พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 145
อี๋หนิงทำได้เพียงหันศีรษะไปมอง มีคนส่งเสียง
สัพยอกจากด้านข้าง หลัวเซิ่นหย่วนจึงรับสุราจาก
เหลียนซี ดื่มลงไปคำหนึ่ง
เหลียนซีเห็นเขายังหนุ่มแน่นหล่อเหลา ท่าทาง
สุขุมเหนือปุถุชนทั่วไป หัวใจก็พลันเกิดความร้อน
รุ่มขึ้นมาหลายส่วน นางนั่งลงข้างกายเขา มอง
กระดานหมากเบื้องหน้าที่ยังไร้การเคลื่อนไหว
จากนั้นก็ยิ้มออกมา “ข้าพอมีทักษะการเล่น
หมากอยู่บ้าง มิทราบว่าใต้เท้าหลัวยินดีจะเล่นกับ
ข้าหรือไม่”
มือเรียวขาวของนางหยิบหมากสีดำขึ้นมาตัวหนึ่ง
รอยยิ้มของหลัวเซิ่นหย่วนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่านิ้วมือกลับเล่นจอกสุรา ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
มีคนกล่าวขึ้นทางด้านข้าง “หลัวซาน เจ้าช่างไม่มี
อารมณ์สุนทรีย์เอาเสียเลย แม่นางเหลียนซีเคย
วางหมากเป็นเพื่อนผู้อื่นมาก่อนรึ ครานี้หากมิใช่
เพราะเจ้ามาด้วย เกรงว่าแม้แต่เพลงก็คงไม่มา
บรรเลงให้พวกเราฟัง เจ้าอย่าได้หักหาญน้ำใจ
ของหญิงงามเชียว”
เนิ่นนานกว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะวางจอกสุราลง เขา
หยิบหมากสีขาวขึ้นมาจากถ้วย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้
ก็เชิญแม่นางวางก่อนเถิด”
เหลียนซีรั้งแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย วางหมากตัวหนึ่ง
ลงบนกระดานหยกด้วยท่วงท่าแช่มช้า
มือที่เดิมกำแน่นของอี๋หนิงค่อยๆ คลายออก
สถานการณ์ในกระดานหมากเป็นเช่นไร นางมอง
ไม่ชัด ทว่านางเห็นร่องรอยไร้ความอดทนบน
ใบหน้าของหลัวเซิ่นหย่วน แม้สีหน้าเขาจะเผย
ออกมาเพียงเล็กน้อย แต่นางก็ยังรู้ว่าทักษะการ
วางหมากของแม่นางเหลียนซีผู้นี้ต้องย่ำแย่มาก
เป็นแน่ พี่ชายสามไม่ชอบวางหมากกับผู้ที่มี
ทักษะอ่อนด้อยมากที่สุด เขารู้สึกว่านั่นเป็นการ
เสียเวลา คล้ายกับผู้ที่มีพรสวรรค์ขั้นสูงมักเป็น
เช่นนี้
ทักษะการวางหมากของเขาเยี่ยมยอดไร้เทียม
ทาน แต่เขากลับเล่นไม่บ่อยนักเพราะไม่มีคู่ต่อกร
ยามที่เขาสอนอี๋หนิง เขายังต้องฝืนเล่นเป็นเพื่อน
นาง ปกติแล้วตอนที่ผู้อื่นเดินหมาก เขายังไม่แล
ตามองสักครั้ง
หลังวางหมากไปสองสามครั้ง สีหน้าของเหลียนซี
ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด นิ้วหนีบตัวหมาก
คางกดต่ำอย่างใช้ความคิด
เฉิงหลางมองแล้วก็ลอบอับจนคำพรรณนา กล้า
ไปวางหมากกับหลัวซาน คิดจะใช้สิ่งนี้มาดึงดูด
ความสนใจของเขา ยามปกตินางคงรับมือกับพวก
