พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 121
“ไม่ต้องรีบร้อนถึงขั้นนั้น” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไม่เห็น
ด้วยกับวิธีการของบุตรชาย นางยังรู้สึกว่าเรื่อง
การหมั้นหมายเป็นเรื่องของบิดามารดาและแม่
สื่อแม่ชัก แม้จะมีเรื่องงานเลี้ยงในวังหลวงมาบีบ
คั้นให้อี๋หนิงต้องตัดสินใจก็ตาม ทว่าทุกอย่าง
ยังคงต้องกระทำอย่างระมัดระวัง นางเกลี้ยกล่อม
บุตรชาย “เจ้าอย่าวู่วามไป ข้าจะไปพบฮูหยินผู้
เฒ่าฟูั่และนางหยวนปั้าของเจ้าเพื่อหารือกัน ดูสิ
ว่ามีชายหนุ่มที่มีอายุเหมาะสมบ้างหรือไม่ หากมี
ก็ให้เชิญแม่สื่อไปเจรจา อย่างไรอี๋หนิงก็เป็นสตรี
เรื่องงานแต่งต้องรอบคอบ นางอายุสิบสี่แล้ว เดิม
ทีก็ถึงวัยหารือเรื่องหมั้นหมายแล้ว มิสู้อาศัย
โอกาสนี้ตกลงเรื่องงานแต่งของนางให้เรียบร้อย”
เว่ยหลิงจิบชา สีหน้าเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพูดได้มีเหตุผล เขาไม่ใส่ใจ แต่อี๋ห
นิงจะไม่ใส่ใจหรือ คนด้านนอกจะกล่าวอย่างไร
จะทำให้นางได้รับความอยุติธรรมไม่ได้
สำหรับเรื่องการหมั้นหมายก่อนหน้านี้ หากพวก
เขาไม่พูดแล้วผู้ใดจะรู้ว่ามีการหมั้นหมายแล้ว
หรือไม่ ถึงยามนั้นค่อยตกลงหารือกับอีกฝั่ายให้
เรียบร้อย กล่าวให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันก็พอ
ฮ่องเต้คงไม่ไต่ถามให้ละเอียด
“กลัวก็แต่หาคนได้ยากเท่านั้น” เว่ยหลิงกล่าว
พลางทอดถอนใจ “พวกเราเป็นตระกูลสูงศักดิ์
สินเจ้าสาวของอี๋หนิงย่อมยิ่งใหญ่อลังการ ต่อให้
กาลข้างหน้าลูกเขยของข้าจะไร้ตำแหน่งขุนนาง…
ข้าก็ยินดีช่วยเขาวางแผนปูลู่ทาง แต่การที่พวก
เขายินยอมตกลงย่อมหมายถึงต้องมาแบกรับโทษ
หลอกลวงเบื้องสูงไปกับเรา จะมีสักกี่คนที่กล้าทำ
เกรงว่าตระกูลขุนนางดีๆ คงไม่กล้ารนหาเรื่อง”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ดูเหม่อลอยเล็กน้อย รับ
บุตรสาวกลับมาปีหนึ่ง ยังไม่ทันได้โอบอุ้มไว้ในมือ
อุ่นให้ร้อนก็ต้องกล่าวถึงเรื่องแต่งงานแล้ว เขายัง
อาลัยอาวรณ์นางมากจริงๆ
“ทางที่ดีให้คนผู้นั้นพำนักอยู่ละแวกนี้ ให้อี๋หนิง
สามารถกลับมาเยี่ยมที่จวนได้บ่อยครั้ง” เขาลังเล
“นางยังเล็ก ข้าเกรงว่านางจะแต่งให้กับตระกูล
สามีไม่ดี รังแต่จะกลั่นแกล้งนาง…”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยตระหนักดีว่าบุตรชายยังอาลัย
อาวรณ์ ในเมื่ออี๋หนิงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว
นางมองกระถางธูปหอมสามขารูปกิเลนที่กำลัง
