พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 142
ขณะที่กลับมาจากการเยี่ยมเยือนบ้านเจ้าสาว อี๋ห
นิงมักคิดถึงแต่เรื่องของจวนอิงกั๋วกงกับถิงเกอร์
นางนั่งอยู่ในรถม้าด้วยจิตใจล่องลอย
หลัวเซิ่นหย่วนมองนางที่หยิบเปลือกเมล็ดสนที่
อยู่บนโต๊ะเล็กหลายครั้ง แต่กลับไม่ยอมหยิบ
เมล็ดสนที่วางอยู่ในจานใบเล็กก็ถอนใจ เหตุใด
อุปนิสัยไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จึงแก้ไม่หายเสีย
ที
เขาหยิบจานใบเล็กของนางไปปอกเปลือกให้นาง
ด้วยตัวเอง “เหม่อลอยอะไรหรือ”
อี๋หนิงจึงได้สติ กล่าวกับเขาว่า “จวนไร้คนดูแล
ท่านย่าอยากหาคู่ครองให้ท่านพ่อ แต่ท่านพ่อไม่
ยินยอม ท่านย่าจึงต้องการให้ข้าเกลี้ยกล่อมเขา”
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำอืม “งานในจวนอิงกั๋วกงมี
มาก ควรมีเจ้านายคอยดูแล ท่านย่าของเจ้ากล่าว
ได้ถูกต้อง แต่การเลือกคนต้องเลือกให้ดี เพราะ
สถานการณ์ของเจ้ากับน้องชายของเจ้าพิเศษ
ยากที่ผู้ที่มาจากตระกูลชั้นยอดจะไร้ซึ่งความคิด
อื่นใด”
อี๋หนิงเองก็รู้สึกเช่นนั้น ทว่าชาติตระกูลต่ำต้อยก็
ไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินของจวนอิงกั๋วกง
ดังนั้นจึงตกอยู่ในสถานการณ์จะซ้ายก็ไม่ดีขวาก็
ไม่ได้ นี่ไร้ส่วนเกี่ยวข้องกับนางเท่าไรนัก เพราะ
อย่างไรนางก็ออกเรือนไปแล้ว ทว่าถิงเกอร์เป็น
บุตรอนุที่ถูกแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็นซื่อจื่อ ผู้ใดจะ
รู้ว่าฮูหยินคนใหม่จะทำอย่างไรกับเขา
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “แบมือ”
อี๋หนิงเงยหน้า เขาพูดว่ากระไรนะ
เขาดึงมือของนางไป ส่งเมล็ดสนให้นางกำมือหนึ่ง
“เพิ่งแกะเสร็จ กินเสีย”
อี๋หนิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขาคิดว่าตน
กำลังปั้อนอาหารสัตว์ตัวเล็กๆ อยู่หรือไร
นางหยิบเมล็ดสนที่แกะเรียบร้อยขึ้นกินทีละเม็ด
เอ่ยถามเขา “พี่ชายสาม ท่านคิดอย่างไรหากข้า
จะพาถิงเกอร์ไปอาศัยที่ตระกูลหลัว เขาอายุยังไม่
ถึงเจ็ดขวบ พึ่งพาข้านัก ข้าเองก็อาลัยอาวรณ์เขา
เลี้ยงจนเขามีอายุสักสิบขวบก็คงพอใช้ชีวิตด้วย
ตัวเองได้แล้ว”
สีหน้าของหลัวเซิ่นหย่วนไม่เปลี่ยนแปลง “ให้เขา
กินอยู่อาศัยกับเจ้าในเรือนหรือ”
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เขาใจเสาะกลัวความมืด
ข้าจะวางเตียงให้เขาในห้องกั้นด้านข้างหลังหนึ่ง
ถิงเกอร์ซุกซนชอบก่อความวุ่นวาย ในจวนมีเพียง
ท่านพ่อที่คุมเขาอยู่ ทว่าท่านพ่อไม่ค่อยอยู่จวน
บางทีหากเขาติดตามข้า ท่านยังสามารถสอน