คหบดีมั่งคั่งเหล่านั้นจนไม่รู้จักขอบเขตแล้ว คง
ต้องสั่งสอนอบรมใหม่เสียแล้ว
ไม่นานเหลียนซีก็พบว่าแม้แต่การตรึกตรอง ใต้
เท้าหลัวผู้นี้ก็ไม่ต้องใช้เวลาสักนิด นางครุ่นคิดอยู่
ค่อนวันกว่าจะเดินหมากสักก้าว ทว่าเขากลับรุก
ตามได้ทันที จากนั้นก็รอนางวางอีกครั้ง ก่อนจะ
ต้อนนางช้าๆ จนตาย ไร้หนทางให้โต้กลับใดๆ
นางฝืนหัวเราะเสียงหนึ่ง เก็บตัวหมากกลับไปที่
เดิมแล้วกล่าว “องุ่นในสวนสุกแล้ว ข้าเพิ่งให้คน
ไปเก็บมา เชิญใต้เท้าทุกท่านมาร่วมกินผลองุ่นสด
ใหม่ด้วยกัน”
หลัวเซิ่นหย่วนโยนหมากที่เหลือกลับไป ก่อนจะ
ยกจอกสุราของเขาขึ้นมาอีกครั้ง
เฉิงหลางฟังถึงตรงนี้ก็ราวกับคิดสิ่งใดออก เขาหัน
มาถามอี๋หนิง “เจ้าอยากกินองุ่นหรือไม่ องุ่นของ
ข้าที่นี่นำมาจากดินแดนฝังประจิม เดิมปลูกไม่ขึ้น
ช่างต้องลงแรงอยู่นานกว่าจะได้ผลสำเร็จออกมา
รสชาติหวานล้ำยิ่งนัก”
ไม่ต้องให้อี๋หนิงตอบ ไม่นานองุ่นที่ถูกล้างสะอาด
ก็ถูกยกเข้ามา
ลู่เจียเสวียปรายตามองเฉิงหลางไม่มีทางทำดีต่อ
ผู้อื่นโดยไร้ผลประโยชน์ ที่แท้ที่เขาสู่ขออี๋หนิงก็
เพราะมีความจริงใจอยู่ในนั้นหลายส่วน มิน่าเล่า
ที่เมื่อครู่ตนพาอี๋หนิงเข้ามา เฉิงหลางถึงมีสภาพ
น่าอดสูเช่นนั้น
หลานชายที่เอาแต่วนเวียนในดงบุปผาก็มียามที่
จริงใจเช่นเดียวกัน
ในห้องนั้น องุ่นก็ถูกยกเข้ามาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เหลียนซีล้างมือจากอ่างทองแดงที่สาวใช้ยกเข้า
มา นางใช้ผ้าไหมที่อบร่ำด้วยกลิ่นหอมเช็ดมือจน
แห้ง ก่อนเลือกหยิบองุ่นสีม่วงแดงจากถาดมาลูก
หนึ่ง ลงมือปอกเปลือกด้วยตัวเอง ใช้นิ้วมือขาว
เนียนบิเปลือกออก ก่อนส่งไปยังริมฝีปากของ
หลัวเซิ่นหย่วน
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้ามองนาง คลี่ยิ้มบาง
ใบหน้าเหลียนซีพลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ มีคน
ด้านข้างเอ่ยสัพยอกขึ้นอีกครั้ง “แม่นางเหลียนซี
เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้ เจ้าต้องปั้อนเขาด้วยปาก
ของเจ้าเอง ไม่แน่เขาอาจยอมกิน”
เหลียนซีฟังแล้วก็ยิ่งรู้สึกเขินอาย นางเป็นหญิง
คณะการแสดง มิใช่นางคณิกาในหอนางโลม
กระทำเรื่องน่าละอายพรรค์นี้ออกมาไม่ได้ ทว่า
ครั้นเห็นท่าทางของใต้เท้าหลัวที่คล้ายไม่ยอมกิน
องุ่นที่นางปอกให้…
นางวางองุ่นไว้ระหว่างริมฝีปากสีแดงสด ทันใด
นั้นเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้น นางถูกกระตุ้นจนหน้ามืด
ตามัว ขณะที่กำลังโน้มตัวลงไปก็ได้ยินเสียงซึ่ง