เผาไหม้ด้านใน กลิ่นหอมของไม้จันทน์ทำให้จิตใจ
ของผู้คนสงบ
นางกล่าวต่อ “มีที่เหมาะสมอยู่สองสามคน
บุตรชายสายตรงคนที่สี่ของตระกูลฉางกั๋วกงที่
ตรอกจิ่วเซียงข้างเคียง ฉางกั๋วกงกับฮูหยินมี
อุปนิสัยดี เพียงแต่ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่
แน่นแฟั้นนัก นานมาแล้วเพราะผืนนาของพวก
เรากับจวนฉางกั๋วกงติดกัน พ่อของเจ้ากับท่านผู้
เฒ่าฉางกั๋วกงจึงเกิดความขัดแย้ง ยังมีคุณชาย
รองตระกูลเฮ่อที่อยู่ตรอกเดียวกัน ข้าจำได้ว่า
คุณชายรองเฮ่อเพิ่งสอบได้จวี่เหริน นับว่ามี
ความก้าวหน้า เขาโตกว่าอี๋หนิงสองปี ฮูหยินผู้
เฒ่าเฮ่อกับข้ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดย
ตลอด แต่ไรมานางเองก็ชื่นชอบอี๋หนิง ต้องตอบ
ตกลงแน่นอน”
เว่ยหลิงรู้สึกว่า สำหรับอี๋หนิง สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้
นางต้องได้รับความอยุติธรรมอยู่บ้าง คนแรกเป็น
เพียงคุณชายสายตรงลำดับที่สี่ ต่อให้ตระกูลจะมี
ทรัพย์สมบัติ แต่กว่าจะถึงมือเขาก็คงไม่หลงเหลือ
อะไรแล้ว ที่สำคัญจวนฉางกั๋วกงยังมีถึงห้า
ครอบครัว เรื่องคนสับสนวุ่นวาย หากกล่าวถึง
ตระกูลเฮ่อ ในเมืองหลวงตระกูลเฮ่อถือว่าเป็น
เพียงตระกูลธรรมดาเท่านั้น คุณชายรองเฮ่อผ่าน
การคัดเลือกเป็นจวี่เหริน แต่เว่ยหลิงยังไม่รู้สึกเข้า
ตาจวี่เหรินที่สามารถพบเห็นได้ดาษดื่นทั่วไป
เว่ยหลิงกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
รำพันออกมาตรงๆ “เวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวก็หา
คนเหมาะสมได้เพียงสองสามคนเท่านั้น! หากจะ
ว่าไปคุณชายรองเฮ่อไม่ดีอย่างไร อ่อนน้อมถ่อม
ตน เขาต้องปฏิบัติต่ออี๋หนิงอย่างดีเป็นแน่ เจ้า
อย่าเอ็ดไป ยามนี้มีแม่สื่อไปกล่าวเรื่องหมั้นหมาย
กับคุณชายรองเฮ่อหลายคน แต่เขาล้วนไม่ตกลง
ด้วยสถานะของตระกูลเรา ถ้าตระกูลเฮ่อตบแต่ง
อี๋หนิงเข้าไป พวกเขาย่อมยกย่องนางแน่นอน”
เว่ยหลิงทอดถอนใจ “ให้ข้ากลับไปใคร่ครวญก่อน
เถิด! พรุ่งนี้ท่านเองก็ลองไปหารือกับฮูหยินผู้เฒ่า
ฟูั่และท่านปั้าดู”
กล่าวจบก็ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าแล้วเดินออกประตูไป
เขาเพิ่งเดินออกมาก็พบอี๋หนิงที่กำลังพิงโต๊ะเล็ก
กินผลพุทรา เม็ดพุทราวางกองอยู่บนจาน นาง
มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีเหม่อลอย ครั้น
เห็นเว่ยหลิงก็ลุกขึ้นคารวะเขา “ท่านพ่อ อี๋หนิง
อยากพูดสักสองสามประโยคเจ้าค่ะ”
สำหรับนาง นี่ถือเป็นหายนะ สตรีเช่นนาง
สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องบนแล้วนับเป็นเพียงหมากใน
มือตัวหนึ่ง เป็นเพียงมดในสายตาพวกเขาเท่านั้น
จะจัดวางอย่างไรก็ได้
นางอยากตัดสินใจเรื่องงานหมั้นหมายของตน
หากต้องแต่งงาน นางก็อยากเลือกตระกูลที่ขาว
สะอาดเรียบง่าย ต่อให้ไม่ใช่ตระกูลร่ำรวยคับฟั้า
แล้วจะอย่างไรเล่า เบื้องหลังนางคือจวนอิงกั๋วกง
ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนาง เดิมนางก็ไร้ความคาดหวัง
ใดๆ ต่อว่าที่สามี นางจะแต่งงานกับคนประเภท
ใดน่ะหรือ นางเพียงหวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น
ปลอดภัย ความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ภายในห้องหนังสือ เมื่อเว่ยหลิงได้ยินก็นิ่งเงียบ
เขาลูบศีรษะนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“พ่อใช้ไม่ได้”
“ผู้ใดบอกว่าท่านใช้ไม่ได้กัน ข้าเป็นคนแรกที่ไม่
เห็นด้วย!” อี๋หนิงกล่าวอย่างหนักแน่น ทั้งยังดึง
มือของเขาไว้พลางสัพยอก “ข้าได้ยินท่านคุยกับ
ท่านย่าแล้ว วางแผนหาว่าที่ลูกเขยแต่งเข้า
ตระกูลให้ข้าหรือเจ้าคะ”
เว่ยหลิงยิ้มขื่น ปล่อยให้บุตรสาวดึงตามอำเภอใจ
“ถึงพ่อจะพูดเช่นนั้น แต่บุรุษโดดเด่นที่ยอมแต่ง
เข้าตระกูลมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น”
ที่มีความสามารถและทะนงตนย่อมไม่ยอมแต่ง
เข้าตระกูลของฝั่ายหญิง
อี๋หนิงรู้ดีว่าบุรุษที่แต่งเข้าตระกูลฝั่ายหญิงล้วน
เป็นคนไม่ได้เรื่องทั้งสิ้น ชาติภพก่อนในตระกูล
ของท่านอาสี่ของนางมีบุตรสาวเพียงสามคน อา
สะใภ้สี่ไม่มีบุตรชายสักที ต่อมาเมื่อสิ้นหนทางจึง
ให้บุตรสาวคนโตแต่งสามีเข้าบ้าน ลูกเขยคนนี้มี
อุปนิสัยไหลไปตามน้ำ ยามแขกมาเยือนที่จวนก็
สนทนาได้ไม่กี่คำ ทุกเรื่องล้วนขึ้นอยู่พ่อตา ยาม
ญาติผู้พี่ของนางตั้งครรภ์ก็ยังต้องช่วยดูแล
ครอบครัว
อี๋หนิงมองอาทิตย์อัสดงสีส้มแดงที่คล้อยต่ำอยู่
นอกหน้าต่าง ไม่มีกะจิตกะใจหยอกเย้าอีก นาง
ไม่ได้รีบร้อนถึงเพียงนั้น คนเคยตายมาแล้วครั้ง
หนึ่งยังจะกลัวอะไรอีก เรือเมื่อถึงฝังย่อมตั้งลำ
ตรง นางเพียงกลัวว่าเรื่องจะโยงไปถึงจวนอิงกั๋ว
กงและเว่ยหลิงเท่านั้น
แสงตะเกียงในพระตำหนักเฉียนชิงสว่างไสว
ฮ่องเต้เรียกลู่เจียเสวียเข้าพบ
“…ชนเผ่าหว่าล่าสมคบคิดกับคนในราชสำนัก นี่
เป็นเรื่องที่เจิ้นไม่อาจอดกลั้นได้มากที่สุด” ฮ่องเต้
ลุกขึ้นหลังโต๊ะยาว กล่าวเสียงต่ำ “ลู่อ้ายชิง เรื่อง
นี้มีเพียงมอบให้ท่านจัดการ เจิ้นถึงจะวางใจ ฎีกา
ของเว่ยหลิงเกิดปัญหาที่ต้าถง ดังนั้นในต้าถงต้อง
