Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 133

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 133
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

หลินไห่หรูกับหลัวอี๋ฮุ่ยต้องกลับไปเตรียมการจึง

ไม่ได้รั้งอยู่ที่จวนอิงกั๋วกงนาน หลังจากอี๋หนิงส่ง

พวกนางจากไปก็ไปคารวะเว่ยหลิง เขากำลัง

หารือกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเรื่องรายนามแขก

ถึงจะกล่าวว่าสายเลือดหลักของตระกูลเว่ยของ

เว่ยหลิงจะมีจำนวนไม่มาก ทว่าเชื้อสายวงศา

คณาญาติกลับมีมากมาย มารดาของจ้าวหมิงจูถือ

เป็นบุตรสาวของน้องสาวอนุของท่านผู้เฒ่าเว่ย

นายท่านผู้เฒ่ามีพี่ชายน้องชายทั้งหมดสามคน

พี่สาวน้องสาวอีกสี่คน คนเหล่านี้ล้วนต้องเชิญ ยัง

มีสหายร่วมราชสำนักของเว่ยหลิง ญาติทางฝั่าย

มารดาของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

ครั้นอี๋หนิงเห็นผู้ดูแลกำลังตรวจสอบรายนามแขก

อย่างมุ่งมั่นก็ยกถาดแปั้งนึ่งซานเย่าพุทราออกไป

ด้วยความระมัดระวัง นางได้ยินเว่ยหลิงกล่าวว่า

“ต้องเชิญจวนติ้งเปั่ยโหวแน่นอน ตระกูลจงฉิน

ปั๋อ…” สายตาเขาฉายประกายเยียบเย็น “บัดนี้

อำนาจของพวกเขากำลังอ่อนแรงลง คงไม่

จำเป็นต้องเชิญ”

ยามที่เขาเกิดเรื่อง จงฉินปั๋อกลับโยนหินลงบ่อ

เว่ยหลิงไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่นอน

มีคราหนึ่งที่จงฉินปั๋อเดินช้าจึงถูกสกัดกั้นอยู่

ระหว่างทางเดิน เว่ยหลิงรีบสั่งให้รถม้าวิ่งตรงเข้า

ไป หากไม่ใช่เพราะจงฉินปั๋อหลบได้ทันการณ์คง

ถูกม้าเหยียบไปแล้ว จงฉินปั๋อโกรธจนยื่นฎีกา

ฟั้องร้องไปฉบับหนึ่ง แต่กลับถูกฮ่องเต้ตำหนิว่า

‘เรื่องเล็กน้อยกลับทำเป็นเรื่องใหญ่’ ทุกคนในนั้น

จึงได้เห็นแล้วว่าฮ่องเต้ปกปั้องท่านอิงกั๋วกง

จากนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าพูดคุยกับจงฉินปั๋ออีก

ต่อมามีคนยื่นฎีกาฟั้องร้องจงฉินปั๋อฉบับหนึ่ง

กล่าวว่าเขาละเลยหน้าที่ ปล่อยให้ผู้ใต้บัญชาดื่ม

สุราที่หอบุปผาจนก่อเรื่องทำร้ายผู้คน เดิมทีเรื่อง

นี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ทว่าฮ่องเต้กลับอาศัยข้อหานี้

ปรับล้างรูปแบบกองกำลังทหาร โยนจงฉินปั๋อไป

ยังกองทัพที่ห่างไกลแห่งหนึ่งในหยุนหนาน

ที่หยุนหนานมีหัวหน้าเผ่ามากมาย ล้วนเป็นการ

สืบทอดตำแหน่งโดยสายเลือด ขุนนางที่ราช

สำนักส่งไปย่อมถูกเพิกเฉย ห้าหกปีไม่อาจกลับมา

ได้ เมื่อกลับมาก็ต่างมีสีหน้าท้อแท้เศร้าโศก

ดังนั้นจงฉินปั๋อจึงไร้อารมณ์ท่าทีใดๆ นับตั้งแต่นั้น

มา

“ผู้บัญชาการลู่เป็นพ่อบุญธรรมของอี๋หนิง ทั้งยัง

เป็นผู้สำเร็จราชการเซวียนต้า จะขาด

ผู้บังคับบัญชาของเจ้าไม่ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก

ล่าว “ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาทันร่วมงานแต่งหรือไม่

เราต้องจัดโต๊ะให้เขา หากเขากลับมาไม่ได้ก็คง

ต้องเสียเปล่าแล้ว”

คิ้วของอี๋หนิงกระตุกเล็กน้อย ถาดที่อยู่ในมือ

กระทบกับลายสลักนกกระเรียนและเมฆมงคลบน

โต๊ะแปดเซียน

เว่ยหลิงเหลือบตามองอี๋หนิง เขากล่าว “ลู่เจียเสวี

ยอยู่ที่ต้าถง ทหารในต้าถงเชื่อฟังเขาประหนึ่ง

หลานชาย ที่นั่นไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ ไม่รู้ว่า

เขาจะกลับมาได้หรือไม่ อย่างไรก็เตรียมโต๊ะไว้

เถิด ข้าจะให้คนส่งเทียบเชิญไปที่ต้าถง”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเขียนชื่อลงบนแผ่นกระดาษสีแดง

นางเงยหน้าถามอี๋หนิง “เจ้ามีสหายในวัยเยาว์

หรือสหายเล่นที่อยากจะเชิญหรือไม่”

เว่ยหลิงยิ้มพลางกล่าว “นางเกียจคร้านถึงเพียงนี้

ต้องไม่มีสหายในวัยเยาว์แน่นอน ไม่เชื่อท่านก็

ลองถามนาง”

อี๋หนิงกล่าว “ท่านพ่อท่านอย่าได้ใส่ร้ายข้า ข้าจะ

ไม่มีได้อย่างไร”