เย็นชาอย่างยิ่งยวดของใต้เท้าหลัว “ข้าขอเกลี้ย
กล่อมให้เจ้าหยุดเพียงเท่านี้ หากมากกว่านี้ ข้าจะ
ไม่ไว้หน้าอีก”
ราวกับเสียงดังขึ้นข้างหู ผู้อื่นไม่อาจได้ยิน
เหลียนซีพลันได้สติในบัดดล ทันทีที่มองดวงตา
เขา นางก็เห็นได้ชัดว่าแววตาคู่นั้นไร้ความปรานี
อย่างยิ่งยวด แม้รอยยิ้มจะยังปรากฏบนใบหน้าก็
ตาม นางกลืนองุ่นลงไป ฝืนยิ้มพลางกล่าว “ใต้
เท้าทุกท่านอย่าได้ล้อเล่นอีกเลย ให้จบลงเพียง
เท่านี้เถิด”
อี๋หนิงคลับคล้ายคลับคลาเห็นเขาปฏิเสธสตรีที่มี
ชื่อเสียงคนนั้น
ชมพอประมาณแล้ว เป็นเรื่องยากที่หลัวเซิ่นหย่
วนจะหวั่นไหวไปกับสตรีเหล่านั้น หากบุรุษทั่วไป
เจอโฉมงามปั้อนอาหารเช่นนี้คงต้องแนบตัวเข้า
ประชิดอย่างไม่อาจหักห้ามอารมณ์แล้ว เฉิงหลาง
ปิดบานหน้าต่างลงเบาๆ เสียงอึกทึกจากฝังนั้นถูก
ปิดกั้นด้วยต้นพลูด่าง การเคลื่อนไหวที่แผ่วเบานี้
จึงไม่มีผู้ใดสังเกต
“เมื่อครู่ญาติผู้พี่กล่าวว่าแม่นางเหลียนซีท่านนี้
คล้ายจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับท่าน” อี๋หนิงถามเขา
เดิมเฉิงหลางเคยใช้ชีวิตเหลวแหลก ผู้หญิงที่เคย
ขึ้นเตียงกับเขามีนับไม่ถ้วน แม้แต่ตัวเขาเองก็ยัง
ไร้ความทรงจำใดๆ เขาแก้ต่าง “เดิมนางมิได้นาม
นี้ นางอายุสิบสามปีก็ถูกขายออกมาในฐานะม้า
ผอม ยามนั้นหอสุราซื้อตัวนางมา ข้าเห็นแล้วก็ให้
คำชี้แนะกับนาง มอบนามใหม่ให้นาง นางเองก็
เฉลียวฉลาดจึงมีชื่อเสียงโด่งดังเช่นทุกวันนี้”
หญิงสาวจากครอบครัวยากจนไม่อาจนำมาเทียบ
กับคุณหนูในตระกูลขุนนางเช่นอี๋หนิง ในฐานะม้า
ผอม เหลียนซีต้องถูกขายออกมาตั้งแต่อายุยัง
น้อย พิณหมากหนังสือรูปวาดล้วนต้องเรียนรู้ให้
เชี่ยวชาญ เรื่องพื้นฐานในการปรนนิบัติบุรุษจะ
ขาดมิได้ การได้ตบแต่งเป็นอนุถือเป็นหนทางที่ดี
ที่สุด มิเช่นนั้นหากไร้สีสันเมื่อใดก็คงเหลือเพียง
หนทางแห่งความตาย
อันที่จริงการเป็นม้าผอมยังถือเป็นเรื่องที่ไม่แย่นัก
อย่างน้อยก็ได้รับการอบรมเลี้ยงดูตามมาตรฐาน
ของคุณหนูทั่วไป คนที่ต้องปรนนิบัติรับรองล้วน
เป็นขุนนางชนชั้นสูงศักดิ์ แต่หากมีรูปลักษณ์
ธรรมดาก็จะถูกขายต่อให้หอนางโลม การอยู่ใน
หอคณิกามืดมนเหล่านั้นต่างหากจึงจะเป็นจุดจบ
หายนะอย่างแท้จริง
“การที่เจ้าไม่แต่งกับญาติผู้พี่ของเจ้าถือเป็นเรื่อง
ดี” ลู่เจียเสวียคคิดถึงประวัติเรื่องโลกีย์เหล่านั้น
ของเฉิงหลางก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ตนคร้านจะสนใจเรื่องเหล่านี้ของอีกฝั่าย สุด
แล้วแต่เขาจะเล่นอย่างไร เพราะอย่างไรก็มีคน
