พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 128
ต้นเดือนเก้าก็เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูสารทแล้ว
เพราะเว่ยอี๋ออกไปทำงานที่หน่วยทหารม้า
ลาดตระเวนในเมืองหลวง เว่ยอิงอยู่ที่ซานตงยัง
ไม่กลับมา นางสวี่จึงพำนักอยู่ในจวนอิงกั๋วกง
ชั่วคราว ต่อมาฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงให้ผู้ดูแลเก็บ
กวาดหอฟางเซี่ยซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของเรือนตน
ให้เรียบร้อย เพื่อให้นางสวี่ได้ใช้พำนักระยะยาว
ส่วนนางซ่งแม่สามีของนางสวี่ ตั้งแต่ได้พบกันที่
วัดครานั้นก็ตามมาเป็นแขกที่จวนอิงกั๋วกง
เช่นเดียวกัน เมื่ออี๋หนิงไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ที่เรือนก็พบว่าพวกนางกำลังสนทนาเรื่องราว
สนุกสนานของตระกูลต่างๆ ในเมืองหลวง ทั้งยัง
หารือถึงเรื่องงานหมั้นหมายของเว่ยอี๋ด้วย
นางสวี่ถูกใจบุตรีสายตรงของผู้ตรวจการใน
เหลียวหนิง ดูเหมือนทั้งสองตระกูลจะมีความคิด
เห็นตรงกัน เรื่องดำเนินไปถึงขั้นตอนการเทียบ
ชะตาเกิดแล้ว
อี๋หนิงยังหลงนึกว่าเว่ยอี๋มีใจต่อจ้าวหมิงจู นางมัก
พบพวกเขาสองคนไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง คาดไม่
ถึงว่านางสวี่จะจัดการเรื่องหมั้นหมายให้เว่ยอี๋
เรียบร้อยแล้ว
คราก่อนที่นางสวี่กับอี๋หนิงเกิดเรื่องขัดแย้ง
นางสวี่ก็แสดงท่าทีเย็นชาต่ออี๋หนิงมาโดยตลอด
อี๋หนิงเองก็ไม่มีความคิดใช้หน้าอุ่นแนบก้นเย็น[1]
นางนั่งปอกเปลือกองุ่นอยู่บนตั่งไม้ของฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ย นี่คือองุ่นพวงสุดท้ายแล้ว หวานฉ่ำดุจ
น้ำผึ้ง รสชาติดีมาก ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเพิ่งเปลี่ยน
พนักพิงเป็นขนกำมะหยี่สีไม้จันทน์ที่ใช้ในฤดู
สารท พิงแล้วสบายตัวยิ่งนัก
อี๋หนิงเริ่มตาปรือ ทันใดนั้นนางสวี่ก็กล่าวถึงนาง
ขึ้นมา “…อี๋หนิงมีคู่หมั้นหรือไม่”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยิ้มพลางตอบ “นางมีแล้ว”
จากนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก ในเมื่อเดิมทีเรื่องการ
หมั้นหมายของอี๋หนิงก็เป็นเรื่องปรุงแต่งขึ้นมา
นางสวี่สงสัยเล็กน้อย คนทั่วไปหากถูกถามถึง
คำถามนี้มักสาธยายเพิ่มเติมว่าหมั้นหมายกับ
ตระกูลใด กำหนดวันแล้วหรือยัง ที่สำคัญแต่ไรมา
นางก็ไม่เคยได้ยินว่าอี๋หนิงหมั้นหมายแล้ว นาง
กำลังคิดจะถาม แต่นางซ่งกลับดึงเสื้อของสะใภ้ไว้
เป็นเชิงให้หยุด
นางสวี่จึงเข้าใจว่าอี๋หนิงคงได้คู่หมั้นหมายที่ไม่ดี
นัก ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงไม่อยากเอ่ยถึง
นางปรายตามองอี๋หนิงปราดหนึ่ง อี๋หนิงมีรูปโฉม
งดงาม เป็นแม่นางน้อยที่อายุยังไม่มากเท่าไร ทั้ง
ที่ดูพริ้มเพรา ทว่าคิ้วดวงตากลับฉายแววมีเสน่ห์
ออกมาแล้ว วิธีการจัดการเรื่องราวต่างๆ ของนาง
