Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 114

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 114
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

เมื่ออี๋หนิงจากไป ลู่เจียเสวียจึงเปิดจดหมายออก

อีกครั้ง จากนั้นก็เรียกผู้ใต้บัญชาเข้ามา

กระดาษแผ่นนั้นลอยมาตกเบื้องหน้าของผู้ใต้

บัญชา ลู่เจียเสวียกล่าวเสียงเรียบเฉย “หาร่าง

ของเว่ยหลิงไม่พบ เช่นนั้นก็ไม่ต้องหาแล้ว คงหา

ไม่พบตลอดกาลแล้ว”

ผู้ใต้บัญชามองเขาอย่างตกตะลึง จากนั้นก็ได้ยิน

ลู่เจียเสวียกล่าวต่อ“ข้าอยากรู้นักว่าแท้จริงแล้ว

เขาตายหรือยัง ไปบอกหลี่ช่าวมู่ว่าแผนการบุก

เข้าโจมตีเผ่าหว่าล่าให้เลื่อนไปอีกสองสามวัน”

ผู้ใต้บัญชาลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนประสานมือแล้ว

ก้าวถอยออกไป

ระหว่างทางกลับบนรถม้า อี๋หนิงเอาแต่หลับตาไม่

เอื้อนเอ่ยวาจา

ภายในรถม้าโคลงเคลงไปมา ยามคํ่าคืนด้านนอก

มีเพียงเสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ตะเกียงเขา

แพะเคลือบห้อยอยู่ด้านนอกรถม้าคอยให้แสง

สว่างยามคํ่าคืน แสงไฟลำหนึ่งเล็ดลอดเข้ามา

เป็นชิงชวี่ที่แหวกผ้าม่าน

“คุณหนู ท่านกับท่านผู้บัญชาการอยู่ด้านใน

สนทนาอะไรกันหรือเจ้าคะ…ดูคล้ายข้าจะได้ยิน

ท่านกำลังโต้เถียงกับเขา”

อี๋หนิงทอดถอนใจ “ข้ากำลังขอร้องเขา”

ชิงชวี่ยังเอ่ยถามอีกครั้ง “ยามที่พวกเราจากมา

ท่านผู้บัญชาการมีท่าทีเย็นชายิ่งนัก…เขายอมตก

ลงช่วยเหลือนายท่านกั๋วกงจริงหรือเจ้าคะ” นาง

เลิกคิ้วขึ้น “หากไม่ตอบตกลง อย่างมากท่านก็

มอบม้าให้บ่าวตัวหนึ่ง บ่าวจะไปด่านผิงหย่วน

ตามหานายท่านกั๋วกงเอง”

“ในเมื่อเขาตอบตกลงแล้วย่อมไม่มีทางกลับคำ”

