พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 124
อี๋หนิงมองหน้าเว่ยหลิงอย่างตกใจ เนิ่นนานก็ยัง
ไม่ตื่นจากภวังค์
ถ้วยชาในมือเอียงโดยไม่รู้ตัว น้ำชารินไหลออกมา
นางรีบวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยถาม “ท่าน กล่าวว่า
อะไรนะเจ้าคะ”
“เมื่อครู่ข้าถามเฉิงหลางแล้ว เขายินดีแต่งกับ
เจ้า” เว่ยหลิงยิ้มพลางกล่าว “เจ้าคิดว่าเขาเป็น
อย่างไร ข้ารู้ว่ามีหญิงสาวมากมายชมชอบเขา
หากเจ้ายินดีแต่งกับญาติผู้พี่เฉิงหลางของเจ้า
พวกเราสองตระกูลก็จะเริ่มหารือวางแผนเรื่อง
งานแต่ง ต้องให้ตระกูลเฉิงตระเตรียมสินสอดไว้
ให้ดี อย่างไรข้าก็รู้จักภูมิหลังของเขาดี หากเจ้า
แต่งกับเฉิงหลางก็ไปมาหาสู่ระหว่างจวนของพวก
เราสะดวก”
อี๋หนิงไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไร
แต่งงานกับเฉิงหลาง สำหรับนางแล้วนี่เป็นเรื่องที่
เหลือเชื่อมาก เฉิงหลางเป็นเด็กที่นางดูเขาเติบโต
ตั้งแต่เล็ก ทว่ายามนี้นางกลับไร้เหตุผลดีๆ จะ
ปฏิเสธ นางรู้สึกสับสนเล็กน้อย นางทำใจสงบนิ่ง
อยู่ชั่วครู่ก่อนกล่าว “ท่านพ่อ อย่าเพิ่งรีบร้อนไป
ข้าอยากคุยกับญาติผู้พี่เฉิงหลางเสียก่อน…เขาอยู่
ที่ใดหรือเจ้าคะ”
“เขารออยู่ด้านนอก” เว่ยหลิงกล่าว สั่งให้บ่าวรับ
ใช้ไปเชิญเฉิงหลางเข้ามา
เฉิงหลางรอเว่ยหลิงอยู่ด้านนอก แสงอาทิตย์ช่าง
สดใส สาดส่องโลกทั้งใบให้ดูสวยงาม เฉิงหลาง
ยืนตระหง่าน มุมปากแฝงรอยยิ้มน้อยๆ
รอจนเมื่อต้องเข้าไปพบนาง เขาจึงจัดเสื้อคลุม
ของตน พอเข้าไปยังห้องด้านข้างก็พบนางกำลัง
จิบชาเอนกายอยู่ตั่งไม้ สายตาเหม่อลอย ไม่รู้ว่า
มองไปที่แห่งใด
“นั่งเถิด” อี๋หนิงชี้ไปยังเก้าอี้กลมที่อยู่ตรงข้าม
ทว่าเฉิงหลางกลับไม่ยอมนั่งลง เขาเดินไปเบื้อง
หน้านางอย่างรวดเร็ว
อี๋หนิงตกใจกับการเคลื่อนไหวของเขา นางเห็น
เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าแล้วกุมมือของนางเอาไว้
อี๋หนิงหมายจะดึงออก ทว่าเขาดื้อรั้น ออกแรงกุม
มือนางไว้มากกว่าครั้งใด ใบหน้าหล่อเหลาแหงน
มองนาง น้ำเสียงจริงจัง “อี๋หนิง ท่านฟังข้าพูด
ก่อน เรื่องนี้ไม่ใช่การตัดสินใจชั่ววูบ”
“ผู้อื่นไม่รู้ แต่ใช่ว่าเจ้าและข้าจะไม่รู้…” อี๋หนิง
มองเขา “เจ้าจะแต่งกับข้าได้อย่างไร”
“ยามนี้ท่านกำลังอยู่ในสถานการณ์คับขัน หาก
ท่านอิงกั๋วกงให้ท่านแต่งงานกับผู้อื่น ท่านจะรู้ไอ
ย่างไรว่าเขาจะดีต่อท่านหรือไม่” เฉิงหลางกล่าว
เพียงคิดว่าต่อไปเขาจะได้อยู่กับนางอย่างถูกต้อง
ตามครรลองคลองธรรม หรือกระทั่งได้ร่วมหอกับ
นางในฐานะสามี ในใจเขาก็เปียมไปด้วยความ
คาดหวัง “ข้ารู้ว่าท่านอิงกั๋วกงเคยพิจารณา
คุณชายรองเฮ่อ เขาผ่านการคัดเลือกเป็นจวี่เหริน
แต่เขามีสัมพันธ์กับสาวใช้ของตน ท่านจะแต่งกับ
คนเช่นนั้นได้อย่างไร ต่อไปเมื่อท่านแต่งงานกับ
ข้า ข้าจะดูแลปกปั้องท่านอย่างดี หากท่านไม่
ยินดี เช่นนั้นก็ไม่ต้องเข้าพิธีร่วมหอก็ได้แล้ว ยาม
นี้ข้าเพียงหวังจะช่วยท่าน นอกจากข้าแล้ว ท่านก็
ไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว” เขาคลี่ยิ้มเล็กน้อย
กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความมั่นใจ “ข้าไม่ดีหรือ
ท่านรู้หรือไม่ว่ามีคนมากมายเท่าไรหมายแต่งงาน
กับข้า”
“เจ้าย่อมดี” อี๋หนิงกล่าว ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนาง
จึงนึกถึงเซี่ยอวิ้น กระทั่งนึกถึงความเย็นชาที่เฉิง
หลางมีต่อเซี่ยอวิ้น
เฉิงหลางอยากจะช่วยนาง ที่สำคัญยังเป็นเช่นที่
เขากล่าว ไม่มีตัวเลือกใดดีไปกว่าเขาแล้ว
“หลังแต่งงานกับข้า ท่านยังสามารถกลับมาอยู่ที่
จวนอิงกั๋วกงได้บ่อยครั้ง ถึงยามนั้นข้าจะกลับมา
พร้อมท่าน” เฉิงหลางเอ่ย “ท่านอย่าได้เข้าใจผิด
ข้ามิได้มีเจตนาอื่น ท่านมีบุญคุณยิ่งใหญ่ต่อข้า
ยามนี้ถึงเวลาที่ข้าต้องตอบแทนบุณคุณของท่าน
แล้ว ใช้งานแต่งของข้านำพาเกียรติยศมาให้ท่าน
ดีหรือไม่”
อี๋หนิงมองดวงตาของเขา สุดท้ายคำปฏิเสธก็ไม่
อาจเล็ดลอดออกมา เขามีหัวใจที่ปรารถนาดี
จริงๆ
“ข้าจะกลับไปให้ท่านปูั่ช่วยเตรียมของหมั้น
หมาย” เขากล่าว “ภายในเวลาครึ่งเดือนก็
สามารถแต่งท่านเข้าตระกูลได้แล้ว”
“อาหลาง เรื่องนี้ยังต้องหารือ” อี๋หนิงคลายมือ
จากเขา “แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขอบคุณที่เจ้า
ยอมช่วยเหลือ”
เฉิงหลางตระหนักดีว่าเขากำลังพูดอะไร แผนการ
เขาชัดเจน ต้องพูดอย่างไรอี๋หนิงจึงยากปฏิเสธ
ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าควรหยุดเพียงเท่านี้ หากกล่าว
ต่อไปมีแต่ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ เขาจึงกล่าว
ลาอี๋หนิง
อี๋หนิงมองเขาที่กำลังยิ้มพูดคุยกับเว่ยหลิงด้าน
นอก เว่ยหลิงตบบ่าเขาเบาๆ
นางมองอยู่นิ่งๆ สักพัก ก่อนให้สาวใช้หยิบ
กระดาษพู่กันมา เตรียมเขียนจดหมายให้พี่สาว
ใหญ่
ภายในจวนตระกูลหลัวตรอกซินเฉียว หลินเหมา
ลากกู้จิ่งหมิงมาคารวะหลินไห่หรู
หลินไห่หรูมองไปยังนกกระเรียนที่อยู่บริเวณลาน
บ้านอย่างไม่สบอารมณ์ เส้นเลือดตรงขมับเต้น
ตุบๆ นางควรจะจับเจ้านี่ตุ๋นกินเสีย มันมีนิสัย
เหมือนหลินเหมาไม่ผิดเพี้ยน เลือกกิน ทั้งยังเสียง
ดังก่อความวุ่นวาย น่าเหลืออดจริงๆ
ครั้นเห็นหลินเหมาลากกู้จิ่งหมิงเข้ามาคารวะ นาง
จึงชักสีหน้าไม่ดีใส่ ก่อนเอ่ยถาม “เหตุใดพวกเจ้า
จึงทำตัวเยี่ยงเด็กทารกที่ร่างติดกัน ทั้งวันเอาแต่
อยู่ด้วยกัน”
หลินเหมาฉีกยิ้มกว้าง “หากไม่ใช่เพราะข้าลาก
เขาออกมา เขาต้องแย่แน่ ท่านแม่ของเขาเอาแต่
บีบคั้นให้เขาหมั้นหมาย”
กู้จิ่งหมิงออกแรงหยิกหลินเหมาครั้งหนึ่งอย่างไม่
เกรงใจ เขาเคารพผู้อาวุโสอย่างยิ่ง เขาประสาน
มือคารวะพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “น่าละอายนัก
มารดากำลังร้อนใจกับเรื่องแต่งงานของข้าจึงได้
เดินทางมาหาข้าที่เมืองหลวงแล้ว”
แต่ไรมาหลินไห่หรูก็ชื่นชอบกู้จิ่งหมิง ครั้นได้ยิน
ว่าเขาต้องหมั้นหมายแล้วจึงกล่าว “เช่นนั้น
มารดาของเจ้าต้องช่วยเจ้าคัดสรรให้ดีจึงจะถูก!”