ไม่อ่อนโยนสักนิด เฉลียวฉลาดเด็ดขาด เสียดายก็
เพียงชาติกำเนิดไม่ถูกต้อง มิเช่นนั้นคงต้องนับว่า
เป็นสตรีชั้นหนึ่งในตระกูลขุนนางแน่นอน
อี๋หนิงมองนางสวี่ที่มองพินิจพิเคราะห์ตนด้วย
สายตาประหลาดชอบกล ไม่รู้ว่าอีกฝั่ายกำลังคิด
สิ่งใดอยู่ นางรู้สึกว่าอากาศภายในห้องอบอ้าว
ด้วยกลิ่นจากธูปหอมที่เผาไหม้มากเกินไป จึง
อาศัยข้ออ้างนี้หลบออกมาจากเรือนของฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ย พอพาสาวใช้ออกมาก็พบจ้าวหมิงจูที่ยืน
อยู่หน้าประตูพอดี
คำสนทนาด้านในเมื่อครู่ อีกฝั่ายได้ยินมาโดย
ตลอดหรือ
อี๋หนิงพบว่าในมือจ้าวหมิงจูถือห่อผ้าไว้ห่อหนึ่ง สี
หน้าไม่ค่อยดีนัก นางเข้าใจว่าอีกฝั่ายมาส่งของให้
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงกล่าว “ท่านไม่เข้าไปหรือ”
จ้าวหมิงจูส่ายหน้า ริมฝีปากเม้มแน่น
นางมองมาที่อี๋หนิง ทันใดนั้นก็เอ่ยออกมา “…
ยากนักที่วันนี้จะมีเวลาว่าง น้องสาวอี๋หนิงไปเดิน
เล่นเป็นเพื่อนข้าที่ศาลาเถิด ดอกไห่ถังที่นั่นคล้าย
จะผลิบานแล้ว”
วันนี้พิลึกแล้ว ปกตินางหลบเลี่ยงตนแทบไม่ทัน
จ้าวหมิงจูหมุนตัวเดินไปทางศาลา อี๋หนิงคิดแล้ว
ก็เดินตามนางไป จ้าวหมิงจูเปิดห่อผ้าออก ด้าน
ในมีกล่องสลักเคลือบสีแดงอยู่สองสามกล่อง เมื่อ
เปิดออกก็พบน้ำตาลรูปแบบต่างๆ จ้าวหมิงจู
หยิบกล่องน้ำตาลเมล็ดสนกล่องหนึ่งส่งให้อี๋หนิง
“วันนี้ท่านแม่มาเยี่ยมข้าจึงนำพวกน้ำตาลเมล็ด
แตงมาด้วย ข้าให้เจ้าเอากลับไปกินส่วนหนึ่ง”
อี๋หนิงมองกล่องที่สลักเป็นรูปค้างคาวมงคลห้าตัว
นางรับไว้แล้วกล่าวขอบคุณ
จ้าวหมิงจูพูดต่อ “ท่านแม่ของข้าได้ยินว่าท่าน
ยายอยากจะช่วยข้าหาคู่ครอง นางจึงต้องการมา
คารวะท่านยายให้จงได้ ข้าให้นางกลับไปแล้ว
นางยังต้องไปดูแลท่านพ่อของข้าอีก คราก่อนพ่อ
ผีพนันผู้นั้นของข้าติดหนี้พนันที่บ่อน หาเงินไปคืน
ไม่ได้ ข้าเองก็ไม่ยอมพบพวกเขา สุดท้ายจึงโดน
คนที่บ่อนตีจนแทบสิ้นลม ทุกวันนี้จะกินดื่ม
ขับถ่ายต้องมีคนคอยปรนนิบัติช่วยเหลือ…”
หลัวอี๋หนิงมองใบหน้าของนางที่ไร้อาการ
โศกเศร้าแม้เพียงเสี้ยวก็คาดเดาไม่ถูกถึง
จุดประสงค์ของอีกฝั่ายที่พูดเรื่องนี้ออกมา จ้าวห
มิงจูปรายตามองนาง ก่อนเปล่งเสียงหัวเราะ
ออกมา “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าปลอบประโลมข้า
ข้ายังแทบทนไม่ไหวอยากให้เขาถูกตีจนตาย จะ
ได้ไม่ต้องคอยสร้างความลำบากให้แม่ที่ไม่เอา
ไหนคนนั้นของข้า”
สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นเฉยเมย “ข้าไม่ชอบ
พวกเขา แต่ท่านแม่ดีต่อข้า ทุกปีเมื่อถึงเทศกาล
นางต้องทำเสื้อผ้ามาให้ข้า แม้ข้าจะไม่เคยใส่ก็
ตาม ครานี้หลังจากพ่อคนนั้นของข้าถูกตีจนพิการ
นางก็เอาแต่ร่ำไห้คร่ำครวญทั้งวัน น่ารำคาญยิ่ง
นัก มีอะไรน่าร้องกัน! เวลานี้ยังดีกว่าตอนที่เขายัง
แข็งแรงนัก!”