อี๋หนิงกล่าว

ในที่สุดชิงชวี่ก็ไม่ถามอีก นางปล่อยผ้าม่านลง

ปรับแสงไฟในตะเกียงเคลือบให้สว่างขึ้นเล็กน้อย

อย่างเบามือ แสงตะเกียงส่องถนนหนทางให้

ชัดเจนยิ่งขึ้น เดิมการเดินทางในยามวิกาลก็ไม่

ปลอดภัย ทว่ายังดีที่อยู่ในเมืองหลวงมีทหารม้า

ของเมืองหลวงคอยลาดตระเวนยามคํ่าคืน ทั้ง

พวกเขาเองก็นำองครักษ์มาด้วยจึงไม่รู้สึกเกรง

กลัว

ชิงซานฝังกระดูกแห่งความจงรักภักดี…อี๋หนิงมอง

เส้นแสงจากตะเกียงเขาแพะเคลือบที่เล็ดลอดเข้า

มา ตรึกตรองเงียบ ๆ ใช่แล้ว ในที่สุดนางก็นึก

ออก

รัชศกเฉิงผิง ด่านปราการฮามี่ที่เปั่ยเจียงถูกเผ่า

หลู่ฟันโจมตี เหล่าทหารต้องถอยไปตั้งรับที่ด่าน

เจียยวี่ ในยามนั้นลู่เจียเสวียติดตามพี่ชายใหญ่

ของเขาลู่เจียหรันไปออกทัพ นั่นเป็นครั้งแรกที่

เขาออกศึก นางกังวลว่าเขาจะเกิดเหตุร้าย จึง

ร้องขอให้เขาไม่ไป จากนั้นจึงกล่าวถ้อยคำเหล่านี้

กับเขาเมื่อลู่เจียเสวียได้ฟังก็เปลี่ยนจากสีหน้าขี้

เล่นในยามปกติเป็นจับจ้องนางอยู่เนิ่นนาน ก่อน

จะลูบใบหน้าของนางเบา ๆ อย่างปลอบประโลม

‘พอเถิด ข้าไม่เป็นไรหรอก’

แต่กระบี่และดาบในสนามรบมีตาหรือไร เขาจะรู้

ได้อย่างไรว่าตนไม่มีทางเกิดอันตราย!

อี๋หนิงกล่าวด้วยนํ้าเสียงสะอึกสะอื้นระคนแหบ

พร่าต่อไป ‘หากท่านเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้วข้าตาม

หาท่านไม่พบจะทำอย่างไร’ มิใช่ว่านางไม่เคยได้

ยินมาก่อนว่าบางคนถึงขั้นหาร่างไม่พบ ทำได้

เพียงนำหมวกรบที่เปือนเลือดกลับมา นางดึงมือ

ของเขาไว้ มองเขาด้วยสายตาสับสนไร้ที่พึ่งพิง

ลู่เจียเสวียกอดนางแนบแน่น แสงเทียนด้านหลัง

นางล้วนถูกเขาบดบังไว้ ‘ข้าต้องมีชีวิตรอด

กลับมาแน่นอน ตกลงหรือไม่’ เขากล่าว ‘ต่อให้

ทุกคนตายกันหมด ข้าก็จะเป็นนักโทษหลบหนี

กลับมาหาเจ้า’

นางผงกศีรษะแรง ๆ ซุกใบหน้าลงกับซอกคอของ

เขา นํ้าตาซึมผ่านอาภรณ์ของเขาจนเปียกชุ่ม

สุดท้ายเขาก็กลับมาโดยไร้คุณความดีใด ๆ ทว่าลู่

เจียหรันกลับได้รับความดีความชอบจากการ

สังหารผู้นำของศัตรู ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการ นาง

ไม่รู้ว่าลู่เจียเสวียมีชีวิตอย่างไรในสนามรบ ทว่า

เขายังคงเหมือนในอดีตเล่นสนุก วางเดิมพันกับ

บรรดาลูกหลานขุนนางเหล่านั้น มีครั้งหนึ่งที่เขา

วางเดิมพันแพ้เป็นเงินจำนวนมาก คนที่บ่อนพนัน

ตามมาพบลู่เจียหรัน ลู่เจียหรันกลับกล่าวถึง

น้องชายด้วยรอยยิ้ม ‘เขาก็มีงานอดิเรกเพียง

เท่านี้ ข้าผู้เป็นพี่ใหญ่ย่อมต้องควักเงินให้เขาอยู่

แล้ว’

นางคิดขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าในเวลานั้นลู่เจียเสวีย

จะเงยหน้ามองพี่ชายใหญ่ของเขา นัยน์ตาฉาย

ประกายเย็นสะท้านวาบหนึ่ง

ต่อมานางถึงรู้ว่าธนูที่ยิงสังหารผู้นำของศัตรู

แท้จริงแล้วเป็นธนูของลู่เจียเสวีย ไม่ใช่ลู่เจียหรัน

ลู่เจียหรันแอบอ้างรับความดีความชอบแทน

น้องชาย

ทว่าลู่เจียเสวียกลับอดกลั้นมาโดยตลอด ไม่กล่าว

อะไร ยังคงแสดงท่าทีเป็นมิตรยิ้มแย้มต่อหน้า

พี่ชายใหญ่

…หากเขาจำคำพูดที่นางเคยพูดได้จริง จำ อธิราช

ถอดเกราะ ของนางได้เช่นนั้นสำหรับลู่เจียเสวีย

แล้ว นางมีความหมายอย่างไรกันแน่

ช่างเถิด ไม่ควรคิดต่อไปแล้ว ล้วนไม่ใช่เรื่อง

สำคัญแล้ว

รถม้าหยุดลง อี๋หนิงลืมตาขึ้น ถึงจวนอิงกั๋วกงแล้ว

นางกลับมาช้า ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยส่งฟางซงสาวใช้