กู้จิ่งหมิงผงกศีรษะ “หากท่านน้ามีคนที่เหมาะสม
ก็สามารถช่วยข้าพิจารณาได้ ที่ท่านแม่ข้าเลือก
ล้วนเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ ข้าไม่ชอบ แต่
หากให้ข้าเป็นคนเลือก นางก็ไม่พอใจอีก ทำให้ข้า
ปวดหัวยิ่งนัก”
หลินไห่หรูฟังถึงตรงนี้ ดวงตาก็พลันเปล่งประกาย
ทว่าเมื่อตรึกตรองดูแล้วก็ไม่พบคนที่เหมาะสม
นางรู้สึกเสียดายเล็กน้อย จากนั้นหรินไห่หรูก็
เรียกสาวใช้ให้นำของว่างตามฤดูกาลมาให้พวก
เขาสองคนชิม
หลินไห่หรูได้ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นกับกู้จิ่งเหมิงก็คิดถึง
เรื่องการแต่งงานของหลินเหมา นางหันไปถาม
หลินเหมา “ใช่แล้ว คราก่อนแม่ของเจ้าเขียน
จดหมายให้ข้า กล่าวว่าให้ข้าช่วยหาคู่ครองใน
เมืองหลวงให้เจ้า ข้าเห็นว่าตำแหน่งขุนนางของ
เจ้ายังไม่เข้าทีนัก จะไปเฟั้นหาคู่ครองจากที่ใด! มิ
สู้ให้นางหาคู่ครองในหยางโจวให้เจ้าจะดีเสียกว่า
บุตรสาวคนรองของท่านนายอำเภอที่อยู่อำเภอ
ข้างๆ ที่เป็นสหายวัยเยาว์ของเจ้าในหยางโจวผู้
นั้นก็ไม่เลว”
“ท่านอาหญิง เรื่องงานแต่งของข้า ข้าหา
เรียบร้อยแล้ว” หลินเหมาที่กำลังหยอกล้อปั้อน
ของว่างให้หนานเกอร์ซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของแม่
นมเงยหน้าขึ้น “วันนี้ข้าไปเจรจาสู่ขอมาแล้ว”
หลินไห่หรูซึ่งกำลังกินของว่างเกือบสำลัก
สาวใช้เข้ามาลูบหลังรินชาให้นาง เคราะห์ดีที่นาง
สามารถกลืนลงไปได้
จากนั้นนางก็สูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยถาม “เจ้า
ว่ากระไรนะ”
หลินเหมารู้สึกว่าท่านอาหญิงของเขาช่างพิลึกนัก
เขาวางขนมในมือลง ปัดเศษขนมในมือแล้วกล่าว
“ท่านพ่อของอี๋หนิงกลับมาแล้ว ข้าจึงไปเจรจาสู่
ขอ”
เขายังถามต่ออีกประโยค “มิใช่ว่าข้าบอกกับท่าน
ไว้นานแล้วหรือ”
หลินไห่หรูหยิบผ้ามาเช็ดปาก ใช่แล้ว ตอนหลิน
เหมายังเด็กเคยมีความคิดเช่นนี้
“เหตุใดเจ้าจึงไม่หารือกับข้าก่อนแล้วค่อยไป
จวนอิงกั๋วกงเป็นชนชั้นสูงศักดิ์ เจ้าไปสู่ขอด้วย
ตัวเองเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง” หลินไห่หรู
กล่าว “หากเขาปฏิเสธเจ้าจะทำเช่นไร”
“สำเร็จหรือไม่สำเร็จต้องลองจึงจะรู้” หลินเหมา
ยิ้มกว้าง “ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร อย่างไรข้าก็ได้ลอง
แล้ว ที่สำคัญท่านกั๋วกงเองก็ดูชอบข้าไม่น้อย”
เจ้าเด็กคนนี้มักมั่นใจอย่างยิ่งว่าผู้อื่นมักชื่นชอบ
เขา ไม่รู้เอาความมั่นใจนี้มาจากที่ใด อันที่จริงเขา
เป็นดุจตัวละครที่คนในหลายสถานที่อยากก่นด่า
ทุบตีนัก
“คุณชายสาม เหตุใดท่านจึงยืนอยู่ด้านนอกไม่เข้า
ไป…” เสียงของรุ่ยเซียงดังขึ้นจากนอกศาลา
