พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 120
เกียรติยศอันเกรียงไกรจากราชวงศ์ สำหรับผู้อื่น
อาจถือเป็นสิ่งดีเลิศเกินพรรณนา ทว่าสำหรับเว่ย
หลิงกลับไร้ซึ่งคุณค่าใดๆ แม้การที่อี๋หนิงได้
แต่งงานกับองค์ชายสามจะทำให้ฮ่องเต้เชื่อใจเขา
มากขึ้นก็ตาม หากอี๋หนิงได้รับความโปรดปราน
จนสามารถให้กำเนิดบุตร เรื่องที่จะถูกแต่งตั้งให้
เป็นพระชายาเอกก็อาจเป็นไปได้ ถ้านางเป็น
เพียงบุตรสาวของอนุที่ไม่ได้รับความโปรดปราน
การมีชะตาชีวิตเช่นนี้คงต้องถือว่าเป็นเรื่องที่แม้
จะเผาธูปขอพรก็ใช่ว่าจะร้องขอกันได้ง่ายๆ
ทว่าตั้งแต่เขาพาเหมยเหมยกลับมาจากเปั่าติ้งก็
เลี้ยงดูแลนางอย่างทะนุถนอม สำหรับเว่ยหลิง
บุตรสาวคนเดียวผู้นี้เป็นดุจแก้วตาดวงใจของเขา
เขาไม่สนว่านางจะเป็นบุตรสายตรงหรือสายรอง
อย่างไรนางก็เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของจวน
อิงกั๋วกง เขาจะปล่อยให้นางแต่งเข้าราชวงศ์ ทั้ง
ยังเป็นเพียงห้องรองได้อย่างไร!
องค์ชายสามเป็นฮองเฮาที่รับเลี้ยงดูแลมา กาล
ข้างหน้าอาจต้องสืบทอดบัลลังก์ แล้วเขาจะ
ปล่อยให้อี๋หนิงเข้าสู่วังหลังอันดำมืด ต้องไปต่อสู้
แย่งชิงความโปรดปรานกับสตรีอีกหลายสิบคน
เช่นนั้นหรือ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เว่ยหลิงก็เหงื่อแตกพลั่กทันที
ลอบคิดในใจว่าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้!
วังหลวงเป็นดุจถ้ำเสือถ้ำมังกร ดูภายนอกสวยหรู
งดงาม ทว่าแท้จริงไม่รู้ว่าเบื้องหลังเน่าเฟะ
เพียงใด อี๋หนิงยังไม่ถึงวัยปักปิน จะปล่อยให้เข้าสู่
สถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร
ความคิดมากมายผุดเข้ามาในหัวของเว่ยหลิง เขา
เห็นบุตรสาวของตนลุกขึ้นอย่างเนิบช้า เดินไป
หยุดเบื้องหน้าฮ่องเต้ก่อนคุกเข่าลงคำนับ ปั้าย
หยกที่ห้อยตรงเอวส่งเสียงกังวานตามย่างก้าว
ของนาง นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาผลซิ่งกระจ่างใส
ดุจดอกซิ่งที่ผลิบานในช่วงเดือนสามของวสันตฤดู
บอบบางนวลหอม ทั้งที่มีใบหน้าพริ้มเพรา แต่
กลับฉายเสน่ห์เย้ายวนจางๆ ออกมาโดยที่เจ้าตัว
ไม่รู้ตัว ทุกการเคลื่อนไหวที่คล้ายไม่ตั้งใจทำให้ผู้ที่
พบเห็นอดเกิดความคิดเสน่หาอันละมุนละไม
ไม่ได้
ความงดงามเช่นนี้อันตรายยิ่งนัก หากไม่มีท่าน
อิงกั๋วกงคอยปกปั้อง เกรงว่าเมื่อเติบโตไป…
ฮ่องเต้ตะลึงไปโดยพลัน ก่อนจะกระแอมไอเสียง
หนึ่ง “เจิ้นไม่เคยรู้ว่าอ้ายชิงก็มีบุตรสาวคนหนึ่ง”
อี๋หนิงเพียงนิ่งเงียบหลุบตาลง เวลานี้นางห้ามเผย
พิรุธใดๆ หากไม่ต้องพูดก็อย่าได้ปริปาก นางย่อม
รับรู้ได้ว่าในยามนี้กำลังมีสายตาจับจ้องบนร่าง
นางมากมายเพียงใด นางกระทั่งรับรู้ถึงความตื่น
ตระหนกของเฉิงหลางและสายตาพินิจพิเคราะห์
ของเซี่ยอวิ้น…
นางลอบถอนหายใจในใจ องค์ชายสาม!
