พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 143
จดหมายฉบับนี้ใช้กระดาษเฉิงซินถังชั้นเลิศ มี
อักษรเพียงไม่กี่ตัว กล่าวว่าขอเชิญอี๋หนิงไปพบที่
หอสุราเสียงอวิ๋น ลงนามเซี่ยอวิ้น
ทว่านางไม่เคยเห็นลายมือของเซี่ยอวิ้นมาก่อน
นอกจากนี้เหตุใดเซี่ยอวิ้นจึงต้องการพบนาง
อี๋หนิงบังเกิดความสงสัย นางวางจดหมายไว้อีก
ด้าน ไม่สนใจชั่วคราว
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนกลับมาถึงจวนในช่วงพลบค่ำ
อี๋หนิงก็กำลังเล่นกับหนานเกอร์อยู่ที่เรือนของ
หลินไห่หรู หลัวเซิ่นหย่วนมาคารวะหลินไห่หรูที่
ห้องโถงหลัก หลังจากแต่งงานมาหลายวัน ใน
ที่สุดเจ้าเด็กนี่ก็เริ่มสนิทสนมกับนางแล้ว ไม่
ร้องไห้งอแงยามถูกนางอุ้มแล้ว เขาใช้มือเล็กกอด
คอนางไว้ ทว่าเมื่อเห็นหลัวเซิ่นหย่วนก็รีบหันหน้า
หนีอย่างไม่แยแส อี๋หนิงยิ้มพลางตบก้นเล็กๆ ของ
เขา
หลินไห่หรูมีความสุขมากที่เห็นหนานเกอร์สนิท
ใกล้ชิดกับอี๋หนิง
วันนี้หลัวเฉิงจางอยู่กินข้าวที่จวน อี๋หนิงยอบกาย
ขานเรียกเขาท่านพ่อ สีหน้าของหลัวเฉิงจางดู
ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย จะอย่างไรก็เป็นบุตรสาวที่
เลี้ยงดูมานานแรมปี เมื่อคิดถึงอี๋หนิงในวัยเยาว์
เขาก็ไม่ได้รังเกียจถึงขั้นนั้นแล้ว
เลี้ยงลูกแมวลูกสุนัขยังเกิดความผูกพัน
นับประสาอะไรกับเด็ก
ไม่นานหลัวอี๋เหลียนกับหลัวเซวียนหย่วนก็เดิน
ตามกันเข้ามาทีละคน พวกเขาคารวะหลัวเฉิงจาง
ก่อน จากนั้นจึงคารวะหลัวเซิ่นหย่วน เมื่อหลัวเซ
วียนหย่วนนั่งลง หลัวเฉิงจางก็ถามไถ่ถึงเรื่องการ
เรียนของเขา หลัวเซวียนหย่วนตอบได้ลื่นไหลดุจ
สายน้ำ น้ำเสียงของเด็กหนุ่มชัดกังวาน หลัวอี๋
เหลียนจึงกล่าว “ท่านพ่อ ข้าเห็นเซวียนเกอร์
ตรากตรำเรียนหนังสือ สาวใช้สาวใช้ชราในจวนที่
แบ่งไปปรนนิบัติเขามีไม่มาก จึงอยากขอเพิ่มสัก
สองสามคนเพื่อคอยปรนนิบัติเขาในเรื่อง
ชีวิตประจำวันเจ้าค่ะ เขาจะได้มีสมาธิในการร่ำ
เรียนยิ่งขึ้น”
แต่ไรมาหลัวเฉิงจางก็รักเอ็นดูพี่น้องสองคนนี้
ครั้นได้ยินก็หันไปถามหลินไห่หรู “ส่งคนไป
ปรนนิบัติเซวียนเกอร์กี่คน”
หลินไห่หรูตอบ “สาวใช้สี่คน สาวใช้ชราสองคน
บ่าวรับใช้อีกสี่คน เพียงพอกับการปรนนิบัติแล้ว
ยามที่เซิ่นหย่วนเรียนหนังสือ ข้างกายมีคน
ปรนนิบัติเพียงสามสี่คนเท่านั้น จะใช้คนมากมาย
ไปเพื่ออะไร!”
หลัวอี๋เหลียนกัดริมฝีปากเบาๆ ตั้งแต่เล็กน้องชาย
ก็ถูกประคองโอบอุ้มเลี้ยงดูด้วยคนมากมาย ยาม
นั้นหลัวเซิ่นหย่วนเป็นเพียงบุตรอนุที่ไม่ได้รับ
ความโปรดปราน จะนำมาเปรียบเทียบกันได้
อย่างไร
“เช่นนั้นก็ส่งสาวใช้ชราไปให้อีกสองคน” หลัวเฉิง
จางกล่าว “เขาเริ่มเติบใหญ่แล้ว ย่อมต้องการ
บ่าวรับใช้มากหน่อย”
“ไม่ได้” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียง
ราบเรียบ เสียงวางตะเกียบดังแผ่วเบา “คนมาก
พอแล้ว มิใช่ว่ามือใช้การไม่ได้ บ่ามิอาจแบกหาม
สักหน่อย”
เมื่อถูกบุตรชายโต้แย้งต่อหน้า หลัวเฉิงจางก็รู้สึก
เสียหน้าเล็กน้อย
หลัวเซวียนหย่วนฟังถึงตรงนี้ก็ลุกขึ้น บนใบหน้า
งามกระจ่างเผยรอยยิ้มออกมา “พี่ชายสามกล่าว
ได้ถูกต้อง คนปรนนิบัติมีมากพอแล้ว บางเรื่องข้า
สามารถจัดการได้เอง ไม่ต้องเพิ่มจำนวนคน
ปรนนิบัติแล้วขอรับ”
ที่ด้านล่าง เขายื่นมือไปจับมือของหลัวอี๋เหลียนไว้
อย่างไร้สุ้มเสียงเพื่อให้พี่สาวอย่าได้กล่าวอะไรอีก
การโต้เถียงด้วยเรื่องพรรค์นี้ไร้ประโยชน์ใดๆ
หลัวอี๋หนิงมองการเคลื่อนไหวของทั้งสองคน
เงียบๆ
หลังจบอาหารมื้อนี้ก็เดินทางกลับเรือน อี๋หนิงเดิน
อยู่ข้างกายหลัวเซิ่นหย่วน กล่าวกับเขาว่า “สอง
สามปีมานี้เซวียนเกอร์ดูมีความก้าวหน้าแล้ว ยาม
ที่ข้าจากไปจำได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ
หลัวอี๋เหลียนไม่ค่อยดีนัก เหตุใดยามนี้จึงดีขึ้น
มาแล้ว”
หลัวเซิ่นหย่วนหันมามองนางปราดหนึ่งก่อนกล่าว
“ความสัมพันธ์ทางสายเลือดมิใช่สิ่งที่ตัดขาดกัน