ใหญ่มารออี๋หนิงอยู่ตรงประตูทางเข้าเรือน

ด้านหลัง เมื่อเห็นอี๋หนิงกลับมา ฟางซงถึงได้พรู

ลมหายใจยอบกายคารวะนาง “ในที่สุดคุณหนูก็

กลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว บ่าวจะไปรายงานฮู

หยินผู้เฒ่าประเดี๋ยวนี้”

อี๋หนิงกล่าว “ทำให้ท่านย่าต้องเป็นกังวลแล้ว

วานเจ้าคารวะท่านย่าแทนข้าด้วย”

ฟางซงรับคำด้วยรอยยิ้มพลางถอยจากไป อี๋หนิง

เพิ่งพบฟางซงก็เห็นร่างขาวที่ยืนอยู่ตรงกำแพงบัง

รัศมี เมื่อคนผู้นั้นเห็นนางก็รีบสาวเท้าเข้ามาหา

อี๋หนิงยังไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนอง เห็นเพียง

แสงโยกไหวจากตะเกียงที่แขวนใต้ชายคา ใบหน้า

สง่างามหล่อเหลาของเฉิงหลางก็มาปรากฏ

ตรงหน้าริมฝีปากบางของเขาเม้มแน่น “พอข้ารู้

ข่าวก็รีบมา แต่ผู้ดูแลบอกว่าท่านออกไปแล้ว

ท่านรู้หรือว่าเกิดเหตุใดขึ้น”

อี๋หนิงเชิญเฉิงหลางไปสนทนาที่ห้องโถงเรือน

ด้านหน้า หลังจากนั่งลงจึงกล่าว “ข้ารู้ รองผู้

บัญชาการกัวแห่งหน่วยจินอู๋บอกข้าว่าท่านจงฉิน

ปั๋อถวายฎีกาฟั้องร้องท่านพ่อฉบับหนึ่งจนทำให้

ฝั่าบาทพิโรธ รองผู้บัญชาการกัวมาหารือกับข้าว่า

จะรักษาบรรดาศักดิ์ของท่านพ่อไว้อย่างไร ข้าคิด

ออกหนทางหนึ่ง…”

หลังจากเฉิงหลางฟังถึงตรงนี้ก็มองไปยังใบหน้า

สงบนิ่งของอี๋หนิง เขาจะเดาไม่ออกได้อย่างไรว่า

นางไปทำอะไรมา!

นอกจากลู่เจียเสวียแล้ว ยังจะมีหนทางอื่นใดอีก

เพื่อเว่ยหลิง นางต้องไปขอร้องลู่เจียเสวียมา

แน่นอน!

“ท่านไปจวนหนิงหย่วนโหวมาใช่หรือไม่” เฉิง

หลางเดินไปเบื้องหน้าทันใดนั้นก็จับมือของนางไว้

“ท่านไปขอร้องเขาได้อย่างไร เป็นเขาที่ทำให้

ท่านต้องตาย! ท่านกลับไปยังที่แห่งนั้นเพื่อ

อะไร!”