หนังสือเขาได้” อี๋หนิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย “ข้าเห็น
ว่าเขาพึ่งพาเจ้าจริง ไม่ว่าไปที่ใดก็คิดอยาก
ติดตามไปตลอด”
เขานิ่งไปเล็กน้อย “เขาเป็นน้องชายของเจ้า แต่ก็
เป็นซื่อจื่อแห่งจวนอิงกั๋วกง หากไปพำนักที่จวน
ผู้อื่นตามอำเภอใจคงไม่ดีนัก นอกจากนี้แม้เขาจะ
มาอยู่ที่จวน เจ้าก็ควบคุมเขาไม่ได้อยู่ดี ข้าเองก็
ไม่สะดวกช่วยเจ้าดูแล”
หลัวเซิ่นหย่วนสามารถสั่งสอนน้องชายได้ แต่เขา
ไม่อาจตำหนิสั่งสอนน้องชายภรรยาได้
อี๋หนิงรู้สึกเหมือนพี่ชายสามไม่อยากให้ถิงเกอร์
ติดตามนางสักเท่าไร เพราะอย่างไรก็คงไม่สะดวก
นัก หากนางกล่าวกับท่านย่าก็เกรงว่าท่านย่าเอง
ก็คงไม่ยินยอม นางจึงทอดถอนใจ ปล่อยวางเรื่อง
นี้ไว้ชั่วคราว
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่วันหยุดของหลัวเซิ่นหย่วนจบ
ลง เขาก็ไปที่กรมโยธา อี๋หนิงตื่นมาแต่เช้าก็ไม่พบ
ร่างของเขาแล้ว นางไปคารวะหลินไห่หรูที่เรือน
ก่อนจะถูกรั้งตัวไว้ให้ช่วยดูสมุดบัญชี
มีสาวใช้วิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน ยอบตัวแล้วกล่าว
กับหลินไห่หรู “ฮูหยินรอง เกิดเรื่องที่บ้านหลัก
อีกแล้วเจ้าค่ะ”
พอหลินไห่หรูทราบเรื่องก็ให้สาวใช้ผลัดเปลี่ยน
เสื้อผ้าให้ นางกล่าวกับอี๋หนิง “หลังจากพี่สาวสี่
ของเจ้ามีปัญหากับฮูหยินผู้เฒ่าหลิวก็เกิดเรื่อง
เช่นนี้บ่อยครั้ง หลิวจิ้งมารับนาง แต่นางไม่ยอม
กลับ ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเองก็เคยส่งสาวใช้ชรามา
เชิญนาง ทว่านางกลับรู้สึกว่าฮูหยินผู้เฒ่าหลิว
กำลังลบหลู่ดูหมิ่นนาง”
“นางจะให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวมาเชิญด้วยตัวเอง”
อี่หนิงครุ่นคิดแล้วเอ่ยถาม
หลินไห่หรูผงกศีรษะ “นางถูกฮูหยินผู้เฒ่าหลิวด่า
ไปยกหนึ่ง ไม่อาจกล้ำกลืนโทสะนี้ลงไปได้ เดิม
นางก็รู้สึกว่าการแต่งให้กับตระกูลหลิวถือเป็นการ
แต่งงานกับคนที่มีชนชั้นต่ำกว่าอยู่แล้ว หลายปี
มานี้ไม่มีความสุขมาโดยตลอด…”
อี๋หนิงเดินทางไปยังบ้านหลักพร้อมหลินไห่หรู
จวนสองหลังเชื่อมด้วยประตูจันทรา ใช้เวลาเดิน
ครึ่งเค่อก็มาถึงเรือนของนางเฉิน เรือนรูปแบบ
สามชั้น มีต้นวั่นเหนียนชิงและต้นสนปลูกไว้ ที่
บริเวณมุมหนึ่งของภูเขาจำลองมีการปลูกกอไผ่ไว้
หลายกอ
นี่เป็นครั้งที่สองที่อี๋หนิงได้พบหลิวจิ้ง เขายืนอยู่
นอกห้อง สวมชุดขุนนางสีน้ำเงินขั้นเจ็ด ใบหน้า
หล่อเหลา ทั้งที่เขามีร่างสูงมาก แต่เพราะร่างกาย
โน้มลงเล็กน้อยจึงทำให้ดูไม่สูงถึงเพียงนั้น
หลินไห่หรูเดินเข้าไป เขาขานเรียกอย่างมี
มารยาท “ท่านอาสะใภ้รอง”
หลินไห่หรูจึงแนะนำให้เขา “นี่คือภรรยาของเซิ่น