หลัวเซิ่นหย่วนกลับมาแล้ว
ผ่านไปชั่วครู่หลินไห่หรูจึงเห็นหลัวเซิ่นหย่วนเข้า
มานั่งพร้อมผู้ติดตาม เขาดูคล้ายไร้อารมณ์ใดๆ
หลินเหมาทักทายเขา เขาก็ผงกศีรษะรับอย่างเฉย
ชา จากนั้นจึงให้กู้จิ่งหมิงตามเขาไป
กู้จิ่งหมิงมักติดตามอยู่ข้างกายฮ่องเต้ เป็นสหาย
เรียนของฮ่องเต้ หากฮ่องเต้อยากไปล่าสัตว์ เขาก็
จะติดตามไปด้วย สามารถเข้าใจถึงความคิดในใจ
ของฮ่องเต้ได้ดีกว่าคนอื่นๆ หลายส่วน ทั้งสองคน
มักติดต่อกันอยู่เป็นนิจ
กู้จิ่งหมิงกล่าวถึงเรื่องที่เฉิงหลางกำลังจะได้รับ
การเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝั่ายตรวจการ
ในเร็ววันนี้ ในอดีตนายท่านผู้เฒ่าเฉิงก็มีภูมิหลัง
เป็นขุนนางฝั่ายอักษร ผู้ที่รับตำแหน่งรองผู้ว่าการ
ฝั่ายตรวจการในยามนี้ยังเป็นศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจ
เบื้องหน้าเห็นเฉิงหลางเลื่อนตำแหน่งอย่าง
กะทันหัน ทว่าเบื้องหลังคงลงแรงไปไม่น้อย ยาม
นี้คนของฝั่ายตรวจการล้วนอยู่ในอำนาจของฝั่าย
วั่งหย่วนแล้ว เฉิงหลางเองก็ถือเป็นคนของฝั่ายวั่ง
หย่วนกึ่งหนึ่ง
“ระยะนี้มารดาของข้ากำลังเฟั้นหาคู่ครองให้ข้า
…” กู้จิ่งหมิงกล่าวด้วยท่าทีสบายอารมณ์ “ข้า
ตรึกตรองไปมาก็ไม่พบที่เหมาะสม มิสู้ไปขอญาติ
ผู้น้องอี๋หนิง ญาติผู้น้องอี๋หนิงเป็นลูกของท่านอา
หญิง ท่านแม่ของข้าชอบท่านอาหญิงถึงเพียงนั้น
ต้องตอบตกลงแน่นอน”
ทันทีที่เพิ่งสิ้นเสียงก็เห็นหลัวเซิ่นหย่วนหันหน้า
กลับมามองเขา สายตานั้นอาจกล่าวได้ว่าไม่เป็น
มิตรนัก นั่นคือความเย็นชาที่ไม่อาจปกปิด
“เพียงล้อเล่นเท่านั้น ข้าไม่ได้มีความคิดอันใดต่อ
ญาติผู้น้องอี๋หนิง!” กู้จิ่งหมิงยิ้มน้อยๆ “ต่อให้มี
ข้าก็ไม่กล้า”
“แม้หลินเหมาจะชาญฉลาด ทว่าเรื่องระหว่าง
ชายหนุ่มหญิงสาวกลับทึมทื่อ สู้คุณชายเช่นข้า
ไม่ได้” กู้จิ่งหมิงกางพัดสะบัดไปมา ครั้นเห็นสี
หน้าหลัวเซิ่นหย่วนยังคงเป็นเช่นเดิมจึงกระซิบ
เสียงเบา “ใต้เท้าหลัว ข้าถือได้ว่าเป็นบ่าซ้ายไหล่
ขวาของท่าน หลินเหมากล่าวว่ามีความรู้สึกต่อ
อี๋หนิงเช่นชายหญิง แต่ข้าเห็นว่าอาจไม่เป็น
เช่นนั้น เขาเพียงคิดว่าอี๋หนิงน่าเล่นด้วยก็
เท่านั้น”
หลัวเซิ่นหย่วนเก็บสีหน้าเย็นชา นิ่งไปชั่วครู่ก่อน
กล่าว “มิเป็นไร” เขาจิบชาคำหนึ่งแล้วเอ่ยอีก
ครั้ง “ข้ากำลังจะขึ้นรับตำแหน่งในกรมโยธาแล้ว
ถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของหลินเหมา อุปนิสัยนี้
ของเขาไม่เหมาะกับการทำงาน ล่วงเกินผู้อื่นได้
ง่าย ขุนนางในกรมโยธาหลายคนถูกคนเขา
ล่วงเกินมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง มิสู้ให้เขาไป
เป็นขุนนางท้องถิ่น ผู้ว่าการมณฑลซานตงเจียว