กระโจนเข้าหาเขาไม่ขาดสาย
ลู่เจียเสวียเพียงรู้สึกเบื่อหน่ายเท่านั้นจึงพาอี๋หนิง
ออกมาดูหลัวเซิ่นหย่วนเพื่อดูว่าปกติเขาเลี้ยง
รับรองอย่างไร เขาเป็นผู้ที่เดินผ่านทุ่งบุปผาแล้ว
ไม่แปดเปือนกลีบดอกไม้โดยแท้จริง หาได้ยากยิ่ง
นัก
ลู่เจียเสวียจิบชา หัวเราะเสียงต่ำพลางเอ่ยถาม
นาง “เจ้ารู้สึกสนุกหรือไม่”
สนุก สนุกมาก ลู่เจียเสวียก็แค่ไม่อาจทนเห็นนาง
มีความสุข หากหลัวเซิ่นหย่วนทำอะไรจริง ใน
สายตาของเขา งานแต่งอันสวยงามของนางคง
มิใช่ถึงคราพังทลายลงแล้วหรือ
หลัวอี๋หนิงคลี่ยิ้มแช่มช้า “ท่านพ่อบุญธรรมมิได้
กล่าวว่าจะส่งข้ากลับไปหรือ”
ลู่เจียเสวียลุกขึ้นแล้วกวักมือเรียก “องุ่นนั่นของ
เจ้า แบ่งบางส่วนให้ญาติผู้น้องของเจ้านำกลับไป
เถิด”
เฉิงหลางมองแผ่นหลังของลู่เจียเสวีย คิดถึงทั้ง
คำพูดและการกระทำที่เขาปฏิบัติต่ออี๋หนิง ทันใด
นั้นก็บังเกิดความคิดพิสดาร หากมีวันหนึ่งลู่เจียเส
วียได้รู้ว่าอี๋หนิงเป็นผู้ใด สถานการณ์คงต้องน่าชม
มากเป็นแน่ ภูเขาต้องถล่มพสุธาต้องสะเทือน
เย็นนี้อี๋หนิงกลับถึงจวนช้าไปเล็กน้อย หลินไห่หรู
ยังส่งคนมาไถ่ถาม
ลู่เจียเสวียไร้อารมณ์สุนทรีย์ส่งนางกลับ ครั้น
ความสนใจของเขาหมดลง เขาย่อมแยกตัว
กลับไปแล้ว เป็นเฉิงหลางที่มาส่งนางถึงประตู
จวนตระกูลหลัว เขาเป็นญาติผู้พี่ของอี๋หนิง
ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นเรื่องแปลกอะไร
“ท่านพอรู้หรือไม่ว่าเหตุใดวันนี้เขาจึงพาท่านไปที่
นั่น” เฉิงหลางถามนาง
อี๋หนิงตอบออกมาประโยคหนึ่งอย่างเย็นชา “เขา
ก็แค่คนสติไม่สมประกอบคนหนึ่ง”
องุ่นที่ให้นางมา นางย่อมรับไว้ไม่ได้ องุ่นนี้มี
รสชาติพิเศษเกินไป ทั่วทั้งเมืองหลวงมีเพียงที่
แห่งนั้นของเฉิงหลางที่มี หลัวเซิ่นหย่วนเพียง
ปราดมองก็จะล่วงรู้ได้ทันทีว่าวันนี้นางไปที่ใดมา
ดังนั้นนางจึงไม่แม้แต่จะกล่าวถึง “ข้าไม่เคยรู้ว่า
เจ้ามีหอสุราใหญ่โตถึงเพียงนั้น”
“พอประมาณเท่านั้น” เฉิงหลางยิ้ม เขานิ่งเงียบ
ไปชั่วครู่
อี๋หนิงนึกถึงวันนี้ที่ได้พบเซี่ยอวิ้น นางเอ่ยถามว่า
“งานแต่งของเจ้ากับเซี่ยอวิ้นกำหนดแล้วหรือ”
“อืม เป็นวันที่สิบห้าเดือนหน้า” คล้ายเฉิงหลาง
ไม่ยินดีพูดอะไรมาก เขาเพียงจับจ้องนาง แววตา
กระจ่างแน่วแน่
อี๋หนิงยังอยากถามเรื่องเหลียนฝูกับเด็กคนนั้น
ทว่าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้ถามออกมา รอจนนาง
กำลังลงจากรถม้า เฉิงหลางก็รั้งมือของนางไว้
อี๋หนิงหันกลับไปถามเขา “อาหลาง”
“เขาดีต่อท่านหรือไม่…” เฉิงหลางหลับตาลง
