขาจนมีสภาพเยี่ยงนี้ เจ้าเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ
จะมารู้เรื่องการดูแลจวนได้อย่างไร วันนี้อย่างไรก็
ต้องให้ผู้ดูแลหลี่พูดออกมาให้กระจ่าง เจ้าพูดมา
ว่านางทำอะไรกับเจ้ากันแน่”
ผู้ดูแลหลี่มองไม้ที่อยู่ในมือองครักษ์ คิดถึงตบของ
ชิงชวี่ ทั้งยังคิดถึงคำพูดที่คุณหนูกล่าวไว้…นางจะ
ขับไล่เขาออกจากจวน! เขารีบโขกศีรษะให้ฮูหยิน
ผู้เฒ่าเว่ยแล้วกล่าว “ฮูหยินผู้เฒ่า เป็นถังไท่ไท่ที่
กล่าวว่าจะขึ้นค่าเช่าถึงได้เรียกข้าน้อยไปสั่ง
กำชับ! ถังไท่ไท่…ท่านรีบบอกคุณหนูกับฮูหยินผู้
เฒ่าให้ชัดเจนเถิดขอรับ ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ
ข้าน้อย”
เมื่อนางสวี่ได้ยินก็เบิกตากว้าง กล่าววาจาติดๆ
ขัดๆ “เจ้าพูดจาส่งเดช ทั้งที่เรื่องขึ้นค่าเช่า…เป็น
เจ้าที่พูด! เหตุใดจึงกล่าวว่าเป็นคำพูดของข้า!”
ผู้ดูแลหลี่โขกศีรษะอีกครั้ง “ถังไท่ไท่ เป็นท่านที่
พูดเอง ท่านต้องบอกตามนั้นสิขอรับ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมองนางสวี่อย่างไม่เห็นด้วย เหตุ
ใดนางสวี่จึงทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ “อี๋หนิง นี่
เป็นเรื่องอะไรกันแน่”
ในที่สุดอี๋หนิงก็ยิ้มออกมา
——————–
1. ถังไท่ไท่ คือ ภรรยาของลูกพี่ลูกน้องของพ่อ
2. ชาน้ำมัน คือพืช สกุลชา เป็นไม้พุ่มหรือไม้
ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 2-4
เมตร กิ่งอ่อนมีขนสาก