พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 115
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ “เจ้าอยากรู้
อะไร” เขาหมุนตัวกลับ “เจ้าอยากรู้สิ่งใดบัดนี้ก็
จงถามมา ข้าจะบอกกล่าวให้เจ้าฟังทั้งหมด”
ซุนฉงวันเงยหน้าขึ้น นางมีนิสัยอ่อนโยนมาโดย
ตลอด ทว่าต่อหน้าคนผู้นี้กลับถูกบีบคั้นจนสิ้น
หนทาง ดวงตาราวกับถูกชะล้างด้วยน้ำ สะท้อน
ประกายเฉียบขาดชนิดหนึ่งออกมา
“ข้ารู้ว่าท่านไร้ความรู้สึก…ไม่ว่ากับผู้ใดท่านก็
ปฏิบัติเยี่ยงนี้ ท่านพ่อหวังให้ข้าแต่งงานกับท่าน
แต่ท่านแม่กลับเกลี้ยกล่อมข้ามาโดยตลอด นาง
กล่าวว่าท่านอายุยังน้อย แต่กลับไร้งานอดิเรก
ใดๆ นั่นเป็นเพราะท่านผ่านประสบการณ์มา
อย่างโชกโชน มีจิตใจแยบยล ถึงได้เป็นเช่นนี้ แต่
ข้าก็ยังชอบท่าน” ซุนฉงวันกล่าวต่อ “เป็นสตรีจะ
ไร้ยางอายได้อย่างไร…”
นางตระหนักดีว่าต้องรู้จักรักเคารพตัวเอง ทว่าต่อ
หน้าเขา นางรู้สึกต่ำต้อยเรี่ยดิน อารมณ์
แปรเปลี่ยนไปตามการเคลื่อนไหวของเขาทุก
ชั่วขณะ ไม่อาจควบคุมตัวเองได้เลยสักครั้ง
“ข้ายังเคยกล่าวกับอี๋หนิงว่า หากเป็นไปได้ ต่อให้
ข้าต้องเป็นอนุก็จะขอติดตามท่าน…”
หลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็ทอดถอนใจ “เจ้าไม่ควร
กล่าวคำพูดเหล่านี้กับนาง”
“ข้าเพียงอยากถามท่าน” ซุนฉงวันไม่สนใจว่าเขา
จะพูดอะไร นางมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา
ราวกับต้องการค้นหาเศษเสี้ยวอารมณ์ในแววตาที่
ไร้คลื่นคู่นั้น
“ข้าปิดบังท่านแม่หนีออกมาเพราะอยากจะถาม
ท่าน ท่านไม่เคยชอบข้าเลยใช่หรือไม่ ท่านไม่เคย
ชอบข้า คราก่อนที่ข้ากับน้องสาวอี๋หนิงออกไป
ด้านนอกและถูกเฉิงหลางจับตัว ท่านรู้เรื่องนี้มา
ก่อนแล้วใช่หรือไม่ ท่านใช้ข้าเป็นเหยื่อล่อใช่
หรือไม่” นางพยายามสะกดกลั้นน้ำตา น้ำเสียง
สูงขึ้น “เหตุใดท่านจึงไม่พูดเล่า”
ทั้งที่นางรู้ดี แต่ในใจยังคงโอบกอดความหวังอัน
น้อยนิดเอาไว้ นางหวังว่าเขาจะตัดบทคำพูดของ
ตนแล้วบอกกับนางว่าเขาไม่ได้เป็นคนไร้
ความรู้สึกเยี่ยงนั้น
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เขากลับฟังนางตำหนิโดยไม่
กล่าวอะไร
ในที่สุดซุนฉงวันก็ไม่อาจสะกดกลั้น ถูกท่าทีนิ่ง
เงียบปล่อยให้นางระบายอารมณ์ของเขาบีบคั้น
จนแทบคลุ้มคลั่ง
สุดท้ายหลัวเซิ่นหย่วนก็กล่าว “…ขออภัย ข่าว
ต้องออกไปจากมือเจ้าเท่านั้น พวกเขาจึงจะเชื่อ”
เขาอยากให้ซุนฉงวันตัดใจโดยสิ้นเชิง นี่จะเป็น
ผลดีต่อนางมากกว่า
เมื่อได้ยินน้ำเสียงไม่แยแสของเขา ซุนฉงวันก็ยิ่ง
เดือดดาล นางเดินไปเบื้องหน้าเขา กำเสื้อของ
เขาไว้แล้วทุบตีลงบนอกของเขาพลางร้องไห้คร่ำ
ครวญ “ท่านมันสารเลว! ท่านใช้ข้าเป็นเหยื่อล่อ
เฉิงหลาง แต่ไรมาท่านก็ไม่เคยสนใจไยดีข้า แต่ไร
มาท่านก็ไม่เคยอยากแต่งงานกับข้า! แม้แต่
ชื่อเสียงของข้า ท่านก็ไม่สนใจ ท่านมีสิทธิ์อะไรมา
ทำกับข้าเยี่ยงนี้!” นางร้องไห้จนแทบทรุดลงไป
ตรงหน้าเขา “ข้ารอท่านมาถึงสามปี…”
หลัวเซิ่นหย่วนปล่อยให้นางทุบตี ยืนแน่นิ่งไม่ไหว
ติง เขากล่าว “ยามนี้เจ้ารู้แล้ว ข้าเป็นคนสารเลว
เจ้าไม่ชอบข้าก็ดี”
เมื่อซุนฉงวันฟังถึงตรงนี้ ในที่สุดก็อดกลั้นไม่ไหว
เงื้อมือตบหน้าเขา ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงบ
เสียงตบนี้ดังกังวานเป็นพิเศษ
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาโดนตบ!
