Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 141

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 141
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

เซี่ยยวิ้ยตกอยู่ในภวังค์จากคำถามของนาง เนิ่น

นานก็ยังไม่ได้สติ

ถ้อยคำเหล่านี้ อี๋หนิงอยากจะพูดกับนางมานาน

แล้ว ปล่อยให้เซี่ยอวิ้นค่อยๆ ขบคิดไปเถิด ในเมื่อ

นางมีความมุ่งมั่นสูงเสียดฟั้า เหตุใดตนจึงต้องเอา

ตัวไปเกี่ยวพันกับนาง

เมื่อชมการแสดงที่ตระกูลเฉิงจบก็กลับจวน ลาน

กว้างหน้าเรือนเจียซู่เงียบสงบ สาวใช้ชราภายใน

ห้องนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยวาจา อี๋หนิงมองหลัวเซิ่น

หย่วนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องของเขา นาง

เดินเข้าไปนั่งเบื้องหน้าเขา

หลัวเซิ่นหย่วนชำเลืองมองนาง นางยิ้มแย้มพลาง

กล่าว “ให้ข้ายืมหนังสือสักสองสามเล่มได้หรือไม่

ห้องหนังสือของข้ายังสร้างไม่เสร็จ” พูดแล้วก็ชี้

นิ้วไปยังบรรดาหนังสือที่ต้องการอ่าน มันอยู่สูง

เกินกว่าที่นางจะเอื้อมถึง นางจึงต้องการให้เขา

ช่วยหยิบลงมา

ยามที่คุณชายสามอ่านหนังสือห้ามผู้อื่นส่งเสียง

รบกวน…

สาวใช้ชราลอบคิด ขณะที่กำลังจะปริปากเตือน

นายหญิงสามก็เห็นหลัวเซิ่นหย่วนหยิบหนังสือลง

มาให้นาง ก่อนจะกลับไปอ่านของตนต่อ พวกนาง

สบตากัน ตัดสินใจไม่พูดอะไร

อี๋หนิงพลิกอ่านหนังสือหลายเล่มที่หลัวเซิ่นหย่วน

หยิบลงมาให้ นางเริ่มเสียใจเล็กน้อย ไฉนทั้งหมด

จึงเป็นเนื้อหาขั้นสูงและลึกซึ้งของคัมภีร์อี้จิงปาก

ว้า[1] นางต้องใช้พลังมหาศาลในการอ่าน สุดท้าย

จึงทำได้เพียงอ่านผ่านๆ ไปเท่านั้น

ภายในห้องยังมีเสียงน้ำหยดติ๋งๆ นางผล็อยหลับ

ไป

หลัวเซิ่นหย่วนโบกมือไล่บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้าง

เขาเดินไปเบื้องหน้าอี๋หนิง ก่อนนั่งลงข้างกายนาง

แล้วอ่านหนังสือต่อ

อาจเป็นเพราะรู้ว่าเขาอยู่ข้างกาย ร่างของนางจึง

โน้มเอนเข้ามา ผมนุ่มสลวยที่ถูกเกล้าไว้ตกลงบน

ต้นขาของเขา นางยังยื่นมือไปโอบเอวเขาไว้เบาๆ

ทำให้หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งค้างในบัดดล “อี๋หนิง หาก

เจ้าง่วงก็กลับไปนอน…”

นางไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง

หลัวเซิ่นหย่วนวางหนังสือลง ก่อนจะทาบมือลง

บนศีรษะนาง ใช้นิ้วมือแทนหวี สางผมให้นาง

เพียงนางเอนกายลงมาเช่นนี้ หัวใจของเขาก็อ่อน

ยวบ เขาปรับท่าทางการนอนของนาง ทำให้นาง

หลับสบายขึ้นเล็กน้อย ส่วนตนก็หยิบหนังสือ

ขึ้นมาอ่านต่อ นางนอนหลับไม่สนิทนัก ขยับ

เคลื่อนไหวไปมาในอ้อมแขนของเขา หลัวเซิ่นหย่

วนยื่นมือมาจับนางไว้ กล่าวว่า “อี๋หนิง เจ้านอน

ดีๆ”

อี๋หนิงคล้ายได้ยินเขาพูดบางอย่างจึงเงยหน้าขึ้น

อย่างงุนงง “มีกระไรหรือ”

จากนั้นนางจึงพบว่าตนกำลังนอนอยู่ในอ้อมกอด

ของหลัวเซิ่นหย่วน

นางรีบถอยห่าง ในใจก็ลอบคิดว่าตนเข้าไปนอน

อยู่ในอ้อมกอดของหลัวเซิ่นหย่วนได้อย่างไร! ผล

ปรากฏว่านางกลับถอยไปชนโต๊ะเล็ก อี๋หนิงจับ

เอวไว้ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย หลัวเซิ่นหย่

วนขมวดคิ้วมุ่น รีบเข้าไปอุ้มนางมาตรวจดู

ช่วงเอวขาวผ่องปรากฏรอยเขียวช้ำจากการชน

นางเจ็บจนสูดปาก หลัวเซิ่นหย่วนสั่งให้สาวใช้เอา

ยาขี้ผึ้งเข้ามา เขาถูยาที่มือ ก่อนทาให้นางด้วย

ตัวเอง เขาออกแรงนวดไปเพียงสามส่วน ทว่าอี๋ห

นิงกลับร้องโอดครวญให้เขาผ่อนแรงไม่หยุด

ผิวใต้ฝั่ามือเรียบเนียน เอวบางเล็กถึงขนาดที่เขา

สามารถแนบปิดได้ด้วยฝั่ามือเดียว น้ำเสียงของ

นางยังนุ่มละมุน ทว่าเพราะความเจ็บปวดจึงฟัง

คล้ายเสียงกระเส่า

หลัวเซิ่นหย่วนรู้สึกถึงความร้อนที่ก่อตัวขึ้นบริเวณ

ช่วงท้องล่างอีกครั้ง หลังทายาให้นางเสร็จ เขาก็

ปิดฝาขวดกระเบื้องเคลือบขี้ผึ้งแล้วลุกขึ้นทันที

“ข้าจะให้สาวใช้ชราส่งเจ้ากลับไป”