“ที่ข้ากล่าวเรื่องเหล่านี้กับน้องสาวอี๋หนิงเพราะ
ไม่มีผู้ใดให้พูดคุยด้วยแล้ว” จ้าวหมิงจูถาม
“น้องสาวอี๋หนิง ข้ารู้ว่าระยะนี้เจ้ากำลังหารือ
เรื่องงานแต่ง เจ้าจะแต่งกับญาติผู้พี่เฉิงหลาง
หรือ”
หากนางจะรู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
สนิทสนมกับนาง เป็นไปได้ที่จะบอกนาง
จ้าวหมิงจูเอ่ยต่อ “งานแต่งของข้าไม่ดี แต่ของ
เจ้าเองควรระมัดระวังให้มากจึงจะถูก ข้าต้อง
กล่าวเตือนน้องสาวอี๋หนิงเรื่องของเขาสักหน่อย
เขาผู้นี้ดูคล้ายอ่อนโยนถ่อมตน แต่อันที่จริงเย็น
ชาไร้ความปรานีที่สุด เขาไม่มีวันชอบผู้อื่น
โดยง่าย”
“ขอบคุณพี่สาวหมิงจู ใจข้าตระหนักดี” อี๋หนิง
ขอบคุณ นางย่อมเข้าใจ นางจะไม่รู้อุปนิสัยของ
เฉิงหลางได้อย่างไร
เพียงแต่เฉิงหลางมีนิสัยอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับ
นาง
ทั้งสองคนกำลังสนทนาถึงตรงนี้ก็มีคนจากเรือน
หน้าเข้ามารายงานว่าเฉิงหลางพาคนแบกหาม
ของหลายสิ่งเข้ามา อี๋หนิงสอบถามอย่างละเอียด
ก็พบว่าเป็นห่านปั่า สุรา ขนมมงคลและสิ่งของ
ต่างๆ
อี๋หนิงได้ยินรายการสิ่งของที่เฉิงหลางนำมาก็ลุก
พรวด น้ำเสียงต่ำลงโดยพลัน “เหตุใดจึงถึงขั้นพิธี
น่าจี๋[2]แล้ว”
ขั้นตอนแต่งงานหกพิธี หากถึงขั้นน่าจี๋ก็ถือได้ว่ามี
การตกลงเรียบร้อยแล้ว แต่ไรมาอี๋หนิงก็รู้สึกว่า
การแต่งงานนี้ไม่เหมาะสม นางคิดอยากพบเว่ย
หลิงเพื่อกล่าวให้ชัดเจน แต่จนปัญญาที่ระยะนี้
เขากำลังยุ่งกับเรื่องในราชสำนัก ประเสริฐนัก
ทันทีที่เฉิงหลางเหยียบเข้าประตูก็ถึงพิธีน่าจี๋แล้ว
นี่มิใช่เป็นการปั่าวประกาศกับคนทั้งใต้หล้าว่านาง
กำลังจะแต่งงานกับเขาหรอกหรือ!