หย่วน เจ้าควรเรียกว่าน้องสะใภ้สาม”
หลิวจิ้งชำเลืองมองนาง มุมปากยกหยักน้อยๆ
ก่อนขานเรียกน้องสะใภ้สามออกมา เขายังกล่าว
ต่อ “น้องสะใภ้สามมีใบหน้าเป็นมิตรนัก” เขา
มองเข้าไปในห้องแล้วเอ่ย “ทำให้พวกท่านเห็น
เรื่องขำขันแล้ว รบกวนท่านอาสะใภ้รองช่วยเข้า
ไปดูนางทีเถิด”
ทั้งสองคนกำลังจะพยักหน้าก็พบว่าม่านถูกแหวก
ออกพร้อมร่างคนหนึ่งเดินออกมา เป็นหลัวอี๋
เหลียน เมื่อนางพบว่าหลิวจิ้งยืนอยู่ด้านนอก สี
หน้าก็ดูไม่เป็นธรรมชาติไปเล็กน้อย ครั้นเห็นหลิน
ไห่หรูกับหลัวอี๋หนิง สีหน้าก็ยิ่งแปรเปลี่ยนเป็น
เย็นชา หลิวไห่หรูไม่สนใจนาง พาอี๋หนิงแหวก
ม่านเข้าไป
อี๋หนิงยืนอยู่ด้านหลัง คลับคล้ายคลับคลาได้ยิน
หลัวอี๋เหลียนกล่าวกับหลิวจิ้งว่า “หลายวันมานี้
อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว เหตุใดพี่เขยสี่จึงสวม
เสื้อผ้าบางเช่นนี้ อย่ายืนรอที่นี่เลย ไปนั่งใน
ระเบียงด้านข้างก่อนเถิด เกรงว่าพี่สาวสี่คงไม่
อยากพบท่าน”
ขณะที่อี๋หนิงหันมา หลิวจิ้งก็จากไปแล้ว
ในใจนางผุดรอยยิ้มบาง ครั้นหันหน้ากลับมา ด้าน
ในห้องก็กำลังมีเสียงร้องไห้สะอื้น
ภายในห้องมีตั่งไม้ปูรองด้วยเบาะไหมหังโจว ม่าน
ลูกปัดหยกถูกเกี่ยวด้วยตะขอ หลัวอี๋อวี้ฟุบอยู่บน
เตียง กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ “หากเขาชอบ
ข้าด้วยใจจริง เหตุใดจึงปล่อยให้แม่ของเขา
เหยียบย่ำข้าเยี่ยงนี้! ข้าจะจัดการเรื่องในเรือน
อย่างไรยังต้องให้นางมาซักถาม! กล่าววาจาไม่น่า
ฟังถึงเพียงนั้น ข้าไม่ต้องการบุตรชายของนาง
แล้วจะอย่างไร!”
นางเฉินนั่งอยู่ข้างกายบุตรสาว ลูบไหล่นางพลาง
เกลี้ยกล่อม “หลิวจิ้งดีต่อเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้าก็
อย่าได้ย่ำยีหัวใจของเขาเลย คราก่อนที่เจ้าพลั้ง
มือตบหน้าเขาไป เขายังไม่พูดอะไรสักคำ”
“หากเขาตำหนิข้า ให้ดีก็หย่ากับข้าเสียเลย! ข้า
คร้านจะมองหน้ามารดาของเขาแล้ว!” หลัวอี๋อวี้
ลุกขึ้น ขึ้นเสียงสูง
“เจ้าไม่เคยถูกแม่สามีกำราบมาก่อน” หลัวอี๋ซิ่ว
นั่งแทะเมล็ดแตงอยู่บนเก้าอี้กลมด้านข้าง “จึงไม่
รู้จักฟั้าสูงแผ่นดินต่ำ หลงนึกว่าทุกคนจะต้องคอย
เชิดชูเทิดทูนเจ้า”
นางรู้ว่าที่หลัวอี๋อวี้กล้ากล่าววาจาร้ายกาจก็
เพราะรู้ว่าหลิวจิ้งไม่มีวันยอมหย่า ดังนั้นจึงไร้
ความเกรงกลัวใดๆ
“เจ้าหยุดสาดน้ำมันเข้ากองไฟได้แล้ว!” นางเฉิน
ปวดใจแทนบุตรสาวที่ต้องแต่งให้ตระกูลชั้นต่ำ
กว่า นางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้หลัวอี๋อวี้
ก่อนให้ลูกสะใภ้ทั้งสองช่วยประคองหลัวอี๋อวี้
ขึ้นมา
หลินไห่หรูพาอี๋หนิงนั่งลง ปลอบประโลมนางสอง