โจวใกล้เกษียณแล้ว ให้หลินเหมาไปรับตำแหน่ง
นายอำเภอเมืองเกามี่ก่อน จากนั้นอีกสองสามปี
เขาสามารถอาศัยผลงานเลื่อนขั้นเป็นผู้ว่าการ
มณฑลได้”
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่จากขุนนางที่ปรึกษา
เปลี่ยนเป็นนายอำเภอ…” แม้จะเป็นขุนนางขั้น
เจ็ดเหมือนกัน แต่ตำแหน่งหนึ่งคือขุนนางเมือง
หลวง ควบคุมเกี่ยวข้องกับขุนนางกรมโยธา ส่วน
อีกตำแหน่งเป็นขุนนางท้องถิ่น จะเทียบกันได้
อย่างไร
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย “เจ้าคิดว่าข้าใช้อำนาจเพื่อ
ผลประโยชน์ส่วนตนรึ”
กู้จิ่งหมิงฝืนยิ้ม “ข้าย่อมไม่กล้าคิดเช่นนั้น”
ไม่ใช่ไม่คิด แต่ไม่กล้าคิดต่างหาก
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวต่อ “แต่ไรมาท่านอิงกั๋วกงก็
รักเอ็นดูอี๋หนิง ตระกูลหลินอยู่ไกลถึงหยางโจว
ทั้งยังมีพี่ชายน้องชายถึงหกคน เขาไม่มีทางตกลง
เรื่องการหมั้นหมายนี้แน่นอน”
“เช่นนั้นท่าน…” กู้จิ่งหมิงถามอย่างลังเล “มีสิ่ง
ใดน่าหวาดกลัวกัน”
“ข้าไม่ได้กลัว” หลัวเซิ่นหย่วนประคองพลางลูบ
ไล้ปากถ้วย กล่าวเนิบช้า “เอาละ เจ้าออกไปก่อน
เถิด”
รอจนกู้จิ่งหมิงออกไปแล้วจึงมีสายสืบเข้ามา ใน
ห้องหนังสือของหลัวเซิ่นหย่วน สายสืบพบว่าใต้
เท้าหลัวกำลังนั่งหลับตาบนเก้าอี้ ร่างสูงใหญ่ถูก
แสงอาทิตย์อัสดงส่องสะท้อนจนเงาทอดเป็นทาง
ยาว สายลับยืนรออยู่ด้านข้างเงียบๆ ไม่กล้า
รบกวนการครุ่นคิดของเขา
ผ่านไปชั่วครู่ หลัวเซิ่นหย่วนจึงลืมตาขึ้นแล้วเอ่ย
ถาม “สืบได้ชัดเจนแล้วหรือ”
“ชัดเจนแล้วขอรับ” สายลับส่งจดหมายให้เขา
อย่างนอบน้อม ตัวเขาเองก็รายงานสำทับ “ใต้
เท้าเฉิงเป็นคนฉลาด ผ่านทุ่งบุปผาทว่าร่างกาย
กลับไม่แปดเปือนแม้เพียงนิด เก่งกาจยิ่งนัก
นอกจากข่าวลือเล็กน้อยในสถานเริงรมย์กับเคย
เลี้ยงดูสตรีก็ไม่มีเรื่องอื่นใดแล้ว ใช่แล้ว หลายปี
ก่อนเขาเคยสังหารคน ยามนั้นมีท่านผู้บัญชาการ
ให้การคุ้มครองจึงไม่มีผู้ใดกล้าเป็นพยานชี้ตัว
เขา”
จดหมายและข่าวกรองของฝั่ายชิงหลิวล้วนต้อง
ผ่านมือของหลัวเซิ่นหย่วนก่อน เรื่องเหล่านี้เป็น
เรื่องสำคัญ หลัวเซิ่นหย่วนต้องตรวจสอบด้วย
ตนเองทีละเรื่อง
การสังหารคนไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร เขาเองก็
เคยฆ่าคน
หลัวเซิ่นหย่วนอ่านจดหมายแล้วก็พับเก็บ มอง
ตะวันยามสนธยานอกหน้าต่างพลางครุ่นคิด
เรื่องราว
ความตื่นตระหนกของอี๋หนิงในคืนนั้น กิริยาที่
ผลักเขาออกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่พร่าเลือน
นางน่าจะตกใจจากการกระทำอย่างกะทันหัน
ของเขา
เขามักเก็บกดอารมณ์ อันที่จริงจิตใจภายในเขา
อ่อนไหว ถูกกระทบกระเทือนได้ง่ายจากทุกความ