อี๋หนิงจัดเสื้อตน ขณะที่นางเบี่ยงกายก็ไม่ทันระวัง

หันไปสัมผัสกับริมฝีปากของเขาเบาๆ

ทันใดนั้นอี๋หนิงก็สัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนและ

หนาหยุ่นของริมฝีปากเขา ทั้งยังสามารถเห็นคิ้ว

ตาอันหล่อเหลาของเขาได้อย่างชัดเจน

หลัวเซิ่นหย่วนจับมือนางไว้โดยพลัน อี๋หนิงเห็น

ดวงตาที่เดิมสงบล้ำลึกอยู่เป็นนิจของเขาคล้าย

กำลังลุกโชนด้วยเปลวไฟ ท่าทางของนางอ่อนลง

ทันใด

นางคิดถึงมือข้างนั้นที่ลูบผมนางอย่างอ่อนโยน

ในขณะหลับ คิดถึงร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตน

คิดถึงแม้แต่ความอึดอัดในคืนวันวิวาห์นั้น

ทว่าที่สุดแล้ว หลัวเซิ่นหย่วนก็ได้สติสัมปชัญญะ

ขึ้นมาเล็กน้อย เขาคิดถึงสัญญาที่ให้ไว้กับนางใน

ฐานะพี่ชายน้องสาว ที่สำคัญเขายังรับปากเว่ย

หลิงว่าจะรอให้อี๋หนิงผ่านวัยปักปินก่อนจึงค่อย

ร่วมหอ นางที่อยู่ภายใต้ร่างเขาเปราะบางเกินไป

“ข้าจะออกไปรอข้างนอกก่อน อีกครู่เจ้าค่อยตาม

ออกมา” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวกับนาง

อี๋หนิงลุกจากไปแล้ว รอจนเขากลับมาถึงห้องด้าน

ใน สาวใช้ชราก็รีบคารวะเขา หลัวเซิ่นหย่วนโบก

มือปฏิเสธ จากนั้นจึงย่างเท้าอย่างแผ่วเบาไปนอน

ข้างกายอี๋หนิง

เมื่อครู่อี๋หนิงแสร้งทำเป็นนอนหลับเพื่อรอเขา มา

บัดนี้จึงค่อยๆ ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา

เมื่อตื่นขึ้นมา ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยแสงอรุณอัน

อ่อนโยน หลัวเซิ่นหย่วนกำลังพิงหัวเตียงอ่าน

หนังสือโดยมีผ้านวมคลุมอยู่ครึ่งร่าง เสียงนิ้วพลิก

หน้าหนังสือดังขึ้น

“ตื่นแล้วหรือ” เขาเอ่ยถามเสียงเบา

อี๋หนิงผงกศีรษะ ก่อนจะเรียกสาวใช้ให้นำเสื้อผ้า

ที่นางต้องสวมเข้ามา

หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา รอจน

ออกมาก็เห็นนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแปั้ง สตรี

ออกเรือนนางอื่นต้องผัดแปั้งประทินโฉม ทว่านาง

ยังเล็กจึงไม่ต้องทำ เพียงหยดน้ำค้างกุหลาบสอง

สามหยดทำความสะอาดใบหน้า จากนั้นจึงทา

ขี้ผึ้งหอมที่ประหนึ่งเกล็ดหิมะ วันนี้ต้องกลับบ้าน

เจ้าสาวจึงควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย

ฟั่านมามาทำผมให้อี๋หนิงด้วยตัวเอง เกล้าเป็น

มวยหัวใจสวยงาม ปักปินทองรูปดอกไห่ถังฝัง

ทับทิม เจินจูให้สาวใช้ชราไปแจ้งโรงม้าให้เตรียม

รถม้า ซงจือไม่ได้อยู่ในสินเจ้าสาวติดตามมา อายุ

นางถึงวัยสมควรแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจึงให้นาง

แต่งงานกับผู้ดูแลหนุ่มที่มีความสามารถคนหนึ่ง

บัดนี้ไต้เม่าจึงถือเป็นผู้ช่วยอันดับสองในเรือน ไต้

เม่ารีบหยิบเปั้ยจึสีแดงสองชุดมาให้อี๋หนิงเลือก

สวมใส่

หลัวเซิ่นหย่วนกินเกี๊ยวผักสามชนิดที่ยกเข้ามาไป

ชิ้นหนึ่ง ก่อนพูดกับอี๋หนิงที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จ “มา

กินอาหารเช้าได้แล้ว”

เขาปอกไข่นกพิราบไว้ให้นางสองสามฟอง ทั้งยัง

คีบเกี๊ยวผักสามชนิดหลายชิ้นลงในถ้วยนาง

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเห็นอี๋หนิงที่แต่งกายดูมีเสน่ห์

เย้ายวนก็หัวเราะออกมา

“ไม่น่ามองหรือ” อี๋หนิงถามเขาอย่างสงสัย

“น่ามองยิ่ง” หลัวเซิ่นหย่วนปรับอารมณ์ ผงก

ศีรษะ

เช่นนั้นเหตุใดเขาจึงหัวเราะ

อี๋หนิงยกถ้วยขึ้น จับจ้องเขาอยู่นาน “เช่นนั้นมีสิ่ง

ใดน่าขันกัน”

เขากินเกี๊ยวอย่างสำรวมช้าๆ กล่าวแสดงความ

คิดเห็น “ดูคล้ายเด็กสวมเสื้อผ้าของผู้ใหญ่”

อี๋หนิงขบฟัน ฝืนยิ้มออกมา นางเสียเวลาไปนาน

กับการแต่งกาย จะให้แต่งใหม่ก็คงไม่ได้กระมัง!