สามประโยคพอเป็นพิธี เพราะอย่างไรหลัวอี๋อวี้ก็
มีนิสัยดื้อรั้น จะพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง
อี๋หนิงกินเมล็ดแตงที่หลัวอี๋ซิ่วแบ่งมาให้ นางกล่าว
“พี่สาวอี๋อวี้ ข้าขอถามท่านสักประโยค หากพี่เขย
หลิวกับท่านปั้าเกิดเรื่องบาดหมางกัน ท่านจะ
ช่วยผู้ใด”
หลัวอี๋อวี้ซับน้ำตา “เจ้าอย่ามาหลอกล่อข้า ข้า
ย่อมช่วยท่านแม่ของข้า ทว่าเขาไม่เหมือนกัน…”
“เขาเป็นอย่างไรเล่า” พอคิดถึงท่าทางเจียมตน
ของหลิวจิ้งยามอยู่ต่อหน้าหลัวอี๋อวี้ อี๋หนิงก็ยิ้ม
เล็กน้อย “บิดามารดาไม่ได้สั่งสอนเขา แต่มี
หน้าที่ต้องคอยพะเน้าพะนอเอาใจท่าน เขาก็
เหมือนกับท่าน มารดาทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูเขา
จนเติบใหญ่ ต้องตรากตรำเรียนหนังสือเพื่อร่วม
เข้าสอบจนได้เป็นจิ้นซื่อ ท่านกล่าวว่าเขาไม่คู่ควร
กับท่าน เขาก็พยายามอยู่นานเพื่อทำตัวให้คู่ควร
กับท่าน พี่สาวสี่ คนที่ท่านชอบในปีนั้น บัดนี้
กำลังจะแต่งงานแล้ว แต่งกับผู้ใด ท่านน่าจะ
ชัดเจนกว่าข้า ท่านสามารถพยายามทำตนให้
คู่ควรกับเขาได้หรือไม่”
หลัวอี๋อวี้ตกตะลึงจากคำของนาง สายตาที่จ้อง
มองนางดูไม่คุ้นเคย
“เขาต้องตามใจท่านทุกเรื่อง เรื่องที่ท่านพูดต้อง
ถูกเสมอ กระทั่งห้ามสนใจห้ามเชื่อฟังพ่อแม่ของ
เขา” หลัวอี๋หนิงเดินไปเบื้องหน้านาง “หากคน
คนหนึ่ง แม้แต่พ่อแม่ที่ให้กำเนิดเลี้ยงดูก็ยังไม่รู้จัก
เคารพดูแล คนพรรค์นี้ พี่สาวอี๋อวี้กล้าคบหาด้วย
หรือ พี่สาวอี๋อวี้ต้องตรึกตรองให้ถี่ถ้วน เขาก็คือ
มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อมีอารมณ์คนหนึ่ง หากความ
จริงใจถูกทำลาย แต่มีผู้อื่นที่รู้จักหวงแหนเห็นค่า
เขา คนมั่นคงหนักแน่นเช่นพี่เขยหลิว ต่อให้ท่าน
อ้อนวอนอย่างไรก็คงไม่อาจร้องขอกลับมาได้อีก”
หลัวอี๋อวี้ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแล้ว เสียงร้องไห้หยุด
ลงช้าๆ
“อี๋หนิง” ทันใดนั้นก็มีคนเรียกนาง
อี๋หนิงหันหน้ากลับไปก็พบหลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่
ตรงประตู เขาสวมชุดขุนนางสีแดงเข้ม กำลังมอง
นางด้วยรอยยิ้ม
หลัวเซิ่นหย่วนมาตามนาง
อี๋หนิงกล่าวลาทุกคน ก่อนเดินตามเขาออกมา
“พี่ชายสาม เหตุใดวันนี้จึงเลิกงานแต่เช้าเล่า”
“ช่วงบ่ายว่าง จะพาเจ้าออกไปเดินเล่น”
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “เมื่อครู่เจ้ากำลังเกลี้ยกล่อม
อี๋อวี้หรือ”
“ถือว่าใช่กระมัง” หลัวอี๋หนิงทอดถอนใจ “ข้าทำ
ให้นางกระจ่างชัดขึ้นเท่านั้น จะได้ไม่ใช้ชีวิตอย่าง
เลอะเลือน กาลข้างหน้าหากรู้สึกเสียใจภายหลัง