มีข่าวลือว่าองค์ชายสามสิ้นชีพโดยอุบัติเหตุ ทว่า
ผู้ที่มีตาต่างรู้ว่าเขาตายด้วยน้ำมือขององค์ชาย
ใหญ่ ฮองเฮาไม่ได้ให้กำเนิดโอรสอีก ปล่อยให้
องค์ชายใหญ่ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท…
ในยามที่ฮ่องเต้ยังเป็นเพียงองค์ชาย อดีตฮ่องเต้ก็
โปรดปรานองค์ชายใหญ่มากกว่า ตั้งใจให้องค์
ชายใหญ่ขึ้นสืบทอดบัลลังก์มาโดยตลอด ทว่าใน
ราชสำนักมีกฎแต่งตั้งบุตรสายตรงไม่แต่งตั้งบุตร
สายรอง ดังนั้นจึงถูกเหล่าขุนนางคัดค้าน ต่อมา
ลู่เจียเสวียช่วยยิงธนูสังหารองค์ชายใหญ่แทน
ฮ่องเต้ ทั้งยังกักขังอดีตฮ่องเต้ก่อนล้มล้างปฏิวัติ
ฮ่องเต้จึงได้ขึ้นครองราชย์โดยถูกต้องตามธรรม
เนียม แต่เมื่อมาถึงยุคของเขา เขากลับโปรด
ปรานองค์ชายใหญ่ที่กำเนิดจากสนมรักซูเฟย ไม่
สนใจไยดีองค์ชายสามที่อยู่ใต้นามของฮองเฮาสัก
เท่าไร
เห็นได้ว่าสันดานเลวของบุรุษ ไม่ว่ายุคใดก็เป็น
เยี่ยงนี้ ยากจะเปลี่ยนแปลง
ฮองเฮาตระหนักถึงจุดแข็งจุดอ่อนของตนดีว่าไร้
ความสามารถต่อกรกับไทเฮา อย่างน้อยในปีนั้น
ไทเฮาก็ให้กำเนิดฮ่องเต้ แต่นางกลับไร้ทั้ง
บุตรชายและบุตรสาว ด้วยเหตุนี้จึงคิดขอแรง
สนับสนุนจากลู่เจียเสวีย แต่ลู่เจียเสวียเป็นคน
อย่างไรเล่า ภายใต้สถานการณ์ที่เขาไม่อาจ
ควบคุม เขาจะเลือกสนับสนุนองค์ชายให้ขึ้นสืบ
ทอดบัลลังก์โดยไร้การตรึกตรองหรือ อำนาจ
ความมั่งคั่งสิ่งสวยงาม เขาล้วนมีไม่ขาด ไม่มีสิ่งใด
สามารถดึงดูดเขาได้แล้ว
อาจเป็นเพราะฮองเฮาได้รู้ว่าอี๋หนิงเป็นบุตรสาว
บุญธรรมของลู่เจียเสวียจึงได้เกิดความคิดนี้ขึ้น
ลู่เจียเสวียถือเป็นผู้ที่สนับสนุนทายาทสายตรงไม่
สนใจสายรอง ระหว่างองค์ชายใหญ่กับองค์ชาย
สาม เขาย่อมเอนเอียงไปทางองค์ชายสาม
แน่นอน หากในยามนี้สามารถกระชับ
ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลให้แน่นแฟั้นยิ่ง
ขึ้นก็จะสามารถขอแรงสนับสนุนจากเขาได้
อี๋หนิงมองไปทางลู่เจียเสวียโดยไม่รู้ตัว
ลู่เจียเสวียนั่งอยู่ในตำแหน่งแรกของบรรดาท่าน
อ๋องท่านโหว เขากำลังหลุบตาจิบชาคล้ายไม่มี
ท่าทีทั้งสนับสนุนและคัดค้าน
ลู่เจียเสวียย่อมรู้ทันว่าฮองเฮามีความคิดเช่นไร