ผลสุดท้ายพอตรึกตรองไปมา นอกจากคุณหนู

รองเฮ่อที่เคยสนทนาด้วยสองสามประโยค นางก็

ไม่พบคนอื่นแล้วจริงๆ อี๋หนิงรู้สึกหดหู่

ความสัมพันธ์ของนางกับผู้อื่นย่ำแย่ถึงเพียงนี้

เชียวหรือ ยามปกตินางไม่เคยรู้สึกมาก่อน

เว่ยหลิงหัวเราะเสียงดัง ลูบศีรษะบุตรสาว “ใช่

แล้ว ยามเจ้าแต่งงาน ในห้องเจ้าสาวต้องมี

บรรยากาศครึกครื้น เชิญพี่สาวใหญ่ของเจ้า สอง

พี่น้องตระกูลเฮ่อ และคุณหนูสองสามคนจาก

จวนติ้งเปั่ยโหวมาร่วมงานเป็นอย่างไร”

อี๋หนิงครุ่นคิดแล้วก็พบว่านางยังมีสหายในวัย

เยาว์อีกสองคน หลัวอี๋อวี้กับหลัวอี๋ซิ่ว

ทว่าเมื่อวานพี่สาวใหญ่เล่าเรื่องของหลัวอี๋ซิ่วกับ

หลัวอี๋อวี้ให้นางฟัง

‘หลังจากอี๋อวี้แต่งงานกับหลิวจิ้ง หลิวจิ้งก็รักทะนุ

ถนอมนางยิ่งกว่าอะไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าเดิมนางก็ไม่

ชอบหลิวจิ้ง ตกดึกยังให้หลิวจิ้งไปนอนที่ห้อง

หนังสือ ผลปรากฏว่าถูกมารดาของหลิวจิ้งรู้เข้า

จึงด่านางสาดเสียเทเสีย กล่าวว่านางไม่รู้จักการ

รักษาคุณธรรมของภรรยาที่ดี นางโมโหหนีกลับ

บ้านมารดา กลับเป็นอี๋ซิ่วที่หลังจากแต่งงานไปก็

สงบเสงี่ยมเรียบร้อยขึ้นสามส่วน เทียบกับในอดีต

แล้วนิ่งขึ้นมาก ทว่าน้องเขยห้าอยากรับสาวใช้

ใหญ่ของนางเป็นห้องข้าง นางจึงไม่พอใจ กลับไป

พำนักที่จวนกับอี๋อวี้ สามวันทะเลาะเรื่องใหญ่

สองวันทะเลาะเรื่องเล็ก เอาแต่ตำหนิกันเอง

บรรยากาศประหนึ่งถังดินปืน คนในจวนต่างพา

กันหลบเลี่ยงพวกนาง’

อี๋หนิงครุ่นคิดอยู่นาน เช่นนั้นก็อย่าได้เชิญพี่สาว

น้องสาวที่เป็นคู่ศัตรูอาฆาตคู่นี้จะดีเสียกว่า…

รายนามแขกที่เชิญจึงพอสรุปออกมาได้แล้ว

ช่วงบ่ายเว่ยหลิงต้องเข้าวังหลวง อี๋หนิงจึง

ปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยนอนกลางวันที่เรือนจิ้ง

อัน

ก่อนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจะหลับ นางสวมอาภรณ์

เพียงชั้นเดียว มองรายการสินสอดของอี๋หนิง

อ่านพลางสัพยอก “เขาหาเงินจำนวนมหาศาลมา

จากที่ใด หากเจ้าแต่งงานไปแล้วพบว่าเขาเป็นขุน

นางฉ้อฉล เงินเหล่านี้ล้วนมาจากการทุจริตคดโกง

เจ้าจะทำอย่างไร”

อี๋หนิงคิดถึงการเข้าควบคุมราชสำนักของหลัวเซิ่น

หย่วนในกาลข้างหน้า ไม่มีขุนนางคนใดกล้าสะกิด

ต่อมอารมณ์ร้ายของเขา…ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นเรื่อง

จริง

นางนิ่งไปเล็กน้อย พลันคิดถึงเรื่องหนึ่ง

ภรรยาของหลัวเซิ่นหย่วนในชาติภพก่อนคือผู้ใด

ซุนฉงวันแต่งงานกับเขา ทว่านางแต่งกับเขาไม่ถึง

ห้าปีก็ปั่วยตาย สองปีหลังจากนั้นเขาจึงแต่งงาน

ใหม่กับเก๋อเหมียวยวินหลานสาวสายตรงคนโต

ของเก๋อหงเหนียนผู้ว่าการฝั่ายตรวจการใน

ขณะนั้น ทุกคนประหลาดใจมากที่เก๋อหงเหนียน

ยอมให้หลานสาวตนแต่งเป็นภรรยาคนที่สองของ

หลัวเซิ่นหย่วน ความทรงจำของอี๋หนิงไม่ชัดเจน

นัก เพราะเก๋อเหมียวยวินผู้นี้แทบไม่เคยปรากฏ

กายในหมู่ตระกูลขุนนาง นางเป็นสตรีเรือนในผู้

สงบเสงี่ยม อ่อนโยนเชื่อฟัง การปรนนิบัติสามีสั่ง

สอนบุตรก็คือทั้งชีวิตของนาง

หลังจากหลัวเซิ่นหย่วนแต่งรับเก๋อเหมียวยวินเป็น

ภรรยาได้หนึ่งปี สวีเว่ยก็ตาย ทุกคนต่างหลงนึก

ว่าเส้นทางในราชสำนักของหลัวเซิ่นหย่วนจะจบ

ลงเพราะเหตุนี้ ทว่าไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากนั้น เขาก็

ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้ากรมโยธา ครึ่งปีต่อมาก็

เข้าสู่เน่ยเก๋อ

สุดท้ายวั่งหย่วนก็ตายด้วยน้ำมือของเขา ทุกคน

จึงตระหนักว่าคนผู้นี้มีความอดกลั้นและ

เหี้ยมโหดเพียงใด

สำหรับสตรีที่อยู่เรือนในผู้นั้น นามของนาง

ประหนึ่งเครื่องประดับฉาก ประโยชน์เดียวของ

นางก็คือเติมเต็มนามข้างกายของหลัวเซิ่นหย่วน

ดุจดาราอับแสงภายใต้แสงจันทร์อันสว่างไสว

สาวใช้พาเว่ยเจียเข้ามาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ใน

มือเว่ยเจียมีกรงตั๊กแตนเล็กๆ กรงหนึ่ง ด้านในมี

ด้วงไผ่หนึ่งตัว เว่ยเจียหิ้วกรงตั๊กแตนมาหยุดข้าง

กายอี๋หนิง เสียงหัวเราะเบิกบานของนางทำให้อี๋ห

นิงตื่นจากภวังค์ “พี่สาวอี๋หนิง ข้าจับสิ่งนี้มาจาก

ดงไผ่ ท่านดูสิว่าน่ามองเพียงใด!”