ภายใต้แสงสลัวเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างที่งดงาม
ดุจหยก เขาเอ่ยถามเสียงต่ำ “หากเขาไม่ดีต่อ
ท่าน ท่านก็มาหาข้า ข้ายังแต่งรับท่านเป็นภรรยา
ได้ ขอเพียงท่านไม่ถือสา”
หัวใจของอี๋หนิงกระตุกด้วยความเจ็บปวด
เหตุใดเขาจึงต้องทำตนให้ดูต่ำต้อยเยี่ยงนี้ เขาเอง
ก็ถือบุตรคนโปรดของสวรรค์
“เจ้า…” ครั้นคิดถึงเรื่องราวของเขาในกาล
ข้างหน้า อี๋หนิงก็ไม่รู้ควรจะกล่าวอะไร นาง
ห่วงใยเขา ทว่าก็เป็นเพียงความห่วงใยที่มีต่อ
ผู้เยาว์ “เขาเป็นพี่ชายสามของข้า เขาย่อมต้องดี
ต่อข้า อาหลาง เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนี้ อันที่
จริงไม่จำเป็นเลย”
ความรักอันลึกซึ้งนี้ของเขามีแต่จะเพิ่มความ
กดดันและละอายใจให้อี๋หนิง อันที่จริงนางไม่ควร
ต้องละอายใจ ทว่าหัวใจของนางอ่อนไหวกับเด็ก
คนนี้มาก
“หลังเจ้าแต่งรับเซี่ยอวิ้นเป็นภรรยาแล้วก็ปฏิบัติ
ต่อนางให้ดีเถิด” แม้อี๋หนิงจะไม่ชอบเซี่ยยวิน แต่
หากเห็นพวกเขาสามีภรรยารักใคร่ปรองดองกัน
ได้ นางก็จะมีความสุขอย่างยิ่ง
เฉิงหลางเงียบขรึมอยู่นานไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
หลังจากนั้นเขาจึงเบี่ยงศีรษะไป “ข้ารู้แล้ว ท่าน
กลับไปเถิด”
นางในขณะนี้กำลังพิงกายลงบนตั่งเอน รู้สึกไร้
เรี่ยวแรงใดๆ
ห้องหนังสือของอี๋หนิงเพิ่งประดับตกแต่ง
เรียบร้อยเมื่อสองวันก่อน มีชั้นวางโบราณ
กระถางกล้วยไม้ถูกวางบนโต๊ะสูงข้างหน้าต่าง
นางรอหลัวเซิ่นหย่วนอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นพบว่าเขายัง
ไม่กลับมา นางจึงไปอาบน้ำเข้านอนก่อน
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนกลับมาก็เป็นเวลากลางดึกแล้ว
ภายในห้องยังจุดเทียนไว้ นางขดตัวอยู่บนเตียง
นอนหลับสนิท เขาโน้มตัวลงมองคิ้วดวงตาและไฝ
สีแดงบนหางคิ้วของอี๋หนิง ก่อนยื่นมือไปสัมผัส
ใบหน้าด้านข้างของนาง ลมหายใจอุ่นชื้นปะทะ
ฝั่ามือเขา พาให้รู้สึกคันยุบยิบ
อี๋หนิงได้กลิ่นเหล้า นางแนบใบหน้าเข้ากับฝั่ามือ
หยาบกร้านของเขา จากนั้นก็สะลึมสะลือตื่นขึ้น
“พี่ชายสาม ท่านกลับมาแล้ว…”
“อืม เจ้านอนเถิด มิเป็นไร” เมื่อหลัวเซิ่นหย่วน
เห็นว่านางถูกรบกวนจนตื่นก็ปล่อยผ้าม่านลง
สติสัมปชัญญะของอี๋หนิงค่อยๆ เลือนรางอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด หลัวเซิ่นหย่วนไม่ต้องไปที่
หน่วยงาน หลังจากอี๋หนิงกลับมาจากการไป
คารวะที่ห้องโถงกลางก็พบเขากำลังอ่านหนังสือ
อยู่บริเวณเฉลียง