ได้ง่ายๆ หลัวเซวียนหย่วนเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง
พี่สาวของเขาดีต่อเขา เขาย่อมตอบแทน”
อย่างไรในร่างของหลัวเซวียนหย่วนก็มีสายเลือด
ของตระกูลหลัวอยู่ ทั้งยังเป็นพี่น้องกับพี่ชายสาม
ตราบใดที่เขาได้รับการบ่มเพาะอย่างถูกต้อง เขา
ย่อมไม่มีวันย่ำแย่
บัดนี้ในตระกูลหลัวมีพี่ชายสามเป็นใหญ่ ความ
ต้องการของเขาไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน ต่อให้หลัวเซ
วียนหย่วนฉลาดปานใดก็ไม่มีวันก้าวล้ำหลัวเซิ่น
หย่วนไปได้ ยังคงห่างชั้นนัก อี๋หนิงเอ่ยถาม
“เช่นนั้นท่านจะดูแลเขาหรือไม่”
“เรื่องในราชสำนักมีมากมาย เรื่องในจวนข้าไม่
ค่อยได้ยุ่งสักเท่าไร” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวกับนาง
“ทว่าหลังจากเข้าร่วมราชสำนักแล้วจึงได้รู้ว่าวงศ์
ตระกูลมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับผู้คน เขาเดิน
ออกไปด้านนอก ผู้อื่นก็จะกล่าวเพียงว่านี่คือ
น้องชายของหลัวเซิ่นหย่วน ไม่ใช่หลัวเซวียนหย่
วน”
บัดนี้หลัวเซิ่นหย่วนคือตัวแทนของทั้งตระกูลหลัว
หากคนในตระกูลไม่ดีย่อมกระทบต่อชื่อเสียงของ
เขา
อี๋หนิงรู้สึกว่าเขาช่างเป็นผู้ที่มีเหตุผลตรรกะอย่าง
ยิ่ง
เมื่อเขากลับไปแล้วก็ยังต้องอ่านเอกสารของกรม
โยธา ค่ำคืนนี้อี๋หนิงรั้งแขนเสื้อขึ้น เตรียมอ่าน
หนังสือเป็นเพื่อนเขา
เทียนภายในห้องเผาไหม้เงียบๆ นางฝนหมึกอยู่
ค่อนวัน พอหันหน้าไปมองเขากลับพบว่าเขาไม่
จรดพู่กันเสียที นางอดกล่าวไม่ได้ “น้ำหมึกข้าจะ
แห้งอยู่รอมร่อแล้ว เหตุใดจึงเอาแต่ใคร่ครวญไม่
เขียนเสียที”
“ง่ายเสียที่ใดเล่า” หลัวเซิ่นหย่วนวางพู่กันลง
“การอนุญาตทำเหมืองแร่ไม่อาจตัดสินใจโดย
พลการ มิเช่นนั้นจะก่อให้เกิดเหตุร้ายไม่รู้สิ้น”
ไต้เม่ายกน้ำแกงบำรุงเข้ามา อี๋หนิงวางผ้ารองซับ
ไว้ข้างใต้ เปิดฝาออกแล้วส่งให้เขา
“ท่านดื่มนี่ก่อน ให้ข้าดูหน่อย” นางคล้ายได้
สัมผัสถึงความสำเร็จในการบ่มเพาะว่าที่ท่านราช
เลขาธิการ อี๋หนิงหยิบแผ่นกระดาษที่เขาเพิ่งอ่าน
ขึ้นมาดู เรื่องเหล่านี้ไร้ความน่าสนใจ เหมืองสอง
สามแห่งนี้ซ่อนแร่อะไรไว้ ตำแหน่งแร่อยู่ลึกเท่าไร
ไม่น่าสนุกเท่าคดีของศาลต้าหลี่สักนิด
หลัวเซิ่นหย่วนดื่มน้ำแกง เอนพิงพนัก มองนาง
แล้วยิ้ม “เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”
หัวคิ้วนางขมวดมุ่น “เหตุใดข้าจึงไม่เห็นว่าพวกนี้
จะต่างกันสักเท่าไร…”
มือใหญ่ฉวยกระดาษจากข้างกายนางไป เขาโน้ม
ตัวลงจากด้านหลังของนาง ทั้งร่างเขยิบเข้าใกล้
“เจ้าจะอ่านเข้าใจอะไร ฝนหมึกต่อไป ข้าจะลง
มือเขียน”
เอาเถิด ฝนหมึกให้เขาดีกว่า
หลัวเซิ่นหย่วนจุ่มพู่กันลงในหมึก ครุ่นคิดอยู่ครู่
หนึ่ง เขาใช้มือหนึ่งค้ำยันขอบโต๊ะ ก่อนจรดพู่กัน
ลงไป
อี๋หนิงมองใบหน้าด้านข้างของเขา รู้สึกว่าเขาช่าง
น่ามองอย่างยากจะหาผู้ใดเปรียบ นางพลัน
ตระหนักแจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใดจึงมีคนพุ่งเข้าหา
คนผู้นี้มากมาย นี่ไร้ความเกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์
ใดๆ แต่เป็นเสน่ห์ชนิดหนึ่ง
รอจนเขาเขียนเสร็จ อี๋หนิงถึงได้หยิบมาอ่าน เขา
เขียนได้มีระเบียบชัดเจน ลงนามอนุญาต
เรียบร้อย
“เสร็จแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิด” หลัวเซิ่นหย่วน
เรียกบ่าวรับใช้เข้ามาเก็บข้าวของ
รอจนเขาจับจูงตนกลับไปยังห้องหลัก อี๋หนิงจึงได้
บอกเขาเรื่องที่ตนต้องกลับไปที่จวนอิงกั๋วกงในวัน
พรุ่งนี้
“พาองครักษ์ของเจ้าไปด้วย” หลัวเซิ่นหย่วน
เพียงกำชับนาง “รีบไปรีบกลับ”
อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมส่งยิ้มให้ ก็แค่กลับ
บ้านเจ้าสาวสักครั้งมิใช่หรือ
ระยะนี้จวนอิงกั๋วกงบรรยากาศดูครึกครื้น อากาศ
เริ่มเย็นลง ต้นต้าหวยซู่ตรงประตูเริ่มผลัดใบแล้ว
ภายในห้องของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยมีการจุดกระถาง
อุ่นไว้ล่วงหน้า อี๋หนิงสนทนาหารือกับจ้าวหมิงจู
และฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอยู่ภายในห้อง
ย่าหลานสามคนนั่งขัดตะหมาดอยู่บนตั่งไม้
“พื้นดวงสมพงษ์ ทั้งยังเป็นดวงชะตาที่ช่วย
ส่งเสริมสามี” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกล่าว “พ่อของเจ้า
ตัดสินใจจะแต่งรับนางเป็นภรรยา งานแต่งคงจะ
จัดขึ้นหลังจากนี้สองเดือน ต้องเลือกสรรวันมงคล
ก่อนจึงจะได้”
หัวคิ้วอี๋หนิงพลันขมวดมุ่น “รีบร้อนถึงเพียงนี้
เชียวหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยื่นกล่องผลซิ่งเหรินในมือให้นาง
“ซิ่งเหรินนี้มีกลิ่นหอมของนม รสชาติดีเยี่ยม อีก
ครู่เจ้านำกลับไปด้วย” จากนั้นก็กล่าวต่อ “มิใช่
ว่าเจ้าไม่รู้จักพ่อของเจ้า กล่าวว่าอย่างไรก็ต้อง
อย่างนั้น ทว่าบิดามารดาของแม่นางสวีด่วนจาก
ไปนานแล้ว มีเพียงท่านสวีกั๋วกงพี่ชายผู้นี้คอย
ดูแล แม้ในครอบครัวจะมีพี่ชายพี่สะใภ้คอยทะนุ
ถนอม ทว่านางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว ยิ่งแต่งเร็วก็ยิ่ง
ดี”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพูดต่อ “เจ้าไม่ต้องกังวลไป ต่อไป
เมื่อเจ้ากลับมา ทุกสิ่งจะยังเหมือนเดิม”
นางกังวลว่ามารดาเลี้ยงจะไม่ดีต่อตนหรือ
อี๋หนิงยิ้มขื่น ชะตาในชาติภพนี้ของนางถือว่า
อาภัพนัก นับแล้วนี่ก็เป็นมารดาเลี้ยงคนที่สาม
แล้ว ทั้งยังเป็นแม่นางน้อยที่โตกว่านางไม่กี่ปี
เท่านั้น “ท่านพ่อตอบตกลงง่ายดายถึงเพียงนี้เลย
หรือเจ้าคะ ข้าหลงนึกว่าท่านต้องเลือกเฟั้นอยู่
นาน”
“เจ้าเกลี้ยกล่อมเขา มีหรือเขาจะไม่ฟัง!” ฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยหัวเราะ ที่สำคัญสุขภาพของนางยังย่ำแย่
ลงเรื่อยๆ อี๋หนิงออกเรือนแล้ว หมิงจูเป็นคนนอก
ไม่อาจยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในจวนอิงกั๋วกง ดังนั้น
จึงไร้ซึ่งหนทางอื่นแล้ว
จ้าวหมิงจูกล่าวกับนาง “อี๋หนิง ท่านอายังทำ
อาภรณ์เครื่องประดับไว้ให้เจ้า อีกครู่เจ้าก็เอา
กลับไปพร้อมกัน”
สุดท้ายเมื่ออี๋หนิงกลับมาจากบ้านเจ้าสาว ทั้งรถ
ม้าก็เต็มไปด้วยสิ่งของ
อี๋หนิงอดคิดถึงอดีตไม่ได้ ครั้นนางกลับมาจาก
จวนโหว คนในครอบครัวจะปฏิบัติต่อนางอย่าง
นอบน้อมและเกรงใจประหนึ่งนางเป็นคนแปลก
หน้า บรรยากาศเช่นนี้จึงจะสมเป็นบ้านเจ้าสาว
หากมิใช่เพราะก่อนแต่งงานเดือนหนึ่งห้ามแยก
เตียงนอน พวกนางคงยืนกรานรั้งตัวนางไว้สักสิบ
วันหรือครึ่งเดือนเป็นแน่
“นายหญิงน้อย พวกเราจะกลับเลยหรือไม่
ขอรับ” องครักษ์ด้านนอกเอ่ยถาม
อี๋หนิงครุ่นคิดแล้วจึงกล่าว “ไปหอสุราเสียงอวิ๋น”
นางอยากรู้นักว่าเซี่ยอวิ้นอยากจะทำอะไร
รถม้าเข้าไปจอดในสถานพบปะเสียงอวิ๋น สถานที่
แห่งนี้มีบรรดาสตรีเข้าออกบ่อยครั้ง ดังนั้นการ
รักษาการณ์ตรงประตูจึงกวดขันยิ่งนัก อี๋หนิง
แสดงเทียบนามของหลัวเซิ่นหย่วนจึงผ่านเข้าไป
ได้ คราก่อนนางเคยมาแล้ว หญิงรับใช้จึงรู้ว่านาง
คือภรรยาของใต้เท้าหลัว หญิงรับใช้เดินนำอี๋หนิง
ขึ้นไปชั้นบนด้วยท่าทีนอบน้อม
“แม่นางเซี่ยอยู่หรือไม่” อี๋หนิงถามหญิงรับใช้
หญิงรับใช้ยอบตัว “แม่นางเซี่ยอยู่เจ้าค่ะ เมื่อครู่
ลงไปด้านล่างกับฮูหยินท่านหนึ่ง บ่าวจะไปกราบ
เรียนให้ท่าน”
อี๋หนิงย่างเท้าไปที่ราวบันไดก็พบคนผู้หนึ่งยืนอยู่
ข้างต้นทับทิมซึ่งอยู่ด้านล่างของบันได
สตรีผู้นี้สวมเสื้อคลุมกันลม ทำผมเรียบง่ายไร้ซึ่ง
เครื่องประดับใดๆ แม้คนผู้นี้จะมีอายุเข้าใกล้วัย
กลางคนแล้ว ทว่าท่วงท่าสง่างาม เสื้อผ้าสะอาด
เรียบง่ายมาก ด้านหลังนางมีสาวใช้ตัวน้อยยืนอยู่
สองคน นางกำลังแหงนหน้ามองผลทับทิมบนต้น
ดูอ่อนโยนสงบนิ่ง
“ฮูหยิน ต้นไม้ด้านนั้นออกดอกบานสะพรั่ง
เหลือเกิน หรือท่านจะไปชมด้านนั้นเจ้าคะ…”
สาวใช้ตัวน้อยด้านหลังเกลี้ยกล่อมนาง
อี๋หนิงได้ยินเสียงกระซิบของฮูหยินตระกูลขุนนาง