เขาชี้ไปยังไข่นกพิราบกับเกี๊ยวในถ้วยของนาง

“ต้องกินให้หมด กินหมดถึงอนุญาตให้ไปได้”

ทว่าเขากลับสัมผัสได้ว่านางกำลังจ้องเขาอยู่

หลัวเซิ่นหย่วนถอนหายใจเสียงหนึ่ง ก่อนเดินไป

เบื้องหลังนาง

“ตามข้ามา” เขาจูงมืออี๋หนิงให้ไปนั่งหน้าโต๊ะ

เครื่องแปั้ง ปินทองดอกไห่ถังฝังทับทิมถูกดึงออก

จากผมของนาง นิ้วมือเรียวยาวเลื่อนไปยังกล่อง

เครื่องประดับสินเจ้าสาวของอี๋หนิง เขาหยิบปิน

ทองแกะลายดอกบัวและหินปะการังสีแดงขนาด

เม็ดบัวคู่หนึ่งออกมา สิ่งนี้ขับให้ติ่งหูของนางยิ่งดู

ขาว นิ้วของเขาเชยใบหน้านางขึ้น

อี๋หนิงไม่กล้าขยับ ปลายนิ้วนั้นอบอุ่นหยาบกร้าน

ทั้งที่ไม่ใช่ระยะประชิดใกล้ ทว่ากลับดูคลุมเครือ

ยิ่งนัก

เขามองอยู่นาน สี่ตาสบประสาน อี๋หนิงไม่กล้า

หลบ จากนั้นจึงได้ยินเขากล่าวขึ้น “อืม…

แต่งหน้าได้งาม”

รอจนเขาจากไป อี๋หนิงจึงมองตัวเองในกระจก ดู

ดีกว่าเมื่อครู่นัก ทั้งสูงศักดิ์และเรียบง่าย

เมื่อทั้งสองคนเข้ามานั่งในรถม้าก็นับว่าสายแล้ว

รถม้าเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว อี๋หนิงเห็นเขาหยิบ

หนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน ชั่วขณะหนึ่งที่ไม่รู้ว่า

ควรกล่าวอะไร ทั้งสองคนนั่งเงียบอยู่บนรถม้า มี

ครั้งหนึ่งรถม้าสั่นสะเทือน นางนั่งไม่มั่นคงจน

เกือบล้ม หลัวเซิ่นหย่วนยื่นมือมาประคองนางไว้

นางจึงกล่าว “ขอบคุณพี่ชายสาม”

หลัวเซิ่นหย่วนผงกศีรษะ เอ่ยว่าไม่ต้องเกรงใจ

ภายในรถม้ากลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง อี๋หนิงจึง

เริ่มหาหัวข้อสนทนา “เมื่อวานข้าเล่นไพ่กับฮู

หยินตระกูลเฉิง แพ้ไปร้อยกว่าตำลึง…”

ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้น ปิดสมุดแล้วมองนาง

“เสียไปเยอะนี่ สนุกหรือไม่”

“มีผู้ใดแพ้เสียไพ่แล้วสนุกกัน เป็นท่านแม่ที่ลาก

ข้าไปเล่น นางยังเสียไปเยอะกว่าข้า แพ้จน

กระทืบเท้า นางยังให้รุ่ยเซียงกลับมาเอาเงินอีก

สองร้อยตำลึงที่จวนไปเล่นต่อ”

คนสองคนนี้ต่างก็เป็นพวกล้างผลาญตระกูล

ครอบครัวทั่วไปไม่มีทางแบกรับผลลัพธ์ของความ

พ่ายแพ้นี้ของพวกนางไหว เคราะห์ดีที่เขาเป็น

พวกหาเงินเก่ง

หลัวเซิ่นหย่วนผงกศีรษะ “พวกเจ้าไม่มีอะไรทำ

เล่นไพ่บ้างก็ไม่เลว ใช่แล้ว ข้าให้คนทำหมากหยก

ขาวไว้กระดานหนึ่ง ต่อไปเจ้าจะได้เรียนรู้การวาง

หมากจากข้า”

อี๋หนิงได้ยินก็ลอบคิดในใจ สิ่งใดที่เรียกว่าเล่นไพ่

บ้างก็ไม่เลว จากน้ำเสียงของเขา เห็นได้ชัดว่า

กำลังดูแคลนการเล่นไพ่ซึ่งเป็นกิจกรรมของ

ชาวบ้านทั่วไป เขาต้องการให้นางได้รับการบ่ม

เพาะทักษะศิลปะที่ดูสูงสง่า

เสียงรถม้าวิ่งกุบกับหยุดลง สาวใช้ชราด้านนอก

ยิ้มพลางกล่าว “คุณชายสาม ฮูหยินน้อย ถึงจวน

อิงกั๋วกงแล้วเจ้าค่ะ”

อี๋หนิงจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “พี่ชายสาม พวก

เราควรลงจากรถได้แล้ว”

วันนี้เดินทางกลับบ้านเจ้าสาว จวนอิงกั๋วกงมีการ

เตรียมการไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ห้องครัวด้านนอกเตรียม

มื้อเที่ยงไว้ตั้งแต่ยามเฉิน[2]แล้ว บรรยากาศใน

จวนคึกคัก ญาติด้านนอกของตระกูลเว่ยเองก็มา

เยี่ยมเยือน

บ่าวรับใช้รายงานเข้ามาว่าคุณหนูกับนายท่านเขย

กลับมาแล้ว เว่ยหลิงรีบเปลี่ยนชุดเป็นโย่วเหริน

ผ้าไหมยาวตัวใหม่ ก่อนเดินไปยังห้องโถง

ด้านหน้า

เขาเห็นอี๋หนิงที่ยืนอยู่ข้างกายหลัวเซิ่นหย่วนได้

ตั้งแต่ระยะไกล นางสวมเปั้ยจึสีแดง สูงเพียงไหล่

ของสามี ใบหน้าแดงเรื่อมีน้ำมีนวล ดูมีชีวิตชีวา

อี๋หนิงเดินเข้ามาคุกเข่าโขกศีรษะให้เขา หญิงสาว

กลับบ้านต้องพาสามีที่เพิ่งแต่งงานมาคารวะบิดา

มารดา กราบไหว้บรรพบุรุษ รู้จักเครือญาติ เว่ย

หลิงสงสารบุตรสาวจึงรีบปรี่เข้าไปประคองนางให้

ลุกขึ้น ไม่พบนางเพียงไม่กี่วัน เขาก็รู้สึกคิดถึงแล้ว

กลัวว่านางจะกินอยู่ไม่คุ้นชิน ทว่าเมื่อเห็นว่านาง

มีชีวิตไม่เลวในตระกูลหลัว เขาจึงฝืนยิ้มออกมา

“กลับมาก็ดีแล้ว!”