ซุนฉงวันเป็นหญิงสาวบอบบางคนหนึ่ง แต่เมื่อ
ออกแรงตบจะไม่รู้สึกเจ็บสักนิดคงเป็นไปไม่ได้
หลัวเซิ่นหย่วนเพียงลูบมุมปากราวกับไร้
ความรู้สึกใดๆ “หากเจ้าระบายอารมณ์เสร็จแล้ว
ก็กลับไปเถิด”
“หลัวเซิ่นหย่วน คนเช่นท่านมีแต่จะทำให้ผู้อื่น
หวาดกลัว!” นางร้องเสียงดังอย่างไม่อาจสะกด
กลั้น “คนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นท่าน ต่อไป
ต้องได้รับผลกรรมแน่นอน ช้าเร็วต้องมีสักวันหนึ่ง
…ท่านจะต้องได้รับผลกรรม! คนที่ท่านชอบจะ
ปฏิบัติเช่นนี้ต่อท่าน ยามที่นางไม่ชอบท่าน ท่าน
จะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง”
เขาเรียกคนเข้ามา ยืนกรานให้ส่งซุนฉงวันกลับไป
หลัวเซิ่นหย่วนกลับไปถึงห้องหนังสือก็ยังไม่
พักผ่อน จดหมายถูกส่งมาจากด่านผิงหย่วน
รายงานของศาลต้าหลี่ หรือกระทั่งหนังสือ
รายงานจากกรมคลังหลายฉบับวางเรียงรายอยู่
บนโต๊ะของเขา เจ้อเจียงเพิ่งเกิดอุทกภัยฉับพลัน
เขามีความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำ สวีเว่ยจึง
มอบหมายให้เขาช่วยดูแล เรื่องเหล่านี้หากเขาไม่
ทำก็ไม่มีผู้ใดช่วยเขาทำ เขาจึงต้องอยู่จนถึง
กลางดึกบ่อยครั้ง ที่ผ่านมาเขาทำเรื่องเหล่านี้โดย
ไม่พร่ำบ่นหรือตำหนิใดๆ ทว่าบัดนี้เมื่อเขาเห็นสิ่ง
เหล่านี้สุมกองเต็มโต๊ะ เพลิงโทสะก็พลันบังเกิด
เขายื่นมือออกไปกวาดรายงานเหล่านั้นลงจาก
โต๊ะอย่างรุนแรง!
หลินหย่งที่เพิ่งเดินเข้ามาตกใจ รีบเดินเข้าไปไถ่
ถาม “ใต้เท้า ท่านเป็นอะไรไปขอรับ!”
เขารีบวิ่งเข้าไปเก็บกวาดสิ่งของ บ่าวรับใช้รีบเข้า
มาช่วยเหลือ
หลัวเซิ่นหย่วนยันมือกับโต๊ะหนังสือ หอบหายใจ
แรง พยายามข่มกลั้นอารมณ์ เขาหลับตาลงอยู่
นานก่อนจะฟืนสู่สภาวะปกติ “…หยิบจดหมาย
จากจวนอิงกั๋วกงมาให้ข้า”
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเหตุใดเขาถึงปะทุอารมณ์ขึ้นมา
กะทันหัน
ปลายเดือนแปด สภาพอากาศไม่ได้ร้อนเช่นหลาย
วันที่ผ่านมา แต่หากจะกล่าวว่าเย็นสบายก็ไม่เย็น
สบายสักนิด อี๋หนิงเพิ่งเสร็จจากการพบผู้ดูแล
นางเพิ่งย้ายต้นกล้าดอกไม้หลายต้นจากเรือน
เพาะชำมาปลูกไว้ด้านข้างห้องด้านหลัง ยามนี้
เพิ่งกลบดินเสร็จ ร้อนจนเหงื่อเต็มศีรษะ
ซงจือเดินเข้ามารายงานว่าสาวใช้ข้างกายของฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยมาส่งข้อความ ให้นางพาถิงเกอร์ไป
กินมื้อเที่ยง เว่ยอี๋กลับมาจากหน่วยทหารม้า
ลาดตระเวนในเมืองหลวงแล้ว
ตอนที่อี๋หนิงไปตามหาถิงเกอร์ที่ห้องหนังสือก็
พบว่าเขากำลังคัดอักษรอยู่ด้านใน อากาศร้อน
มาก อี๋หนิงจึงให้คนวางก้อนน้ำแข็งไว้ในห้อง
หนังสือและทำน้ำแกงถั่วเขียวเย็นให้เขาดื่ม เขา
ดื่มไปถึงสองถ้วยใหญ่ ก่อนจะตั้งใจกลับไปคัด
อักษรต่อ เสียงจักจั่นด้านนอกร้องไม่หยุด เมื่ออี๋ห
นิงเดินเข้ามา สาวใช้ก็ตักน้ำแกงถั่วเขียวมาให้นาง
ถ้วยหนึ่ง นางเดินไปข้างกายถิงเกอร์ มองเขาที่
กำลังตั้งใจเขียนประโยค ‘มีสหายเป็นกุ้งปลาและ
กวาง ล่องลอยบนเรือลำน้อย ยกจอกเสพสุข
ชีวิต’
นางยืนมองชื่นชมอยู่ด้านข้างครู่หนึ่ง พอถิงเกอร์
รู้สึกตัวก็รีบขยำกระดาษเป็นก้อน ซ่อนไว้ใน
หนังสือ “ตัวอักษรของข้าไม่น่าชม…” เขาหน้า
แดงระเรื่อ “ท่านห้ามแอบดู!”