ท่านหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลังนาง “เหตุใดคนผู้
นี้จึงออกมา…”
“มิใช่กล่าวว่าบัดนี้กำลังกินมังสวิรัติสวมมนต์
ภาวนา มิยอมออกมาหรอกหรือ ดูท่าทางปั่วย
ร่อแร่นั่นสิ ไม่รู้ว่าตลอดหลายปีมานี้เป็นอะไรไป”
“สามีของนางตายลงเช่นนั้น ทิ้งนางไว้เพียงลำพัง
ก็น่าสังเวชอยู่…”
“น่าสังเวชกระไรกัน มิใช่กล่าวว่าฆ่าคนตายหรือ
ที่เป็นเช่นยามนี้ก็เพราะผลกรรมแล้ว”
ราวกับคนผู้นั้นได้ยินคนผู้หนึ่งที่อยู่ด้านนี้กำลังพูด
ถึงนาง นางมองขึ้นมาผ่านราวบันไดที่คั่นกลาง
ก่อนจับมือของสาวใช้พลางกล่าว “ไปเถิด”
ใบหน้าของอี๋หนิงไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าในใจกลับ
เกิดคลื่นพัดโหมกระหน่ำ นางคุ้นเคยกับคนผู้นี้
ที่สุด จะไม่คุ้นเคยได้อย่างไร นี่ก็คือเซี่ยหมิ่น อดีต
ฮูหยินของซื่อจื่อหนิงหย่วนโหว พี่สะใภ้ของนาง
ปีนั้นที่อี๋หนิงเพิ่งแต่งเข้าจวนหนิงหย่วนโหว เซี่ย
หมิ่นก็มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
นางเป็นบุตรีสายตรงคนโตของตระกูลเซี่ย
ความสามารถล้นเหลือเช่นเดียวกับเซี่ยอวิ้นใน
ยามนี้ อันที่จริงเซี่ยอวิ้นมิอาจหาญเทียบนาง ในปี
นั้นไม่มีผู้ใดจะเหนือกว่านางไปได้
คราแรกเซี่ยหมิ่นเองก็ไม่ได้เห็นถึงความสำคัญ
ของนาง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนเรียบ
เฉย ต่อมาอี๋หนิงถูกคนปองร้ายจนตาย ร่างตก
จากหน้าผา จึงถูกกักขังอยู่ในปินยี่สิบกว่าปี ได้
เป็นประจักษ์พยานของความเปลี่ยนแปลงที่
เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวล
ส่วนเซี่ยหมิ่นเองก็ตกต่ำ สามีถูกลู่เจียเสวียสังหาร
ตัวนางเองจึงไม่สนใจเรื่องทางโลกอีก
มุมปากของอี๋หนิงปรากฏเป็นรอยยิ้มขื่น เรื่อง
เหล่านั้นในเรือนด้านข้าง วันเวลาที่ได้ยินเสียง
สวดภาวนา ช่วงเวลาที่ราวกับสัตว์ถูกกักขังคล้าย
ยังปรากฏชัดในดวงตา นางจับราวบันไดแน่น ข้อ
นิ้วซีดขาว ที่แท้ก็คือเซี่ยหมิ่น!
นางมองแผ่นหลังของเซี่ยหมิ่น ต่อมาจึงมีคนเดิน
เข้าไปคล้องแขนของเซี่ยหมิ่นไว้อย่างสนิทสนม
ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านอาหญิง ยังชมการแสดง
ไม่จบเลย เหตุใดท่านจึงลงมาแล้ว”
เป็นเซี่ยอวิ้น
เซี่ยหมิ่นยิ้มให้เซี่ยอวิ้น “รู้สึกว่าเสียงดังอึกทึก
เกินไปจึงออกมาสูดอากาศ”
“ท่านรู้สึกรำคาญหรือ ข้ากลับรู้สึกว่าครื้นเครงดี”
เซี่ยอวิ้นกล่าว “ยากนักที่ท่านจะออกมาจากจวน
สักครั้ง ท่านต้องอยู่สนุกเป็นเพื่อนข้าก่อนนะเจ้า
คะ”
ลูกของเซี่ยหมิ่นเสียชีวิตจากอาการปั่วยกะทันหัน
ตั้งแต่วัยเยาว์ นางจึงปฏิบัติต่อเซี่ยอวิ้นดีกว่าผู้อื่น
มิเช่นนั้นหากเป็นผู้อื่น นางจะยอมออกจากจวน
ได้อย่างไร อันที่จริงนางรังเกียจพวกผู้คนที่อยู่
ด้านนอกเหล่านี้นัก
“เช่นนั้นก็กลับไปเถิด” นางกล่าวเนิบช้า น้ำเสียง
แหบพร่าเล็กน้อย เซี่ยอวิ้นจึงประคองเซี่ยหมิ่น
ขึ้นไปชั้นบน
ช่องทางเดินบันไดของหอเสียงอวิ๋นนี้สร้างได้เล็ก
แคบ ย่างก้าวแต่ละทีก็ก่อให้เกิดเสียงดัง ทว่า
เสียงฝีเท้าของเซี่ยหมิ่นกลับแผ่วเบาอย่างยิ่ง อี๋ห
นิงสูดลมหายใจลึก เบี่ยงร่างไปมองต้นพลูด่างที่
วางอยู่บนโต๊ะไม้แดงสูง รอให้ทั้งสองคนเดินผ่าน
ไป
เสียงฝีเท้าค่อยๆ ใกล้เข้ามาจนถึงข้างกายอี๋หนิง
เซี่ยหมิ่นกำลังจะเดินผ่านไป แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด
จึงหยุดลง จากนั้นน้ำเสียงแผ่วเบาของนางก็ดัง
ขึ้น “นายหญิงท่านนี้ ข้ารู้สึกคุ้นตาอยู่ไม่น้อย”
แน่นอนว่าเซี่ยอวิ้นก็ย่อมเห็นอี๋หนิง ครั้นคิดถึง
เรื่องของหลัวเซิ่นหย่วนในวันนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ
ทว่าด้วยอุปนิสัยของนางจึงไม่คิดถือสาหาความ
กับอี๋หนิง นางกล่าวว่า “ท่านปั้า นี่คือภรรยาของ
ใต้เท้าหลัวท่านรองเสนาบดีกรมโยธา คุณหนูของ
จวนอิงกั๋วกง”
อี๋หนิงหันตัวกลับมามองเซี่ยหมิ่น สายตาของเซี่ย
หมิ่นอ่อนโยน แต่เมื่อทอดมองลงบนร่างนางกลับ