ลมแห่งสารทฤดูพัดโชย พรมภายในห้องถูก
เปลี่ยนเป็นพรมขนสัตว์ เบาะรองบุนวม มองดู
อบอุ่น นอกเรือนเกลื่อนไปด้วยใบไม้ร่วง สาวใช้
ตัวน้อยที่มีหน้าที่ดูแลต่างพากันเก็บกวาดแทบไม่
ทัน แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนใบไม้ร่วงและชายคา
เป็นสีเหลืองทองอร่าม ข้างมือเขามีถาดองุ่นที่ล้าง
สะอาดถาดหนึ่ง แต่ยังไม่ถูกกิน
“วันนี้หนานเกอร์ฟังความหรือไม่” ครั้นเห็นนาง
กลับมาจากการคารวะ หลัวเซิ่นหย่วนก็เงยหน้า
เอ่ยถาม
หนังสือในมือของเขาถูกเปิดไปอีกหน้า
“กินแปั้งนึ่งซานจาไปสองชิ้นก็ถูกอี๋ซิ่วอุ้มไปเล่นที่
ครอบครัวใหญ่แล้ว” อี๋หนิงนั่งลงข้างกายเขา
นางมองผลองุ่น ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงคิดถึงหญิง
คณะการแสดงที่มีนามว่าเหลียนซีผู้นั้นขึ้นมา
นางยื่นมือออกไปเด็ดองุ่นจากในถาดมาผลหนึ่ง
จ้องมองผลองุ่นอยู่ครู่หนึ่ง การที่นางทำเช่นนี้ดู
เหมือนเด็กน้อยเกินไปหรือไม่ ประหนึ่งเด็กน้อยที่
กำลังกระเง้ากระงอด ทว่าอี๋หนิงยังคงปอกเปลือก
องุ่นออก ก่อนส่งไปยังริมฝีปากเขา จากนั้น
รอยยิ้มบางก็ผุดออกมา “พี่ชายสาม กินองุ่นเจ้า
ค่ะ”
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้ามองนาง วันนี้เจ้าเด็กนี่จะ
เล่นอะไร
นิ้วมือเรียวขาวดุจน้ำนม องุ่นสดใหม่ที่ปอก
เปลือกเรียบร้อยใสแวววาว ดูหวานฉ่ำมาก
เขาโน้มตัวลงไปเล็กน้อย งับองุ่นจากหว่างนิ้วของ
นาง จากนั้นจึงอ่านหนังสือต่อ “อืม หวานดี ปอก
ต่อไป”
อี๋หนิงไม่อยากปอกแล้ว อันที่จริงนางเพียงอยาก
ลองเท่านั้น การกระทำเช่นนี้ดูเด็กน้อยเกินไป
จริงๆ หากเขารู้ต้องหัวเราะนางเป็นแน่ นางไม่
ควรทำเช่นนี้
ทว่าจะไม่ยอมรับก็ไม่ได้ ครั้นเห็นพี่ชายสามกิน
องุ่นที่ตนปั้อนให้ ในใจอี๋หนิงก็เกิดความรู้สึกอิ่ม
เอมอย่างประหลาด
ยังมีอีกสิ่งที่ยังไม่ได้ลอง…อี๋หนิงมององุ่นที่เพิ่ง
ปอกเปลือกเรียบร้อยในมือตน เรื่องนี้นางทำไม่ได้
จริงๆ
อี๋หนิงกินองุ่นที่ปอกเปลือกเอง หลัวเซิ่นหย่วนเงย
หน้ามองนางอีกครั้ง “องุ่นที่เจ้าปอกเปลือกให้ข้า
เล่า”
สีหน้าเขาเต็มไปด้วยคำถาม ‘เหตุใดเจ้าจึงกิน
เอง’
อี๋หนิงมองหน้าเขา แสงอาทิตย์ของสารทฤดูสาด
ส่องลงบนคิ้วยาวเข้ม ใต้สันจมูกตรงเป็นริมฝีปาก
ได้รูปงดงาม
ทันใดนั้นนางก็เขยิบกายเข้าประชิด โอบลำคอ
ของเขาไว้ สบประสานกับสายตาเขา ก่อน
ประทับจุมพิตลงบนมุมปากเขาอย่างรวดเร็ว ชั่ว
ขณะนั้นหัวใจนางพลันเต้นเร็วดุจรัวกลอง แม้แต่
ลมหายใจอุ่นร้อนของเขา นางก็ยังสามารถสัมผัส
ได้ ใต้ฝั่ามือคือคอเสื้อของเขา ริมฝีปากอวลด้วย