มีไส้ศึกเป็นแน่ เจิ้นจะแต่งตั้งท่านเป็นผู้สำเร็จ
ราชการเซวียนต้าไปตรวจตราที่ต้าถง ท่านมี
ความคิดเห็นอย่างไร”
“ด้วยภาระหน้าที่ กระหม่อมไม่อาจปฏิเสธพ่ะย่ะ
ค่ะ” ลู่เจียเสวียคุกเข่าลงตอบรับ ผู้สำเร็จราชการ
เซวียนต้ารับผิดชอบดูแลภารกิจทางทหารและ
เสบียงในเซวียนต้าและซานซี มีอำนาจมหาศาล
คนธรรมดาไม่อาจแบกรับไหว แม้แต่การมอบให้
เขา ฮ่องเต้ก็ยังต้องชั่งใจครั้งแล้วครั้งเล่า
ฮ่องเต้เรียกขันทีอาลักษณ์มาร่างฎีกา ส่วนตัวเอง
กลับหยิบพู่กันมาวาดภาพภายใต้แสงเทียน ก่อน
จะถามขึ้นอย่างกะทันหัน “เรื่องอี๋หนิงบุตรสาว
ของอิงกั๋วกง เหตุใดเมื่อก่อนเจิ้นจึงไม่เคยได้ยิน
มาก่อน”
“เดิมถูกเลี้ยงไว้ด้านนอก เพิ่งตามตัวกลับมาได้ไม่
นานพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เจียเสวียตอบ
ครั้นฮ่องเต้ได้สดับก็นิ่งเงียบ ก่อนโบกมือให้เขา
ถอยออกไป
ลู่เจียเสวียออกมาจากพระตำหนักเฉียนชิง ฟั้า
ด้านนอกมืดแล้ว แสงดาราระยิบระยับ คนในวัง
เอาไม้ไผ่ไล่จุดไฟโคมบงกชทีละดวง แสงเทียน
จากเชิงโคมบงกชส่องสว่างตามขั้นบันไดอันเย็น
เยียบ พลิ้วไหวดุจสายน้ำในราตรีอันมืดมิด บ่าว
รับใช้สวมเสื้อคลุมหนังกระรอกให้เขา กระซิบ
เสียงต่ำ “ท่านโหว งานเลี้ยงวันนี้ เหตุใดท่านจึง
ช่วยพูดแทนนายท่านอิงกั๋วกง…”
“ไม่ใช่เพียงช่วยเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วย
ฮองเฮาด้วย เป็นการตอบแทนบุญคุณของนาง”
ลู่เจียเสวียก้าวลงบันได กล่าวเสียงเรียบ “ฮ่องเต้
เริ่มหลงมัวเมาในกามารมณ์แล้ว ขณะที่ยังเป็น
องค์ชายยังรู้จักอดกลั้นอดทน แต่บัดนี้ไม่ดีเช่นแต่
ก่อนแล้ว”
กล่าวจบก็เดินตรงไปด้านหน้า ระหว่างทางเขาได้
พบคนผู้หนึ่ง
ลู่เจียเสวียหยุดฝีเท้า คนผู้นั้นเองก็หยุดนิ่ง ฝีเท้า
ชะงัก ประสานมือคารวะเขา “ได้พบใต้เท้าผู้
บัญชาการโดยบังเอิญนับเป็นวาสนาของข้าน้อย
หลัวแล้ว”
ลู่เจียเสวียมองชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งยืนอยู่ใต้
ฐานเชิงเทียนรูปบงกช เขาสวมชุดขุนนาง มีผู้ใต้
บัญชาติดตามสองคน แน่นอนว่าเขาย่อมจำ
หลัวเซิ่นหย่วนผู้โดดเด่นเบื้องหน้าพระพักตร์
ฮ่องเต้ในระยะนี้ได้ แม้หลัวเซิ่นหย่วนจะเป็นขุน
นางของศาลต้าหลี่ แต่ก็ช่วยเสนอแนวทางแก้ไข
ปัญหาอุทกภัยในเมืองเจ้อเจียง ช่วยชีวิตราษฎร
ไว้ได้หลายหมื่นคน สวีเว่ยกำลังคิดผลักดันเขาขึ้น
เป็นรองเสนาบดีกรมโยธา
“เป็นใต้เท้าหลัวนี่เอง เข้าวังยามวิกาลเพราะเรื่อง
อุทกภัยหรือ” อีกฝั่ายใช้เวลาเพียงหนึ่งปีก็