อี๋หนิงยิ้มพลางตอบตกลง ก่อนให้สาวใช้เปลี่ยน
เสื้อผ้าให้เขา ถิงเกอร์กังวลว่านางจะแอบดูจึงหัน
หน้าไปมองนางอีกหลายหน เมื่อเห็นอี๋หนิงเพียง
นั่งบนตั่งไม้ดื่มน้ำแกงถั่วเขียวก็เบะปากอย่างไม่
สบอารมณ์
อี๋หนิงเห็นเช่นนั้นก็โคลงศีรษะ นิสัยของถิงเก
อร์ยากคาดเดาเหลือเกิน
ด้านนอกเรือนจิ้งอันของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเป็น
ทางเดินเล็กๆ ด้านหน้าทางเดินปลูกต้นหวางหลัน
ไว้ต้นหนึ่ง ยามนี้กำลังออกดอกบานสะพรั่ง อี๋ห
นิงยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นเว่ยอี๋กำลังยืน
พูดคุยอยู่กับจ้าวหมิงจูใต้ต้นหวางหลัน จ้าวหมิงจู
ชี้ไปยังดอกหวางหลันดอกหนึ่ง เว่ยอี๋ก็ก้าวเข้าไป
หลายก้าว โน้มกิ่งลงมาแล้วเด็ดให้นางดอกหนึ่ง
เขาส่งดอกหวางหลันให้จ้าวหมิงจู ทั้งสองคนดู
เหมือนกำลังสนทนากันอย่างมีความสุข เว่ยอี๋ได้
ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงหันหน้ามามอง พอเขา
เห็นอี๋หนิง มุมปากก็ยกหยักขึ้นเล็กน้อย
ภายหลังอี๋หนิงได้ยินจากสาวใช้ว่าเว่ยอี๋กับเสิ่นอวี้
เป็นสหายรักกัน ครั้นได้ยินว่านางปฏิเสธการหมั้น
หมายกับเสิ่นอวี้ เว่ยอี๋ก็ไม่ค่อยชอบนางเท่าไรนัก
เว่ยอี๋ยังเคยปรามาสนางกับนางสวี่ลับหลังว่า ‘ข้า
ดูนางก็ไม่เห็นมีสิ่งใดพิเศษ เหตุใดเสิ่นอวี้ซงถึงเอา
แต่คำนึงถึงนางไม่ยอมปล่อยวางเสียที ก็แค่
บุตรสาวที่ถูกอุ้มกลับมาจากด้านนอก ยังไม่รู้ว่า
แท้จริงเป็นคนอย่างไร หากไม่มีเว่ยหลิง แท้จริง
นางก็ไม่เหลืออะไร’
หากมิใช่เพราะมีเว่ยหลิงอยู่ ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าพูด
อะไรถึงการจารึกนามของอี๋หนิงลงในบัญชีรายชื่อ
ของวงศ์ตระกูล มิเช่นนั้นเกรงว่าอี๋หนิงคงต้องมี
ชีวิตยากลำบากในจวนอิงกั๋วกง ขณะที่เว่ยหลิงพา
บุตรสาวกลับมาก็ปูลู่ทางไว้เรียบร้อยแล้ว บัดนี้
เมื่อเว่ยหลิงไม่อยู่ คำครหาซุบซิบนินทาเกี่ยวกับ
ชาติกำเนิดของนางจึงเริ่มข่มไม่อยู่
นางสวี่ขมวดคิ้วมุ่น “กระไรกัน เว่ยอี๋ เขาเป็น
ท่านลุงของเจ้านะ! ปีนั้นท่านพ่อของเจ้าได้รับ
บุญคุณจากเขาไม่น้อย สามารถย้ายไปเป็นผู้
บัญชาการที่ซานตงได้ก็ด้วยความช่วยเหลือของ
เขา เจ้าต้องให้ความเคารพเขาบ้าง”
เว่ยอี๋กลับกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “หากปีนั้นท่านปูั่
เกิดเร็วขึ้นสักสองสามปีก็ไม่แน่ว่าบรรดาศักดิ์
อิงกั๋วกงจะตกไปอยู่ในมือของผู้ใด กิจการสมบัติ
พัสถานใหญ่โต มาบัดนี้กลับมอบให้เด็กสาวที่อายุ
ยังไม่ถึงสิบสี่ดูแล นี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหรอกรึ”
แม้นางสวี่จะรู้สึกว่าบุตรชายพูดตรงเกินไป แต่นี่ก็
มีเหตุผลอยู่ อี๋หนิงเพิ่งอายุเท่าไร นางจะรู้เรื่อง
การจัดการในจวนได้อย่างไร ตระกูลเว่ยไม่มีนาย
หญิงก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฮูหยินผู้เฒ่าจึง
จะถูก
อี๋หนิงรู้ว่าเว่ยอี๋ไม่ชอบนางจึงเพียงขานเรียกเขาว่า
ญาติผู้พี่เว่ยอี๋ ก่อนเดินเข้าไปในเรือนของฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ย
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเรียกอี๋หนิงเข้ามาเพราะต้องการ
บอกข่าวดีกับนางเรื่องหนึ่ง “…ได้ยินมาว่าวันนี้ใน
หอจดหมายเหตุหลวงทักษิณ ฮ่องเต้ตรัสถึงเรื่อง
ของพ่อเจ้า เดิมทรงมีพระราชดำริเพิกถอน
บรรดาศักดิ์พ่อของเจ้า แต่กลับถูกฮองเฮาทรงยั้ง
ไว้ ตรัสว่า ‘อย่าได้ทรงหักหาญหัวใจของทหารทั้ง
ใต้หล้า’ เคราะห์ดีที่รักษาบรรดาศักดิ์ของพ่อเจ้า
ไว้ได้” คิ้วดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าเปล่งประกาย
ความปรีดา “ฮองเฮาทรงเมตตาพวกเรานัก หาก
วันใดสุขภาพของข้าดีขึ้น ข้าจะพาเจ้าเข้าวังไป
ขอบพระทัยฮองเฮา”
อี๋หนิงรับคำด้วยรอยยิ้ม
ฮองเฮากับจวนอิงกั๋วกงไม่ได้ไปมาหาสู่บ่อยครั้ง
จะช่วยขอร้องแทนจวนอิงกั๋วกงโดยไร้สาเหตุได้
อย่างไร ส่วนลู่เจียเสวียกับฮองเฮามีสัมพันธไมตรี
ต่อกัน น่าจะเป็นเขาที่กล่าวกับฮองเฮากระมัง
ลู่เจียเสวียฉลาดนัก ฮองเฮาร้องขอย่อม
สัมฤทธิผลมากกว่าเขา ที่สำคัญคือไม่เป็นเหตุให้
ฮ่องเต้เกิดความระแวง
นางยกถ้วยชาขึ้นดื่ม มองเว่ยเจียที่ถือลูกขนไก่
สีสันสดใสเข้ามา ดวงหน้าเล็กแดงเรื่อ นางชวน
อี๋หนิงไปเล่นด้วย เอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
“พี่สาวอี๋หนิง ท่านเตะลูกขนไก่เป็นหรือไม่”
อี๋หนิงเตะไม่เป็น
เดิมเว่ยเจียพร้อมแม่นมติดตามท่านพ่อไปรับ
ราชการที่ซานตง เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน สำเนียง
จึงยังมีปัญหา นางอยู่ที่นี่ไม่มีเพื่อนเล่นสักคน อี๋ห
นิงข่มใจปฏิเสธนางไม่ลงจึงออกไปเล่นกับนาง
ด้านนอก อี๋หนิงเตะได้ไม่กี่ครั้ง แต่เว่ยเจียกลับ
เตะได้เยี่ยมยอด ไม่ว่าจะเป็นท่าทางใดก็ไร้ปัญหา
ทว่านางกลับไม่เตะ คอยแต่ส่งลูกขนไก่ให้อี๋หนิง
มองอี๋หนิงอย่างรอคอยหวังให้เล่น เพียงอี๋หนิงเตะ
ได้ครั้งหนึ่ง นางก็จะปรบมือกล่าวชื่นชมว่า
เก่งกาจ
ถิงเกอร์ก็พลอยปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจอยู่
ด้านข้าง
อี๋หนิงมองเด็กทั้งสองคนอย่างจนปัญญา นางยก
กระโปรงขึ้นเตะลูกขนไก่ หนึ่งครั้ง สองครั้ง สาม
ครั้ง…หล่นแล้ว!