เพียงแต่ฮองเฮาช่างโง่เขลานัก มองไม่ชัดเจนถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเว่ยหลิง เว่ยหลิง
สร้างคุณงามความดีใหญ่หลวงครานี้ ฮ่องเต้
พระราชทานงานเลี้ยงเป็นพิเศษ แต่ลู่เจียเสวียก
ลับมาช้า เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขา
กับเว่ยหลิงเริ่มห่างเหินแล้ว อี๋หนิงจะแต่งงานกับ
ผู้ใดแล้วเกี่ยวข้องอันใดกับเขา ต่อให้เป็นบุตรสาว
บุญธรรมโดยนามธรรมก็ไร้ประโยชน์ ที่สำคัญ
แม้แต่เรื่องที่เว่ยหลิงรักเอ็นดูบุตรสาวคนนี้มาก
ฮองเฮาก็ไม่รู้ สามารถมองออกว่านางจิตใจเรียบ
ง่ายเพียงใด
ด้วยเหตุนี้เขาจึงยิ่งไม่อยากสนับสนุนองค์ชายสาม
แล้ว มารดาเลี้ยงโง่เขลาเกินไป เกรงว่ากาล
ข้างหน้าองค์ชายสามก็คงไร้ซึ่งประโยชน์อันใด
สำหรับน้ำโคลนบ่อนี้ ลู่เจียเสวียไม่คิดจะกระโจน
ลงไป เพราะประโยคชิงซานฝังกระดูกแห่งความ
จงรักภักดีที่อี๋หนิงกล่าวในคราก่อนทำให้เขาต้อง
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือจนติดค้างน้ำใจฮองเฮาไปครั้ง
หนึ่ง ครานี้เขาไม่มีทางเลอะเลือนอีกแล้ว
อี๋หนิงมองสองมือของเขาที่กุมถ้วยชาอย่างมั่นคง
ข้อนิ้วปูดโปนออกมาเล็กน้อย นางคิดถึงสองมือ
ของเขาที่นางเคยจับนับครั้งไม่ถ้วนจนชัดเจนว่า
จุดใดมีรอยด้าน บริเวณใดมีบาดแผล เขาปล่อย
ให้นางจับเล่นตามอำเภอใจ และก็เป็นมือคู่นั้นที่
บีบรัดคอนางอย่างเย็นชาในฝันร้ายนับครั้งไม่ถ้วน
นางหลับตาลงเบาๆ รู้สึกคล้ายตนกำลังล่องลอย
อยู่บนเรือลำน้อย โคลงเคลงไปตามลมฝน นางทำ
ได้เพียงล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ปล่อยให้พายุ
ฝนด้านนอกพัดพาไป
“ฝั่าบาท ปีนี้บุตรสาวของกระหม่อมเพิ่งมีอายุสิบ
สี่เท่านั้น” เว่ยหลิงคุกเข่าลงข้างกายบุตรสาว
“กระหม่อมยังอยากให้นางอยู่ข้างกายอีกหลายปี
พ่ะย่ะค่ะ”
“เจิ้นคิดออกแล้วว่าควรมอบรางวัลอะไรให้แก่
เจ้า!” ฮ่องเต้หัวเราะ เดินลงจากบันไดที่ปูทับด้วย
พรมกำมะหยี่ จากนั้นก็ก้าวไปหยุดตรงหน้าอี๋หนิง
“บุตรสาวเจ้าช่างโดดเด่นจริงๆ คุกเข่าอยู่เบื้อง
หน้าเจิ้น แต่กลับไม่แสดงท่าทีหวาดหวั่น วางตน
สุขุมสง่างาม เจ้าสร้างความดีความชอบใหญ่
หลวง มิสู้ให้เจิ้นแต่งตั้งนางเป็นท่านหญิง!”