ให้ความรู้สึกหนาวเย็นดุจน้ำ
“ครั้นข้าเห็นแม่นาง ข้าก็เกิดความรู้สึกเหมือน
รู้จักมาแรมปี” เซี่ยหมิ่นพูดเบาๆ “ทว่ารูปโฉม
กลับไม่คุ้นตา นายหญิงหลัวเคยพบข้าหรือไม่”
อี๋หนิงโคลงศีรษะแล้วยิ้ม “ข้าไม่เคยพบฮูหยิน”
“อวิ้นเอ๋อร์ ข้าเห็นเจ้าเหมือนจะรู้จักฮูหยินหลัว
ท่านนี้ เจ้าเชิญนางมาชมการแสดงกับเราดี
หรือไม่” เซี่ยหมิ่นเบี่ยงศีรษะไปถามเซี่ยอวิ้น
“ในเมื่อท่านปั้าของข้าเชื้อเชิญ มิทราบว่านาย
หญิงหลัวจะให้เกียรติข้าได้หรือไม่” ยากนักที่
เซี่ยอวิ้นจะเอ่ยปาก น้ำเสียงนางแข็งกระด้าง
เล็กน้อย ตั้งแต่เล็กนางก็ชอบเซี่ยหมิ่น เคารพนับ
ถือท่านปั้าของตนผู้นี้ กระทั่งเคารพมากกว่า
ฮองเฮาเสียอีก สำหรับคำร้องขอของท่านปั้า แต่
ไรมานางก็ไม่เคยปฏิเสธ
“ฮูหยินเขียนจดหมายถึงข้าก็มิใช่เพราะอยากจะ
เชิญข้ามาร่วมสนทนาด้วยหรอกหรือ เช่นนั้น
เพียงนั่งลงก็ได้แล้ว” อี๋หนิงยอบกายยิ้มเล็กน้อย
จากนั้นจึงเดินไปด้านบน นั่งลงด้านหนึ่งของโต๊ะ
แปดเซียนแล้วหยิบเมล็ดแตงขึ้นมากินช้าๆ
เซี่ยหมิ่นเดินขึ้นมา นั่งลงข้างกายอี๋หนิง ก่อน
กล่าวด้วยเสียงหัวเราะต่ำเบา “นายหญิงหลัวรู้ว่า
ข้าเป็นคนเขียนจดหมายเชิญท่านมาหรือ”
“เพียงมองก็รู้ว่าเซี่ยอวิ้นไม่ทราบเรื่อง” หลัวอี๋ห
นิงพูดอย่างเฉยเมย “ในเมื่อฮูหยินใช้นามของ
เซี่ยอวิ้นเขียนจดหมาย ทั้งยังจงใจเรียกข้าไว้
เช่นนั้นก็ต้องเป็นฮูหยินที่เชิญข้ามาแล้ว”
เซี่ยหมิ่นคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
อี๋หนิงหันไปมองนาง สีหน้าของเซี่ยหมิ่นสงบนิ่ง
ส่วนเซี่ยอวิ้นยืนอยู่ด้านหลังนางมีท่าทีไม่สบ
อารมณ์เล็กน้อย เซี่ยอวิ้นไม่ชอบที่เซี่ยหมิ่นพูดคุย
กับอี๋หนิงประหนึ่งอีกฝั่ายเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง
เป็นความรู้สึกคล้ายกับของรักถูกผู้อื่นแย่งชิงไป
“อวิ้นเอ๋อร์ เจ้าไปยกน้ำชามาให้ข้ากับนายหญิง
หลัวที” เซี่ยหมิ่นกล่าวเสียงราบเรียบ เซี่ยอวิ้นไม่
ขยับ กระทั่งเซี่ยหมิ่นเหลือบตามอง นางจึงได้กัด
ริมฝีปากรับคำ ก่อนเดินไปยังห้องหูเพื่อยกน้ำชา
มาอย่างเชื่อฟัง
“นายหญิงหลัว” หลังเซี่ยหมิ่นนั่งลงก็เอ่ยปาก
อย่างไม่รีบไม่ร้อน “ข้ามองดูเซี่ยอวิ้นเติบโต นาง
เอาแต่ใจตัวเองไปบ้าง ทว่าจิตใจกลับไม่เลว นาย
หญิงหลัวรู้สึกว่านางเป็นอย่างไร”
อี๋หนิงลูบลายสลักเมฆมงคลบนที่วางแขน ลูบไล้
อย่างเนิบช้า นางคลี่ยิ้ม “คุณหนูรองเปียมไปด้วย
ความสามารถ อุปนิสัยร่าเริง ผู้อื่นต่างอดอิจฉา
นางไม่ได้”
“ด้วยอุปนิสัยนี้ของนางทำให้ผู้คนต้องปวดเศียร
เวียนเกล้านัก” เซี่ยหมิ่นมองอี๋หนิงแล้วกล่าวต่อ
นายหญิงหลัวผู้นี้ดูอ่อนเยาว์นัก สดใสงาม
สะคราญจนน่าตกตะลึง ทว่าดวงตาของนาง เซี่ย
หมิ่นไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร แววตาใสซื่อ
บริสุทธิ์นั่นกลับดูไม่แยแสประหนึ่งคนที่ผ่านคลื่น
ลมประสบการณ์มาอย่างโชกโชน
“ข้าเป็นอาหญิงของนาง นิสัยข้านิ่งเฉย ดังนั้น
นางจึงมาแสดงความดื้อรั้นระบายความไม่สบาย
ใจกับข้าอยู่เป็นนิจ” เซี่ยหมิ่นยิ้ม “ข้าห่วงนาง
มาก หากมีผู้ใดมารังแกนาง ข้าต้องไม่ปล่อยคนผู้
นั้นไว้”
น้ำเสียงของนางต่ำลงเล็กน้อย ผู้อื่นไม่อาจได้ยิน
อี๋หนิงได้ฟังคำกล่าวของเซี่ยหมิ่น จิตใจก็ค่อยๆ
สงบลง น่าสนุกแล้วสิ เห็นทีเซี่ยหมิ่นคงได้ยินว่า
เซี่ยอวิ้นถูกรังแกจึงมาออกโรงแทนหลานสาว ถึง
เวลาเอาคืนแล้ว
อี๋หนิงกับเซี่ยหมิ่นอยู่ร่วมกันมายี่สิบกว่าปี ย่อมรู้
ว่าเซี่ยหมิ่นรักเอ็นดูเซี่ยอวิ้น นางในวัยเยาว์มี
ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วเมืองหลวง ทว่าต่อมา
กลับอับแสงร่วงโรย มีเพียงเซี่ยอวิ้นเท่านั้นที่
คล้ายนางมากที่สุด ดังนั้นนางจึงรักเอ็นดูเซี่ยอวิ้น
เป็นพิเศษ
“ฮูหยินกล่าวมาตั้งมาก ข้าเองก็รับฟังอยู่ ทว่า
อุปนิสัยของหลานสาวท่าน ท่านคงจะตระหนัก
ชัดยิ่งกว่าผู้ใด มิใช่ว่าผู้ใดก็สามารถรังแกนางได้