เว่ยเจียเติบโตในซานตง มักเล่นกับเด็กสาวที่เป็น

บ่าวรับใช้ของเว่ยอิงอยู่เป็นนิจ ไร้ท่าทางบอบบาง

เฉกเด็กสาวตระกูลขุนนางอื่น ชอบเลี้ยงสัตว์

ประหนึ่งคุณหนูจากตระกูลผู้ดีในชนบท

อี๋หนิงลูบศีรษะนาง “เจียเจียรู้หรือ ว่าต้องเลี้ยง

อย่างไร”

เว่ยเจียเบิกตากว้าง มองนางอย่างใคร่รู้

สีหน้าของนางสวี่พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง “เจียเจีย

เจ้าเป็นคุณหนูสายตรง จะเล่นของพรรค์นี้ได้

อย่างไร” พูดแล้วก็เรียกสาวใช้ของเว่ยเจียเข้ามา

ถาม “เป็นผู้ใดที่พาคุณหนูไปจับ”

ประโยคนี้ของนางทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ

วันนั้นที่นางสวี่ถูกอี๋หนิงทำให้เสียหน้าก็ไม่ชอบ

อี๋หนิงมาโดยตลอด

สตรีเรือนในก็ควรอยู่ในเรือน มีผู้ใดบ้างที่ออกมา

ดูแลจัดการเรื่องในจวน ทั้งยังไม่ไว้หน้าผู้อาวุโส

เยี่ยงนี้

เดิมนางยังหลงนึกว่าคู่ครองของอี๋หนิงไม่ดี ฮูหยิน

ผู้เฒ่าเว่ยจึงเลี่ยงไม่กล่าวถึง ทว่าสุดท้ายอี๋หนิง

กลับหมั้นหมายกับหลัวเซิ่นหย่วนรองเสนาบดี

กรมโยธาคนใหม่ จ้วงหยวนผู้ที่มีชื่อเสียงสะท้าน

ไปทั่วเมืองหลวงในปีนั้น จำนวนสินสอดที่ส่งมาก็

ถึงขั้นทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องตกตะลึงพรึงเพริด

ยามนั้นนางตกตะลึงอย่างยิ่งยวด ต่อมาถึงเพิ่งรู้

ว่าหลัวเซิ่นหย่วนเป็นพี่ชายบุญธรรมของอี๋หนิง

ทั้งสองคนได้หมั้นหมายกันตั้งแต่วัยเยาว์ นางจึง

เพิ่งกระจ่าง หากมิใช่เพราะมีความสัมพันธ์นี้อยู่

เขาจะแต่งรับบุตรสาวอนุที่มารดาตาย ประวัติ

ความเป็นมาไม่แน่ชัดได้อย่างไร

อี๋หนิงก้มหน้าจิบชา แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำกล่าว

ของนางสวี่

หากนางถือสานางสวี่เพราะเหตุนี้ก็คงใจแคบ

เกินไปแล้ว

สาวใช้ข้างกายนางสวี่โยนกรงตั๊กแตนทิ้ง เว่ยเจีย

ถูกแย่งกรงตั๊กแตนไปก็ร้องไห้เสียงดังอย่างไม่อาจ

สะกดกลั้น

ในขณะนี้เองม่านก็ถูกแหวกออก มีสาวใช้สองคน

เดินเข้ามาทั้งที่ยังไม่ได้รายงานล่วงหน้า ทันทีที่

เข้ามาก็ตรงไปกระซิบข้างหูฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยิน สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป

อี๋หนิงเงยหน้าขึ้น

เหตุใดนางจึงไม่เคยพบสาวใช้สองคนนี้ น่าจะเป็น

สาวใช้ที่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจัดแจงให้อยู่ในจวน การ

ที่เข้ามาโดยพลการต้องเป็นเพราะเกิดเรื่องใหญ่

ขึ้นแน่นอน นางรีบเอ่ยถาม “ท่านย่า”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยสั่งให้คนรอบข้างถอยออกไป สี

หน้าเคร่งขรึมจนดำคล้ำ “…หอซานซงเกิดเรื่อง

เจ้าไปกับข้า” น้ำเสียงนางชะงักเล็กน้อย “ไป

ประเดี๋ยวนี้!”

หอซานซงเป็นที่พำนักของเว่ยอี๋ ยามที่เขาไม่ได้

อยู่ที่หน่วยทหารม้าลาดตระเวนในเมืองหลวงก็จะ

มาพักผ่อนที่หอซานซง เดิมที่นั่นเป็นที่พำนักของ

ท่านผู้เฒ่าเว่ยในช่วงปันปลายของชีวิต มีต้นสน

ถูกปลูกอยู่เป็นจำนวนมากบริเวณไหล่เขา ช่วง

เหมันต์หมอกปกคลุมทึบหนาประหนึ่งดินแดน

สรวงสวรรค์ ช่วงคิมหันต์อากาศเย็นสบาย

สามารถใช้เป็นสถานที่หลบลมร้อนได้ ร่มเงาไม้

เขียวขจี เดิมเพราะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมีเจตนาดีจึง

ได้มอบที่แห่งนี้ให้เว่ยอี๋ใช้พำนัก

หอซานซงเกิดเรื่องอะไรขึ้น

อี๋หนิงประคองมือของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเดินออก

จากเรือนจิ้งอัน ก่อนจะพบว่านางสวี่ได้ล่วงหน้า

ไปก่อนแล้วก้าวหนึ่ง น่าจะเป็นสาวใช้ข้างกาย

ของเว่ยอี๋ที่เรียกนางออกไป

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเล่าให้อี๋หนิงฟังว่าเกิดเหตุการณ์