อี๋หนิงเห็นเฉิงหลางทำเช่นนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น นางลุก

ขึ้น คลี่ยิ้มแล้วเอ่ย“นอกจากขอร้องเขายังมี

หนทางอื่นใดอีกหรือ หรือยังมีผู้ใดสามารถช่วยข้า

ได้อีก เจ้าเป็นอะไรไป”

เฉิงหลางมองมือของตนที่จับมือนางไว้ ก่อนจะ

ปล่อยออกโดยพลันเขาใจร้อนไปชั่วขณะ เมื่อได้

ยินข่าวนี้ครั้งแรก เขาก็กลัวว่าอี๋หนิงจะไปขอร้อง

ลู่เจียเสวีย

ท่าทางที่เขาใช้บีบคั้นไต่สวนนางจะต้องทำให้นาง

ไม่สบอารมณ์เป็นแน่หรือกระทั่งอาจเกิดความ

สงสัย

เฉิงหลางเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า “ท่าน…ตก

ลงเงื่อนไขอะไรกับเขาไว้”

อี๋หนิงส่ายศีรษะ ไม่อยากพูดอีก นางจะทำอะไรก็

เป็นเรื่องของนางหากเฉิงหลางเป็นห่วง นางก็ไร้

วาจาจะกล่าว แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามมาไต่สวนนาง

เช่นนี้ นางกล่าวกับเขา “อาหลาง ดึกมากแล้ว

เจ้ากลับไปเถิด”

นางอยากจากไป แต่กลับพบว่ามือของตนถูกเขา

กุมไว้อีกครั้ง

“ท่านอย่าโกรธ” เฉิงหลางกลัวนางรำคาญตน

เขาหลับตาลงแล้วกล่าว “…ข้าเพียงกลัวว่าท่าน

จะถูกเขาหลอกใช้”

เฉิงหลางเดินฝั่าราตรีมาเพื่อบอกนางเรื่องของ

อิงกั๋วกง นางจะโกรธได้อย่างไร อี๋หนิงพลิกข้อมือ

มาจับไว้ “ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก ยามนี้คงเดินทาง

ไม่สะดวกแล้ว…เจ้าพักแรมที่ห้องรับรองแขกเถิด

ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมห้องให้”

เมื่อเฉิงหลางได้ยินจึงค่อยผ่อนคลายลง เขารับคำ

เสียงหนึ่ง “พรุ่งนี้ข้ายังต้องไปเข้าร่วมประชุมใน

ราชสำนักพอดี ข้าจะตื่นยามเหม่า[1]” เขากล่าว

ต่ออีกประโยคหนึ่ง “ท่านอย่าได้ตื่นเพราะการ

รบกวนของข้า”

อี๋หนิงเรียกเจินจูเข้ามาสั่งงาน ก่อนจะกล่าวลา

เฉิงหลาง ตัวนางเหนื่อยมากแล้ว เมื่อกลับไปถึง

ฝังบูรพา ทันทีที่ศีรษะถึงหมอนก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