คงไม่ทันกาล ท่านได้ยินหมดแล้วหรือ”
“อืม” เขาลูบศีรษะนาง
น้อยครั้งที่จะได้ยินนางพูดเรื่องเหตุผล เจ้าเด็กคน
นี้กล่าวได้ชัดเจนมีหลักการ กระตุ้นให้ผู้อื่นเกิด
ความตื่นกลัวได้
อี๋หนิงพบเห็นเรื่องเช่นนี้มามากแล้ว สุดท้ายเมื่อ
ไก่บินหนีไข่แตกก็สายเกินไปที่จะเสียใจ นางเกลี้ย
กล่อมไปสองสามประโยค อีกฝั่ายจะรู้แจ้งหรือไม่
คงต้องขึ้นกับตัวเอง อย่าได้ก่อความวุ่นวายให้
ครอบครัวไม่สงบสุขอีกเลย
“ท่านจะพาข้าไปที่ใด” ทั้งสองคนเดินออกจาก
ประตูชุยฮวาเหมิน อี๋หนิงเห็นบ่าวรับใช้ไปจัดม้า
จึงได้เอ่ยถามเขา
จะออกจากจวนหรือ
หลังหอสุราเสียงอวิ๋นเป็นผืนปั่าต้นทับทิม
ทัศนียภาพงามตระการตา หอสุราเสียงอวิ๋นมีการ
ตั้งเวทีทำการแสดง มีคนมาชมการแสดงเป็น
จำนวนมาก ยามนี้กำลังขับร้องบทบาทของหลิว
ไปั่เซิง กำลังถึงช่วงครึกครื้น ผู้ที่ไปชมการแสดง
ล้วนได้รับถาดผลทับทิม
อี๋หนิงตามหลัวเซิ่นหย่วนขึ้นไปยังชั้นสอง
องครักษ์หยุดรออยู่ตรงประตู นางคาดไม่คิดเลย
จริงๆ ว่าเขาจะพาตนมาชมการแสดง เขาเปิด
ห้องส่วนตัวซึ่งหันหน้าเข้าหาเวทีการแสดงอย่าง
พอดิบพอดี วิสัยทัศน์ดีเยี่ยม ด้านข้างยังเป็นต้น
ทับทิม ฤดูกาลนี้เป็นช่วงที่ผลทับทิมสีแดงกำลัง
ออกผลเต็มกิ่งก้าน
หลัวเซิ่นหย่วนนั่งลง สาวใช้ส่งรายการการแสดง
มาให้ “ใต้เท้าหลัว เชิญท่านเลือกการแสดง”
หลัวเซิ่นหย่วนส่งต่อให้นาง “เจ้าเลือกมาสัก
เรื่อง”
เพราะอี๋หนิงออกจากจวนด้วยสถานะสตรีที่ออก
เรือนแล้วจึงสวมเสื้อคลุมซึ่งมีหมวกด้านหลังไว้
ด้านนอก มาบัดนี้นางจึงปลดหมวกออก ก่อนรับ
รายการการแสดงจากเขา นางมองอยู่นานก่อน
เลือก ‘จิงจงจี้[1]’ นี่เป็นเรื่องประหลาดนัก ทั้งที่
หลัวเซิ่นหย่วนรู้แจ่มแจ้งว่านางไม่ชอบชมการ
แสดง
ม่านเวทีการแสดงถูกเปิดออก ผู้ที่แสดงเป็นเยว่
เฟยปรากฏตัวออกมา เสียงฆ้องทองแดงดังขึ้น
จากทั้งสองด้าน บรรยากาศอึกทึกรื่นเริงอย่างยิ่ง
นักแสดงหญิงที่รับบทเป็นจอมยุทธ์แสดงท่วงท่า
ได้สง่างาม พลิ้วไหวดุจเมฆเคลื่อนสายน้ำไหลริน
ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างส่งเสียงชื่นชมกันถ้วนหน้า
“นี่…” นางหันไป อยากจะกล่าวอะไรกับเขา
หลัวเซิ่นหย่วนนั่งอยู่บนเก้าอี้ พิงพนักพลางยก
ถ้วยชาขึ้นจิบ “ตั้งใจชมการแสดง”
นี่เขากำลังทำอะไร
อี๋หนิงไม่ปริปากแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียง
จากบริเวณบันได มีคนกำลังก้าวขึ้นบันไดด้วย
จังหวะแช่มช้า จากนั้นก็เป็นเสียงประตูเปิดออก
ดังเอี๊ยดอ๊าด อี๋หนิงได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึง
หันกลับไป ก่อนจะพบว่าผู้ที่มาคือเซี่ยอวิ้น!