ก้าวหน้าถึงขั้นนี้ คนผู้นี้ไม่ธรรมดา ลู่เจียเสวียจึง
ยินดีมอบรอยยิ้มให้เขา
ลู่เจียเสวียยังล่วงรู้เรื่องราวบางอย่างของหลัวเซิ่น
หย่วน ขณะที่ไขคดีในศาลต้าหลี่ เขามีวิธีการ
พิสดารร้อยพันในการสอบสวนนักโทษ อำมหิต
เหี้ยมโหดถึงขีดสุด คนผู้นี้มีความรู้ความสามารถ
กว้างขวาง แต่หากจะกล่าวไปเขาก็เป็นคนที่มี
จิตใจเหี้ยมโหดโดยแท้จริง แต่ถ้าอยากจะอยู่ใน
ราชสำนัก อยากจะไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูง มีสอง
สิ่งที่สำคัญ หนึ่งคือความฉลาด สองคือความ
อำมหิต
ทั้งสองสิ่งนี้ หลัวเซิ่นหย่วนล้วนโดดเด่น
หากเขาไม่ใช่ลูกศิษย์ของสวีเว่ย ลู่เจียเสวียคงชื่น
ชมเขาไม่น้อย
“ฮ่องเต้มีรับสั่งเรียกตัวลับๆ ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบ
แน่ชัด แต่ได้ยินว่าใต้เท้าผู้บัญชาการก็ถูกเรียกตัว
เข้าวังเช่นเดียวกัน” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “ใต้เท้า
ผู้บัญชาการคงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จ
ราชการเซวียนต้าแล้วใช่หรือไม่ ข้าน้อยต้องขอ
แสดงความยินดีด้วย”
คนผู้นี้หูตาเฉียบแหลมนัก ลู่เจียเสวียตอบเพียง
“ใต้เท้าหลัวยังต้องไปพบฝั่าบาทใช่หรือไม่”
“รบกวนใต้เท้าผู้บัญชาการแล้ว เช่นนั้นข้าน้อย
ขอตัวก่อน” อาจเป็นเพราะสังเกตเห็นถึงเค้าลาง
ไม่สบอารมณ์ของลู่เจียเสวีย หลัวเซิ่นหย่วนจึงไม่
พูดอะไรอีก คลี่ยิ้มบางก่อนประสานมือแล้วจาก
ไป
ผู้ใต้บัญชาที่ติดตามลู่เจียเสวียประหลาดใจอย่าง
ยิ่ง “ท่านโหว เหตุใดหลัวเซิ่นหย่วนผู้นี้จึงกล้า
สนทนากับท่านกลางทางเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักฟั้าสูง
แผ่นดินต่ำ”
“เขาเพียงอยากรู้ว่าฮ่องเต้ตรัสสิ่งใดกับข้า” หาก
กล่าวถึงจิตใจแยบยล ในปีนั้นลู่เจียเสวียนับว่า
จิตใจโหดเหี้ยมเช่นเดียวกัน แต่เพราะหลายปีมา
นี้อำนาจบารมีแข็งแกร่ง มีอำนาจเด็ดขาดที่
สามารถกดข่มทุกสิ่งได้ เขาจึงไม่ต้องเล่นเล่ห์วาง
อุบายอะไรอีก ลู่เจียเสวียยิ้มเย็น “เขาใจกล้า
จริงๆ”
ลู่เจียเสวียรู้สึกสนใจอยากเฝั้าดูคนเหล่านี้
เพียงแต่ยามนี้เขายังไม่วางหลัวเซิ่นหย่วนไว้ใน
สายตา เขาคลุมเสื้อคลุม เดินฝั่าลมหนาวยาม
ราตรีมุ่งตรงไปด้านหน้า
ทางด้านหน้าไม่มีโคมบงกชแล้ว คนในวังส่อง
ตะเกียงไฟให้เขา ส่งผู้บัญชาการลู่ขึ้นเกี้ยวที่จอด
อยู่ข้างทางเดิน
ในห้องอุ่นฝังบูรพาของพระตำหนักคุนหนิง เซี่ยอ
วิ้นวางถาดชาดอกไม้ที่เพิ่งเก็บลงบนโต๊ะไม้จินซือ
หนานพลางกล่าวปลอบประโลม “อย่าทรงคิด
มากเลยเพคะ ข้างพระวรกายฝั่าบาทมีนางกำนัล