อี๋หนิงไม่รีรออีก บอกลาจ้าวหมิงจูแล้วเดินไปยัง
เรือนหน้า
สุดท้ายเมื่อนางมาถึงเรือนจือเกากลับพบว่าบาน
ประตูปิดอยู่ เว่ยหลิงกำลังสนทนากับเฉิงหลางอยู่
ภายในห้อง มีเสียงหัวเราะแว่วดังออกมาเป็น
ระลอกๆ
เมื่อเสิ่นเลี่ยที่รักษาการณ์อยู่ตรงประตูเห็นนางก็
ประสานมือทำความเคารพ “คุณหนู สิ่งเหล่านี้
ต้องหามไปที่โรงครัวหรือไม่ขอรับ”
อี๋หนิงมองของพิธีน่าจี๋หลายหาบที่วางอยู่เต็ม
ทางเดิน บนนั้นยังมีผ้าต่วนแดง ครั้นเห็นแล้วก็
รู้สึกแสบตานัก นางกล่าวว่า “ยกไปวางที่เรือน
ด้านข้างก่อน ยังไม่ต้องทำอะไร”
สาวใช้ของเรือนจือเกายกชาร้อนมาให้นางดื่ม
ระหว่างรอ
นางดื่มตั้งแต่น้ำชาถ้วยนั้นมีสีเหลืองจนไร้สี เฉิง
หลางถึงได้เดินออกมาจากด้านใน เขาเหลือบตา
มองมาก็พบอี๋หนิงที่นั่งอยู่ด้านนอกจึงสาวเท้าเข้า
ไปหลายก้าว กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้ากำลังจะไปหา
ท่านพอดี”
เขาสวมชุดขุนนางโย่วเหรินคอกลมลายห่านเมฆ
ดูดุจต้นหยกต้องลม เป็นทางการกว่ายามปกติ
เล็กน้อย
อี๋หนิงให้เสิ่นเลี่ยนไปบอกเว่ยหลิงว่าอีกครู่นางมี
เรื่องต้องการคุยกับเขา นางแสดงสัญญาณให้เฉิง
หลางเดินตามไปด้านนอก รอจนเดินมาไกลแล้ว
นางจึงหมุนตัวกลับมาถาม “อาหลาง นี่เจ้ากำลัง
ทำอะไร”
“แต่งรับท่านเข้าจวน” สายตาเขาเป็นประกาย
ร้อนแรง ทว่ามุมปากเผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ท่าน
ไม่ต้องกังวล ทุกเรื่องข้าจัดการเอง ท่านผู้เฒ่าใน
ตระกูลข้าตกลงแล้ว เมื่อท่านมาถึงตระกูลเฉิง ข้า
จะคอยปกปั้องท่านเอง”
“อาหลาง” อี๋หนิงยังไม่อาจก้าวข้ามหลุมนั้นได้
หากจะกล่าวว่านางมีจิตใจโลเลไม่เด็ดขาดก็ดี แต่
อย่างไรนางก็ตอบตกลงไม่ได้ แม้จะรู้ว่าเฉิงหลา
งอยากจะช่วยนางก็ตาม
เฉิงหลางก้มศีรษะลงเล็กน้อย คล้ายกำลังฟังนาง
อย่างตั้งใจ ช่วงกรามของเขาน่ามอง ลูกกระเดือก
นูนเด่นออกมาเล็กน้อย โค้งมนงดงาม สีหน้า
ท่วงท่าจริงจังอย่างยิ่ง
ยิ่งอี๋หนิงเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งแน่วแน่มากขึ้น นาง
กล่าวต่อ “เจ้าไม่ต้องช่วยข้าแล้ว ข้าจะจัดการ
เรื่องนี้เอง เจ้าควรแต่งกับหญิงสาวที่เจ้าชื่นชอบ
ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับนาง การที่เจ้าแต่งงาน
กับข้าเป็นการขัดขวางชีวิตของเจ้า นี่จะมี
ความหมายอย่างไร ข้าไม่อาจยอมให้เจ้าเสียสละ
ตนถึงเพียงนั้นได้”
เฉิงหลางได้ยินก็รำพันในใจ ที่แท้นางก็คิดเช่นนี้
เคราะห์ดีที่นางไม่รู้ว่าแท้จริงเขาคิดอย่างไร มิ