“ท่านพ่อบุญธรรม!” มีคนพลันตะโกนขึ้น
ครั้นอี๋หนิงหันหน้ากลับไปก็พบลู่เจียเสวียยืนอยู่
ตรงประตูทางเข้าเรือนโดยไม่เอ่ยวาจา ด้านหลังมี
คนกลุ่มหนึ่งติดตามมาด้วย อี๋หนิงตกใจ
เขายืนมองนางเตะลูกขนไก่เช่นนี้หรือ
ลู่เจียเสวียดูไม่สนใจนางเท่าไรนัก หันไปผงก
ศีรษะให้จ้าวหมิงจูที่ขานเรียก ก่อนจะมองอี๋หนิง
ปราดหนึ่งแล้วเดินเข้าไปในเรือนภายใต้การนำ
ทางของซ่งมามา
เขามาเยี่ยมเยือนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ทั้งยังนำของ
บำรุงเช่นโสมและเขากวางมาด้วย
เว่ยเจียเก็บลูกขนไก่ขึ้นมาปัดฝุั่น วิ่งไปหยุดข้าง
กายอี๋หนิง “พี่สาวอี๋หนิงเตะได้ยอดเยี่ยมนัก!
ต่อไปข้าจะมาเล่นกับท่านอีก” นางกอดลูกขนไก่
ไว้ในอ้อมอก
อี๋หนิงลูบศีรษะนาง ก่อนเดินตามเข้าไปด้านใน
ลู่เจียเสวียกำลังสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ปลอบ
ประโลมนางว่าอย่าได้คิดมาก “…ถึงบัดนี้ก็ยังหา
ร่างเขาไม่พบ ทุกสรรพสิ่งล้วนยังไม่แน่นอน” เมื่อ
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับบุตรชาย
หัวใจก็สั่นสะท้าน เกิดอาการจุกเสียดไปชั่วขณะ
นางสวี่นำเว่ยอี๋กับเว่ยเจียเข้ามาคารวะ เว่ยอี๋
แสดงท่าทีนอบน้อมอย่างยิ่ง เนื่องจากคน
ตรงหน้าคือลู่เจียเสวีย
ลู่เจียเสวียได้ยินว่าเว่ยอี๋เข้ารับตำแหน่งในหน่วย
ทหารม้าลาดตระเวนก็แนะนำอยู่สองสาม
ประโยค เขามีเวลาว่างไม่มาก ไม่นานก็ขอตัว
กลับ เว่ยอี๋เสนอตัวไปส่ง แต่เขาส่ายศีรษะ “ไม่
จำเป็น”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงกล่าว “ข้าชราแล้ว ยามนี้ลุกไม่
ไหว เช่นนั้นก็ให้อี๋หนิงไปส่งท่านที่ประตูชุยฮวาเห
มินเถิด…ท่านเป็นแขก อย่างไรก็ต้องส่ง!”