ครุ่นคิดแล้วก็ถูก อย่างไรอี๋หนิงก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ

คนในตระกูลหลัวมาสิบกว่าปี จะไม่คุ้นชินได้

อย่างไร

เว่ยหลิงมองไปยังหลัวเซิ่นหย่วน เมื่อครู่อี๋หนิง

คล้องแขนเขาเข้าประตู วันนี้หลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้

สวมชุดขุนนาง เพียงใส่ชุดลำลองทั่วไป

เว่ยหลิงยังคงครุ่นคิด เขาติดต่อกับเจิงหางด้วย

เรื่องอะไร

ไม่ว่าเขากับเจิงหางจะเคยทำอะไร แต่หากถูก

ผู้อื่นล่วงรู้เข้าต้องถูกสงสัยว่าเป็นผู้ร่วมสมคบกับ

ศัตรูทรยศแว่นแคว้น

เหตุใดเขาจึงทรยศเจิงหางมาช่วยเหลือตน หรือ

เพราะเหตุผลคือตนเป็นพ่อของอี๋หนิงจริงๆ

เว่ยหลิงบังเกิดความสงสัย ทุกคนต่างก็เป็นขุน

นาง แม้เขาจะไม่ใช่ขุนนางฝั่ายบุ๋นเช่นหลัวเซิ่น

หย่วนก็ตาม เขาให้อี๋หนิงไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่

ยก่อน จากนั้นจึงผายมือให้หลัวเซิ่นหย่วนนั่งลง

กล่าวด้วยรอยยิ้ม “อี๋หนิงอายุยังน้อย เรื่องการ

จัดการภายใน นางพอจะชำนาญอยู่บ้าง ทว่า

เรื่องอื่นกลับไร้ความสามารถ ยังต้องวานให้เจ้า

ช่วยอดทนกับนางให้มาก หลายวันมานี้นาง

ปฏิบัติตนเป็นอย่างไรบ้าง”

“ท่านพ่อตาไม่ต้องกังวลไปขอรับ นางเป็นดุจนาม

สุขสงบเรียบง่าย” หลัวเซิ่นหย่วนคลี่ยิ้มเนิบช้า

“นางอายุยังน้อย ข้าเองก็เอ็นดูสงสารนาง”

“เดิมเจ้าเป็นพี่ชายสามของนาง ต้องลำบากเจ้า

แล้ว” เว่ยหลิงกล่าวต่อ “ใช่แล้ว เรื่องด่าน

ปราการผิงหย่วนยังมีบางจุดที่ข้าไม่เข้าใจ ชนเผ่า

หว่าล่าต้องการซุ่มโจมตีข้าที่ด่านปราการผิงหย่

วน เรื่องนี้แม้แต่หน่วยสอดแนมก็ยังไม่รู้…แล้วเจ้า

รู้ได้อย่างไร”

หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มเงียบๆ พลางวางถ้วยชาลง ใน

ที่สุดเว่ยหลิงก็ถามเขาแล้ว ต่อให้เขามี

ความสามารถเพียงใดก็ไม่มีทางวางสายสืบไว้ได้

ทุกที่ อันที่จริงสายสืบของเขาส่วนใหญ่มักมุ่งเปั้า

ไปที่ขุนนางฝั่ายบุ๋นของราชสำนัก โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งที่กรมและหน่วยงานสำคัญๆ ส่วนบริเวณ

ชายแดนผู้บัญชาการเป็นผู้ควบคุมมาช้านาน ยาก

จะแฝงตัวเข้าไป เรื่องเจิงหางเป็นเรื่องที่อยู่เหนือ

การคาดคิด เขามีการร่วมมือกับเจิงหางในบาง

เรื่องจริง

ปีนั้นในเปั่าติ้ง เจิงหางซึ่งเป็นบุตรชายของเจิงอิ้ง

คุนเป็นลูกหลานขุนนางที่เที่ยวเตร่ไปทั่ว หลังจาก

หลัวเซิ่นหย่วนได้พบคนผู้นี้ก็พบว่าเขาเป็นคน

ฉลาดคนหนึ่ง ต่อมาได้เล่นพนันในเมืองเปั่าติ้ง

ด้วยกันจึงถือว่ารู้จักกันแล้ว ในเมืองเปั่าติ้ง เจิง

หางไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร รอจนเขาได้ไปอยู่กับ

บิดาจึงประหนึ่งปลาได้น้ำ นับวันอำนาจก็ยิ่ง

แข็งแกร่ง ตนจึงเสนอความร่วมมือกับเจิงหาง

ทว่าเรื่องของเขากับเจิงหาง หากจะว่าใหญ่ก็ไม่

ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก แต่ถ้าพูดออกมากลับ

ก่อให้เกิดความลำบากไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ยามนี้เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรองเสนาบดีกรม

โยธา กำลังอยู่ในช่วงกระแสลมปากอันแหลมคม

“มิใช่ว่าข้าไม่ยินดีบอกกล่าวท่าน แต่หากท่านรู้

แล้วจะไม่เป็นผลดีต่อตัวท่านเอง” หลัวเซิ่นหย่วน

เอ่ย “สายสืบของข้ามิได้เก่งกาจเยี่ยงนั้น มิ

เช่นนั้นใต้หล้านี้คงตกอยู่กำมือข้าแล้ว สิ่งนี้ไม่ว่า

ผู้ใดก็ไม่อาจทำได้ อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว

ผลงานการรบก็ตกเป็นของท่าน นี่จึงจะถือเป็น

เรื่องสำคัญที่สุด”