นางถอดเสื้อคลุมที่มีหมวกทางด้านหลังออก ด้าน
ในสวมเปั้ยจึสีแดงขาว ปล่อยผมสยายยาว
นอกจากปินทองหนึ่งอันก็ไร้ซึ่งเครื่องประดับอื่น
เดิมบนใบหน้านางยังประดับด้วยรอยยิ้ม ครั้น
เห็นหลัวเซิ่นหย่วนกับอี๋หนิงอยู่ด้วยกัน รอยยิ้มจึง
ค่อยๆจางลง สายตาที่มองอี๋หนิงไร้ความเป็นมิตร
อย่างยิ่ง
“หลัวเซิ่นหย่วน” น้ำเสียงของเซี่ยอวิ้นเย็นชา “นี่
ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“อี๋หนิง มานี่” หลัวเซิ่นหย่วนวางถ้วยชาลง เดิม
นางก็นั่งอยู่ข้างกายเขา เขาจึงยื่นมือเข้ามาโอบ
เอวของนางไว้อย่างรวดเร็ว ทำให้นางใกล้ชิดเขา
ยิ่งขึ้น เขาเอ่ยถามนาง “หากต่อไปมีคนถามเจ้า
ว่าเหตุใดสามีของเจ้าจึงแต่งรับเจ้าเป็นภรรยา
เจ้าต้องตอบอย่างไร”
อี๋หนิงมองเขาที่เขยิบเข้าใกล้ก็พลันคิดถึงเรื่องใน
คืนฝนตกวันนั้นที่เขาจูบนางอย่างกะทันหัน
“เดิมท่าน…” นางเอ่ยเสียงพึมพำ
“เจ้าไม่กล้ากล่าวหรือไม่มีความมั่นใจที่จะกล่าว”
มุมปากของหลัวเซิ่นหย่วนยกหยักเล็กน้อย
ทันใดนั้นอี๋หนิงก็คิดขึ้นได้ หรือหลัวเซิ่นหย่วนจะรู้
เรื่องที่เกิดในตระกูลเฉิงวันนั้น การที่เขาพานาง
มาที่นี่ก็เพราะต้องการกอบกู้ชื่อเสียงให้นางใช่
หรือไม่
“หลัวเซิ่นหย่วน!” เซี่ยอวิ้นกัดริมฝีปาก “ที่ท่าน
เรียกข้ามาก็เพื่อให้ดูสิ่งนี้หรือ”
“พูดกับนางเสีย” หลัวเซิ่นหย่วนสำทับอีกครา
เสียงฆ้องด้านล่างยังคงเคาะบรรเลงอย่าง
สนุกสนาน
หัวใจของอี๋หนิงเต้นเร็วดุจรัวกลอง นางสัมผัสได้
ถึงกรุ่นความร้อนตรงบริเวณที่ถูกเขาโอบกอด
นางจะพูดได้อย่างไร พูดไปก็เหมือนเป็นคนหลง
ตัวเอง!
เซี่ยอวิ้นโมโหจนตัวสั่นสะท้าน เดิมหลงนึกว่าเขา
เรียกตนออกมา…เพื่อระลึกถึงความหลัง ที่เขา
พาอี๋หนิงมาก็เพราะจะกอบกู้สถานการณ์ให้นาง
เซี่ยอวิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ที่ข้าพูดมีสิ่ง
ใดผิดหรือ หากนางมิใช่น้องสาวของท่าน หากไม่
มีเรื่องสมรสพระราชทาน ท่านจะแต่งรับนางเป็น
ภรรยาหรือ”
“ที่ท่านกล่าวล้วนไม่ถูกต้อง” หลัวเซิ่นหย่วนเงย
หน้าขึ้น ยิ้มพลางกล่าว “หากนางมิใช่น้องสาว
ของข้า หากไม่มีเรื่องสมรสพระราชทาน ข้า
ต่างหากที่จะเป็นฝั่ายร้องขอแต่ไม่อาจสม
ปรารถนาผู้นั้น นางคงไม่มีทางตอบตกลงแต่งงาน
กับข้า”
ฝั่ามือของอี๋หนิงผุดเหงื่อชื้น สายตาของเซี่ยอวิ้
นราวกับต้องการสังหารนางให้ได้
“แม่นางเซี่ย เรื่องมิใช่เช่นนั้นทั้งหมด ข้ากับ
พี่ชายสามรู้จักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ความรู้สึก
ในช่วงหลายปีนั้นย่อมมีอยู่” อี๋หนิงกล่าวเสียงเบา
เสียงก้าวลงบันไดดังขึ้น ฟังดูเร่งรีบกว่าเมื่อครู่
มาก เพียงไม่นานก็ไร้เสียงแล้ว
อี๋หนิงทำให้เซี่ยอวิ้นจากไปแล้ว ทว่าผ่านไปเนิ่น