ครานี้ลู่เจียเสวียกลับไม่ปฏิเสธ
อี๋หนิงส่งเขาที่ประตูชุยฮวาเหมิน ตลอดทางทั้ง
สองคนไม่ได้สนทนากันสักประโยค เมื่อนึกถึงว่า
เรื่องนี้เขาเป็นคนช่วย อี๋หนิงจึงยอบตัวกล่าว
ขอบคุณ
ผ่านไปชั่วครู่ ลู่เจียเสวียก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
เฉย “ตราบใดที่เขายังไม่กลับมา เรื่องนี้ก็ไม่มีวัน
จบ เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า”
เขาเดินออกไปจากประตูชุยฮวาเหมิน ยามมาก็
มาอย่างเร่งรีบ ยามจากไปก็ไปอย่างรีบเร่ง
ระหว่างทางบนเกี้ยว เขาหลับตาพักสายตา เดิมที
เขาไม่จำเป็นต้องมาด้วยตัวเอง ทว่าเขากลับเกิด
ความอยากรู้อยากเห็น เขานึกถึงท่าทางการเตะ
ลูกขนไก่ของอี๋หนิง ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์คืน
นั้นที่นางคุกเข่าอ้อนวอนขอร้อง ขณะนั้นเขายัง
เสียอาการไปชั่วขณะ…เขาเกือบเป็นบ้าไปแล้ว
ความอดกลั้นและรอคอยมาสิบกว่าปีกำลังบีบคั้น
ให้คนบ้าคลั่ง
ทั้งที่รู้ว่านี่เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล คนผู้นั้นตาย
ไปนานแล้ว แต่เขายังคงอยากเค้นถามนาง หรือ
บางทีนั่นอาจเป็นเพียงการระบายอารมณ์ของเขา
เท่านั้น กระทั่งอี๋หนิงจากไป อารมณ์เขาถึงได้
แปรเปลี่ยนเป็นสงบเยือกเย็น
ต่อไปพบนางให้น้อยครั้งจะดีกว่า
เฝั้าร้องขอมาเนิ่นนานแต่ไม่สมหวัง ความรู้สึกที่
ราวกับหัวใจถูกฉีกทึ้งเป็นส่วนๆ ในที่สุดก็เบาบาง
ลง ไม่ง่ายเลยกว่าจะสงบ
ที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย รอจนอี๋หนิงออกไปส่ง
ลู่เจียเสวียแล้ว นางสวี่ก็ปริปากขึ้นอย่างมีเลศนัย
“ฮูหยินผู้เฒ่า เดิมทีนี่เป็นเรื่องในจวนของท่าน ไม่
ค่อยเหมาะสมนักหากข้าจะเอ่ยปาก…เพียงแต่
พวกท่านปล่อยให้อี๋หนิงเป็นผู้ดูแลจวนได้อย่างไร
นางเป็นหญิงสาวอายุเท่าใดกัน ทั้งยังไม่เคย
ฝึกฝนมาก่อน ท่านวางใจได้อย่างไร”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเอนตัวลงบนหมอนอิง ทอดถอน
ใจ “เว่ยหลิงไม่ได้ตบแต่งภรรยา…ยามนี้สุขภาพ
ข้าก็ย่ำแย่ ข้าเห็นว่าอี๋หนิงเองก็จัดการเรื่องได้
ถูกต้องเหมาะสม ข้าเคยดูสมุดบัญชีที่นางทำแล้ว
ไม่มีปัญหาใด”
ทว่านางสวี่กลับกล่าวต่อ “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านผ่อน
ปรนเกินไปแล้ว!”
เช้าตรู่วันนั้น นางดื่มชาอยู่ที่เรือนด้านหน้าก็พบ
คนผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านนอก เขายืนไพล่มือไว้
ด้านหลังพลางชะเง้อหน้ามอง เมื่อเห็นว่านาง
สังเกตเห็นตน ผู้ดูแลตัวขาวอ้วนคนนั้นก็เดินเข้า
มาคารวะพร้อมคลี่ยิ้มกว้าง “ท่านคือฮูหยินอา
สะใภ้ใช่หรือไม่ขอรับ ข้าน้อยคือหลี่กุ้ยผู้ดูแลผืน
นา ตั้งใจมาคารวะท่านโดยเฉพาะขอรับ!”
ในมือเขาถือเป็ดมาตัวหนึ่งกับตะกร้าบรรจุไข่เป็ด
เค็มตะกร้าหนึ่ง กล่าวว่าเป็นของที่เอามามอบให้
นาง
เดิมนางสวี่ก็เป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง ผู้ดูแลหลี่
มาเพื่อกล่าวเรื่องผืนนา “…เดิมทีคุณหนูเป็นคน
ตัดสินใจเรื่องเงินค่าเช่า ข้าน้อยไม่อาจพูดอะไร
มาก ทว่าเงินค่าเช่าผืนนา เดิมก็น้อยนิด ค่าเช่า
เพียงสามส่วนไม่พอกับค่าใช้จ่าย คุณหนูมีจิตใจ
เมตตาเป็นเรื่องดี แต่การให้เช่าผืนนาไม่ใช่การทำ
การกุศล จะปล่อยให้คุณหนูตัดสินใจตาม
อำเภอใจได้อย่างไร หากเช่นนั้นต่อให้มีทรัพย์
สมบัติเท่าไรก็ไม่เพียงพอ…”
นางสวี่ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อยจึงจดจำ
ไว้ สำหรับเป็ดและไข่เป็ดเค็ม นางให้เขานำ
กลับไปเนื่องด้วยไม่เห็นคุณค่าสิ่งของเหล่านี้
นางกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย “ข้ามิได้จะตำหนิ
อะไรนาง แต่เรื่องการจัดการดูแลจวนนี้ เกรงว่า
ประสบการณ์ของนางคงยังไม่เพียงพอ”
บัดนี้ในจวนมีเพียงพวกนางไม่กี่คนจึงต้องพึ่งพา
อาศัยกันเอง บุตรชายเป็นตายอย่างไรยังไม่รู้แน่
ชัด ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไม่อยากทำร้ายจิตใจของ
หลานสาวในเวลานี้ นางครุ่นคิดก่อนกล่าว “เจ้า
รอให้ข้าส่งคนไปดูก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”