เคลื่อนไหวของคนที่เขาใส่ใจ ค่ำคืนนั้นเขาวู่วาม
เกินไปจริงๆ
สำหรับหลินเหมา…หากเป็นเมื่อก่อน ท่านอิงกั๋ว
กงย่อมไม่มีทางตกลงเรื่องการสู่ขอของหลินเหมา
ทว่าเพิ่งเกิดเรื่องเช่นนั้นในงานเลี้ยง อี๋หนิงกำลัง
ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน การที่ท่านอิงกั๋วกงจะ
ตระหนกจนไม่ปล่อยคนไปก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
ในงานเลี้ยงมีตระกูลขุนนางเข้าร่วมมากมาย ท่าน
อิงกั๋วกงคิดเรื่องหาคู่ครองให้นางเพื่อตัดปัญหาใน
ภายหลัง ทว่าหลังจบงานเลี้ยงจะมีสักกี่คนที่กล้า
แต่งนางเป็นภรรยา เว่ยหลิงจึงทำได้เพียงเสาะหา
คุณชายที่พอดูโดดเด่นจากตระกูลขุนนางชั้น
กลาง
ยามนี้เขาสามารถช่วยนางได้ เขายอดเยี่ยมกว่า
คนเหล่านั้นมาก
แต่พวกเขามีความสัมพันธ์ฉันพี่น้องมาโดยตลอด
หากยามนี้เขาเอ่ยเรื่องสู่ขอ อี๋หนิง…ครานั้นนาง
ยังมีปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงเพียงนั้น หากเขา
บุ่มบ่ามไปสู่ขอ เกรงว่านางคงไม่รู้ว่าต้องทำ
อย่างไร
หลัวเซิ่นหย่วนมองที่วางพู่กันบนโต๊ะ คิดถึงอี๋หนิง
ในวัยเยาว์ เขาสอนนางเขียนอักษร โอบนางไว้ใน
อ้อมแขน นางก้มศีรษะ ใบหน้าอ่อนเยาว์นุ่ม
เนียนด้านข้างของนางมุ่งมั่นแน่วแน่ นางเงยหน้า
คลี่ยิ้ม เรียกขานเขา ‘พี่ชายสาม’
มุมปากของหลัวเซิ่นหย่วนผุดรอยยิ้มจางๆ
ออกมา กล่าวกับผู้ใต้บัญชา “สั่งการลงไป พรุ่งนี้
ออกเดินทาง”
อี๋หนิงเพิ่งตื่นขึ้นมาบนเตียงก็ได้ยินว่าฟางซงสาว
ใช้ข้างกายของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมาขอพบ
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจะพานางไปยังวัดหงฉือก่วงจี้เพื่อ
จุดธูปไหว้พระ ก่อนหน้านี้สถานการณ์ของจวน
อิงกั๋วกงนับว่าไม่ค่อยสงบสุขจริงๆ
ถิงเกอร์งอแงขอติดตามอี๋หนิงไปไหว้พระด้วย
ยากนักที่จะได้ออกจากจวนสักครั้ง เขาพุ่งตัวไป
เกาะข้างรถม้าจะมองร้านค้าในตลาดที่อยู่ด้าน
นอก เมื่อถึงวัดหงฉือก่วงจี้ เขาก็อยากไปดูลิงที่
เลี้ยงอยู่ด้านหลังวัด อี๋หนิงส่งองครักษ์สองคนไป
ติดตามเขา ทั้งยังสั่งกำชับ “ห้ามเขาขึ้นไปบนเขา
และห้ามเข้าใกล้ลิงเกินไป”
ลิงมีนิสัยดื้อดุร้ายโดยธรรมชาติ นางเกรงว่าถิง
เกอร์จะโดนทำร้าย ร่างกายเขาล้ำค่านัก
องครักษ์ประสานมือ “คุณหนูอย่าได้กังวล มีพวก
เราคอยดูแลอยู่ขอรับ”
อี๋หนิงจึงได้วางใจลงเล็กน้อย เดินตามฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยไป ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพานางไปกราบบูชาเจ้าแม่
กวนอิมก่อน เมื่อปักธูปเสร็จ อี๋หนิงก็ยืนตัวตรง