เช่นนั้นด้วยอุปนิสัยของนางคงต้องหลบไปให้ไกล
ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขารีบกุมมือของนางไว้ “อี๋ห
นิง ข้ายอมช่วยท่าน มิเช่นนั้นในเวลานี้ผู้ใดจะ
ช่วยท่าน ท่านไม่ต้องคิดมากแล้ว ข้าไม่ได้ไม่เต็ม
ใจ”
“บุญคุณเพียงหยดน้ำ คู่ควรให้เจ้าตอบแทนดุจ
สายธารหรือ” อี๋หนิงยิ้มพลางโคลงศีรษะ “ยาม
นั้นเจ้าอายุยังน้อย ข้าเห็นเจ้าน่าสงสารจึงรับเลี้ยง
เจ้าไว้ เจ้าจะมาตอบแทนด้วยวิธีนี้ไม่ได้…”
“ท่านรู้สึกว่านั่นเป็นบุญคุณเพียงน้อยนิด ทว่า
สำหรับข้ามิอาจลืมเลือนชั่วชีวิต” มุมปากของเฉิง
หลางยกหยักขึ้น เขาขยับเข้าใกล้ อี๋หนิงได้เห็น
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาชัดเจนกว่าครั้งใดๆ ขน
ตาของเขายาวมาก สันจมูกตรง เส้นริมฝีปากบาง
หยักโค้งสง่างาม ดวงตาลึกล้ำดุจดงไผ่ทึบยาม
อรุณ ดั่งเมฆหมอกบนขุนเขาหลังพิรุณโปรยปราย
ทำให้ผู้คนสับสนมึนงง
อี๋หนิงพลันรู้สึกว่าท่าทีนี้ของเฉิงหลางดูแปลก
พิลึกอย่างยิ่งยวด
เขาดึงดันจะช่วยเหลือนาง ต้องลงทุนลงแรงถึงขั้น
นี้เชียวหรือ ตอนที่นางบอกว่าไม่เห็นด้วย เขาก็ยิ่ง
แสดงอาการร้อนรน คล้ายกลัวว่านางจะไม่ตอบ
ตกลง
อี๋หนิงกำลังจะพูดต่อ ตรงทางเดินก็มีองครักษ์คน
หนึ่งของเฉิงหลางก้าวเข้ามาอย่างรีบร้อน กระซิบ
ข้างหูเขาสองสามประโยค
ทันทีที่เฉิงหลางได้ยินคำขององครักษ์ สีหน้าก็
พลันเปลี่ยนเป็นมืดคล้ำ
“ข้าบอกนานแล้วไม่ใช่รึ ว่านอกจากข้าแล้วห้าม
ผู้อื่นสั่งคำสั่งโยกย้าย เป็นผู้คุมคนใดที่ทำ…” เฉิง
หลางกล่าวเสียงเย็นเยียบ เขาให้อี๋หนิงรอก่อน
หนึ่งเค่อ เขาต้องไปจัดการสถานการณ์คับขันด้าน
นี้ก่อน
อี๋หนิงได้ยินว่าเป็นเรื่องของกรมขุนนาง เมื่อนึกได้
ว่าเว่ยหลิงกำลังรอนางอยู่ที่เรือนจือเกา นางก็ให้
เขาไปจัดการเรื่องของตนก่อน
นางเดินผ่านแมกไม้ร่มรื่นด้านนอกเรือนจือเกา
แสงอาทิตย์ส่องผ่านร่มไม้ ทอดลงบนเรือนร่าง
อากาศยังคงร้อนอบอ้าว คลื่นอากาศร้อนเป็น
เรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ นางบอกเจินจูว่าต้องต้ม
น้ำแกงถั่วเขียวเพื่อคลายร้อนทุกวันมิให้ขาด เจิน
จูจดจำไว้ ก่อนกล่าวกับนาง “คุณหนู เมื่อครู่มี
บ่าวจากเรือนหน้าเข้ามารายงานว่าด้านนอกมีแม่
นางคนหนึ่งนามเหลียนฝูมาขอพบคุณชายญาติผู้
พี่เฉิง ในมือของนางมีเทียบนามของคุณชายอยู่”
ในเมื่ออี๋หนิงกำลังหารือเรื่องงานแต่งกับเฉิงหลาง
การที่มีหญิงสาวคนหนึ่งมาหาถึงประตู นางจึง
ควรมารายงานคุณหนูโดยตรง เจินจูกล่าวต่อ
อย่างระมัดระวัง “บ่าวเห็นแม่นางท่านนั้นมีรูป