นางสวี่ไม่ได้พูดอะไรอีก เปลี่ยนไปสนทนาเรื่อง
งานหมั้นหมายของเว่ยอี๋แทน เว่ยอี๋ถึงวัยที่ควร
หารือเรื่องการแต่งงานแล้ว
หลังจากอี๋หนิงพบลู่เจียเสวียก็เริ่มกระวนกระวาย
เล็กน้อย
แม้ฮ่องเต้องค์นี้จะปรีชาสามารถ หลังขึ้น
ครองราชย์ก็ช่วยผ่อนผันเรื่องภาษีและเรื่องการ
เกณฑ์แรงงาน ทั้งยังคำสั่งให้สร้างคลองขนส่ง แต่
ก็มีนิสัยประหลาดพิลึกนัก ทั้งยังโปรดปรานขันที
เป็นพิเศษ เกิดวันใดเปลี่ยนใจ…เดิมอี๋หนิงกำลัง
คัดอักษรเพื่อฝึกสมาธิ แต่เมื่อผ่านไปสักพักก็ขยำ
กระดาษเป็นก้อนโยนทิ้ง นางกำลังครุ่นคิดว่าควร
เขียนจดหมายให้หลัวเซิ่นหย่วนดีหรือไม่ คงจะดี
เสียกว่าหากจะขอคำชี้แนะเรื่องในราชสำนักจาก
ขุนนางในราชสำนักโดยตรง
อี๋หนิงคิดว่าอีกไม่นานคงได้รับจดหมายตอบกลับ
จากเขา นางคาดไม่ถึงว่าวันรุ่งขึ้นเขาก็มาหาถึงที่
จวน
วันนี้เป็นวันหยุด เขาสวมชุดลำลองธรรมดา
“ข้าจะพาเจ้าออกไปเที่ยวเล่น” เขากล่าว “ยาก
นักที่จะมีวันหยุดสักครั้ง”
หลายวันมานี้นางเหนื่อยมากจริงๆ หลังจากเว่ย
หลิงเกิดเรื่อง นางก็กังวลใจมาโดยตลอด ยามนี้
หากได้ออกไปเที่ยวชมข้างนอกก็ถือเป็นเรื่องดี
อี๋หนิงไม่รู้ว่าเขาจะพาตนไปที่ใด แต่ในเมื่อเป็น
พี่ชายสามที่พานางออกไปย่อมไม่มีสิ่งใดน่ากังวล
หลัวเซิ่นหย่วนไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก่อนพา
นางออกไป อี๋หนิงนั่งอยู่ในรถม้า กำลังคิดถึงเรื่อง
ของตัวเอง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าภายใต้แสงสลัว
หลัวเซิ่นหย่วนกำลังเม้มริมฝีปากแน่นคล้ายกำลัง
ครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ เงียบขรึมตลอดทาง
“พี่ชายสาม” อี๋หนิงเรียกเขา “แท้จริงแล้ว…เกิด
อะไรขึ้น”
นางรู้สึกว่าหลัวเซิ่นหย่วนผิดแผกไปจากยามปกติ
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้า จับจ้องนางโดยไม่ละ
สายตา อี๋หนิงประหลาดใจเล็กน้อย หลัวเซิ่นหย่
วนเบนสายตาออก ก่อนกล่าว “…ตระกูลซุนมา
ขอยกเลิกการหมั้นแล้ว”
อันที่จริงทั้งสองตระกูลไม่เคยหมั้นหมายกันมา
ก่อน จึงไม่อาจเรียกว่าเป็นการยกเลิกการหมั้น
หมาย แต่ฮูหยินซุนยังคงเชิญฮูหยินผู้เฒ่าเซวียผู้ที่
ในตระกูลมีเก๋อเหล่าถึงสองรุ่นมาช่วยเจรจา กาล
ข้างหน้าคงไม่มีการไปมาหาสู่กันแล้ว
หลัวอี๋หนิงคาดไว้แล้วว่าในไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่อง
เช่นนี้ นางไม่รู้ว่าเหตุใดหลัวเซิ่นหย่วนจึงพลันเอ่ย
เรื่องนี้ออกมา หรือเขาต้องการการปลอบ
ประโลม…นางกำลังคิดจะพูดอะไร ทันใดนั้นก็มี
มือใหญ่เย็นเยียบข้างหนึ่งยื่นเข้ามาลูบผมนาง
อย่างอ่อนโยน “อย่าได้คิดเหลวไหลไป ข้ามิได้มี
เจตนาอื่น”
…ไม่มีเจตนาอะไร
เขากล่าวต่อ “ที่ด้านล่างของหอสุราเสียงอวิ๋นฝัง
ตะวันออกของเมืองมีเรือสำราญจอดอยู่หลายลำ
ปกติไม่ค่อยครึกครื้นเท่าไร แต่ในยามนี้กำลังจัด
เทศกาลชมบัว ข้าจะพาเจ้าไปดู”
อันที่จริงหอสุราเสียงอวิ๋นอยู่ไม่ไกลจากตรอกอวี้
จิ่ง ใกล้ชายฝังแม่น้ำมีเรือสำราญจอดอยู่หลายลำ
โดยใช้โซ่คล้องไว้ เรือเทียบท่าอยู่ด้านนอกกำแพง
อิฐของหอสุราเสียงอวิ๋น ผิวทะเลสาบสะท้อน
ภาพเรือสำราญเป็นประกายระยิบระยับ
บรรยากาศในเวลานี้ครื้นเครงยิ่งนัก บนเรือมีการ
จัดวางกระถางบัวสายนานาพันธุ์ ล้วนถูกเลี้ยงดู
จนออกมาสวยงาม
ทันทีที่อี๋หนิงลงจากรถม้าก็เห็นคนหลายคนยืนอยู่
ตรงนั้น เมื่อพวกเขาเห็นหลัวเซิ่นหย่วนก็ประสาน
มือทักทาย “…ใต้เท้า จัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว
ขอรับ” กล่าวจบก็นำทางไปข้างหน้า
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำเสียงหนึ่ง ก่อนพาอี๋หนิงลง
บันไดไป
อี๋หนิงคลุมเสื้อกันลมตัวหนึ่ง รู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่
บ้าง ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมามีคุณชาย
จำนวนไม่น้อย บรรดาหญิงสาวล้วนดูแช่มช้อย
งดงาม บางคนสวมเปั้ยจึผ้าไหม บางคนคลุมร่าง
ด้วยผ้าผืนบาง เมื่อเห็นนางก็พากันชำเลืองมอง
ด้วยความใคร่รู้ ล้วนเป็นสายตาที่เป็นมิตรทั้งสิ้น
น้อยครั้งนักที่นางจะมาสถานที่เช่นนี้!