อะไรขึ้น นางส่งสาวใช้ที่มีนามว่าหลู่กันไป

ปรนนิบัติรับใช้ที่หอซางซง ทว่าเว่ยอี๋กลับบอกปัด

กล่าวว่าตนมีสาวใช้แล้ว ไม่ต้องการการปรนนิบัติ

จากหลู่กัน แน่นอนว่าหลู่กันย่อมไม่กล่าวอะไร

ทว่าวันนี้เมื่อนางไปเปลี่ยนเครื่องนอนที่หอซานซ

งกลับพบว่าเว่ยอี๋มีสีหน้าไม่ปกตินัก รอจนเขาจาก

ไปแล้ว หลู่กันจึงได้ลอบเข้าไปยังห้องด้านใน

ก่อนจะพบกับจ้าวหมิงจูที่ซ่อนตัวอยู่ในเตียงมุ้ง

หลู่กันเป็นสาวใช้ใหญ่ที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายฮู

หยินผู้เฒ่าเว่ย ในขณะนั้นนางย่อมรู้ว่าเกิดเรื่อง

ร้ายแรงแล้ว! นางจึงให้สาวใช้คอยจับตาไว้ ส่วน

ตนรีบปรี่กลับมาแจ้งข่าวฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยทราบเรื่องก็ทั้งโมโหทั้งร้อนใจ

หนึ่งเพราะจ้าวหมิงจูทำเรื่องเหลวไหลเกินไป

สองเพราะงานแต่งงานของอี๋หนิงใกล้เข้ามาแล้ว

วันมะรืนก็จะเริ่มก่อร่างสร้างเตาเพื่อเตรียมจัด

งานเลี้ยงแล้ว แขกของตระกูลเว่ยเองก็เริ่มทยอย

เดินทางมากันแล้ว ยามนี้หากเกิดเรื่องไม่ดีไม่งาม

ขึ้นย่อมสร้างความอับอายให้แก่จวนอิงกั๋วกง

อี๋หนิงล่วงรู้มานานแล้วว่าจ้าวหมิงจูเป็นใจกล้า มิ

เช่นนั้นในชาติภพก่อนคงไม่วางท่าหยิ่งทระนงทั้ง

ในจวนอิงกั๋วกงและจวนหนิงหย่วนโหว แต่นาง

คาดไม่ถึงว่าจ้าวหมิงจูจะใจกล้าถึงเพียงนี้!

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพาอี๋หนิงเข้าไปในหอซานซง พอ

ปรี่เข้าไปที่เตียงมุ้งก็พบจ้าวหมิงจูซึ่งสวมชุดผ้า

โปร่งบางสีเหลืองอ่อน นางกำลังถูกสาวใช้ควบคุม

ตัวอยู่ จ้าวหมิงจูเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าดื้อรั้น

ระคนน่าสงสาร ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยถึงขั้นสังเกตเห็น

ตู้โตว[1]เนื้อผ้าลู่โฉวสีฟั้าปักลายพืชน้ำที่ปรากฏ

หมิ่นเหม่ออกมา ลำคอเนียนขาวดุจหิมะ…

ไฟโทสะพลันปะทุขึ้นในหัวใจของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

พอคิดถึงว่าเด็กคนนี้เคยเติบโตขึ้นข้างกายนาง

อย่างไร มีท่าทางไร้เดียงสาน่ารักเพียงไร เรื่องนี้ก็

กระตุ้นอารมณ์นางได้มากกว่าสิ่งอื่นใด นางเงื้อ

มือขึ้นตบจ้าวหมิงจูฉาดหนึ่ง “เจ้าไม่มีศักดิ์ศรีรึ

ข้ากำลังจะหาคู่ครองให้เจ้า เจ้าจะหยามเกียรติ

ตัวเองไปเพื่อสิ่งใด! ชอบเขาถึงเพียงนั้นเลยรึ”

จ้าวหมิงจูถูกตบจนมึนงง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้

ร้องไห้ออกมา

ในหัวของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเหลือเพียงความว่าง

เปล่า อย่างไรนี่ก็คือคนที่นางอุ้มประคบประหง

มอยู่ในอุ้งมือมานานแรมปี อันที่จริงเรื่องของ

จ้าวหมิงจูสร้างผลกระทบต่ออารมณ์ของนางได้

มากกว่าเรื่องของอี๋หนิงมากนัก เป็นเพราะความ

ผูกพันที่เพาะบ่มจากกาลเวลา ไม่ว่าอย่างไรอี๋หนิง

ก็ไม่อาจเทียบเคียงได้

อี๋หนิงเป็นคนที่สงบนิ่งที่สุด นางรีบให้เจินจูไล่สาว

ใช้สาวใช้ชราออกไป และให้ส่งบรรดาสาวใช้ที่

เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ไปรอที่ห้องโถงกลาง ก่อน

จะกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย “ท่านย่า ท่านอย่า

เพิ่งโมโหจนเลอะเลือนไปเจ้าค่ะ เรื่องต้องแบ่ง

หนักเบาสำคัญไม่สำคัญ…”

ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ยินคำเตือนจากอี๋หนิงก็ได้

สติ นางรีบให้สาวใช้ชราสองคนดึงตัวจ้าวหมิงจู

ขึ้น “ตรวจนาง…ดูว่าร่างกายยังบริสุทธิ์อยู่

หรือไม่!” จ้าวหมิงจูร้องไห้พลางกล่าวว่าใช่ นาง

ขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอย่าได้มองอีก ทว่าฮูหยินผู้

เฒ่าเว่ยไม่อาจเชื่อใจนางได้แล้ว จ้าวหมิงจูถูกสาว

ใช้ชรากดขาทั้งสองข้างไว้ จากนั้นม่านก็ถูกปล่อย

ลง…

สำหรับหญิงสาว นี่ถือเป็นการหมิ่นศักดิ์ศรีขั้น

ร้ายแรง อี๋หนิงเบือนหน้าหนี

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยให้คนไปเรียกตัวเว่ยอี๋กลับมาแล้ว