การที่หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวเช่นนี้กลับทำให้เว่ยหลิ

งวางใจขึ้นเล็กน้อย จากถ้อยคำนี้เห็นได้ชัดว่า

หลัวเซิ่นหย่วนมิได้มีเจตนาปิดบังเขา

เว่ยหลิงหัวเราะอย่างเบิกบาน “ช่างเถิด! ตัวเจ้ารู้

ขอบเขตก็พอ ทุกสิ่งต้องเรียบร้อย” จากนั้นเขา

จึงให้หลัวเซิ่นหย่วนตามเขาไปยังห้องโถง

ด้านหน้าเพื่อพบกับบรรดาญาติของตระกูลเว่ยที่

ชอบทำตัวโดดเด่นเหล่านั้น

เหล่าสตรีกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำลังนั่งจิบชา

สนทนากันอยู่ในโถงบุปผา อี๋หนิงเพิ่งพบว่าใน

สถานที่แห่งนี้ นอกจากญาติของตระกูลเว่ย ท่าน

ปั้าท่านอาสะใภ้อีกหลายคน ยังมีนายหญิงและฮู

หยินผู้เฒ่าของตระกูลชนชั้นบรรดาศักดิ์ที่ไปมา

หาสู่กันเป็นประจำอยู่ด้วย นางเข้าไปคารวะผู้

อาวุโสทีละคนแทบไม่ทัน อี๋หนิงถามฟางซ่ง “…

เหตุใดจึงมีคนมากมายเช่นนี้”

ฟางซ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่า

เพียงกล่าวว่าจะจัดงานเลี้ยงน้ำชา ผู้ใดจะคาดคิด

ว่าจะมากันมากมายเยี่ยงนี้”

อันที่จริงก็เดาได้ไม่ยาก ที่มารวมตัวกันเพราะ

ต้องการชมความสง่างามของท่านจ้วงหยวนกัน

ทั้งนั้น คาดไม่ถึงว่าท่านจ้วงหย่วนจะไปที่ห้องโถง

ด้านหน้าแล้ว ทุกคนจึงผิดหวังเล็กน้อย

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดึงตัวหลานสาวเข้าไปในห้อง

ด้านข้างฝังประจิมเพื่อสนทนา สาวใช้ยกเม็ด

ทับทิมที่แกะเรียบร้อยถาดหนึ่งเข้ามา เม็ดทับทิม

สีแดงเข้มรสชาติหวานอร่อย อี๋หนิงเพิ่งกินไปได้

ไม่กี่เม็ด ด้านนอกก็มีคนกล่าวว่าหลัวเซิ่นหย่วน

เข้ามาคารวะ บรรดาคุณหนูฮูหยินต่างพากันมี

ชีวิตชีวาขึ้นมา กระซิบกระซาบเสียงต่ำเบา

เขาก้าวข้ามธรณีประตูมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรีบประคองเขาลุกขึ้น หลานเขย

ดุจต้นหยกลู่ลม สุขุมหล่อเหลาสง่างาม ในใจนาง

ชมชอบอย่างยิ่งยวด พี่ชายสามของอี๋หนิงผู้นี้ดุจ

มังกรหงส์ในหมู่คนจริงๆ มิน่าเล่าหลังฉากบังลม

จึงมีเสียงพูดคุยมากมายเช่นนี้

หลัวเซิ่นหย่วนรู้ว่าถูกคนมองอยู่ ยามปกติก็ถูก

ผู้คนจับจ้องมามาก เขาจึงเคยชินเสียแล้ว

เขายิ้ม หลังทำการคารวะก็กล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่า

เว่ย “หลานเขยยังมีธุระที่ห้องโถงด้านหน้า ต้อง

ขอตัวก่อนนะขอรับ” พูดจบก็ประสานมือแล้ว

จากไป

เสียงอุทานอย่างตกใจระคนผิดหวังของบรรดา

คุณหนูดังขึ้น ต้องโชคดีเพียงใดถึงได้เห็นใต้เท้า

รองเสนาบดีที่อ่อนวัยเช่นนี้สักครั้ง ทว่าเพียงไม่

นาน เขาก็จากไปแล้ว

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดึงอี๋หนิงเข้าไป เอ่ยถามนางว่า

“หลังแต่งงานเขาปฏิบัติต่อเจ้าดีหรือไม่”

อี๋หนิงไม่อาจพูดเรื่องที่ตกลงว่าจะปฏิบัติต่อกัน

เฉกพี่น้องได้ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ทราบเรื่องนี้ นาง

กำลังคิดว่าจะกล่าวอย่างขอไปทีอย่างไร จ้าวหมิง

จูที่อยู่ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็เอ่ยขึ้น “อี๋หนิง

เจ้าจะนิ่งเฉยเกินไปมิได้ หากเขายังปฏิบัติต่อเจ้า

เฉกพี่ชาย เจ้าก็ต้องวางจริตเช่นสตรีเสียหน่อย…”

ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรู้สึกว่าคำพูดของนาง

ตรงไปตรงมาจนเกินงามจึงตำหนิจ้าวหมิงจู

ประโยคหนึ่ง “เจ้าพูดเหลวไหลอะไร ไร้ซึ่ง

กิริยามารยาทของคุณหนู!”