เพียงนางไม่ไปล่วงเกินผู้อื่น ผู้ใดจะสร้างเรื่อง
บาดหมางกับนางโดยไร้เหตุผล”
“หากเป็นผู้ที่มีใจย่อมทำร้ายนางได้โดยง่าย” เซี่ย
หมิ่นหยิบยกมาดของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเซี่ย
ในปีนั้นออกมา นางกล่าวกลั้วรอยยิ้ม “หญิงสาว
จากตระกูลเซี่ยของข้าถูกกักขังอยู่ในบ่วงรักได้
โดยง่าย สามีของข้าเสียไปแล้ว ข้าจึงถูกกักขังอยู่
ในบ่วงรักมานานสิบกว่าปีแล้ว นางร้องขอแต่มิ
อาจสมปรารถนาจึงมีอาการเช่นนี้ เรื่องของนาย
หญิงหลัว มิใช่ว่าข้าไม่ทราบเรื่องราวอันใด หาก
นายหญิงหลัวคุกคามนาง…ก็อย่ามาถือโทษโกรธ
ข้า”
เซี่ยหมิ่นกำลังข่มขู่นาง
เห็นทีจุดประสงค์ก็เพื่อหลานสาว เซี่ยหมิ่นให้คน
ลอบสืบข่าวตนล่วงหน้าแล้ว ความร้ายกาจ
ของเซี่ยหมิ่นในปีนั้น อี๋หนิงก็เคยเผชิญ ในบรรดา
สะใภ้สี่คน ไม่มีผู้ใดหาญเทียบนาง นางสามารถ
ควบคุมโหวฮูหยินให้ยอมจำนนได้ ทั้งยังหารือ
เรื่องราชการกับลู่เจียหรันอยู่บ่อยครั้ง เปียมด้วย
ปฏิภาณไหวพริบมากแผนการ
คนผู้นี้มีความรักอย่างลึกซึ้งต่อลู่เจียหรันมาโดย
ตลอด เพื่อความรักอันลึกซึ้งของนาง ลู่เจียหรัน
จึงไม่เคยรับอนุ
ทว่าสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ ใช่ว่าอี๋หนิงจะไม่รู้ ปีนั้นขณะที่
นางยังอยู่ในจวนโหว ช่วงเวลาพลบค่ำนางออกไป
รับลมเย็นข้างนอก จากนั้นก็บังเอิญพบเรื่องน่า
อับอายเรื่องหนึ่ง
หลังจวนหนิงหย่วนโหวมีเส้นทางสายหนึ่งทอด
ยาวไปยังปั่าไผ่ ผู้อื่นต่างรังเกียจว่าห่างไกลจึง
ปฏิเสธที่จะไป ทว่าอี๋หนิงมักชมปั่าไผ่ไปที่นั่น นาง
พาสาวใช้ไปขุดหน่อไม้มาทำหน่อไม้ดองอยู่เป็น
นิจ วันนั้นนางบังเอิญพบกับร่างผ่ายผอมร่างหนึ่ง
กำลังทาบทับอยู่บนร่างของหญิงสาวผู้หนึ่ง
เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไปครึ่งตัว ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไป
ด้วยเหงื่อพราว นางเห็นใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้น
ไม่ชัด ทว่าใบหน้าของลู่เจียหรัน นางเห็นชัดเจน
นางยังได้ยินเสียงครางกระเส่าของนกยวนยางปั่า
คู่นั้น
ลู่เจียหรันเงยหน้าขึ้นโดยพลัน นางในยามนั้นรีบ
วิ่งหนีออกจากปั่าไผ่อย่างรวดเร็ว
ระหว่างทาง นางคิดถึงอาภรณ์ของหญิงสาวผู้นั้น
นั่นไม่ใช่เครื่องแต่งกายของบ่าวรับใช้ในจวน
ผิวพรรณของมือนั้นเนียนขาวดุจหิมะ ลำคอ
เพรียวงามดุจคอหงส์ คิดแล้วคงเป็นโฉมงาม
สะคราญคนหนึ่ง
ลู่เจียหรันกล้าลักลอบทำเรื่องบัดสีกับผู้อื่นลับ
หลังเซี่ยหมิ่น ทั้งสองคนเริงรื่นใกล้ชิดสนิทสนม
สภาพการณ์ดูคลุมเครืออย่างยิ่งยวด จะน่าสงสาร
ก็เพียงความรักอันลึกซึ้งยี่สิบกว่าปีของเซี่ยหมิ่น
ทุกคราที่อี๋หนิงได้ยินเซี่ยหมิ่นสวดภาวนา มองอีก
ฝั่ายเช็ดถูข้าวของที่ไว้ใช้ดูต่างหน้าของลู่เจียหรัน
ก็คิดอยากจะพ่นถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ยามนั้น
นางอดกลั้นจนอึดอัด ในที่สุดวันนี้ก็มีโอกาสกล่าว
ออกมาได้เสียที
“ในเมื่อคนก็ตายมาสิบกว่าปีแล้ว เหตุใดฮูหยินจึง
ต้องฝังใจกับความรักลึกซึ้งอีก หากคนที่ฮูหยิน
คะนึงถึงยังมีชีวิตอยู่ เขาจะปฏิบัติต่อท่านเฉกที่
ท่านปฏิบัติต่อเขาหรือไม่” มือของอี๋หนิงคลาย
ออก ทิ้งเมล็ดแตงที่เหลือในมือลงในถาด “หรือฮู
หยินคิดว่าการฝังใจกับความรักลึกซึ้งเป็นเรื่องที่มี
เกียรติมาก การฝังใจกับความรักอันลึกซึ้งของ
เซี่ยอวิ้นเกี่ยวข้องกับข้าอย่างไร หรือข้าต้องเป็นผู้
ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย”
ความอับจนยี่สิบกว่าปี นางคิดว่าตนเข้าใจใน
ความรู้สึกของเซี่ยหมิ่น ทว่ามาบัดนี้ เกรงว่า
วาสนาของนางกับเซี่ยหมิ่นคงต้องถึงคราวสิ้นสุด
ด้วยประโยคนี้แล้ว
ในเวลานี้เอง เซี่ยอวิ้นก็ยกน้ำชาเข้ามา
ในถาดสี่เหลี่ยมมีถ้วยชาอยู่สองใบ ถ้วยหนึ่งเป็น
ชายอดหิมะ อีกถ้วยเป็นชาหลงจิ่งที่เก็บก่อนฝน
พรำ อี๋หนิงรับมา ก่อนจะเลื่อนชายอดหิมะให้นาง
อย่างไม่คิดอะไร “ชายอดหิมะช่วยขจัดความร้อน