อี๋หนิงมองเรือสำราญด้วยความลังเลเล็กน้อย เรือ
ลอยโคลงเคลงอยู่บนผิวน้ำ นางไม่ค่อยนั่งเรือ
ขณะที่กำลังลังเลก็มีมือหนึ่งยื่นมาตรงหน้า ฝั่ามือ
ของเขาแผ่ออก นิ้วกลางยาวกว่านิ้วอื่นๆ อย่าง
เห็นได้ชัด ปลายนิ้วมีรอยด้านเล็กๆ นางเพิ่งยื่น
มือออกไป เขาก็ออกแรงกระชับไว้แน่น จากนั้น
จึงจูงนางลงไป
บนเรือโคลงเคลงเล็กน้อย มีเพียงคนที่นั่งเรือไม่
บ่อยจึงสัมผัสได้ ยามก้าวเท้าก็ให้ความรู้สึกคล้าย
ร่างกายเบาหวิว ยืนไม่มั่นคง อี๋หนิงจำต้องจับมือ
ของหลัวเซิ่นหย่วนเอาไว้ขณะเดินตามหลังเขา
ตอนที่เขากำลังจะถอนมือกลับ นางกลับยึดมือ
เขาไว้แน่น เขาคลี่ยิ้มเล็กน้อย พานางเดินไปยัง
เรือสำราญลำที่ตระเตรียมไว้
ภายในเรือสำราญมีการประดับตกแต่งอย่างวิจิตร
งดงาม หลังฉากกั้นลมบานหนึ่งมีโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง
พร้อมพรมกำมะหยี่จัดวาดไว้ บนโต๊ะเตี้ยมีชุดชง
ชาลายน้ำแข็งร้าววางอยู่ชุดหนึ่ง โต๊ะยาวด้านข้าง
มีพิณไม้ถงตัวหนึ่ง ถัดไปด้านข้างเป็นกระถาง
เคลือบที่มีดอกบัวหลายดอกเสียบประดับประดา
เรือสำราญมีขนาดลำกะทัดรัด แต่ก็มีทุกสิ่งทุก
อย่างครบครัน
องครักษ์ของหลัวเซิ่นหย่วนประสานมือ “ใต้เท้า
ข้าน้อยได้แจ้งผู้ดูแลหอสุราไว้แล้วว่าห้ามผู้ใด
รบกวน ข้าน้อยจะพาคนไปเฝั้าด้านนอก…”
เขาเพิ่งกล่าวจบก็ได้ยินเสียงเอ่ยกลั้วหัวเราะดัง
แว่วมาจากด้านนอก “อย่างไรกัน ข้ามิใช่คน
หรือ!”
ครั้นหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินเสียงนี้ก็คล้ายทอดถอน
ใจออกมา เขากล่าวกับอี๋หนิง “เจ้านั่งก่อน ข้าจะ
ไปรับมือกับเขา”
อี๋หนิงประหลาดใจ หลัวเซิ่นหย่วนไม่โกรธ
เช่นนั้นคงเป็นคนที่เขารู้จัก ทว่าน้ำเสียงไม่คุ้นหู
สักนิด นางคงไม่เคยรู้จักมาก่อน
หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นก้าวออกไป ก่อนปล่อย
ผ้าม่านลง อี๋หนิงหยิบถ้วยชาออกมาวางเรียง
เตรียมชงชา จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนด้านนอกดัง
ขึ้น “ไม่เชิญข้าเข้าไปดื่มชาหรือ”
เสียงของหลัวเซิ่นหย่วนดังขึ้น “ไม่สะดวก มิใช่ว่า
วันนี้หยางซงต้องไปที่จวนของอาจารย์หรือ”
“ใต้เท้าหลัว ท่านตระหนี่เกินไปแล้ว ชาเพียงถ้วย
เดียวก็ไม่ยอมให้ข้าดื่ม” คนผู้นั้นกล่าวต่อ “หรือ
ท่านพาสตรีที่แอบเลี้ยงไว้ในเรือนทองมาด้วย ข้า
ได้ยินมาว่าตระกูลของท่านได้หมั้นหมายคู่ครอง
ไว้ให้ท่านแล้ว…”
“อย่าได้พูดจาเหลวไหล ด้านในคือน้องสาวของ
ข้า…”
ประโยคนี้ยังไม่ทันจบ อี๋หนิงก็เห็นผ้าม่านถูก
แหวกออก หลังจากนั้นดวงหน้าของชายหนุ่มคน
หนึ่งก็ปรากฏตามมา อี๋หนิงยังคงสงบนิ่ง “ท่าน
เป็นสหายของพี่ชายข้าหรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนตบไหล่ของเขาจากด้านหลัง ก่อน
นำเขาเข้าไปด้านใน อธิบายกับอี๋หนิง “เขาคือห
ยางหลิง เป็นจิ้นซื่อรุ่นเดียวกับข้า บัดนี้รับ
ตำแหน่งอยู่ในกรมคลัง”
…เป็นหยางหลิงหรือ!
ทันทีที่อี๋หนิงได้ยินชื่อนี้หัวใจก็กระตุก อดชำเลือง
มองอีกคราไม่ได้ เขาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าไหม
หังโจวที่ตัดเย็บอย่างถูกต้องตามแบบแผนตัวหนึ่ง
รอยยิ้มเป็นมิตร หากกล่าวว่าใบหน้ามีจุดใดที่มี
เอกลักษณ์เป็นพิเศษก็คงเป็นสันจมูกที่งุ้มลง
เล็กน้อย นี่คือหยางหลิงที่กาลข้างหน้าต้องถูก
โบยจนตายผู้นั้นหรือ…
คนมีชีวิตเป็นๆ คนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า อี๋หนิงไร้
หนทางจินตนาการถึงจุดจบในภายภาคหน้าของ
เขาจริงๆ
นางเชิญเขานั่งลง “ในเมื่อเป็นสหายของพี่ชาย
เช่นนั้นก็เชิญดื่มชาด้วยกันเถิด”
ทว่าหยางหลิงกลับโบกมือ “ไม่แล้ว อีกครู่ข้ายัง
ต้องไปที่จวนของอาจารย์” เมื่อได้พบอี๋หนิง เขาก็
วางตนสุภาพ ประสานมือกล่าวกับนาง “เมื่อครู่
ข้าล่วงเกินคุณหนูหลัวแล้ว โปรดอภัยด้วย”
อี๋หนิงเอ่ยยิ้มๆ “เวลาดื่มชาสักถ้วยอย่างไรคงต้อง
มีกระมังเจ้าคะ”
หยางหลิงจึงทำได้เพียงนั่งลง แต่ยังคงรู้สึกเกรงใจ
“ข้าหยอกล้อพี่ชายเจ้าเล่นเท่านั้น คาดไม่ถึงว่า
เจ้าจะเป็นน้องสาวของเขาจริงๆ คุณหนูหลัวยาม
นี้พำนักอยู่ที่เมืองหลวงหรือ”
อี๋หนิงรินชาให้เขาพลางกล่าวเนิบช้า “ข้าแซ่เว่ย”
ทันทีที่หยางหลิงได้ยินก็ตะลึงงัน น้องสาวคนนี้
ของหลัวเซิ่นหย่วนไม่ใช่น้องสาวโดยสายเลือด…
เดิมเขาเองก็เป็นคนฉลาดจึงตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
ตระกูลเว่ยที่เป็นครอบครัวใหญ่ในเมืองหลวงมีไม่
มากนัก…ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดมิใช่เป็น…เว่ยหลิง
อิงกั๋วกงหรอกหรือ!