“คำของข้ามิได้เหลวไหล!” ตั้งแต่เล็ก จ้าวหมิงจู

กับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ปฏิสัมพันธ์กันเช่นนี้ นางดึง

แขนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอย่างคุ้นชิน “ข้ากลัวว่า

พี่ชายสามของนางจะเอาแต่มองนางเฉกพี่ชาย

น้องสาว ช่วงวัยเลือดลมพลุ่งพล่าน หากต่อไป

พี่ชายสามของนางรับอนุจะทำเช่นไร ท่านดูเมื่อ

ครู่สิ ดวงตาของคุณหนูเหล่านั้นแทบจะถลนออก

มาแล้ว ทั้งที่รู้ว่าเขาแต่งงานแล้วก็ยังไม่คิดจะเก็บ

อาการ”

อี๋หนิงหยิบเม็ดทับทิมขึ้นมากิน ยายหลานที่อยู่

เบื้องหน้านางสองคนเริ่มกระซิบกระซาบเรื่อง

ส่วนตัวของนางแล้ว ทั้งยังไม่ยอมให้นางร่วมวง

สนทนาด้วย

นางอยากออกไปสูดอากาศด้านนอก ทว่าเพิ่งเดิน

ออกจากประตูก็พบร่างเล็กที่ยืนห่างไปไม่กี่เสา

กำลังจ้องมองนางจากระยะไกล

เป็นถิงเกอร์

อี๋หนิงมองเงาที่โดดเดี่ยวของเขาซึ่งทอดยาวอยู่

บนพื้น ดูเปล่าเปลี่ยวเล็กน้อย คล้ายกับคราแรกที่

นางเพิ่งมายังตระกูลเว่ย เขาก็อยู่ห่างจากนาง

มากเพราะไม่เชื่อใจนาง ทว่าความสงสัยใคร่รู้ใน

ตัวนางก็ยังมี เป็นความรู้สึกที่อยากใกล้ชิดรู้จัก

โดยสัญชาตญาณ เพราะนางเป็นพี่สาวโดย

สายเลือดของเขา

บัดนี้นางแต่งงานแล้ว ถิงเกอร์จึงไม่ได้อยู่กับ

พี่สาวแล้ว เขาต้องใช้ชีวิตกับบ่าวรับใช้ มือเล็ก

ของเขากำสายรัดเอวที่ตกห้อยอยู่ คล้ายไม่กล้า

ขยับเข้าใกล้

อี๋หนิงพลันเข้าใจความรู้สึกของหลัวอี๋ฮุ่ยขณะที่

ต้องออกเรือนแล้ว เป็นความคิดวู่วามที่อยากจะ

พาเสี่ยวอี๋หนิงไปด้วย

นางเดินไปหาถิงเกอร์ ถิงเกอร์จึงเงยหน้ามองนาง

อี๋หนิงลูบศีรษะเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ถิงเกอร์เป็นกระไรไปหรือ”

ถิงเกอร์มองนางไม่เอื้อนเอ่ยวาจา อี๋หนิงลูบผมที่

ฟูและทิ่มมืออยู่บ้างด้วยความปวดใจ ก่อนเอ่ย

ถามเขา “ถิงเกอร์ สาวใช้สาวใช้ชราที่คอย

ปรนนิบัติเจ้าเล่า”

นางพาถิงเกอร์กลับไปยังเรือนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย

โดยหวังให้นับจากนี้ถิงเกอร์จะอาศัยอยู่กับฮูหยิน

ผู้เฒ่าเว่ย เขาโตแล้ว ไม่มีทางสร้างความ

เดือดร้อนให้กับผู้เฒ่าผู้แก่อีก จะให้เขาสนิทสนม

กับบ่าวไพร่ได้อย่างไร

ถิงเกอร์รู้ว่านางคิดอะไร เขารีบสะบัดมือออก

“ข้าไม่ที่เรือนของท่านย่า” เขามีท่าทีอึดอัด

เล็กน้อย ไม่สนิทสนมกับนางเช่นแต่ก่อน “ข้า…

ข้าไม่อยากติดตามท่านย่า”

ครั้นเด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นก็จะเกิดความเหินห่าง

กับผู้อื่น อี๋หนิงไร้หนทาง นางไม่สามารถพาถิง

เกอร์ไปเลี้ยงดูที่ตระกูลหลัวได้ จะกล่าวอย่างไร

เขาก็เป็นเสี่ยวซื่อจื่อของจวนอิงกั๋วกง

“ถิงเกอร์…” อี๋หนิงดึงมือเล็กของเขาไว้ หัวใจ

กระตุก “หรือเจ้าจะตามพี่สาวไปอาศัยที่ตระกูล

หลัวสักสองสามวัน”

ผ่านไปครู่ใหญ่ ถิงเกอร์จึงเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่ว

เบา “พี่สาว…ท่านอยู่ที่จวนมิได้หรือ ข้าเก็บของ

อร่อยไว้ให้ท่านด้วย ท่านอยากกินหรือไม่” เขา

ถามอย่างระมัดระวัง

อี๋หนิงคุกเข่าลง กอดร่างเล็กๆ ของเขา สะอื้น

อย่างไม่อาจสะกดกลั้น นางร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง ฝัง

ศีรษะเข้ากับบ่าเล็กๆ ของเขา ตัวสั่นไหวเบาๆ

“พี่สาวจะไปกับเจ้า” หลังจากนั้นไม่นานนางก็

หยุดร้องไห้ จูงมือของถิงเกอร์แล้วลุกขึ้นกล่าว

ถิงเกอร์แสดงท่าทีดีใจขึ้นมา จับมือนางแน่น “ข้า

ยังจับจักจั่นตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ทว่ามันตายแล้วข้า

จึงซ่อนมันไว้ในกล่อง รอท่านกลับมาดู”

เขากระโดดโลดเต้นไปตลอดทาง

อี๋หนิงอยู่เป็นเพื่อนเขาค่อนวัน กว่าจะจูงมือเขา

กลับไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็เป็นเวลาเย็น

ย่ำแล้ว

ถิงเกอร์ดื่มน้ำแกงภายใต้การปรนนิบัติของแม่นม

อี๋หนิงกล่าวเรื่องนี้กับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย นางนิ่งเงียบ

อยู่นาน ก่อนทอดถอนใจพลางเอ่ย “เป็นเพราะ

ในจวนไร้นายหญิง อีกสองปีพ่อของเจ้าก็จะส่ง

เขาไปฝึกที่หน่วยองครักษ์เทียนจิน ผู้บัญชาการ

ของหน่วยองครักษ์เทียนจินเป็นอดีตผู้ใต้บัญชา

ของพ่อเจ้า อาจารย์หยางของเขาก็อยู่ที่นั่น เช่นนี้

ก็ดี ข้าอบรมสั่งสอนเขาไม่ไหว เกรงว่ายามที่พ่อ

เจ้าไม่อยู่ เขาจะไปรวมกลุ่มกับพวกลูกผู้ดีจนเสีย

คน มิสู้เอาไปโยนไว้ที่หน่วยองครักษ์เทียนจิน ให้

ล้มลุกคลุกคลานเรียนรู้จนเติบใหญ่ อย่างไรก็ย่อม

ดีกว่าอยู่เป็นนายท่านซื่อจื่อที่ถูกพะเน้าพะนอเอา

ใจในเมืองหลวง”