ทำให้ดวงตากระจ่าง เหมาะกับฮูหยินมากที่สุด”
ทันทีที่เซี่ยหมิ่นรับมาตะลึงนิ่ง มองไปที่อี๋หนิงโดย
พลัน
น้อยคนนักที่จะรู้ว่านางชอบชายอดหิมะ เดิมนาง
ติดดื่มชาเยี่ยงชีวิต ทว่าหลายปีมานี้เพลาลงบ้าง
แล้ว ปีนั้นในจวนโหว ยามที่นางไปคารวะฮูหยินผู้
เฒ่า น้องสะใภ้สี่ที่มีลำดับหลังสุดมักลงมือชงชา
ด้วยตัวเองอยู่บ่อยครั้ง มีเพียงชาของนางที่เป็นชา
ยอดหิมะ ยามนั้นนางยังรู้สึกประหลาดใจ เหตุใด
น้องสะใภ้สี่จึงล่วงรู้ความชอบของนาง
น้องสะใภ้สี่ในปีนั้นไม่โดดเด่นนัก นางไม่เคยให้
ความสนใจมากกว่าปกติ ทว่าเพราะเหตุนี้จึงทำ
ให้นางให้ความสนใจกับอีกฝั่ายมากขึ้นหลายส่วน
ต่อมาจึงเริ่มพบว่าน้องสะใภ้สี่ผู้นี้นับเป็นคนฉลาด
คนหนึ่ง เพียงแต่ไม่แสดงความฉลาดออกมา
เท่านั้น
อี๋หนิงจิบชาของตน ครั้นเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเซี่ย
หมิ่นกำลังมองตนอยู่
“เมื่อครู่ที่นายหญิงหลัวเลือกชายอดหิมะให้ข้า
ถือว่าจับพลัดจับผลูได้ถูกต้องนัก” เซี่ยหมิ่นกล่าว
“ปกติแล้วข้าชอบดื่มเจ้าสิ่งนี้”
นั่นเป็นเพียงการกระทำจากจิตใต้สำนึกเท่านั้น
หลัวอี๋หนิงลอบรำพันในใจ “ฮูหยินชอบย่อมดี
ที่สุด”
เซี่ยหมิ่นเป็นสตรี สัญชาตญาณของสตรีเฉียบ
แหลมมาก อี๋หนิงเพียงนั่งอยู่ข้างกายนาง ทว่า
สายตาที่นางจับจ้องตนกลับยิ่งแปลกพิลึกขึ้น
เรื่อยๆ
ในเมื่อทราบแล้วว่าเซี่ยหมิ่นเชิญนางมาด้วย
จุดประสงค์ใด อี๋หนิงก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ นางลุกขึ้น
กล่าวอำลาเซี่ยหมิ่น เตรียมตัวจะกลับจวน
ทว่าเซี่ยหมิ่นกลับจับมือของนางเอาไว้ “ฮู
หยินหลัวอย่าเพิ่งไป” น้ำเสียงของนางเบามาก
“เมื่อครู่ข้าไม่ได้หลอกท่าน ทันทีที่ข้าได้พบท่านก็
เกิดความรู้สึกคุ้นเคยเป็นพิเศษ ราวกับสหายที่
รู้จักกันมาแรมปี เดิมมีเจตนาต้องการสนทนา
ปราศรัยกับท่าน”
อี๋หนิงเอ่ยว่า “ข้ากับฮูหยินไม่รู้จักกันมาก่อน เห็น
ทีคงไม่มีสิ่งใดให้พูดคุย”
เซี่ยหมิ่นคลี่ยิ้ม “นายหญิงหลัว ท่านมีนามว่าอี๋ห
นิง น้องสี่ของข้าคนนั้น ผู้บัญชาการลู่ที่บัดนี้มี
อำนาจคับฟั้าก็เคยมีภรรยา…ที่มีนามเดียวกันนี้
เพียงแต่นางถูกเขาปองร้าย ยังอายุไม่ถึงสิบเก้าก็
เป็นดุจหยกงามที่แตกสลายกลิ่นหอมมลาย
อากัปกิริยาวาจาของท่านกับนางละม้าย
คล้ายคลึงกันเหลือเกิน”
เมื่อครู่เซี่ยหมิ่นสังเกตอี๋หนิงอยู่ตลอดเวลา ยิ่ง
มองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่งยวด ยามนางชมการ
แสดงจิตใจมักล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อตัว ทว่า
สายตากลับจับจ้องอยู่ที่เวที หากเสียงกลองฆ้องดี
ดังเล็กน้อย คิ้วของนางก็จะขมวดมุ่นอย่างไม่ชอบ
ใจ ในมือมักหยิบจับสิ่งของมาเล่นด้วยความเคย
ชิน
เซี่ยหมิ่นพลันบังเกิดความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่สวดมนต์นั่งวิปัสสนา
เช่นนาง แต่ไรมาก็เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด
หากอี๋หนิงมีความเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น เช่นนั้น
ถ้อยคำของตนที่กล่าวออกมาในวันนี้คงเป็นเรื่อง
ที่น่าขันแล้ว
อี๋หนิงกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งอย่างยิ่งยวด
“เช่นนั้นก็น่าเสียดายแล้ว”
“น่าเสียดายจริงๆ หากนางยังมีชีวิตอยู่ ด้วย
สถานะของลู่เจียเสวียในยามนี้ นางคงมีเกียรติยศ
ความร่ำรวยให้เสพสุขไม่มีวันหมด” เซี่ยหมิ่นพูด
ด้วยรอยยิ้ม “บัดนี้จะมีผู้ใดรู้บ้างว่าลู่เจียเสวียเคย
มีภรรยาคนหนึ่ง ตัวเขาเองยังไม่อนุญาตให้บ่าว
รับใช้กล่าวถึง ผู้ต้องหาที่สังหารนางกลับ
กลายเป็นข้า แต่กลับไม่มีผู้ใดตรึกตรองสักนิดว่า
ด้วยสถานะตำแหน่งของข้าจะสังหารนางไปเพื่อ
สิ่งใด ผู้ใดได้รับผลประโยชน์ผู้นั้นจึงจะเป็นผู้ที่ลง
มือสังหารนาง ตรองดูแล้วนางก็น่าจะเป็นผู้ที่น่า
เวทนายิ่งกว่า ถูกคนใกล้ชิดลอบสังหารโดยไร้การ