เว่ยอี๋ยังไม่ทันไปถึงหน่วยทหารม้าลาดตระเวนใน

เมืองหลวงก็ถูกคนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยขวางทาง

เอาไว้

ขณะที่เขากลับมาถึงประตูหอซานซงก็พบนางสวี่

กำลังรอเขาอยู่

สีหน้าของนางย่ำแย่อย่างยิ่งยวด “ข้าขอถามเจ้า

เจ้าไปมาหาสู่กับจ้าวหมิงจูสตรีนางนั้นใช่หรือไม่”

ทันทีที่เว่ยอี๋ได้ยินก็รู้ว่าเรื่องถูกเปิดเผยแล้ว หัวใจ

เขาพลันเต้นดุจรัวกลอง

มารดาสั่งสอนเขาอย่างเข้มงวด สาวใช้ข้างกาย

เขาล้วนถูกเลือกเอาคนที่วางตัวสงบเสงี่ยม

กระทั่งมือก็ไม่อาจสัมผัส ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงสาวใช้

ห้องข้าง เดิมเขาก็มีความใคร่รู้ในเรื่องระหว่าง

ชายหญิง หลังจากเกิดความสนใจในตัวจ้าวหมิงจู

เขาจึงให้นางมาหาเขาที่นี่…แต่ก็ไม่กล้าทำสิ่งใด!

เพียงแต่ทั้งสองคนต่างเป็นเด็กหนุ่มสาวน้อย พอ

ความกล้าและแรงกระตุ้นในการอยากทำเรื่อง

เหลวไหลรุนแรงขึ้นจึงได้ลืมเลือนเรื่องกฎเกณฑ์

ไป

นางสวี่มองบุตรชายร่างสูงสง่าที่นิ่งเงียบก็รู้ทันที

ว่าเป็นเรื่องจริง นางเดือดดาลจนกล่าวออกไป

ตรงๆ “เว่ยอี๋ เจ้ามีสถานะอะไร แล้วจ้าวหมิงจูผู้

นั้นมีสถานะอะไร นางคิดอาศัยสิ่งนี้เดินเข้าสู่

ตระกูลเรา ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าไม่มีทางเป็นไป

ได้!”

เว่ยอี๋กลัวว่ามารดาจะตำหนิจึงรีบพูด “เป็นนาง

ที่มาหาข้าเอง ลูก…ลูกไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น!”

สีหน้าของนางสวี่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อได้ยิน

“ในเมื่อมิใช่เจ้าที่เป็นฝั่ายริเริ่ม เช่นนั้นก็เป็นนาง

ที่ตามตอแยเจ้าอย่างไร้ยางอาย เจ้าตามข้าไป ข้า

จะไม่ถือสาหาความเจ้าชั่วคราว ต้องไปกล่าวกับฮู

หยินผู้เฒ่าเว่ยให้กระจ่างเสียก่อน”

นางเกรงว่าภายใต้อารมณ์วู่วาม ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

จะให้เว่ยอี๋รับจ้าวหมิงจูเป็นภรรยา

หลังจากตรวจร่างกายเสร็จก็พบว่าร่างกายของ

จ้าวหมิงจูยังคงบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่

ยกลับยังมีสีหน้าไม่ดีนัก นางให้จ้าวหมิงจู

เปลี่ยนเป็นเปั้ยจึที่มีสภาพเรียบร้อยตัวใหม่ ก่อน

พามาคุกเข่าในห้องโถงกลาง

นางซักถามจ้าวหมิงจูได้สองสามประโยค สติและ

อารมณ์ของจ้าวหมิงจูก็พังทลาย นางชี้ไปยังอี๋ห

นิงพลางเริ่มร้องไห้ “ชะตาชีวิตของนางดีเลิศ

เพียงใด! เฉิงหลางไม่แต่งนางเป็นภรรยาก็ยังมี

หลัวเซิ่นหย่วนพี่ชายของนางมาแบกรับต่อ ส่วน

ข้าเล่า ท่านกลับเลือกซิ่วไฉ่คนหนึ่งให้ข้า แม้ข้าจะ

มิได้มีสายเลือดเดียวกับท่าน แต่ท่านก็เลี้ยงดูข้า

จนเติบใหญ่ ท่านมีจิตใจเอนเอียงถึงเพียงนี้ นาง

ได้แต่งกับขุนนางใหญ่ขั้นสาม แต่ข้ากลับต้องแต่ง

กับซิ่วไฉ่คนหนึ่ง! ข้า…ข้าต้องคิดหาหนทางเพื่อ

ตัวเอง!”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฟังแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดใจ

“งานแต่งของเจ้าเลวร้ายอย่างไร ตระกูลฟานเป็น

ตระกูลบัณฑิต ในตระกูลยังมีผืนนามีโฉนดที่ดิน

ร้านค้า นอกจากนี้คุณชายฟานยังมานะบากบั่น

ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน สองปีข้างหน้าจะเข้าร่วม

สอบคัดเลือกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากยามนั้นเขา

ได้เป็นจวี่เหริน เจ้าก็เป็นฮูหยินจวี่เหรินแล้ว หาก

สอบผ่านจิ้นซื่อแล้วยังต้องกลัวว่าจะนำตำแหน่ง

ตราตั้งกลับมาให้เจ้าไม่ได้อีกรึ ความยากลำบากที่

แท้จริงของตระกูลขุนนางเหล่านั้น อี๋หนิงไม่รู้ เจ้า

เองก็อาจไม่เคยล่วงรู้!”