โฉมผ่องแผ้วหมดจด กลิ่นอายรอบกายไม่เหมือน
แม่นางทั่วไปจึงให้รอท่านอยู่ที่เรือนบริวาร ท่าน
อยากจะพบนางหรือไม่เจ้าคะ”
“เหลียนฝู” อี๋หนิงทวนชื่ออีกครั้ง นามนี้ช่างคุ้นหู
“บ่าวฟังแล้วคล้ายชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่ง นาง
เองก็ไม่ได้บอกว่าเป็นคนจากตระกูลใด แซ่อะไร”
เจินจูพูดถึงตรงนี้ เฉิงหลางก็เดินมาจากด้านหลัง
“…ที่สำนักสอบมีปัญหาเล็กน้อย ทว่ายามนี้
เรียบร้อยแล้ว” เขายิ้มพลางกล่าวกับอี๋หนิง “มิสู้
วันนี้ให้ข้าออกไปเดินเล่นด้านนอกเป็นเพื่อนเจ้า
ข้ารู้ว่าเลียบแม่น้ำฝังตะวันออกของเมืองมี
ร้านอาหารอยู่หลายร้าน ตกแต่งได้วิจิตรงดงาม
ยิ่ง รสชาติอาหารค่อนไปทางเจียงหนาน”
เขาหวังจะได้ใช้เวลากับนางมากขึ้น เขามีกล
อุบายมากมายที่จะใช้กับสตรีอื่น ทว่ากับนาง เขา
กลับไม่สามารถงัดออกมาใช้ได้ แต่หากเขาได้
แต่งงานกับนาง ต่อไปพวกเขาทั้งสองก็คุยกันได้
ง่ายแล้ว!
อี๋หนิงเหลือบตามองเจินจู หากมีหญิงสาวที่เคย
เกี่ยวพันกับเขามาเยือนถึงหน้าประตูจริง เช่นนั้น
ก็ให้เขาไปสะสางด้วยตัวเองจะดีกว่า นางไปแล้ว
จะมีประโยชน์อันใด นางจึงกล่าวกับเฉิงหลาง “มี
แม่นางผู้หนึ่งนามว่าเหลียนฝู เจินจูเห็นว่านางมี
เทียบนามของท่านจึงให้นางรออยู่ ท่านไปดูเถิด
…”
เฉิงหลางได้ยินชื่อเหลียนฝูสองคำ ดวงตาก็หรี่ลง
เล็กน้อย ทว่าเขาผ่านประสบการณ์ในราชสำนัก
มาอย่างโชกโชนจึงไม่เผยความผิดปกติออกมา
เพียงกล่าวว่า “ยามนี้นางอยู่ที่ใด ข้าจะไปดู”
อี๋หนิงมองแผ่นปั้ายที่แขวนอยู่ในเรือนจือเกา ใน
ใจยังกังวลอยู่เล็กน้อย อย่างไรที่นี่ก็คือจวนอิงกั๋ว
กง หากระหว่างพวกเขาเกิดมีฝั่ายใดฝั่ายหนึ่งตก
ลงไม่ได้แล้วเรื่องราวแพร่งพรายออกไป เกรงว่า
จะไม่น่าฟังแล้ว ด้วยหลักการและเหตุผล อย่างไร
นางก็ควรไปดู นางให้เจินจูกับชิงชวี่ติดตามมา มุ่ง
หน้าไปยังเรือนบริวาร
นอกเรือนบริวารปลูกต้นไผ่กระดองเต่าไว้เป็น
จำนวนมาก มีต้นกล้วยน้ำว้าปลูกอยู่ต้นหนึ่ง แต่
กลับไม่ออกผลเลย กระเบื้องเคลือบสีเขียวพื้น
กำแพงสีขาว ผิวทะเลสาบสะท้อนแสง
ระยิบระยับงดงาม
อี๋หนิงมองภาพทิวทัศน์ เพิ่งจะเดินไปถึงราวบันได
องครักษ์ที่เฝั้ารักษาการณ์อยู่ก็เข้ามาขวางไว้
“คุณหนู ใต้เท้าของพวกเรากำลังพูดคุยอยู่ด้าน
ใน”
อี๋หนิงไม่ได้อยากเข้าไปจริงๆ แต่นางยังคงยิ้ม
กล่าว “นี่เป็นเหตุผลกลใดของพวกเจ้ากัน ที่นี่คือ
จวนอิงกั๋วกง แม้แต่ข้าก็ถูกขัดขวางรึ”
“ขออภัยแล้วขอรับคุณหนู นี่คือคำสั่งของใต้เท้า”