ปล่อยมือไว้ข้างกาย นางเห็นชัดเจนว่าฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยหยิบแผ่นวันเดือนปีเกิดออกมาให้พระ
อาจารย์ที่ยืนอยู่ด้านข้างดู
นั่นคือวันเดือนปีเกิดของนาง คงมิใช่ว่าฮูหยินผู้
เฒ่าใจร้อนจนเริ่มเทียบดวงชะตาแล้วกระมัง
พระอาจารย์รับแผ่นวันเดือนปีเกิดจากฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ย ท่องอามิตาภพุทธคำหนึ่ง ก่อนขอให้พระ
อาจารย์ที่คอยรับแขกพาพวกนางไปยังห้อง
รับรอง
ห้องรับรองตั้งอยู่บริเวณไหล่เขา บริเวณลานกว้าง
มีต้นไทรเก่าแก่ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง ร่มเงาเขียว
ชอุ่มปกคลุมไปทั่ว มีสาวใช้สาวใช้ชรายืนอยู่หลาย
คน นางซ่งมารดาของเว่ยอิง ยังมีฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่ที่
พาหลานสะใภ้คนโตแห่งจวนติ้งเปั่ยโหวมาด้วย
หลัวอี๋ฮุ่ยก็รอฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอยู่ที่นี่เช่นกัน
นางซ่งเป็นหญิงชราที่มีใบหน้าน่าเกรงขาม ทว่า
กลับมีน้ำเสียงไพเราะ อี๋หนิงคารวะนาง นางก็คลี่
ยิ้มกว้างพร้อมมอบถั่วทองให้ถุงหนึ่งประหนึ่ง
มอบของรางวัลให้เด็กน้อย ฮูหยินผู้เฒ่าทั้งสาม
เดินเข้าไปหารือในห้องด้านใน พวกนางให้หลัวอี๋
ฮุ่ยและอี๋หนิงพูดคุยกันอยู่ในสวน
เมื่อวานอี๋หนิงตั้งใจเขียนจดหมายถึงพี่สาวใหญ่ให้
นางมาด้วยกัน
นางพบพี่สาวใหญ่ได้เพียงครู่เดียว เนื่องจากหลัว
อี๋ฮุ่ยมีภารกิจในจวนที่ต้องสะสางมากมาย ทั้งยัง
ต้องดูแลยวี่เกอร์ ดังนั้นจึงยุ่งมาก ยามที่เว่ยหลิง
เกิดเรื่อง จวนติ้งเปั่ยโหวยังถวายฎีการ้องขอแทน
เว่ยหลิง ทว่ากลับถูกฮ่องเต้ตีกลับ ฟูั่ผิงให้ทุกคน
ในจวนหยุดทำตัวเป็นที่สนใจและให้ทั้งสอง
ตระกูลไปมาหาสู่กันให้น้อยลง
หลัวอี๋ฮุ่ยมองนางที่เติบโตเป็นดรุณีสะคราญก็
หวนคิดถึงอดีตที่เคยประคองนางไว้บนตัก พอ
เห็นเด็กน้อยที่ต้องให้ตนช่วยสางผม ยามนี้เติบ
ใหญ่ถึงเพียงนี้แล้วก็ให้รู้สึกเสียดายเล็กน้อย หลัว
อี๋ฮุ่ยลูบผมอี๋หนิง “ข้าอ่านจดหมายของเจ้าแล้วก็
รีบขออนุญาตมาพบเจ้าทันที อี๋หนิงของพวกเรา
อยู่ในวัยลูกกระวาน[1]แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะหา
สามีดีๆ ไม่ได้! ไม่แน่ว่าโอกาสในครานี้อาจช่วยให้
เจ้าได้เชื่อมบุพเพสันนิวาส เจ้าอย่าได้ร้อนรนไป”
อี๋หนิงตระหนักดีว่าตนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์
อย่างไร อันที่จริงนางก็เป็นเช่นพี่สาวใหญ่กล่าว
ไม่ได้ร้อนรนสักเท่าไร ภาระหน้าที่ของจวนอิงกั๋ว
กงหนักอึ้ง มีเพียงเว่ยหลิงเท่านั้นที่แบกรับไหว
เมื่อเว่ยหลิงกลับมาก็ควรมอบให้เขาจัดการ นาง
เพียงดูแลเรื่องจิปาถะในจวนก็พอ
ที่สำคัญหลังจากนางแสดงอำนาจในคราก่อน