หัวใจของอี๋หนิงพลันหนาวสะท้าน ฮ่องเต้ไม่พูด
ถึงสมรสพระราชทาน แต่กลับกล่าวถึงเรื่องการ
แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้นาง นางไม่มีเวลาคำนึงถึง
สิ่งอื่น รีบเอ่ยปาก “ท่านพ่อเป็นแม่ทัพ การ
ปกปั้องรักษาแว่นแคว้นถือเป็นหน้าที่อันสมควร
เขารบชนะเผ่าหว่าล่า หม่อมฉันย่อมรู้สึกดีใจแทน
เขาอย่างยิ่ง แต่หม่อมฉันไร้ซึ่งคุณงามความดีใดๆ
ไม่อาจรับพระราชทานปูนบำเหน็จจากฝั่าบาทได้
เพคะ…”
“พวกเจ้าฟังสิ มีใครบ้างที่ตระหนักตนได้เช่น
นาง” ดวงตาของฮ่องเต้เป็นประกาย ระหว่าง
ทอดมองอี๋หนิง น้ำเสียงก็ฟังดูอบอุ่นขึ้นมาหลาย
ส่วน “เจิ้นว่าเจ้าเหมาะสมกับยศท่านหญิง! หาก
ใต้หล้านี้แม่ทัพทุกคนต่างมีบุตรสาวที่ตระหนักตน
ได้แจ่มแจ้งเยี่ยงนี้ เจิ้นคงไม่ต้องกังวลว่าแว่น
แคว้นจะสั่นคลอนแล้ว”
เมื่อฮองเฮาได้ยินก็แทบข่มอารมณ์ตกใจไว้ไม่อยู่
มือที่เคลือบเล็บสีสดจับที่วางแขนของเก้าอี้ทอง
แกะสลักแน่น ท่าทีนี้ของฮ่องเต้ดูไม่ค่อยถูกต้อง
นัก…แต่ไรมาเขาก็ไม่ใช่คนลุ่มหลงในตัณหา ในวัง
สนมที่โปรดปรานก็มีเพียงซูเฟยเท่านั้น! หาก
ฮ่องเต้มีพระประสงค์เช่นนั้นจริง นั่นจะมิเท่ากับ
ว่านางยกหินมาขว้างใส่เท้าตนหรือ ฮองเฮาฝืนยิ้ม
ออกมา “หม่อมฉันเองก็คิดเช่นนี้ ถึงได้รู้สึกว่า
นางเหมาะสมกับองค์ชายสาม ข้างกายองค์ชาย
สามมีเพียงแม่นมกับนางกำนัลคอยปรนนิบัติ ควร
จะหาคนมาช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ได้แล้วเพคะ”
“ตามความเห็นของเจิ้น…“ ฮ่องเต้คล้ายไม่ได้
สดับฟังถ้อยคำของฮองเฮา เขานิ่งเงียบไป
เล็กน้อย แววตาที่จ้องมองยิ่งลึกซึ้งขึ้น
ครานี้เว่ยหลิงไม่อาจพะวงถึงสิ่งใดแล้ว จากคำ
กล่าวของฝั่าบาทเห็นได้ชัดว่ามีความคิดต่ออี๋หนิง
ฮองเฮาต้องการให้นางสมรสกับองค์ชายสาม เขา
พอเข้าใจได้ แต่การคิดจะย่างกรายเข้าวังหลวงไม่
ถือเป็นเรื่องเหลวไหลรึ! เขาไม่สนใจเรื่องการ
หลอกลวงเบื้องสูงอะไรอีกต่อไป รีบกล่าวออกมา
อย่างรวดเร็ว “ฝั่าบาท ฮองเฮาทรงต้องการ
พระราชทานงานสมรสให้อี๋หนิง กระหม่อมรู้สึก
ซาบซึ้งอย่างยิ่ง เพียงแต่ตั้งแต่เล็กอี๋หนิงก็มี
สัญญาหมั้นหมายอยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังทำการ
แลกเปลี่ยนสิ่งของแทนใจแล้ว หากล้มเลิกงาน
หมั้นหมายนี้ก็เท่ากับผิดต่อคำมั่นสัญญา…
กระหม่อมไม่อาจเป็นคนตระบัดสัตย์ละทิ้ง
คุณธรรมได้พ่ะย่ะค่ะ!”