คนที่หลัวเซิ่นหย่วนพาออกมาเป็นถึงคุณหนูแห่ง
จวนอิงกั๋วกง ไม่กี่วันก่อนพวกเขายังพูดถึงกันอยู่
เลย!
ขณะที่หยางหลิงไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไร เขาก็เห็น
หลัวเซิ่นหย่วนจิบชาโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
จากนั้นหลัวเซิ่นหย่วนยังกล่าว “เรื่องที่เจ้าเขียน
จดหมายหาข้า เจ้าไม่ได้กังวลเกินเหตุ แต่เจ้าไม่
ต้องกังวลไป เรือเมื่อถึงฝังย่อมจอดตรง[1]”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้พูดกับอี๋หนิงชัดเจนจนเกิน
ควร สำหรับเรื่องที่ด่านผิงหย่วน เขายังไม่ได้
เปิดเผยข้อมูลออกไปแม้แต่น้อย
เขาหันไปกล่าวกับหยางหลิง “ใช่แล้ว ท่านต้องไป
ที่จวนของอาจารย์พอดี เช่นนั้นก็ช่วยข้าส่ง
จดหมายให้อาจารย์สักฉบับ ข้าถวายฎีกาเรื่อง
อุทกภัยที่เจ้อเจียงขึ้นไปแล้ว”
ปัญหาอุทกภัยควรเป็นเรื่องของกรมคลังหรือไม่ก็
กรมโยธา หยางหลิงเป็นขุนนางที่คอยตรวจสอบ
ความเรียบร้อยของกรมคลังจึงต้องไถ่ถามสักสอง
สามประโยค ทั้งสองคนออกไปพูดคุยด้านนอก
อี๋หนิงนั่งจิบชาเงียบๆ ไม่มีผู้ใดให้สนทนาด้วย…
เขาพานางออกมา แต่กลับทิ้งนางไปสนทนากับ
ผู้อื่น
นางไม่เคยชมทัศนียภาพนอกเรือสำราญมาก่อน
จึงให้สาวใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ในเรือเปิดหน้าต่างออก
ด้านนอกตรงกับเรื่องสำราญลำหนึ่งพอดี
ภายใต้ท้องฟั้าสดใส ผิวทะเลสาบส่องประกาย
ระยิบระยับ ปราศจากสรรพเสียงใดๆ อี๋หนิงอด
นึกถึงเรื่องของเว่ยหลิงไม่ได้ ทันใดนั้นก็ได้ยิน
เสียงผีผาดังขึ้น อี๋หนิงฟืนจากภวังค์ถึงได้เห็นว่า
บนเรือตรงข้ามมีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังพิงผนัง
เรือดีดผีผา ทอดสายตามองผืนทะเลสาบ นิ้วมือ
เรียวพลิ้วไหว ครั้นอี๋หนิงได้เห็นใบหน้านางก็
บังเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
หญิงสาวที่กอดผีผาเห็นนางแล้วเช่นกัน นางเก็บผี
ผาขึ้น ยอบตัวแล้วกล่าว “ทำให้แม่นางท่านนี้
ต้องขบขันแล้ว”
อี๋หนิงยิ้มพลางเอ่ย “จะเป็นกระไรไป ‘ฉางเฉิน
ครวญ’ ของท่านดีดได้ไพเราะยิ่งนัก”
“อาศัยทักษะนี้ประทังชีพไปวันๆ เท่านั้น”
รอยยิ้มของหญิงสาวแฝงด้วยความนัย นางรู้สึก
ถูกชะตากับคุณหนูแปลกหน้าท่านนี้ แม้อีกฝั่าย
จะดูยังอ่อนวัยนัก
หญิงสาวนางนั้นกล่าวต่อ “ข้าน้อยมีนามว่า
เหลียนฝู หากคุณหนูอยากฟังเพลงก็สามารถไป
หาข้าที่สือเยว่ฝางได้ ยามนี้ข้าต้องขอตัวกลับก่อน
แล้ว” เมื่อมององครักษ์ที่อยู่ด้านนอกเรือสำราญ
ก็รู้ว่าคุณหนูตระกูลนี้ไม่ใช่คนธรรมดา นางพบ
เห็นขุนนางชนชั้นสูงมานับไม่ถ้วน พอจะจำแนก
ได้ อี๋หนิงผงกศีรษะ มองหญิงสาวเยื้องย่างจากไป
ด้วยท่วงท่าสง่างาม
อี๋หนิงมองกระถามธูปหอมซึ่งวางอยู่มุมหนึ่งของ
เรือสำราญ จากนั้นก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเคยพบ
ใบหน้านั้นที่ใด
ใบหน้านั้น…เห็นได้ชัดว่าละม้ายคล้ายคลึงกับ
ใบหน้าของนางในภพชาติก่อนหลายส่วน
ครั้นอี๋หนิงคิดถึงตรงนี้ก็ตกตะลึงพรึงเพริดไป
เล็กน้อย
——————–
เรือเมื่อถึงฝังย่อมจอดตรง หมายถึงทุกปัญหา
สุดท้ายย่อมมีทางออก