ภายในจวนก็ไม่มีผู้ดูแลคนใดกล้าต่อต้านนางอีก
พวกเขาต่างก้มศีรษะต่ำเมื่อพบนาง ยามนางไม่
พูดจาก็พากันนิ่งเงียบตัวสั่นงันงก เรื่องที่นางสั่ง
การลงไปก็ไม่มีผู้ใดกล้าละเลย
นางกำลังครุ่นคิดเรื่องของเฉิงหลาง
“นานแล้วที่ข้าไม่ได้พบยวี่เกอร์!” อี๋หนิงหยิบถั่ว
ลิสงข้างกายมาแกะให้พี่สาวใหญ่ นางจำได้ว่า
พี่สาวใหญ่ชอบกินถั่วลิสง อี๋หนิงลอกเปลือกหุ้มสี
แดงออกอย่างตั้งใจ ส่งให้หลัวอี๋ฮุ่ยพลางยิ้มถาม
“ยามนี้เขาเรียนหนังสือหรือยังเจ้าคะ”
หลัวอี๋ฮุ่ยเล่าเรื่องยวี่เกอร์ให้นางฟัง “บัดนี้เขา
เรียนหนังสือกับท่านอารองของเขา จดจำ
ตัวอักษรได้รวดเร็วนัก”
ขณะที่กำลังสนทนาอยู่ ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้า
ร้อนรนขององครักษ์ก้าวเข้ามา เขาหยุดลงข้าง
กายอี๋หนิง ก่อนโน้มตัวลงกล่าว “คุณหนู เสี่ยว
ซื่อจื่อหยิบอาหารไปหยอกล้อลิง ข้าน้อยไม่ทัน
สังเกต ทำให้เสี่ยวซื่อจือต้องตกใจแล้ว…”
อี๋หนิงขมวดคิ้ว “มิใช่ให้พวกเจ้าคอยดูแลให้ดีหรือ
เขาเป็นอะไรมากหรือไม่”
องครักษ์มีท่าทีละอายใจอย่างยิ่ง ประสานมือ
กล่าว “เดิมคุณหนูกล่าวเตือนแล้วก็ควรระวัง
เพียงแต่ลิงตัวนั้นว่องไวนัก มันกระโดดลงจากกิ่ง
ไม้อย่างรวดเร็ว…” เสียงเขาสะดุดลง ก่อนรีบพูด
ต่อ “เคราะห์ดีที่ใต้เท้าหลัวผ่านมาช่วยเสี่ยว
ซื่อจือไว้ได้ทันกาล มือของใต้เท้าหลัวถูกลิงทำ
ร้ายจนบาดเจ็บ เสี่ยวซื่อจื่อตกใจจนร้องไห้
ออกมา ท่านตามข้าน้อยไปเถิดขอรับ!”
ใต้เท้าหลัว…พี่ชายสามของนางมาได้อย่างไร!
อี๋หนิงไม่ได้ถามให้มากความ รีบพาองครักษ์ไปยัง
เขาด้านหลัง
ภูเขาด้านหลังมีหินก้อนขนาดมหึมายื่นออกมา
เป็นพื้นที่ด้านหน้า เมื่อเดินตามขั้นหินไปยังเขา
ด้านบนก็ถึงแล้ว บนลานหินด้านหน้ามีแผ่นศิลา
และศาลาตั้งอยู่ เมื่อมองลงไปจะเห็นหมู่หุบเขา
ธารน้ำใส ต้นไม้ใบหญ้านานาพันธุ์ เขาที่อยู่
ด้านข้างมีการเลี้ยงฝูงลิงไว้มากมาย เดิมเป็นลิงปั่า
แต่เนื่องจากหลวงจีนที่อยู่ในวัดเห็นแล้วเกิดความ
เวทนาจึงเลี้ยงดูไว้ที่นี่ ทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มพลัง
ธรรมชาติให้แก่วัด
เมื่ออี๋หนิงเดินเข้าไปใกล้ก็พบว่าบริเวณนั้นมี
องครักษ์ถือดาบจำนวนมากคอยยืนคุ้มกันอยู่ ไม่
อนุญาตให้ผู้อื่นเข้าใกล้ ในศาลามีร่างสูง
ตระหง่านร่างหนึ่งนั่งอยู่ น่าจะเป็นเขา ส่วนถิง
เกอร์นั่งอยู่เบื้องหน้าเขา
อี๋หนังยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ ฝีเท้าก็พลันชะงัก
เล็กน้อย นางนึกถึงเรื่องในราตรีพิรุณคืนนั้น ริม
ฝีปากของคนสองคนทาบทับ ลมหายใจอุ่นร้อน
บางเบาระคนด้วยความบีบคั้น
——————–
วัยลูกกระวานหมายถึงหญิงสาววัยแรกรุ่นอายุสิบ
สามสิบสี่