การที่จวนอิงกั๋วกงสามารถสืบทอดมาหลายชั่ว

อายุคนเพราะให้กำเนิดลูกหลานที่มี

ความสามารถอยู่เสมอ หากส่งถิงเกอร์ไปยังหน่วย

องครักษ์ก็ดี แม้จะลำบากอยู่บ้าง แต่ก็เป็น

สถานที่ฝึกฝนคนโดยแท้จริง เมื่อเขาอยู่ที่นั่นนาน

ไปเขาก็จะลืมพี่สาวคนนี้เอง

“ท่านพ่อมีเจตนารับภรรยาหรือไม่เจ้าคะ” อี๋หนิง

ถามขึ้น “ข้าเห็นหลายปีนี้เขากรำศึกเหนือใต้ไป

ทั่วทุกสารทิศเพราะในใจยังคงระลึกถึงท่านแม่

ของข้า บัดนี้เมื่อพอได้อยู่อย่างสงบบ้างแล้วก็ควร

แต่งงานเสียที จะได้มีคนมาดูแลถิงเกอร์ ทั้งยัง

คอยดูแลเรื่องภายในจวน”

“สองวันก่อนข้าก็เพิ่งพูดเรื่องนี้กับเขา” ฮูหยินผู้

เฒ่าเว่ยเอนกายลงบนหมอนอิงปักลายดอกไห่ถัง

สี่ฤดูพลางทอดถอนใจ นางยกถ้วยโต้วฉ่าย

[3]ขึ้นมาดื่มน้ำแกง “หาคนสองสามคนมาให้เขา

เลือก เป็นบุตรีสายตรงคนโตของตระกูลเซวียนเว

ยปั๋อ อุปนิสัยอ่อนโยนซื่อตรง ชาติตระกูลยัง

คู่ควรกับจวนของพวกเรา น้องสาวคนสุดท้าย

ของสวีกั๋วกงยังเป็นสาวเรือนใน รอคนมาสู่ขอ

ลำดับอาวุโสในตระกูลสูงส่ง หากพ่อของเจ้าแต่ง

รับนางเป็นภรรยาย่อมไม่มีทางเสียลำดับความ

อาวุโส ชาติตระกูลที่ต่ำลงมาหน่อยยิ่งมีตัวเลือก

หญิงสาวดีๆ ทว่าคราก่อนที่ข้าถามเขา เขากลับ

ไม่กล่าวอะไร”

อี๋หนิงฟังแล้วก็ครุ่นคิด รอจนกินมื้อเย็นเสร็จ นาง

ก็ไปพบเว่ยหลิงที่ห้องโถงหน้า พวกเว่ยหลิงยังคง

สนทนาปราศรัยกันอยู่ที่โถงบุปผา นางจึงเดิน

อ้อมไปรอเขาที่เรือนของเขา นอกระเบียง

ทางเดินปลูกต้นหลิวไว้จำนวนมาก แสงอาทิตย์

ส่องผ่านช่องว่างมากำลังเหมาะ ทำให้รู้สึกอุ่น

สบายอย่างยิ่ง

นกกระตั้วตัวน้อยของนางเกาะอยู่ใต้ชายคา ครั้น

มันเห็นนางก็กระพือปีกอย่างกระตือรือร้น

อี๋หนิงหยิบจานใบเล็กมาปั้อนน้ำ ทั้งยังลูบขนให้

มัน สาวใช้ที่ดูแลนกกระตั้วยิ้มพลางกล่าว “ครั้น

ท่านจากไป นายท่านกั๋วกงก็รับมันไปเลี้ยง ทั้งยัง

พูดคุยกับมันทุกวันเพื่อสลายความเบื่อหน่ายด้วย

เจ้าค่ะ”

อี๋หนิงได้ยินก็ยิ่งอยากเกลี้ยกล่อมให้ท่านพ่อ

แต่งงาน

สักพักเว่ยหลิงก็กลับมา บุตรสาวของเขาเพิ่งถูก

วางไว้ในมือ เลี้ยงดูได้ไม่ถึงสองปีก็แต่งงานออกไป

แล้ว เขายังอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่งยวด เขามอง

นางหยอกล้อนกกระตั้วที่เกาะอยู่ใต้ชายคา ยื่น

ข้าวที่ยังไม่ผ่านการขัดสีให้มันจิก ทว่ากลับแกล้ง

ให้มันจิกไม่ถึง นกกระตั้วขัดใจจนกระพือปีก

“เจ้าระวังมันจะจิกเอา” เว่ยหลิงกล่าวด้วย

รอยยิ้ม

“มันไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ” อี๋หนิงวางข้าวที่ยังไม่

ผ่านการขัดสีลงในจานใบเล็ก เดินเข้ามาแล้วเอ่ย

ว่า “ข้านำสนับเข่าสนับศอกที่ทำจากหนัง

กวางชะมดและเหล้าชิวลู่ไปั๋อีกหลายไหมามอบ

เป็นของขวัญให้ท่าน พวกมันถูกส่งมาที่เรือนของ

ท่านแล้ว เมื่อครู่สาวใช้กล่าวกับข้าว่า หลังข้าจาก

ไปท่านก็เริ่มกลับมาดื่มสุราในช่วงราตรี การดื่ม

สุรากลางดึกไม่ดีต่อสุขภาพ ท่านอย่าดื่มให้มาก

เกินไป”