นอกเมืองหลวง ตะเกียงของโรงนํ้าชาแห่งหนึ่ง

ยังคงส่องสว่าง

สวีเว่ยชื่นชอบถั่วแระของโรงนํ้าชาแห่งนี้มาก

หากให้เขากล่าวก็ต้องบอกว่าโรงนํ้าชาอื่นไม่

สามารถทำรสชาตินี้ออกมาได้ หลัวเซิ่นหย่วนเคย

ชิมสองสามครั้ง แต่ก็ไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง

ทว่าตราบใดที่สวีเก๋อเหล่ามีความสุข ตนก็ยินดี

ดังนั้นเรื่องการหารือต่าง ๆ จึงมักจะเกิดขึ้นที่

โรงนํ้าชาแห่งนี้ โรงนํ้าชาสภาพทรุดโทรมถูก

ล้อมรอบด้วยทหารของทางการ ด้านนอกมีหม้อ

นึ่งใบใหญ่ที่ไอนํ้ากำลังพวยพุ่ง ผู้คนที่สัญจรไปมา

เพียงปรายตามองก็รับรู้ได้ในทันทีว่าสวีเก๋อเหล่า

มากินถั่วแระที่นี่อีกแล้ว

ต่อมาเมื่อมีคนเห็นว่าสวีเว่ยแวะเวียนมาที่นี่เป็น

ประจำ จึงบริจาคเงินให้เจ้าของโรงนํ้าชาซ่อม

ตกแต่งบ้านผุพังหลังนี้ให้สวยงาม เพื่อให้สวีเก๋อ

เหล่ารู้สึกสบายตัวยามมากินถั่วแระ เมื่อเจ้าของ

ร้านรับเงินมาก็ทำตามสัญญาปูพื้นร้านด้านใน

ด้วยไม้จาง ทาสีด้วยนํ้ามันถง ทั้งยังประดับแจกัน

เหมยผิงเคลือบสีฟั้าขาวไว้หลายใบ ขับให้ดู

น่าสนใจขึ้นเล็กน้อย

สวีเว่ยนั่งอยู่ตรงข้ามหลัวเซิ่นหย่วน ด้านข้าง

เป็นหยางหลิง การสอบคัดเลือกหน้าพระพักตร์ปี

นี้ เขาสอบได้ชั้นรองลำดับที่สาม สวีเว่ยรับเขา

เป็นศิษย์เช่นเดียวกัน หลัวเซิ่นหย่วนเคยเห็น

บทความของคนผู้นี้ รู้สึกว่าเขียนได้ดีกว่าหวังชิวห

ย่วนผู้ที่สอบได้ปังเหยี่ยนเสียอีก บทความเปียม

ไปด้วยความรู้ความสามารถ วิเคราะห์แยกแยะ

ชัดเจน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงสอบได้เพียงชั้น

รองลำดับที่สาม แต่อย่างไรสวีเว่ยก็ดึงเขาออกมา

จากสำนักฮั่นหลิน ให้เขาติดตามตนในตำแหน่ง

ขุนนางที่ปรึกษากรมคลัง

หยางหลิงเป็นคนนอบน้อมมาก แต่ก็ไม่ได้เกินงาม

หลัวเซิ่นหย่วนกับเขาต่างมาจากการสอบจิ้นซื่อปี

เดียวกัน หลัวเซิ่นหย่วนเป็นถึงซ่าวชิงขุนนางขั้นสี่

ในศาลต้าหลี่แล้ว แต่เขายังเป็นเพียงขุนนางที่

ปรึกษาขั้นเจ็ด ทว่าเมื่ออยู่เบื้องหน้าหลัวเซิ่นหย่

วน เขากลับไม่ได้แสดงท่าทีประหวั่นแต่อย่างใด

ยังคงยิ้มชนสุรากับเขา “สหายหลัว ท่านกับข้า

ต่างเป็นลูกศิษย์ของใต้เท้าสวีท่านว่าเรื่องการแกะ

ถั่วแระให้ใต้เท้าสวีนี้ พวกเราคนใดสมควรเป็นคน

ทำ”

ถึงจะกล่าวเช่นนี้ แต่จานถั่วแระกลับถูกเลื่อนไป

ตรงหน้าหลัวเซิ่นหย่วน

ใต้เท้าหลายท่านที่อยู่ในเหตุการณ์พากันหัวเราะ

สวีเว่ยเองก็เอ่ยกลั้วหัวเราะ “ประเสริฐนัก หยาง

หลิง เจ้ากล้าทำลายความสุขของข้า!”

หลัวเซิ่นหย่วนรับจานถั่วแระที่หยางหลิงเลื่อนมา

ให้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “แกะถั่วแระให้อาจารย์

เป็นสิ่งที่ศิษย์สมควรทำอยู่แล้ว” พูดจบก็ม้วน

แขนเสื้อขึ้น เริ่มลงมือแกะถั่วแระให้สวีเว่ย

มือทั้งคู่ที่ใช้เขียนอักษรมีรอยด้านใต้ฝั่ามือ

เล็กน้อย ถั่วแระเขียวใสหอมกรุ่นตกลงบนจานที

ละเม็ด

สวีเว่ยไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอะไรกับสองคนนี้ดี

บรรดาใต้เท้าที่อยู่ด้านข้างต่างพากันสรวลเสเฮฮา

รองเสนาบดีกรมคลังตบบ่าของหลัวเซิ่นหย่วนเบา

ๆ“หยางหลิง เจ้าดูให้ดี เรียนรู้จากใต้เท้าหลัวไว้!