ทว่าจ้าวหมิงจูกลับหัวเราะ “ปีนั้นที่ท่านยายของ

ข้าให้ท่านแม่แต่งงานกับท่านพ่อของข้าก็กล่าว

เช่นนี้ แล้วท่านดูสิว่าบัดนี้ท่านแม่กับท่านพ่อของ

ข้าเป็นอย่างไร ท่านยายมักบอกว่ารอเขาสอบ

ผ่านการคัดเลือกมีความก้าวหน้าก็จะดีเอง…ทว่า

ผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว พ่อของข้าก็ยังเป็นเพียงซิ่ว

ไฉ่ ความเป็นอยู่ของครอบครัวอัตคัดข้นแค้น แต่

กลับเลียนแบบผู้อื่น รับอนุมายั่วโมโหแม่ข้า!”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโมโหจนไม่อยากพูดอะไรแล้ว

ในเวลานี้เอง นางสวี่ก็พาเว่ยอี๋เข้ามา

ทันทีที่นางสวี่เข้ามาก็นั่งลงข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า

เว่ย สายตาที่มองจ้าวหมิงจูเปียมไปด้วยการ

ประเมินอย่างเย็นชา นางยกถ้วยน้ำชาขึ้นด้วย

อาการเนิบช้า

“ฮูหยินผู้เฒ่า อี๋เกอร์กล่าวกับข้าว่าเป็นหมิงจูที่มา

หาเขาเอง เขาทั้งแสดงท่าทีผลักไสทั้งปฏิเสธ แต่

สุดท้ายก็จนปัญญา ท่านก็รู้ว่ากับเรื่องนี้เด็กผู้ชาย

มักถูกชักจูงให้หลงผิดได้ง่าย”

จ้าวหมิงจูฟังถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้น นางมองเว่ยอี๋อ

ย่างตกตะลึง หัวใจพลันหนาวสะท้าน

เว่ยอี๋เบือนหน้าหนี ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏ

ร่องรอยประหม่าจางๆ

ไร้หนทาง ท่านแม่ไม่มีทางให้เขาแต่งจ้าวหมิงจู

เป็นภรรยา แม้แต่อนุก็ยังเป็นเรื่องยาก ที่กล่าว

ปัดเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น

นางสวี่พูดต่อ “ท่านเองก็รู้ว่าแต่ไรมาข้ากวดขัน

กับอี๋เกอร์นัก สาวใช้ข้างกายล้วนไม่กล้าปล่อย

ปละละเลย คาดไม่ถึงว่าครั้นมาถึงเรือนท่านจะ

เกิดเรื่องพรรค์นี้ ท่านต้องแยกแยะให้กระจ่าง

สตรีเยี่ยงนี้ยังไม่ทันแต่งงานก็สร้างสัมพันธ์

คลุมเครือกับผู้อื่น ตระกูลข้าไม่อาจรับได้”

จ้าวหมิงจูฟังถึงตรงนี้ พอเห็นเว่ยอี๋ไม่คิดโต้แย้ง

สักคำก็กล่าวเสียงต่ำ “ท่านอาสะใภ้ เรื่องไม่ได้

ร้ายแรงเช่นที่ท่านกล่าว!”

ทว่านางสวี่ไม่คิดจะสนใจนาง

ต่อให้ร่างกายของจ้าวหมิงจูไม่มีส่วนใดเสื่อม

สลาย แต่ก็ถือว่าความบริสุทธิ์ได้ถูกทำลายลงแล้ว

จวนอิงกั๋วกงใกล้จัดพิธีมงคลสมรสแล้ว จะให้

เรื่องพรรค์นี้แพร่ออกไปในเวลานี้ไม่ได้ มีความ

เป็นไปได้มากที่จ้าวหมิงจูจะต้องจำใจปิดปาก

เงียบทนถูกเอาเปรียบ หลังจากนี้ก็คงสิ้นหนทางที่

จะได้อยู่ในจวนอิงกั๋วกงต่อไปแล้ว

เป็นอี๋หนิงที่ทนฟังนางสวี่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

ไม่ได้ เรื่องนี้ฝั่ายหญิงและฝั่ายชายต่างก็มี

ความผิด เหตุใดจึงกล่าวโทษเพียงฝั่ายเดียวเล่า

อี๋หนิงลุกขึ้น กล่าวเนิบช้า “คำพูดนี้ของท่านอา

สะใภ้ฟังดูไม่ถูกต้องนัก คำโบราณกล่าวว่า

ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง หากญาติผู้พี่เว่ยอี๋ปฏิเสธ

อย่างเด็ดขาดจริง พี่สาวหมิงจูที่เป็นเพียงสตรีคน

หนึ่งจะบีบบังคับญาติผู้พี่เว่ยอี๋ได้หรือ”

จ้าวหมิงจูคาดไม่ถึงว่าอี๋หนิงจะช่วยนางแก้ต่างจึง

ตกใจเล็กน้อย

นางสวี่หัวเราะพลางกล่าว “อี๋หนิง เจ้าเป็นเพียง

สาวน้อยที่ยังไม่ออกเรือน อย่าได้มาเข้ายุ่งกับ

เรื่องเหล่านี้ เจ้าควรนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ในห้อง

รอออกเรือนจะเหมาะสมกว่า”

อี๋หนิงหัวเราะขึ้นมา “ท่านอาสะใภ้คิดว่าข้าเป็น

เพียงสตรี คำพูดของข้า ท่านจึงไม่จำเป็นต้องฟัง

แต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องพูด แม้ข้าจะเป็นสตรี แต่ก็

รู้ว่าความรับผิดชอบคืออะไร มีบุรุษบางคนที่กล้า

ทำแต่ไม่กล้ารับ แม้แต่สตรีก็สู้มิได้! คนเช่นนี้ท่าน

กล้าคาดหวังให้เขาช่วยค้ำจุนวงศ์ตระกูลรึ

ถ้อยคำที่ว่าจะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วงศ์

ตระกูลก็เป็นเพียงวาจาเลื่อนลอย แม้แต่ตนเองก็

ยังดูแลไม่ได้!”