“เจ้ายังมายุ่งกับข้าอีกหรือ” เว่ยหลิงกล่าวด้วย

รอยยิ้ม ปล่อยให้บุตรสาวตามเข้ามาในห้อง

อี๋หนิงเห็นห้องหนังสือของเขายังคงเหมือนเดิมก็

นั่งลงตรงข้ามเขา นางเงียบไปชั่วครู่ก่อนกล่าว

“ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านย่าพูดกับข้าเรื่องงาน

แต่งงานของท่าน”

เว่ยหลิงผงกศีรษะ เขาไม่พูดอะไรไปชั่วครู่ เพียง

มองไปยังแสงตะวันนอกประตู จมอยู่ในภวังค์เนิ่น

นาน

เรื่องไม่คาดคิดหลายปีก่อนทำให้เขามีลูกคนหนึ่ง

ยามนั้นเขาเพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ หนุ่มแน่น เต็มไป

ด้วยพละกำลังวังชา เขายังคล้ายเห็นใบหน้าของ

คนผู้นั้น ยากนักที่นางจะยิ้มสักครั้ง ราวกับไม่

ค่อยชอบเขาเท่าไร เขารู้สึกมาโดยตลอดว่านางไม่

ชอบเขา นางไม่เคยกล่าวอะไรกับเขา ทว่ากลับให้

กำเนิดลูกของพวกเขาสองคนออกมา ก่อน

ตัดสินใจลาจากโลกนี้ไปด้วยความแน่วแน่

หากเร็วกว่านั้นอีกสักนิด นางยังไม่ได้แต่งงานกับ

ผู้อื่น เขาต้องแต่งรับนางกลับมา เลี้ยงดูนางอย่าง

ดี ยั่วเย้าให้นางมีความสุข เขาจะปฏิบัติต่อนาง

เช่นหลัวเฉิงจางได้อย่างไร

คนดีๆ เช่นนาง เหตุใดจึงมีชีวิตอันน่าเศร้า ทั้งยัง

ต้องด่วนจากไป

ก่อนตายนางคิดสิ่งใดอยู่หรือ ระลึกถึงเขาบ้าง

หรือไม่ บางทีอาจมีบ้างกระมัง มิเช่นนั้นจะยินดี

คลอดบุตรของเขาออกมาได้อย่างไร

เว่ยหลิงขบคิดปัญหาเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง ทว่าคนก็

จากไปสิบสี่ปีแล้ว คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ เขาไม่

อาจได้ยินคำตอบแล้ว เว่ยหลิงทอดสายตาลงบน

ร่างของอี๋หนิง น่ามหัศจรรย์นัก เด็กคนนี้มีส่วน

คล้ายคลึงทั้งเขาและหมิงหลาน ลูกของพวกเขา

สองคน น้ำเสียงของเขาแหบต่ำลงเล็กน้อย

“เหมยเหมย ข้ายังคิดถึงแม่ของเจ้าอยู่เสมอ…”

“เจ้ากับแม่ของเจ้ามีอุปนิสัยแตกต่างกัน นาง

เยือกเย็นกว่าเล็กน้อย” เว่ยหลิงกล่าว

เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงได้ยินเขาพูดถึงหมิงหลาน

ปกติเขาแทบไม่เคยเอ่ยถึง

“ข้าสัพยอกให้นางพูด นางก็มักไม่สนใจข้า บาง

คราถูกหยอกเย้าจนยิ้มออกมาก็กลับไปปันหน้า

อย่างรวดเร็ว สำหรับนางแล้ว ข้าเป็นเพียงโจรชั่ว

คนหนึ่ง…” เว่ยหลิงกล่าวพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ

สายตานิ่งค้าง “ทว่านางใจอ่อนที่สุด ข้ารู้ว่านาง

ใจอ่อน ไม่อาจลงมือทำร้ายผู้อื่น และไม่อาจทำใจ

ตำหนิติเตียนผู้อื่น”

อี๋หนิงตะลึง นางเดินไปยังเบื้องหน้าเขา วางมือลง

บนมือใหญ่ “ท่านพ่อ…”

ได้ยินเขากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ หัวใจนางก็พลันเกิด

ความซาบซึ้ง นางไม่เคยพบกู้หมิงหลาน เห็นทีคง

ต้องเป็นคนที่เยี่ยมยอดมาก มีบางครั้งที่นางรู้สึก

ว่าที่ตนมีชีวิตดีเช่นนี้คงเป็นเพราะคุณงามความดี

ที่มารดาผู้นี้สร้างไว้ก่อนนางถือกำเนิด เพราะทุก

คนต่างพูดกับนางด้วยเสียงระคนทอดถอนใจว่า

“มารดาของเจ้าเป็นคนที่เยี่ยมยอดมาก”

เว่ยหลิงหันไปยิ้ม ตบมือนางเบาๆ “มิเป็นไร ผ่าน

มาหลายปีแล้ว”

“เรื่องการแต่งงาน ข้าจะตรึกตรองดู” เว่ยหลิง

เอ่ย “ท่านย่าของเจ้ากล่าวได้มีเหตุผล จวนนี้จะ

ขาดคนดูแลไม่ได้ วางใจเถิด พ่อตระหนักดี”

——————–

1. คัมภีร์อี้จิงปากว้าเป็นคัมภีร์ที่บันทึกหลัก

ของการเปลี่ยนแปลง ปากว้าคือชุดตรีลักษณ์

ทั้งแปด

2. เวลาเฉิน หมายถึง ช่วงเวลา ๗.๐๐-๙.๐๐

น

3. โต้วฉ่าย คือเทคนิคในการวาดภาพพอร์

ซเลนจีน โดยที่ส่วนต่างๆ ของการออกแบบ

และโครงร่างบางส่วนที่เหลือ ถูกทาด้วยสีน้ำ

เงินอันเดอร์เกลซ จากนั้นชิ้นงานจะถูก

เคลือบและเผา

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 141"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

N1lN39
เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด
05/12/2025
novelpdf1970 (2)
สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย
20/06/2026
novelpdf0024
คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ
30/09/2023
61dbab1aVw5UqpWl
เหนียงจื่อของคุณชายขี้โรค
14/09/2024

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.