คนทั้งสองไม่ไหวติง สีหน้าเคร่งขรึม เพียงมอง
รูปร่างสูงใหญ่ดุจอาชา ฝั่ามือดุจพัดใบธูปฤาษี
ของพวกเขาก็รู้ว่าเป็นผู้ที่ฝึกยุทธ์มา
อี๋หนิงท้อใจเล็กน้อย เฉิงหลางผู้นี้ ในจวนอิงกั๋วกง
นางไม่ถือสา แต่หากเปลี่ยนเป็นตระกูลอื่น ผู้อื่น
เห็นแล้วอาจรู้สึกไม่สบอารมณ์ได้
นางนั่งลงข้างราวกั้น ผ่านไปชั่วครู่ก็ได้ยินเสียง
สิ่งของหนักหล่นกระทบพื้น หัวคิ้วนางพลันขมวด
มุ่น จากนั้นก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวดังขึ้น “ใต้
เท้า ข้ามิได้มีเจตนาร้าย ข้าตั้งครรภ์ลูกของท่าน
…” น้ำเสียงอ่อนละมุนระคนด้วยแวววิงวอน
หลายส่วน
อี๋หนิงเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
ลูก!
จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเบาๆ อีกครั้ง
“หุบปาก เจ้ารีบไสหัวไปซะ มิฉะนั้นข้าจะบีบคอ
เจ้าให้ตายเสียตรงนี้ เจ้าเชื่อหรือไม่”
นี่มันเรื่องอะไร เหตุใดจึงพูดคุยกันดีๆไม่ได้ ทั้งยัง
เกี่ยวข้องกับลูก เกี่ยวข้องกับชีวิตคน จะให้เกิด
ปัญหาขึ้นไม่ได้!
อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้จึงส่งสัญญาณให้ชิงชวี่ ชิงชวี่
เข้าใจทันที นางเดินไปหยุดเบื้องหน้าสองคนนั้น
“ในจวนอิงกั๋วกงไม่มีผู้ใดสามารถขวางทางคุณหนู
ของพวกเราได้ พวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน!” กล่าวแล้วก็
เริ่มลงไม้ลงมือ จะเข้าไปด้านใน ทั้งสองคนคิดจะ
ขวางทางชิงชวี่ไว้ แต่เพราะนางเป็นสาวใช้ของ
จวนอิงกั๋วกงจึงลงมือไม่ง่าย
ระหว่างที่สองสามคนนั้นกำลังวุ่นวาย อี๋หนิงก็
อาศัยจังหวะที่พวกเขากำลังต่อกรกัน เดินเข้าไป
ด้านในเพียงลำพัง
แม้องครักษ์ทั้งสองคนนั้นจะกล้าขัดขวางนาง แต่
ต่อให้กล้าอย่างไรก็ไม่กล้าจับตัวนาง สีหน้าจึงเต็ม
ไปด้วยความหงุดหงิด
อี๋หนิงขยับตัวเข้าใกล้บานประตู พูดกับคนด้านใน
“อาหลาง หากมีเรื่องใดไม่สะดวก เจ้าสามารถ
บอกกล่าวข้าได้ แม่นางที่อยู่ด้านในมี
ความสัมพันธ์อย่างไรกับเจ้า”
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงโกลาหลในห้องอีกครั้ง
จากนั้นเสียงที่สงบและเยือกเย็นของเฉิงหลางก็ดัง
ขึ้น “ที่นี่ไม่มีอะไร อีกครู่ข้าจะออกไป”
อี๋หนิงกำลังจะเอ่ยถามอีกครั้งก็มีเสียงสะอื้นต่ำ
ของสตรีดังขึ้น จากนั้นก็ตามด้วยเสียงสิ่งของ
กระทบกัน บานประตูของเรือนบริวารเปิดออก
เมื่อหญิงสาวผู้นั้นเห็นอี๋หนิงยืนอยู่ตรงประตูก็รีบ
คุกเข่าลงเบื้องหน้านาง “คุณหนู ข้ามาพบใต้เท้า
เฉิง ข้า…ข้าตั้งครรภ์บุตรของใต้เท้าเฉิงเจ้าค่ะ!”