อี๋หนิงตระหนักดีว่าเว่ยหลิงต้องการปกปั้องนาง
แต่เมื่อคิดถึงว่าท่านพ่อต้องกล่าววาจาเท็จโดยไม่
กะพริบตา หัวใจก็สั่นสะท้าน เพื่อปกปั้องนาง
เว่ยหลิงถึงขั้นยอมหลอกลวงเบื้องสูง!
นางเรียกเขาเสียงต่ำเบา “ท่านพ่อ…”
ยามนี้เว่ยหลิงมีคุณงามความดี แม้เขาจะขัดรับสั่ง
แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจแต่อย่างใด
ฮ่องเต้ก้าวขึ้นบันไดอย่างเนิบช้า กลับไปยังที่
ประทับมังกร “อ้ายชิงคงไม่ได้กำลังหลอกเจิ้นอยู่
กระมัง เพิ่งกล่าวถึงเรื่องสมรสพระราชทาน
บุตรสาวของเจ้าก็มีงานหมั้นหมายที่ตกลงไว้
ตั้งแต่วัยเยาว์ขึ้นมา”
“มีการหมั้นหมายไว้จริงพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยหลิงถือว่า
ตนมีคุณงามความดี เริ่มแต่งเรื่องราวขึ้นมา
“บุตรสาวของกระหม่อมมีใจผูกสมัครรักใคร่กับ
คนผู้นั้น…”
อี๋หนิงให้ความร่วมมือด้วยการก้มศีรษะต่ำ ในใจ
ลอบคิดว่าท่านพ่อพูดปดคำเท็จได้คล่องปากนัก
ทว่าหากยิ่งกล่าวมากก็ยิ่งน่ากลัวว่าจะพลั้งพลาด
มากขึ้น! แต่เวลานี้นางเองก็ไม่อาจเอ่ยปาก
สถานการณ์เขม็งตึงดุจเชือกเส้นหนึ่ง
“มีงานหมั้นหมายจริงพ่ะย่ะค่ะ”
มีคนโพล่งขึ้นกะทันหัน
เขาวางถ้วยน้ำชาลง ปรายตามองอี๋หนิงปราด
หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปประสานมือคำนับ
ฮ่องเต้ “ฝั่าบาท กระหม่อมรับอี๋หนิงเป็นบุตรสาว
บุญธรรม เรื่องของบุตรสาวบุญธรรม กระหม่อม
ย่อมรู้ดีพ่ะย่ะค่ะ”
หากเป็นผู้อื่นพรวดพราดออกมาพูดแทรกในเวลา
นี้ ฮ่องเต้ย่อมไม่พอใจ
ทว่าคนผู้นี้คือลู่เจียเสวีย ในมือกุมกำลังทหาร
หลักที่ชายแดน เป็นดุจแกนกระดูกที่สำคัญของ
ราชสำนัก กระทั่งตัวเขาเองยังต้องให้ความเคารพ
ลู่เจียเสวียหลายส่วน
“คำกล่าวของลู่อ้ายชิง เจิ้นย่อมไม่สงสัย” ฮ่องเต้
ยกจอกสุราขึ้น ครั้นมองอี๋หนิงที่กำลังก้มศีรษะต่ำ
รูปโฉมงดงาม เขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “เช่นนั้นก็
น่าเสียดายจริงๆ…”
ฮองเฮานั่งอยู่ทางด้านหลังฮ่องเต้ เหงื่อเย็นผุด
เต็มหลัง ความหมายของคำว่าน่าเสียดายนี้ให้
ความรู้สึกตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวด การจับคู่ยวน
ยางผิดพลาดครานี้เกือบก่อเกิดเป็นเรื่องร้าย หาก
ไม่ใช่เพราะลู่เจียเสวียแทรกมือเข้ามาก็น่ากลัวว่า
คงไม่จบง่ายๆ
หลังจากนั้น แม้งานเลี้ยงจะดำเนินต่อไปอย่างไร
อาหารจะเลิศรสเพียงใดก็ล้วนไร้รสชาติ