เหตุใดเจ้าจึงเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ด ในขณะที่ใต้

เท้าหลัวได้เป็นถึงขุนนางขั้นสี่แล้ว ทักษะการ

ปอกถั่วแระของเขารวดเร็วกว่าคนอื่นนัก!”

สวีเว่ยหัวเราะจนปวดท้อง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า

ลูกศิษย์ของตนดูมีความเป็นมนุษย์ขึ้นมาบ้าง เขา

โบกมือ “อย่าได้พูดออกนอกเรื่องไปไกลเพิ่งกล่าว

เรื่องการเลื่อนตำแหน่งของเซิ่นหย่วนเรียบร้อย

บัดนี้ได้เวลาหารือเรื่องด่านปราการผิงหย่วน

แล้ว” สีหน้าเขาพลันเคร่งเครียด “ข้าว่าเรื่อง

เหล่านี้ล้วนมีพิรุธ เซิ่นหย่วน เจ้าส่งคนไปสืบ

เรื่องราวที่ด่านผิงหย่วนแล้วไม่ใช่หรือคนของเจ้า

สืบได้เรื่องอะไรมาบ้าง”

ในฐานะซ่าวชิงแห่งศาลต้าหลี่ มีบางเรื่องที่ไม่

สามารถส่งคนไปจัดการได้โดยตรง หลัวเซิ่นหย่

วนจึงลอบเลี้ยงคนกลุ่มหนึ่งไว้เพื่อจัดการเรื่อง

เหล่านี้โดยเฉพาะ เขาวางถั่วแระในมือลง ปัดมือ

จนสะอาด “สายสืบของข้าส่งจดหมายมาแจ้งว่า

ที่ด่านผิงหย่วนมีสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ทว่า

ทหารที่เสียชีวิตสามหมื่นนาย ดูมีพิรุธ แม้ว่าศพ

กว่าครึ่งจะสวมชุดเกราะของฝังเราแต่เมื่อพลิก

ร่างตรวจสอบจะพบว่าที่นิ้วหัวแม่มือมีรอยหนัง

ด้าน ที่ขามีบาดแผล ผิวค่อนข้างคลํ้า น่าจะไม่ใช่

ชาวฮั่น ข้าอ่านจดหมายของพวกเขาแล้วก็คาด

เดาว่าน่าจะเป็นคนของเผ่าหว่าล่า”

“เจ้ากำลังบอกว่าอันที่จริงทหารของฝั่ายเราไม่

น่าจะเสียชีวิตถึงสามหมื่นหรือ” มีคนถามอย่าง

สงสัย “เช่นนั้นคนที่เหลือตั้งมากมายเล่า คงไม่มี

ทางอันตรธานหายไปในอากาศกระมัง”

เรื่องที่หลัวเซิ่นหย่วนเล่าแปลกพิกลเกินไป สวีเว่

ยเองก็รู้สึกว่ามีเงื่อนงำ“นี่จะกล่าวให้

สมเหตุสมผลได้อย่างไร พบร่างของเว่ยหลิงหรือ

ยัง”

หลัวเซิ่นหย่วนส่ายศีรษะ “หากพบร่างของเว่ย

หลิงก็คงไม่สามารถอธิบายได้แล้ว”

หยางหลิงเข้าใจความหมายของหลัวเซิ่นหย่วน

เขาตกตะลึงเล็กน้อย“ท่านกำลังกล่าวว่าเว่ยหลิง

ยังไม่ตาย”

“หากยังมีชีวิตก็ต้องพบคน หากตายก็ต้องพบ

ศพ” แต่ไหนแต่ไรมาหลัวเซิ่นหย่วนก็ไม่เคยกล่าว

คำพูดชี้ชัดเกินไป “ต้องพบศพถึงจะบอกได้ว่าเขา

ตายแล้ว บัดนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจล่วงรู้ กรมทหาร