เหลียนฝูก็คือหญิงสาวที่เล่นผีผาบนเรือสำราญที่
นางพบในคราก่อน อี๋หนิงยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกหญิง
สาวผู้นี้จับชายกระโปรงเอาไว้
เฉิงหลางเดินเข้ามา สีหน้าเย็นชาอย่างยิ่งยวด
จวนเจียนจะระเบิดอารมณ์
“หากเจ้ายังกล่าววาจาเหลวไหลอีกก็อย่าโทษว่า
ข้าทำลายชีวิตที่เหลือของเจ้า!” เขาพูดแล้วก็ดึง
แขนของเหลียนฝูขึ้น
ทว่ายามนี้อี๋หนิงตะลึงนิ่งไปแล้ว นางมองใบหน้า
นั้นของเหลียนฝู ใบหน้าของอีกฝั่ายมีส่วนละม้าย
คล้ายคลึงกับตัวนางในชาติภพก่อนถึงสี่ห้าส่วน
ยามนี้อีกฝั่ายกำลังมองนางด้วยน้ำตานองหน้า
คร่ำครวญได้น่าเวทนายิ่งนัก
ทันใดนั้นเฉิงหลางก็ตระหนักได้ถึงปัญหานี้
เหลียนฝู…เดิมเขาเรียกเหลียนฝูมาก็เพื่อใช้เป็น
ตัวแทนนาง มือที่จับเหลียนฝูพลันนิ่งค้าง เขาหัน
ไปมองอี๋หนิงช้าๆ
สีหน้าอี๋หนิงซีดขาว ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดสักคำ
หัวใจของเขาพลันวูบดิ่ง จากนั้นร่องรอยตื่น
ตระหนกที่ไม่เคยพานพบก็ปรากฏขึ้น ความ
หวาดกลัวและความวู่วามที่เกิดจากการกระทำ
เรื่องผิดพลาด ในที่สุดก็ถูกคนที่เขาให้
ความสำคัญพบเจอแล้ว
——————–
1. ใช้หน้าอุ่นแนบก้นเย็น ความหมายว่า
แสดงความรู้สึกกตือรือร้นต่อความเย็นชาของ
อีกฝั่าย
2. 六礼 (ลิ่วหลี่) เป็นพิธีที่เริ่มตั้งแต่การสู่
ขอจนแต่งงานประกอบด้วย 纳采 (น่าไฉ่)
คือการที่ฝังเจ้าบ่าวให้แม่สื่อไปเยือนยังบ้าน
เจ้าสาวเพื่อทาบทามสู่ขอ, 问名 (เวิ่นหมิง)
คือการขอวันเดือนปีเกิด ชื่อสกุลของเจ้าสาว,
纳吉 (น่าจี๋) คือการเอาวันเดือนปีเกิดนั้น
มาเทียบคู่กับเจ้าบ่าว หาฤกษ์ยาม บอกกล่าว
บรรพชน, 纳征 (น่าเจิ้ง) คือการส่งของ
หมั้นให้ฝังเจ้าสาว, 请期 (ฉิ่งชี) คือการ
กำหนดวันแต่งงาน, 亲迎 (ชินอิ๋ง) คือการ
รับตัวเจ้าสาวพร้อมสินเจ้าสาวมายังบ้านฝั่าย
ชาย