รอจนงานเลี้ยงเสร็จสิ้น เว่ยหลิงยังไม่ทันเปลี่ยน
ชุดก็ขึ้นรถม้ากลับจวนอิงกั๋วกงทันที เขาเข้าไปยัง
ห้องด้านในเพื่อหารือกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย อี๋หนิงนั่ง
อยู่บนตั่งอุ่นข้างหน้าต่างในห้องด้านข้าง เปิด
กล่องหกช่องหยิบผลพุทราน้ำผึ้งออกมากินสอง
สามเม็ด นางได้ยินเสียงสนทนาจากห้องด้านใน
แว่วเบา
ที่ห้องด้านใน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเอนตัวลงบนหมอน
อิง ในมือถือสร้อยลูกประคำไม้จันทน์เก่าแก่
อย่างไรก็ถือว่าเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์มา
อย่างโชกโชนแล้ว ยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจึงสงบนิ่ง
อย่างยากจะเป็น “ข้าว่าจำเป็นต้องรีบหาคู่ครอง
ให้อี๋หนิง เจ้าก็รู้ว่าฮ่องเต้ทรงเป็นคนดื้อรั้น
เพียงใด พระองค์ทรงอดทนต่ออดีตองค์ชายใหญ่
มานานหลายปีก่อนจะลงมือแย่งชิงบัลลังก์ ปีนั้น
พระองค์ทรงธนูได้ไม่ดี อดีตฮ่องเต้ไม่พอพระทัย
พระองค์จึงฝึกฝนอย่างหนักอยู่นานจนสามารถ
เอาชนะในงานล่าสัตว์ได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่ไม่
ยอมหยุดยั้งจนกว่าจะบรรลุถึงเปั้าหมาย” เว่ย
หลิงกล่าวเสียงเคร่ง “จะอย่างไรข้าก็กล่าวถึง
เรื่องที่อี๋หนิงได้หมั้นหมายตั้งแต่วัยเยาว์ออก
มาแล้ว ยามนี้จึงควรตกลงเรื่องงานหมั้นหมาย
ของอี๋หนิงให้เรียบร้อย หรืออาจถึงขั้นต้องให้
แต่งงาน…เพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายภาค
หน้า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยถอนหายใจ “เจ้าพูดง่ายนัก! เรื่อง
การหมั้นหมายต้องคัดสรรแล้วคัดสรรอีก ทั้งยัง
ต้องตรวจดวงชะตา ส่งเทียบหนังสือ หากหมั้น
หมายอย่างรีบร้อนแล้วฝั่ายชายไม่ดี เจ้าจะรู้ได้
อย่างไร”
“ยามนี้ไร้หนทางอื่นแล้ว” เว่ยหลิงนั่งบนเก้าอี้
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องสนเรื่องหมั้นหมาย ข้าจะหา
บุรุษมาสักคนแสร้งทำเป็นว่าหมั้นหมายกับอี๋หนิง
ให้อี๋หนิงอาศัยอยู่ในจวนอิงกั๋วกงดังเดิม ต่อไป
จวนอิงกั๋วกงจะเลี้ยงดูนางตลอดชีวิตเอง มี
น้องชายของนางอยู่ ต่อไปเรื่องภายในจวนอิงกั๋ว
กงจะเป็นอย่างไรก็ให้นางเป็นเจ้านายคอยดูแล”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรู้สึกว่าบุตรชายปั่วยวิกฤตจนหา
หมอส่งเดชแล้ว “คำกล่าวนี้ของเจ้านี่ช่าง!”