นางสวี่ฟังออกว่าอี๋หนิงกำลังพูดถึงเว่ยอี๋ สีหน้า

นางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “เจ้ายังอายุน้อย

อย่าได้ทำเป็นปากคอเราะราย”

“ทุกคำที่ข้ากล่าวล้วนมาจากใจจริง เพื่อหวังให้

ท่านอาสะใภ้และญาติผู้พี่ได้ตรึกตรอง” อี๋หนิง

เอ่ยอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ทว่าท่านอาสะใภ้กลับ

รู้สึกว่าวาจาข้าเสียดแทง นั่นเป็นเพราะความจริง

บาดหู ดังนั้นท่านจึงทนฟังมิได้”

หากกล่าวถึงวาจาที่ทำให้ผู้คนฟังแล้วต้องเดือด

ดาล อี๋หนิงถือเป็นยอดฝีมือมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ปีนั้นที่นางปะทะฝีปากกับเฉียวอี๋เหนียง คน

เหล่านี้ไม่เคยเห็นมาก่อน

นางสวี่โมโหจนใบหน้าแดงก่ำ

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยโบกมือ “บ้านเหล่าซาน[2] พอได้

แล้ว”

แต่ไรมานางไม่เคยเรียกขานนางสวี่ว่าบ้านเหล่า

ซาน ยามนี้นางสวี่ได้ยินจึงไม่ทันตอบสนอง

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมองเว่ยอี๋แล้วกล่าว “เรื่องนี้เจ้าไม่

ต้องฟังแม่ของเจ้า เจ้าพูดมาว่าควรทำอย่างไร

ญาติผู้น้องของเจ้ากล่าวได้มีเหตุผลหรือไม่ ใจเจ้า

กระจ่างชัดที่สุด”

เว่ยอี๋มองอี๋หนิง เขาพลันคิดถึงเรื่องในจวนอิงกั๋ว

กงวันนั้น แผ่นหลังบอบบางที่แผ่กลิ่นอายทระนง

นั้น บัดนี้นางกำลังมองเขาด้วยท่าทีที่ราวกับไม่

เห็นเขาอยู่ในสายตา เว่ยอี๋ก้มหน้าลงกล่าวเสียง

ทุ้มต่ำ “ท่านแม่ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าควร

รับผิดชอบ…”

เขาลังเลชั่วครู่ “หากกล่าวถึงชาติกำเนิด หมิงจูไม่

สามารถเป็นภรรยาเอกของข้าได้ เช่นนั้นก็แต่ง

นางเข้ามาเป็นอนุคนโปรดเถิด”

จ้าวหมิงจูฟังถึงตรงนี้แล้วจะยังไม่เข้าใจอีกหรือ

หากเริ่มแรกหัวใจนางหนาวสะท้าน บัดนี้ก็ด้าน

ชาแล้ว

นางก้มหน้าหัวเราะเสียงเย้ยหยัน

นางสวี่ยังคงไม่ยินยอม นางลุกขึ้นยืน “ฮูหยินผู้

เฒ่า แม้พวกเราจะแยกตระกูลกันแล้ว แต่ยาม

ปรกติก็ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ตระกูลของพวก

ท่านตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ข้าเองก็ไม่ได้หนี

หาย อย่างไรก็เป็นคนในตระกูลเดียวกัน แต่ข้าจะ

ยอมให้ผู้อื่นมาวางแผนหาผลประโยชน์จากอี๋

เกอร์ของพวกเราไม่ได้ หากจ้าวหมิงจูมิได้มีใจคิด

หาผลประโยชน์จากอี๋เกอร์ จะให้แต่งนางเป็น

ภรรยาเอกของเขาก็ย่อมได้!”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอดกลั้นแล้วอดกลั้นอีก นางกำลัง

จะเอ่ยปาก แต่จ้าวหมิงจูกลับส่งเสียงขึ้นก่อน

“ท่านยาย ไม่ต้องแล้วเจ้าค่ะ”

นางลุกขึ้นจากพื้น หัวเราะพลางพูด “ข้าไม่แต่ง

กับเขา อนุคนโปรดอันใด ภรรยาเอกอันใด ข้า

ล้วนไม่ต้องการ น้องสาวอี๋หนิงกล่าวได้ถูกต้อง

การจะอาศัยเขาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วงศ์

ตระกูลช่างเป็นเรื่องน่าขัน!”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยคาดไม่ถึงว่าจ้าวหมิงจูจะกล่าว

ถ้อยคำเหล่านี้ออกมา

จ้าวหมิงจูพูดต่อ “ท่านอาสะใภ้ไม่ต้องกังวลว่าข้า

จะวางแผนหาประโยชน์จากอี๋เกอร์ของท่าน ข้า

คิดหาผลประโยชน์จากเขาแล้วอย่างไร ตัวเขาเอง

ตระหนักดีว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร อย่าได้เส

แสร้งแกล้งโง่เพื่อหลอกเอาเปรียบ ข้าสำนึก

เสียใจแล้ว ท่านอย่าได้ทำให้ทั้งสองตระกูลต้อง

เกิดความบาดหมางเพราะเรื่องนี้ อย่างไรข้าก็ไม่

ต้องการให้ลูกชายของท่านแต่งข้าเป็นภรรยา ข้า

จะถือเสียว่าถูกสุนัขกัดก็แล้วกัน ท่านเห็นว่า

อย่างไร”

นางสวี่ย่อมฟังคำกล่าวนี้อย่างไม่สบอารมณ์ รู้สึก

ไม่สบายไปทั้งร่าง

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกลับหัวเราะออกมา

นางดูแคลนพฤติกรรมพรรค์นี้ของเว่ยอี๋ ทั้งยังไม่

สบอารมณ์กับถ้อยคำของนางสวี่ จ้าวหมิงจู

สามารถคิดตกผลึกได้ถือเป็นเรื่องดีที่สุด

นางไม่กลัวจ้าวหมิงจูทำเรื่องผิดพลาด เพียงกลัว

ว่าจ้าวหมิงจูจะผลักดันตนเข้าสู่หลุมแห่งความ

ตาย

นางกวักมือเรียกจ้าวหมิงจูและอี๋หนิงมายังเบื้อง

หน้า จับมือหลานสาวทั้งสองไว้ “ในเมื่อหมิงจูก

ล่าวแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะเคารพการตัดสินใจของ

นาง แต่หอซานซงแห่งนี้ อี๋เกอร์คงพำนักต่อไป

ไม่ได้ แขกเริ่มมากันเยอะแล้ว ในจวนเริ่มแออัด

…”

สีหน้าของนางสวี่แปรเปลี่ยนเป็นแข็งค้างเล็กน้อย

นี่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำลังส่งสัญญาณไล่แขกหรือ

นางถือเป็นคนหยิ่งทระนงคนหนึ่ง อย่างมากนับ

จากนี้ไปก็ไม่ต้องไปมาหาสู่กับจวนอิงกั๋วกงอีก

พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาไล่กันเช่นนี้!