นาน นางก็ยังตกอยู่ในภวังค์
นางนึกถึงถ้อยคำของหลัวเซิ่นหย่วนเมื่อครู่ ‘หาก
นางมิใช่น้องสาวของข้า หากไม่มีเรื่องสมรส
พระราชทาน ข้าต่างหากที่จะเป็นฝั่ายร้องขอแต่
ไม่อาจสมปรารถนาผู้นั้น นางคงไม่มีทางตอบตก
ลงแต่งงานกับข้า’
เขาร้องขอแต่มิอาจสมปรารถนางั้นหรือ เช่นนั้น
แท้จริงแล้วพี่ชายสามชอบนางมานานเพียงใด
เป็นความลับหนักอึ้งที่ต้องซ่อนเร้นเพียงไร
อี๋หนิงหันกลับไปมองเขา หลัวเซิ่นหย่วนยกถ้วย
ชาขึ้นแกว่งไกวเบาๆ ใบหน้าด้านข้างหล่อเหลา
สงบนิ่ง
เนิ่นนานนางจึงเอ่ยถาม “พี่ชายสาม ก่อนหน้านี้
ท่านมักชวนเซี่ยอวิ้นมาดื่มชาอยู่บ่อยครั้งรึ”
หลัวเซิ่นหย่วนโคลงศีรษะ “หลังจากรู้จักนาง
เซี่ยอวิ้นก็เคยบอกว่าหากข้ามีธุระอะไรก็ให้นัด
นางที่หอสุราเสียงอวิ๋น วันนี้เป็นครั้งแรก” เขายื่น
มือไปดึงนางให้ลุกขึ้น “ต่อไปหากมีคนรังแกเจ้า
เจ้าไม่ต้องตอบโต้ด้วยตัวเอง เพียงมาบอกข้าก็
พอ”
อี๋หนิงถูกเขาดึงตัวขึ้น บังเกิดความรู้สึกราวกับ
ได้รับการทะนุถนอมอย่างระมัดระวัง
ทว่านางกลับลอบยิ้มพลางครุ่นคิดในใจ หากเกิด
เรื่องแล้วข้าไม่ตอบโต้ กว่าท่านจะมา ดอกหวงฮ
วาช่ายก็เย็นแล้ว[2]
เดิมเข้าใจว่าต้องกลับแล้ว แต่เมื่อเดินมาถึงประตู
กลับพบกับพวกหยางหลิง หยางหลิงเห็นเขาจูง
แม่นางน้อยมาก็ฉีกยิ้มกว้าง เข้าขวางเขาไว้ “เมื่อ
ครู่เห็นองครักษ์ของใต้เท้าหลัวของพวกเราที่
ด้านล่างหอ เมื่อขึ้นมาก็พบว่าคาดเดาไม่ผิด ท่าน
นี้คือพี่สะใภ้ใช่หรือไม่”
อีกสามคนที่มาด้วยพากันประหลาดใจเล็กน้อย
แม่นางน้อยท่านนี้สูงเพียงไหล่ของหลัวเซิ่นหย่วน
อายุราวสิบสี่สิบห้า สวมเสื้อคลุมที่มีหมวก
ด้านหลังทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ชัด นี่คือฮูหยินข
องท่านรองเสนาบดีหลัวหรอกรึ
ทว่าพวกเขาไม่เหมือนหยางหลิง หยางหลิงเป็น
ลูกศิษย์ของสวีเว่ยจึงกล้าสนทนากับหลัวเซิ่นหย่
วนเช่นนี้ แต่พวกเขาไม่กล้า พวกเขาประสานมือ
ขานเรียกใต้เท้าหลัวอย่างนอบน้อม ก่อนหลบไป
ยืนด้านข้าง
หลัวเซิ่นหย่วนวางมือบนไหล่นางแล้วตบเบาๆ
“เจ้ารอข้าสักครู่”
อี๋หนิงผงกศีรษะ ถอยกลับเข้าไปชมการแสดงใน
ห้อง เมื่อมองผ่านฉากกั้นหินอ่อน นางก็เห็นร่าง
สูงตรงดุจหยกของเขากำลังพูดคุยกับหยางหลิง
หัวคิ้วขมวดมุ่น เม้มริมฝีปากเป็นบางครั้ง ท่าทาง
คล้ายกำลังใช้ความคิด
นางพิงพนักเก้าอี้ มองเขาเงียบๆ อันที่จริงนาง
สามารถรับมือกับเซี่ยอวิ้นได้ เพียงแต่การปล่อย
ให้เขาจัดการมักทำให้นางเกิดความรู้สึกได้รับการ
ปกปั้องอยู่เป็นนิจ
หลังจากถูกอี๋หนิงเกลี้ยกล่อม หลัวอี๋อวี้ก็คล้ายรู้
แจ้งขึ้นมาจริงๆ ผ่านไปไม่ถึงสองวันนางก็กลับไป
ทว่าหลัวอี๋ซิ่วกลับไม่รีบร้อน อี๋หนิงถามนาง นาง
กลับกล่าวว่า “กลับไปก็ต้องเห็นเขาสนิทใกล้ชิด