กลิ่นหอมหวานขององุ่น
หลัวเซิ่นหย่วนย่อมไม่ผลักนางออก มือที่ถือ
หนังสือพลันออกแรงกระชับขึ้น เขาคล้ายตะลึง
นิ่งไปแล้ว
อี๋หนิงปล่อยเขา คิดจะจากไป แต่กลับถูกหลัวเซิ่น
หย่วนดึงมือไว้ ทันทีที่เขาออกแรง นางก็ตกเข้าสู่
อ้อมกอดของเขา หนังสือในมือร่วงหล่น
หลัวเซิ่นหย่วนจับมือของนางไว้แน่น บอกกล่าว
เสียงแผ่วเบา “อี๋หนิง เจ้าอย่าได้คิดยั่วข้า บัดนี้
เจ้ายังเด็ก เข้าใจหรือไม่”
“ข้าผิดไปแล้ว ท่านอยากกินองุ่นหรือไม่”
นางนั่งอยู่ในอ้อมกอดเขา รีบยกถาดองุ่นขึ้นเป็น
พัลวันพลางคลี่ยิ้มออกมา “ข้าปอกให้ท่านดี
หรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนปล่อยนางให้นั่งลงดีๆ เขาเก็บ
หนังสือที่ร่วงเมื่อครู่ขึ้นมา เพื่อเป็นการลงโทษ
นางจึงเอ่ยว่า “เจ้าปอกองุ่นต่อไป”
เขาอ่านหนังสือต่อ เพียงแต่กลับอ่านตัวอักษรใน
หนังสือไม่รู้เรื่องสักตัว ปลายนิ้วถูหน้ากระดาษ
ทว่าในหัวกลับปรากฏภาพนางที่โน้มตัวลงมา
จิตใจยากจะสงบนิ่ง
เพียงชั่วพริบตา ช่วงต้นเหมันต์ก็ผ่านพ้น ต้นไม้
ตรงลานกลางเรือนผลัดใบจนโกร๋น อี๋หนิงกำลัง
ช่วยหลินไห่หรูคำนวณบัญชี ทุกห้องต่างได้รับ
การจัดสรรปันส่วนเครื่องนุ่งห่มฤดูหนาวและเนื้อ
ตากแห้งแล้ว พื้นที่แถบผืนนาก็ยังส่งของประจำปี
มาให้ล่วงหน้า
วันเวลาผ่านไปอย่างสุขสบาย อี๋หนิงน้ำหนัก
ขึ้นมาหลายจิน ทั้งยังสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดู
โตสักเท่าไร ดูเหมือนว่านางจะสูงได้มากที่สุดก็
เพียงไหล่ของหลัวเซิ่นหย่วนเท่านั้น ไม่อาจเติบโต
ได้มากกว่านี้ ด้วยเหตุนี้อี๋หนิงจึงกลัดกลุ้ม
เล็กน้อย ทุกสองสามวันนางต้องให้ห้องครัวตุ๋นน้ำ
แกงกระดูกมาให้ดื่ม ของจำพวกนมแพะก็กินดื่ม
ไปไม่น้อย
ส่วนสูงไม่เพิ่มขึ้นสักเท่าไร ทว่ายิ่งนานวันนาง
กลับยิ่งอวบอิ่มมากขึ้น
หลินไห่หรูบีบข้อมือของอี๋หนิงพลางพินิจมอง
ก่อนกล่าวกับนาง “เจ้ามีโครงร่างเล็กโดยกำเนิด
ดังนั้นอย่าได้ทรมานร่างกายอีกเลย ระวังจะกิน
จนได้ร่างของเจ้าเด็กน้อยคนก่อนกลับมา”
อี๋หนิงก็กินสิ่งเหล่านี้จนเอียนแล้ว หลายวันนี้
กำลังพยายามเปลี่ยนรสชาติ
ครั้นคำนวณบัญชีรายเดือนของกัวอี๋เหนียงก็
พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ อี๋หนิงตรวจดูอย่าง
ละเอียดก็พบว่ามีรายจ่ายของหลัวเซวียนหย่วน
เพิ่มเข้ามา หลัวเฉิงจางเพิ่มสาวใช้ให้เขาสองคน
“พ่อของเจ้าเอ็นดูเซวียนเกอร์มากที่สุด” หลินไห่
หรูได้ยินคำกล่าวของอี๋หนิงก็พูดอย่างไม่ยี่หระ