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพาอี๋หนิงกับจ้าวหมิงจูกลับไปยัง

เรือนจิ้งอัน

ภายในห้องด้านข้างเรือนจิ้งอัน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

กำลังหารือกับผู้ดูแลเรื่องงานแต่ง จ้าวหมิงจูนั่ง

เอนตัวอยู่บนเบาะอิง ท่าทางราวกับเพิ่งผ่าน

ความเป็นตาย เมื่อครู่นางยังวางท่าแข็งกร้าว ทว่า

ยามนี้กลับดูไร้สติเลื่อนลอย

อี๋หนิงหยิบผลเหอเถาสดใหม่ให้นาง ผลเหอเถา

สดใหม่มีรสชาติดีที่สุด หอมหวานยิ่งกว่าถั่วลิสง

นัก

จ้าวหมิงจูรับไป ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้น “ขอบใจ”

อี๋หนิงรู้ว่านางกำลังขอบคุณเรื่องเมื่อครู่จึงโคลง

ศีรษะ “ข้าเองก็มิใช่คนดีอะไร เพียงแต่ฟังคำของ

ท่านปั้าสะใภ้ไม่เข้าหูเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาช่วย

ท่าน”

จ้าวหมิงจูก่อเรื่องทำร้ายกับนางไม่น้อย ยามนี้

นางไร้ความรู้สึกดีใดๆ ต่อจ้าวหมิงจูแล้ว

“แต่เจ้าช่วยข้า” จ้าวหมิงจูเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง

“ข้าคนนี้ไม่มีอะไรดี แต่เรื่องบุญคุณความแค้น

แบ่งแยกชัดเจน เจ้าช่วยเหลือข้า ในกาลข้างหน้า

ข้าย่อมต้องตอบแทนเจ้า”

ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าขึ้น “เจ้า…รายการสิน

เจ้าสาวของเจ้าเล่า ให้ข้าช่วยเพิ่มเข้าไปสักสอง

สามสิ่ง ที่เรือนข้ามีของไม่น้อยที่…”

อี๋หนิงปฏิเสธ “ไม่จำเป็น รายการสินเจ้าสาวเสร็จ

เรียบร้อยแล้ว”

จ้าวหมิงจูรับคำเสียงหนึ่งด้วยความผิดหวัง นาง

เอนกายกลับลงไป มองต้นแปะก๊วยด้านนอกที่ใบ

เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง นางกล่าว “คำพูดของข้า

เจ้าอย่าได้นำไปใส่ใจ ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็ผ่านมาไม่

ง่าย พี่ชายของเจ้าผู้นั้น…ถึงจะกล่าวว่าแต่งเจ้า

เป็นภรรยา ทว่าหลังจากแต่งงานแล้วจะทำ

อย่างไร หากเขาปฏิบัติต่อเจ้าฉันพี่น้อง เจ้าจะไม่

น่าสงสารหรือ แต่ถ้าเขาไม่ปฏิบัติต่อเจ้าเช่นพี่

น้อง เจ้าก็ยังเด็กนัก ร่างกายยังเจริญเติบโตไม่

เต็มที่ จะทนรับ…”

นางคล้ายรู้ตัวว่าการพูดเรื่องเช่นนี้กับอี๋หนิงไม่ใช่

เรื่องที่เหมาะสมนัก จ้าวหมิงจูจึงนั่งกินผลเหอเถา

ไม่กล่าวสิ่งใดอีก

อี๋หนิงแสร้งเป็นไม่ได้ยิน ในเมื่อจ้าวหมิงจูแสดง

ความเป็นมิตร นางก็จะไม่ฉีกหน้าอีกฝั่าย ที่

สำคัญนางยังไม่เคยพูดคุยดีๆ กับจ้าวหมิงจูเช่นนี้

มาก่อน ถือได้ว่าแปลกใหม่ จ้าวหมิงจูเองก็คล้าย

ไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เยี่ยงนี้ อี๋หนิง

เอ่ยถาม “เช่นนั้นเรื่องคู่ครองของท่านจะทำ

อย่างไร”

จ้าวหมิงจูมึนงงเล็กน้อย “ไม่รู้” ทว่าไม่นานนางก็

ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว “ข้าต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือ

คนให้จงได้ ไม่มีทางแต่งงานกับซิ่วไฉ่แน่นอน ถึง

ยามนั้นข้าจะเหยียบพวกเว่ยอี๋กับนางสวี่ไว้ใต้ฝั่า

เท้า ให้พวกเขาเรียกขานข้าว่าท่านอาหญิง”

อี๋หนิงฟังแล้วก็หัวเราะ

อย่างน้อยจ้าวหมิงจูก็มีเปั้าหมายที่แน่ชัดแล้ว ฟัง

ดูไม่เลวเลย

——————–

1. ตู้โตว คือ เสื้อชั้นในของผู้หญิงจีนสมัย

โบราณ ลักษณะเป็นผืนผ้าคล้ายผ้ากันเปือน

สำหรับคาดรอบอกและมีสายผ้าผูกที่คอกับ

เอว

2. เหล่าซานมักใช้เรียกคนที่อยู่ในลำดับที่

สามของวงศ์ตระกูล

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 133"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

2020328295-member-193×278-1
ช้าก่อนคุณป๋อ! ครั้งนี้ขอเป็นรักสุดท้าย
06/03/2023
novelpdf003
หม่ามี๊ตัวร้ายกับเสนาบดีตื๊อรัก นิยายอัพทุกวันเข้ามาดูก่อน
13/08/2024
book-1629315464
บัลลังก์หมอยาเซียน
10/08/2022
ดาวน์โหลด (1)
ยอดหญิงอันดับหนึ่ง
05/09/2022

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.