ที่ได้รับความโปรดปรานอยู่มาก แต่ก็มิใช่ว่าล้วน
ถูกพระองค์กำจัดไปทีละคนแล้วหรือเพคะ ฝั่า
บาททรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ไม่กี่วันก็
ทรงลืมเรื่องนี้แล้ว”
ฮองเฮาเอนกายพักผ่อนบนเก้าอี้เอน ทอดถอนใจ
ก่อนกล่าว “กลัวก็แต่ฝั่าบาทจะไม่ทรงลืม” แต่
อย่างน้อยคำกล่าวของเซี่ยอวิ้นก็ช่วยผ่อนคลาย
ความกังวลของนางไปได้บ้าง นางนั่งตัวตรง พูด
ต่อไป “คำบอกปัดของอิงกั๋วกง เพียงข้าได้ยินก็รู้
ว่าเขาคิดปฏิเสธ ช่างใจกล้านัก หากไม่ระวังก็อาจ
ต้องโทษหลอกลวงเบื้องสูง เคราะห์ดีที่เขามีคุณ
งามความดีอยู่กับตัว ฝั่าบาทจึงไม่ทรงถือสาหา
ความเขา”
“น่าสงสารก็แต่สาวน้อยนางนั้น ครานี้ถึงจะไม่
อยากออกเรือนก็จำต้องออกแล้ว เวลากระชั้น
เช่นนี้คงหาคู่ครองได้ไม่ดีเท่าไร” ฮองเฮาทอด
ถอนใจ พญาปีศาจต่อสู้กัน แต่ปีศาจน้อยต้องมา
รับเคราะห์แทนแล้ว
เซี่ยอวิ้นนั่งลงข้างฮองเฮา “เกิดเรื่องเช่นนี้
ตระกูลดีๆ คงพากันหลบหนีไปให้ไกล…นางทำได้
เพียงแต่งงานกับลูกหลานของตระกูลขุนนาง
ธรรมดาแล้ว”
เลือกเฟั้นชายหนุ่มที่เพิ่งสอบผ่านจวี่เหรินซิ่วไฉ่มา
แต่งด้วยสักคน ต่อไปหากผ่านการคัดเลือกก็จะได้
เป็นจิ้นซื่อและได้รับราชการ อันที่จริงก็ถือว่าไม่
เลว
เซี่ยอวิ้นรับขี้ผึ้งกุหลาบจากนางกำนัลมาทาให้ที่
มือฮองเฮาพลางกล่าว “มิสู้พระองค์นำพระทัยไป
ดูแลการเรียนขององค์ชายสามดีกว่ามาทรงกังวล
เรื่องอภิเษกสมรส หม่อมฉันได้ยินท่านปูั่กล่าวว่า
หลายวันก่อนองค์ชายใหญ่ทรงได้รับคำชื่นชมจาก
ท่านมหาบัณฑิตที่มาสอนหนังสือ หากองค์ชาย
สามเอาแต่ทรงลุ่มหลงในงานไม้ ฝั่าบาทต้องไม่
พอพระทัยแน่เพคะ”
“ข้าจะเกลี้ยกล่อมเขาได้อย่างไร!” ฮองเฮาโคลง
ศีรษะ ทันใดนั้นก็ดึงมือเซี่ยอวิ้นไว้ นางนิ่งเงียบไป
ชั่วครู่ ก่อนถามด้วยรอยยิ้ม “อวิ้นเอ๋อร์ ปั้ามอง
เจ้าเติบใหญ่ เอ็นดูเจ้าเหมือนลูกแท้ๆ ทว่าเจ้า
กลับดื้อรั้นยิ่งนัก ร่ายเรียงนามคุณชายตั้งมาก แต่
เจ้ากลับไม่ถูกใจสักคน เจ้าต้องตาคนใดไว้หรือ
เจ้าบอกปั้ามา ปั้าจะจัดการให้เจ้าเอง”
เซี่ยอวิ้นถูกฮองเฮาซักถามจนหน้าแดงก่ำ
“อย่าได้ทรงออกหน้าแทนหม่อมฉันเชียวนะเพคะ
หม่อมฉันจะไปสอบถามเขาด้วยตนเอง! เขาเป็น
คนที่แปลกพิลึกที่สุด หากพระองค์ทรงเข้ามา
แทรกแซง ไม่แน่ว่าอาจทำให้เขาเกิดความรู้สึก
ต่อต้าน…”
ฮองเฮายิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น นางใช้สารพัด
วิธีกว่าจะเค้นนามออกมาจากเซี่ยอวิ้นได้
หลังจากได้ยินก็ผงกศีรษะ “เจ้าต้องตาเขารึ!