“หากไม่มีพี่ชายสามของเจ้า พ่อของเจ้าต้องทุ่ม
เต็มกำลังเพื่อบ่มเพาะเขาเป็นแน่”
ผ่านไปสักพัก หลัวเซวียนหย่วนก็มาเข้ามาคารวะ
บัดนี้เขาเรียนหนังสืออยู่ที่ตระกูลเฉิง นานๆ ทีจึง
จะเข้ามามาคารวะสักครั้ง
หลินไห่หรูถามเขาเรื่องสาวใช้ตามตรง
ใบหน้าของหลัวเซวียนหย่วนที่ละม้ายคล้ายคลึง
กับพี่ชายสามในวัยเยาว์เผยรอยยิ้มบางออกมา
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลไป ข้าให้สาวใช้สองคนนั้น
ไปปรนนิบัติอี๋เหนียงแล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องใช้พวก
นาง หากพี่ชายสามเอ่ยขึ้นมาก็รบกวนท่านแม่
ช่วยแก้ต่างให้ข้าด้วยขอรับ”
ครั้นอี๋หนิงมองเขาก็มักบังเกิดภาพลวงรางๆ เมื่อ
เทียบกับหลัวเซิ่นหย่วนแล้ว หลัวเซวียนหย่วน
สดใสกว่าเล็กน้อย มิฉะนั้นคงดูเหมือนกันมาก
“เจ้าจะใช้สาวใช้เท่าไรไม่สำคัญ เพียงตั้งใจศึกษา
เล่าเรียนก็พอ” หลินไห่หรูทำได้เพียงกล่าว
ประโยคจากใจจริงออกมาสองสามประโยค ก่อน
จะให้หลัวเซวียนหย่วนถอยออกไป
หลัวเซวียนหย่วนรับคำอย่างนอบน้อมก่อนกล่าว
ลา ไม่นานร่างสูงผอมก็จากไป
อี๋หนิงมองแผ่นหลังของเขาพลางกล่าวอย่าง
ครุ่นคิด “กัวอี๋เหนียงอบรมสั่งสอนได้ดี ข้ารู้สึกว่า
เขารู้ความมากขึ้น ความคิดความอ่านเริ่มร้ายกาจ
แล้ว”
“อย่างไรก็ยังมีพี่ชายสามของเจ้าอยู่ เขาไม่มีทาง
พลิกฟืนกลับมาได้ หากกล้าเล่นตุกติก มีรึที่พี่ชาย
สามของเจ้าจะไม่เล่นงานเขาถึงตาย…อย่าเห็นว่า
เขาอายุยังน้อย เขาฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก”
หลินไห่หรูไร้การศึกษาแต่ก็ไม่ได้โง่เขลา
“ช่างเถิด ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว อีกสองสามวันเจ้า
ต้องตามข้าไปดื่มสุรามงคลแล้ว” หลินไห่หรูกล่าว
อย่างยินดี “คุณชายสี่ตระกูลเฉิง ญาติผู้พี่เฉิง
หลางของเจ้าจะแต่งงานกับเซี่ยอวิ้น ทันทีที่เรื่อง
งานมงคลสมรสนี้ประกาศออกมา บรรยากาศกว่า
ครึ่งเมืองหลวงก็พลันเปลี่ยนเป็นคึกคัก ฮองเฮา
ทรงประทานสินเจ้าสาวด้วยองค์เอง ฮ่องเต้ยัง
ทรงส่งคนมามอบเครื่องศีรษะหงส์ครบชุดให้
เซี่ยอวิ้น เครื่องศีรษะนั่นไม่รู้ว่าฝังไข่มุกทะเล
กับอัญมณีมากมายเท่าไร ข้ายังมองจนตาพร่า
ขบวนแห่แทบไม่ต่างจากงานอภิเษกสมรสของ
เจ้าหญิง ยามนี้คนของตระกูลเฉิงเดินทางไปยัง
แห่งหนใดก็ล้วนเชิดหน้าหลังตรง”
อี๋หนิงจำได้ว่าขบวนเจ้าสาวของเซี่ยอวิ้นยิ่งใหญ่
มาก สินเจ้าสาวยาวสิบลี้ ยิ่งใหญ่อลังการ
เหลืออีกไม่ถึงห้าวัน คาดไม่ถึงว่าจะเร็วเช่นนี้
สุดท้ายเฉิงหลางก็ต้องแต่งงานกับเซี่ยอวิ้น