กับหวั่นเหนียง ข้าอยู่ต่ออีกสักสองสามวันแล้ว
ค่อยว่ากัน” หวั่นเหนียงก็คือสาวใช้ของหลัวอี๋ซิ่ว
อี๋หนิงจุดเครื่องหอมไม้จันทน์ในห้อง หลังปิดฝา
ครอบก็ใช้มือพัดเบาๆ ไอควันลอยขึ้นช้าๆ
นางวางช้อนตักเครื่องหอมลง เอ่ยถามหลัวอี๋ซิ่ว
ว่า “ในจวนท่านมีผู้ที่คอยดูแลควบคุมการหุงหา
อาหารหรือไม่”
หลัวอี๋ซิ่วโคลงศีรษะ “ไม่ถือว่ามีครอบคลุมไปเสีย
หมด”
อี๋หนิงยิ้มพลางกล่าวต่อ “หากท่านเป็นผู้ที่คอย
ควบคุมการหุงหาอาหาร หากในจวนปราศจาก
ท่านเพียงวันเดียวก็ไปไม่รอดแล้ว วันแรกที่ท่าน
กลับบ้านเจ้าสาว วันที่สองเขาก็ต้องมาตามท่าน
แล้ว จะกล้าล่าช้าได้อย่างไร”
หลัวอี๋ซิ่วครุ่นคิด ก่อนสะกิดแขนนางพลางยิ้ม
“เหตุใดเจ้าจึงมีความคิดพิสดารมากมายเยี่ยงนี้
แม้แต่หลัวอี๋อวี้ก็ยังถูกเจ้าโน้มน้าวจนหวั่นไหว
ผ่านเหตุการณ์นี้ ท่านแม่ของข้ายังลอบกล่าวชม
เจ้าอยู่หลายครา ดูเหมือนพี่เขยหลิวยังส่งของ
กำนัลแทนคำขอบคุณมาให้เจ้าด้วย”
หลัวอี๋หนิงตบนางเบาๆ “ความคิดพิสดารอันใด
กัน ท่านต้องกลับไปตรึกตรองให้ถี่ถ้วนจึงจะ
ถูกต้อง”
รอจนหลัวอี๋ซิ่วออกจากประตูไปแล้ว อี๋หนิงจึง
หยิบจดหมายที่ส่งจากจวนอิงกั๋วกงออกมา
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเขียนจดหมายให้นาง กล่าวว่า
ท่านพ่อของนางยินดีแต่งรับน้องสาวคนเล็กสุด
ของท่านสวีกั๋วกงเป็นภรรยา คุณหนูท่านนี้มีอายุ
สิบเจ็ดปี ติดตามหยินผู้เฒ่าสวีเรียนหนังสือตั้งแต่
วัยเยาว์ ช่วยพี่สะใภ้ดูแลเรื่องการงานต่างๆ
ภายในจวน จัดการเรื่องต่างๆ ได้อย่างมีระเบียบ
แบบแผน ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดความล่าช้า อายุ
สิบเจ็ดแล้วแต่ก็ยังไม่ได้หมั้นหมายเสียที
แม้ท่านสวีกั๋วกงจะมีบรรดาศักดิ์เทียบเท่าอิงกั๋วกง
ทว่าอำนาจบารมีกลับไม่อาจเทียบ ครั้นได้ยินแม่
สื่อกล่าวว่ามาทำการสู่ขอแทนเว่ยหลิง เมื่อ
น้องสาวแต่งเข้าไปก็จะได้รับเกียรติในฐานะฮูหยิ
นของท่านกั๋วกง พวกเขาย่อมตอบตกลงด้วย
ความยินดี ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยถามนางว่าอยากจะ
กลับไปดูหรือไม่
อี๋หนิงครุ่นคิดว่าควรกลับไปหรือไม่ คนผู้นี้มี
สถานะเหมาะสมกับจวนอิงกั๋วกง เพียงแต่ไม่รู้ว่า
คุณหนูสวีท่านนี้จะมีอุปนิสัยอย่างไร
นางหยิบจดหมายฉบับที่สองขึ้นมา ครั้นเปิดดู
กลับพบว่าไม่ได้ถูกส่งมาจากจวนอิงกั๋วกง ลายมือ
คุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง แต่ภายในระยะเวลาอันสั้น
นางคิดไม่ออกว่าเคยพบเห็นจากที่ใด
——————–
1. จิงจงจี้เป็นเรื่องราวของเยว่เฟยที่นำ
กองทัพรบชนะกลุ่มทหารจินก่อนจะใช้
ประโยชน์จากชัยชนะสมคบคิดกับพวกจินปัง
2. ดอกหวงฮวาช่ายก็เย็นแล้ว หมายถึงสาย
หรือช้าไปแล้ว