สายตาของอวิ้นเอ๋อร์ของพวกเราเฉียบแหลมที่สุด
ยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่เขาอายุยังน้อยก็ได้รับ
ตำแหน่งซ่าวชิงแห่งศาลต้าหลี่แล้ว ข้ามีเรื่องจะ
บอกเจ้าเรื่องหนึ่ง ฮ่องเต้ทรงเตรียมร่างราช
โองการแต่งตั้งเขาเป็นรองเสนาบดีกรมโยธา…”
ครั้นเซี่ยอวิ้นได้ยินก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย ความ
ประหลาดใจแกมยินดีแผ่ซ่านออกมา “พระองค์
ตรัสจริงหรือเพคะ เขาเพิ่งรับตำแหน่งขุนนางได้
ไม่กี่ปี ประสบการณ์ยังไม่เพียงพอ”
“ข้าได้ยินฝั่าบาทตรัสว่าเขามีความดีความชอบ
เรื่องการแก้ปัญหาอุทกภัย ประจวบเหมาะกับ
ตำแหน่งรองเสนาบดีกรมโยธาว่างลงพอดี ทั้งยังมี
แรงสนับสนุนจากสวีเก๋อเหล่า คัดสรรไปคัดสรร
มาก็ยังไม่เจอที่เหมาะสมจึงได้ผลักดันเขาขึ้นเป็น
รองเสนาบดีกรมโยธาเสียเลย” ฮองเฮาประคอง
มือของเซี่ยอวิ้นพลางยิ้มออกมา “ดูเจ้าดีใจเข้าสิ
เป็นเขาที่ได้เลื่อนขั้น มิใช่เจ้าสักหน่อย…”
เซี่ยอวิ้นถูกปั้าของตนสัพยอกจนเริ่มกระดากอาย
นางกัดริมฝีปากไม่ยอมเอ่ยวาจา ความรู้สึก
ชมชอบยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ท่านปั้าเขยิบเข้ามา
กระซิบข้างหูนางอีกครั้ง “ข้าได้ยินว่าวันนี้ฝั่าบาท
มีรับสั่งเรียกเขาเข้าวัง”
เซี่ยอวิ้นยิ่งหน้าแดงเรื่อ “พระองค์จะทรงตรัสไป
ไย มิใช่ว่าหม่อมฉันจะไปพบเขาประเดี๋ยวนี้สัก
หน่อย!”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่เซี่ยอวิ้นยังให้นางกำนัลถือ
โคมไฟพานางไปเดินรอบๆ พระตำหนักเฉียนชิง
หลัวเซิ่นหย่วนเดินออกมาก็เห็นเซี่ยอวิ้น
เพียงหลัวเซิ่นหย่วนมองปราดเดียวก็รู้ว่านางตั้งใจ
มารอเขาที่นี่ เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็น เดินไปตาม
ทางเดินหลัก มุ่งหน้าออกไปด้านนอก
เซี่ยอวิ้นจึงก้าวเข้าไปหลายก้าว นางกัดริมฝีปาก
ก่อนคลี่ยิ้มออกมา “คาดไม่ถึงว่าจะได้พบใต้เท้า
หลัวที่นี่!”