ปั้องกันใดๆ ไม่รู้ว่าหากนางได้กลับมาเกิดใหม่จะ
คิดแก้แค้นให้ตัวเองหรือไม่”
“หากนางอยากแก้แค้น ข้าต้องช่วยนางแน่นอน”
น้ำเสียงของเซี่ยหมิ่นแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น
เซี่ยหมิ่นเกลียดแค้นลู่เจียเสวียเข้ากระดูก อี๋หนิง
ไม่มีทางไม่รู้
นางต้องการแก้แค้นหรือ ยังต้องเกี่ยวข้องพัวพัน
กับคนเหล่านี้อีกหรือ
อี๋หนิงไม่คิดจะแก้แค้น ชาติภพนี้นางมีชีวิตที่ดี มี
คนมากมายให้ความรักความเอ็นดูคอยเคียงข้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนผู้นั้นคือลู่เจียเสวีย นาง
จะต่อกรกับลู่เจียเสวียได้อย่างไร หากแก้แค้นก็
เท่ากับดิ้นรนสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง อย่าง
น้อยยามนี้นางก็ยังทำไม่ได้
เซี่ยหมิ่นกับนางถือเป็นผู้ที่ประสบชะตา
เช่นเดียวกัน
อี๋หนิงไม่ได้นั่งลง หันหลังให้เซี่ยวหมิ่นแล้วกล่าว
ว่า “ฮูหยิน ‘คัมภีร์พระสูตรแม่กวาง’ มีคำกล่าว
ที่ว่า ความรักความเมตตาล้วนเกิดจากกรรม
ผูกพัน ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ ชีวิตเต็มไปเรื่องน่า
สะพรึงกลัว ชีวิตหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็วดุจ
น้ำค้างบนยอดหญ้า”
“หากฮูหยินยังยึดติดกับเรื่องในอดีตก็ต้องพบกับ
ความเจ็บปวดเสียใจ มิสู้ไปจากตระกูลลู่ เสาะหา
ผืนนาชนบทสักที่ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสงบสุข
ความแค้นเคืองอื่นใด ฮูหยินอย่าได้สนใจอีกเลย”
ดวงตาของเซี่ยหมิ่นทอประกายจางๆ เมื่อครู่เป็น
เพียงการคาดเดา นางรู้สึกว่าจริตของคนผู้นี้ช่าง
ละม้ายคล้ายคลึงกับคนผู้นั้น พอคำนวณอายุแล้ว
ก็ตรงกันถึงได้บังเกิดความคิดเรื่องการกลับชาติ
มาเกิด นางสวดมนต์อธิษฐานต่อหน้า
พระพุทธเจ้าอยู่บ่อยครั้ง ขอให้อี๋หนิงกลับมามี
ชีวิตอีกครั้ง อย่างน้อยก็ทำให้อี๋หนิงได้รับรู้ความ
จริง บัดนี้พอได้ฟังคำกล่าวของอีกฝั่ายที่ราวกับรู้
บางสิ่ง เซี่ยหมิ่นจึงบังเกิดความตื่นเต้นขึ้นมา
“เจ้า…ข้าไม่เคยกล่าวว่าข้าคือใคร เจ้ารู้เรื่อง
ตระกูลลู่ได้อย่างไร”
อี๋หนิงยิ้มบาง “ฮูหยินอย่าได้คิดมากอีกเลย
คุณหนูรองเซี่ยเรียกขานท่านว่าท่านอาหญิง ท่าน
อาหญิงของคุณหนูรองเซี่ยที่ข้ารู้มีเพียงฮูหยิน
ใหญ่ลู่เท่านั้น ที่ข้าพูดสิ่งเหล่านี้ก็เพราะเห็นสิ่งที่
คับแน่นอยู่ในใจของฮูหยิน อยากให้ฮูหยินปล่อย
วางบ้างก็เท่านั้น ไม่มีเจตนาอื่นใด ข้าเป็นเพียง
คนแปลกหน้าที่ผ่านมาของฮูหยินเท่านั้น”
“นอกจากนี้ เรื่องของคุณหนูรองเซี่ย ในเมื่อ
เตรียมการจะแต่งงานกับผู้อื่นแล้ว การฝังใจกับ
ความรักอันลึกซึ้งถือเป็นเรื่องดีหรือ ฮูหยินควร
เกลี้ยกล่อมนางจึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”
“เจ้าช้าก่อน…!” เซี่ยหมิ่นลุกขึ้น “คำพูดที่
เกี่ยวข้องกับอวิ้นเอ๋อร์เมื่อครู่ให้ถือเสียว่าข้าไม่
เคยกล่าว”
อี๋หนิงผลักประตูเดินออกไปแล้ว
เซี่ยอวิ้นรอนางอยู่นอกประตู ท่าทางราวกับยืนมา
นานแล้ว
“ท่านอาหญิงเชิญเจ้ามาที่นี่เพราะไม่อาจทนเห็น
ข้าได้รับความเจ็บช้ำ” เซี่ยอวิ้นกล่าว “เจ้าอย่า
ทำให้นางต้องอับอาย มิเช่นนั้นข้าไม่มีทางปล่อย
เจ้าไปแน่…ต่อให้ไม่เกี่ยวข้องกับหลัวเซิ่นหย่วน
เจ้าก็ห้ามทำอะไรนาง”
แต่ละคนที่เข้ามาต่างอยากเป็นผู้รับเคราะห์กัน
นักหรืออย่างไร รูปลักษณ์ของนางคล้ายคนที่
สามารถรังแกผู้อื่นได้หรือ
อี๋หนิงโมโหจนอยากหัวเราะ คร้านจะสนใจนาง
เซี่ยอวิ้นพูดขึ้นทางด้านหลังนางอย่างเนิบช้า
“นายหญิงหลัว ต่อไปเมื่อข้าแต่งงานกับเฉิงหลาง
ก็จะเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกับเจ้าแล้ว ถึงยามนั้น
การไปมาหาสู่คงเป็นเรื่องที่ต้องมี บางทีพวกเรา
อาจต้องเชื่อมสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันก็
เป็นได้”
“เช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงรอคุณหนูรองเซี่ยแล้ว”
อี๋หนิงยังคงยิ้มพลางกล่าวอย่างสุภาพ