ส่งรองเสนาบดีฝั่ายซ้ายเซียวจั่วยวิ๋นไปที่เซวียนฝูั่

แล้ว ยามนี้เมืองเซวียนฝูั่มีกองกำลังทหารเพิ่ม

มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีท่านรองแม่ทัพของลู่เจีย

เสวีย สถานการณ์ที่ชายแดนน่าจะถือว่ามั่นคง

แล้ว”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็มีคนรำพึงออกมาประโยคหนึ่ง

“หากท่านอิงกั๋วกงตายจริง…สู้รบมาทั้งชีวิตแต่

กลับต้องพบจุดจบเยี่ยงนี้ก็ช่างน่าเวทนานัก ข้าได้

ยินว่าจวนของเขามีแต่คนแก่กับเด็ก กระทั่งคน

รับผิดชอบดูแลก็ไม่มีหากเว่ยหลิงจากไปจริง ไม่

แน่ว่าตระกูลเว่ยอาจถึงคราวล่มสลายด้วยเหตุนี้”

มือที่จับถ้วยชาของหลัวเซิ่นหย่วนชะงักไป

เล็กน้อย

“ที่ท้องพระโรง ลู่เจียเสวียก็ไม่ได้ขอร้องแทน

เขา” มีคนกล่าวต่อ “เขาช่างไร้นํ้าใจยิ่งนัก”

“เขายืนหยัดมาได้นานปีโดยไม่ถูกโค่นล้ม”

หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยเพียงประโยคเดียว จากนั้นก็ไม่

กล่าวอะไรอีก เพียงเลื่อนจานถั่วแระที่แกะ

เรียบร้อยให้สวีเว่ย

รอจนออกจากโรงนํ้าชา ระหว่างทางกลับไปยัง

ตรอกซินเฉียว หลัว-เซิ่นหย่วนก็ถามคนที่อยู่ด้าน

นอกเกี้ยว “ระยะนี้จวนอิงกั๋วกงได้ส่งจดหมายมา

บ้างหรือไม่”

“เพิ่งมาถึงขอรับ” คนด้านนอกกล่าว “ข้าน้อย

วางไว้ในห้องหนังสือของท่านแล้ว”

หลัวเซิ่นหย่วนรับคำเสียงหนึ่ง เมื่อเกี้ยวถึง

ทางเข้าตรอกซินเฉียวเขาก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอด

อยู่ด้านหน้าจวน

เป็นรถม้าของตระกูลซุน

สาวใช้ประคองคนผู้หนึ่งลงจากรถม้า เมื่อนางเงย

หน้าขึ้นก็จ้องมายังหลัวเซิ่นหย่วน “พี่เซิ่นหย่วน

ข้ารอท่านอยู่นาน”

ยามวิกาลอากาศหนาวเย็นเกินไป หลัวเซิ่นหย่วน

เชิญนางไปยังเรือนหน้า เขาสั่งสาวใช้ให้ยกชาขิง

มาช่วยขับไอเย็นให้นาง ซุนฉงวันประคองถ้วยชา

ขิงไว้ในมือ ทันใดนั้นก็อยากร้องไห้ออกมา

อันที่จริงหลัวเซิ่นหย่วนเป็นคนที่มีจิตใจ

ละเอียดอ่อนมาก เพียงเขายินดีก็สามารถปฏิบัติ

ต่อผู้อื่นอย่างใส่ใจ

ในอดีตที่เขาเพิ่งเดินทางมารํ่าเรียนในเมืองหลวงก็

เป็นเช่นนี้ สามารถสังเกตถึงทุกอิริยาบถ ทุกวาจา

ทุกความต้องการของผู้อื่น ยามนางเรียนหนังสือ

อย่างเหม่อลอย เขาก็คาดเดาได้ว่าญาติผู้น้องที่

รู้จักกันแต่เล็กของนางมาเยี่ยมเยือน เขาจึงให้

นางเลิกเรียนก่อนเวลา นางให้สาวใช้ยกนํ้าร้อน

เข้ามาชงชา เขาก็คาดเดาได้ว่าตนเองบรรยาย

บทเรียนได้จืดชืดเกินไปจึงเปลี่ยนหัวข้อนางรู้สึก

ว่าเขารู้จักเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างยิ่ง ต่อมาถึงพบว่า

คนผู้นี้เป็นคนที่มีประสาทสัมผัสว่องไว หรือเดิมที

เขาก็เชี่ยวชาญในการสังเกตผู้คน

บางทีนี่อาจเป็นสติปัญญาอันชาญฉลาดที่เข้าใกล้

กับคำว่าปีศาจ ชำนาญการวิเคราะห์ พอนาง

คิดถึงเรื่องต่าง ๆ ที่หลัวเซิ่นหย่วนได้กระทำก็รู้สึก

หวาดหวั่นจนหนาวสะท้าน!

“คราแรกที่ข้าพบท่าน” ซุนฉงวันกล่าว “ข้าก็

รู้สึกว่าท่านเป็นคนพิเศษท่านยืนอยู่ข้างต้นไผ่ดำ

นอกห้องหนังสือของท่านพ่อ แหงนหน้ามองต้น

ไผ่ลูกศิษย์คนอื่นเมื่อมาถึงล้วนต้องเข้ามาคารวะ

ท่านพ่อ แต่กับท่าน ท่านพ่อกลับออกไปรับท่าน

ด้วยตนเอง ข้าถึงเพิ่งรู้ว่าท่านคือหลัวเซิ่นหย่วน

เจี่ยหยวนวัยเยาว์แห่งอาณาเขตเหนือ…”

“ที่เจ้าออกมา ท่านพ่อของเจ้ารู้หรือไม่” หลัวเซิ่น

หย่วนพลันตัดบทนางซุนฉงวันเป็นกุลสตรีที่

เติบโตในเรือน ยามวิกาลเช่นนี้ที่บ้านไม่มีทาง

ปล่อยให้นางออกมาพร้อมกับบ่าวหญิงชราเพียง

สองสามคนเป็นแน่ นางน่าจะหนีออกมาเอง เขา

ลุกขึ้น เรียกคนเข้ามา “ข้าจะให้คนไปส่งเจ้า”

“ข้าต้องพูด!” ดวงตาของซุนฉงวันเอ่อล้นไปด้วย

หยาดนํ้าตา นางลุกขึ้นยืน “หลัวเซิ่นหย่วน ท่าน

ต้องฟังข้าพูดให้จบ!”

ท่านแม่ของนางรู้เรื่องที่หลัวเซิ่นหย่วนทำแล้ว

ท่านแม่โมโหจนตัวสั่นเทาก่อนลากนางไปพบท่าน

พ่อให้เชิญคนไปยกเลิกการหมั้นหมายที่ตระกูล

หลัวนางครํ่าครวญ กล่าวว่าไม่ยินยอม ท่านแม่

เดือดดาลจนด่านางยกใหญ่ ทั้งยังขังนางไว้ในห้อง

ไม่ยอมให้ออกมา แต่ซุนฉงวันแอบหนีออกมาได้

นางอยากถามเขาด้วยตนเอง ให้เขาอธิบาย

เรื่องราวกับนางให้ชัดเจน

นางเพียงอยากจะฟังให้กระจ่างเท่านั้น ทั้งที่ทั้ง

สองคนใกล้จะหมั้นหมายกันแล้ว ทั้งที่เป็น

ความสัมพันธ์ดุจกิ่งทองใบหยก…แต่เหตุใด

หลัวเซิ่นหย่วนจึงทำกับนางเยี่ยงนี้

——————–

[1] ยามเหม่าคือช่วงเวลา 5.00 – 7.00 น.

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 114"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdf0024
คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ
30/09/2023
novelpdf0d4g
จากหมอเทวดาสู่ป๊ะป๋าสายเปย์
21/06/2026
8cea-00ec
ย้อนกลับปี 1978 เริ่มต้นจากการล่าขุมทรัพย์
16/06/2026
novelpdf1970 (2)
สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย
21/06/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.