หลัวเซิ่นหย่วนหันกลับมามอง เดิมเขายังชื่นชมใน
ความสามารถของเซี่ยอวิ้นหลายส่วน เพียงแต่
สำหรับเขาแล้ว คุณค่าของการใช้งานอยู่เหนือ
ความสามารถและรูปโฉม ในเมื่อเขาไม่มีแผนการ
ใช้นาง ทั้งยังจะก่อให้เกิดความยุ่งยาก เขาจึง
เพิกเฉยต่อเซี่ยอวิ้นมาโดยตลอด “คุณหนูรองเซี่ย
ฟั้ามืดแล้ว แม้จะอยู่ในวังหลวง ทว่าการออกมา
เดินเล่นยามวิกาลถือว่าไม่เหมาะสมนัก ที่สำคัญ
หากข้าน้อยหลัวยังไม่ไปอีก ประตูวังก็จะปิด
แล้ว”
เซี่ยอวิ้นรู้ว่าเขาเย็นชามาโดยตลอด มิใช่ว่านางไม่
ใส่ใจ นางเองก็มีความหยิ่งทะนง ผู้อื่นเอาแต่คอย
ไล่ตามคอยโอบอุ้มนาง มีเพียงหลัวเซิ่นหย่วนที่
ปฏิบัติต่อนางอย่างไม่แยแส
น้ำเสียงนางพลันต่ำลง “ใต้เท้าหลัว ข้าไม่เข้าตา
ท่านถึงเพียงนั้นเลยหรือ”
“คุณหนูรองเซี่ยเข้าใจผิดแล้ว ความสามารถของ
คุณหนูรองเซี่ยเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง รูป
โฉมก็โดดเด่น จะเข้าตาหรือไม่เข้าตาก็คงไม่ขาด
แคลนข้าน้อยหลัวผู้นี้หรอกกระมัง” หลัวเซิ่นหย่
วนไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับนางอีก เขามุ่งหน้าเดิน
ออกไปด้านนอก
เซี่ยอวิ้นมองแผ่นหลังสูงสง่าของเขา พลันโพล่ง
ออกมา “งานเลี้ยงในวังหลวงวันนี้ ฮองเฮาทรง
อยากขอสมรสพระราชทานให้น้องสาวท่านกับ
องค์ชายสาม แต่ฝั่าบาทกลับมีพระดำริจะแต่งตั้ง
นางเป็นท่านหญิง”
ทันทีที่กล่าวประโยคนี้ออกมา ในที่สุดนางก็เห็น
ฝีเท้าของหลัวเซิ่นหย่วนชะงัก เซี่ยอวิ้นเห็นดังนั้น
จึงพูดต่อ “ในเวลานั้นท่านอิงกั๋วกงเอ่ยว่าน้องสาว
ของท่านได้ทำการหมั้นหมายตั้งแต่วัยเยาว์แล้วจึง
หลีกพ้นมาได้ ข้าว่ายามนี้งานแต่งของน้องสาว
ท่านคงเป็นเรื่องยากลำบากมาก ท่านมีหนทาง
ช่วยนางหรือไม่…แต่ไรมาข้าไม่เคยสนใจเรื่อง
เหล่านี้ แต่เพื่อท่าน ข้าจึงได้สนใจนางอยู่บ้าง”
เนิ่นนานที่หลัวเซิ่นหย่วนไม่เอื้อนเอ่ยอะไร
ใบหน้าไร้อารมณ์
ทว่ามือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อกลับกำแน่นขึ้นช้าๆ
จากนั้นเขาก็กล่าวขอบคุณออกมาด้วยเสียงต่ำ
เบา ก่อนจะสวมเสื้อคลุมกันลมแล้วมุ่งหน้า
ออกไปด้านนอก
เซี่ยอวิ้นสัมผัสได้ว่าท่าทางของเขาดูแข็งกร้าวขึ้น
เล็กน้อย แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะสาเหตุใด
เมื่อเห็นเขาจากไปแล้ว นางจึงค่อยๆ ตื่นจาก
ภวังค์ เซี่ยอวิ้นเดินกลับไปยังพระตำหนักคุนหนิง
ในที่สุดก็ได้ยินเขาเอ่ยคำว่าขอบคุณออกมาคำ
หนึ่ง หัวใจนางรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย