พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 148
สวนด้านหลังถูกจัดเตรียมไว้เป็นสถานที่ชมการ
แสดงของเหล่าคุณหนูและฮูหยินโดยเฉพาะ เมื่อ
เดินผ่านประตูจันทราเข้าไป ทัศนียภาพด้านในก็
ยิ่งงดงามมากขึ้น ข้างสระน้ำมีต้นหลิวห้อยระย้า
ด้านหน้าปลูกไม้เลื้อยสายน้ำผึ้ง กลีบดอกนับพัน
หมื่นพลิ้วไหวยามต้องลมโชย ดังนั้นจึงมีสตรี
จำนวนมากเลือกมาพักผ่อนที่ใต้เฉลียงแห่งนี้
เสียงร้องของการแสดงดังลอยมาคลอเคล้า เมื่อ
อี๋หนิงนั่งลงก็มีสาวใช้ยกถาดผลทับทิมที่แกะแล้ว
มาให้ เม็ดทับทิมสีเข้มใสดุจหินโมรา งดงามเหลือ
คณา อี๋หนิงสั่งกำชับไต้เม่า “ไปบอกกล่าวผู้ดูแล
ที่นี่ว่าพวกเราต้องการซื้อผลทับทิมบางส่วน”
เอาสิ่งนี้กลับไปให้พี่ชายสามลิ้มลองเสียหน่อย
หวานชุ่มคอจริงๆ
บรรดาสตรีที่อยู่ใต้เฉลียงแห่งนี้ต่างไม่รู้จักกัน แต่
ก็ยังยิ้มพลางผงกศีรษะให้แก่กัน อี๋หนิงไม่ค่อย
ปรากฏตัวต่อหน้าธารกำนัลนัก หลายคนจึงไม่
รู้จักนาง เพียงเห็นว่านางเป็นสาวน้อยรูปโฉม
งดงาม สวมอาภรณ์เนื้อผ้าเค่อซือ อายุเพิ่งสิบสี่
สิบห้า แต่กลับเกล้ามวยผมดุจสตรีที่ออกเรือน
แล้วจึงพากันคาดเดาว่านางน่าจะเป็นอนุที่ขุนนาง
ชั้นสูงศักดิ์ตระกูลใดเลี้ยงดูไว้นอกเรือน จึงไร้ท่าที
ระแวดระวังอันใด
สวีหย่งโบกพัดเยื้องกรายเข้ามาใกล้ก็พบว่านาย
หญิงผู้นี้กำลังพิงกายกับเฉลียง เดิมเขาหลงนึกว่า
นางเป็นเพียงสตรีที่ออกเรือนแล้วทั่วไป จึงเตรียม
แผนกลั่นแกล้งเพื่อทำให้นางอับอายขายหน้า
คาดไม่ถึงว่าเมื่อได้เห็นระยะใกล้ก็ต้องตะลึงงัน
ชัดเจนว่านี่คือแม่นางน้อยผู้แสนบอบบาง มือขาว
เนียนละเอียดหยิบเม็ดทับทิมเข้าปากทีละเม็ด
ปลายนิ้วสัมผัสกลีบปากแผ่วเบา ริมฝีปากดูนุ่ม
ละมุนดุจกลีบบุปผา
คล้ายกับนางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงหันกลับมา
เหลือบตามองสวีหย่งปราดหนึ่ง
สวีหย่งลอบรำพึงชื่นชมในใจ รูปโฉมของแม่นางผู้
นี้ไม่ธรรมดาสามัญ หากกล่าวว่าเซี่ยอวิ้นเป็นดุจ
เขาสูงธารน้ำไหลในภาพวาด ทำได้เพียงเฝั้ามอง
ชื่นชมระยะไกลแต่ไม่อาจลงเล่น คนผู้นี้ก็คือดอก
เหรินที่ผลิบานในวสันตฤดู อ่อนละมุน ทำให้ผู้คน
อยากประคองโอบอุ้มไว้ในมือ ละเมียดละไมน่า
หยอกล้อ พาให้หัวใจคันยุบยิบยามได้พบ ทว่า
หัวใจที่เขามีต่อเซี่ยอวิ้นมั่นคงไม่แปรเปลี่ยน บุป
ผาอื่นใดล้วนไม่เข้าตา
สวีหย่งลอบวางแผนในใจ เขาเดินเข้าไปพลาง
กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “นายหญิงอยู่ที่นี่เอง ข้า
ตามหาเสียนาน”
อี๋หนิงเพิ่งเคยพบสวีหย่งครั้งแรกยามที่เขา
สนทนากับเซี่ยอวิ้น ทั้งสองคนยังไม่เคยเจอกันมา
ก่อน ทว่าเขากลับใช้ถ้อยคำราวกับคนสนิทชิด
เชื้อ ไม่รู้ว่าเกิดความคิดวิปริตอันใดขึ้นมา
“ข้าไม่รู้จักคุณชาย เห็นทีท่านคงจำคนผิดแล้ว”
อี๋หนิงไม่ได้มีความประทับใจใดๆ ต่อเขา นางหัน
ศีรษะไปกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
สวีหย่งเห็นเช่นนั้น หัวคิ้วก็ขมวดมุ่น น้ำเสียงพลัน
เปลี่ยนไป “นายหญิง เมื่อครู่พวกเราพบกันตรง
หอชั้นล่าง ท่านยืนกรานว่าข้าและท่านมีวาสนา
ต่อกัน ดื้อรั้นขอดูปั้ายหยกของข้า ข้าเห็นว่าท่าน
ดูไร้เดียงสาน่าสงสารจึงได้มอบปั้ายหยกให้ท่าน
เหตุใดเพียงพริบตาก็ทำเป็นไม่รู้จักข้าแล้วเล่า
ท่านไม่รู้จักข้าก็ช่างเถิด ทว่าปั้ายหยกของข้าเล่า
ท่านคืนให้ข้าได้หรือไม่ นั่นคือหยกดำชั้นเลิศ
หากเป็นของทั่วไป ข้าสามารถมอบให้แม่นางได้
ทว่าหยกชิ้นนั้นเป็นสิ่งที่ท่านย่าทิ้งไว้ให้ข้า จึง
มอบให้แม่นางไม่ได้”
เสียงของเขาไม่ถือว่าเบา บรรดาฮูหยินคุณหนูที่
อยู่รอบบริเวณนั้นจึงถูกดึงดูดความสนใจ สายตา
ที่จับจ้องอี๋หนิงเต็มไปด้วยความสงสัยพินิจ
พิจารณา
สวีหย่งถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง ยัง
ไม่ต้องกล่าวว่าเขาเป็นบุตรชายสายตรงของ
ท่านสวีกั๋วกง ชาติตระกูลยิ่งใหญ่ ในจวี๋เต๋อจวง
สถานที่ที่มีสตรีเข้าออกเช่นนี้ เขายังสามารถไป
มาได้ตามอำเภอใจ นั่นเป็นเพราะเขามี
ความสัมพันธ์เหนียวแน่นกับเจ้าของจวี๋เต๋อจวง
บรรดาฮูหยินคุณหนูมากกว่าครึ่งที่อยู่ในสถานที่
แห่งนี้ล้วนรู้จักเขา
แม้สวีหย่งจะทำตัวเหลวไหลไปบ้าง แต่ตระกูล
เขาก็ร่ำรวย ไม่มีทางนำหยกก้อนหนึ่งมาหาเรื่อง
ใส่ความผู้ใด ดังนั้นมากกว่าครึ่งต้องเป็นเรื่องจริง
แน่แท้
ทว่าแม่นางน้อยผู้นี้มองแล้วไม่เหมือนคนจากชน
ชั้นสามัญทั่วไป เป็นไปได้หรือว่านางจะเป็นพวก
ต้มตุ๋นจริงๆ
หัวคิ้วของอี๋หนิงพลันขมวดมุ่น สวีหย่งผู้นี้ช่าง
พิลึกนัก นางกับเขาไร้ความแค้นใดๆ ต่อกัน นี่เขา
กำลังเล่นอะไร
คนผู้นี้เอาแต่หมกมุ่นในตัวเซี่ยอวิ้น หรือเขาไปฟัง
คำกล่าวของผู้ใดจึงได้มาสร้างความลำบากให้แก่
นาง
นางหยุดเจินจูที่กำลังจะพูดอะไร ใคร่ครวญก่อน
ตะปริปาก “ในเมื่อคุณชายกล่าวว่าข้านำปั้าย
หยกของท่านไป เช่นนั้นข้าขอถามท่านว่ามีผู้ใด
เป็นประจักษ์พยานหรือไม่”
“บ่าวไพร่ของข้าล้วนเห็น” สวีหย่งได้ยินน้ำเสียง
ใสกังวานนุ่มละมุนของนางก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“นายหญิงอย่าได้แก้ต่างไป ปั้ายหยกของข้าเป็น
ลวดลายกิเลน ด้านหนึ่งสลักนามที่ใช้เรียกขานใน
ครอบครัว ผู้ที่รู้จักข้าย่อมรู้ว่านี่คือปั้ายหยกของ
ข้า หากนายหญิงไม่ได้นำปั้ายหยกของข้าไปก็
ตามข้าไปยังห้องด้านข้าง ให้สาวใช้ได้ตรวจค้นก็
จะทราบแล้ว”
“บ่าวไพร่สามารถนำมายืนยันได้อย่างไร” อี๋หนิง
ยิ้ม “หากคุณชายยกบ่าวไพร่มากล่าวอ้าง เช่นนั้น
บ่าวไพร่ของตระกูลข้าก็สามารถนำมาเป็นพยาน
ได้ว่าคุณชายไม่เคยมอบปั้ายหยกให้แก่ข้า”
มีฮูหยินท่านหนึ่งที่ด้านหลังพูดขึ้น “แม่นางท่านนี้
เบื้องหน้าท่านคือคุณชายแห่งตระกูลสวีกั๋วกง ข้า
ว่ามิสู้ท่านตามเขาไปตรวจสอบดูเถิด หากไม่ได้
นำไปจริงก็แล้วไป แต่หากเอาไปก็คืนให้เขาไป
เสีย”
“ใช่ เจ้าอายุยังน้อย อย่าได้พูดปด หากเอาของ
ผู้อื่นไปก็นำออกมาคืนเถิด”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากโดยรอบ มากกว่า
ครึ่งเอนเอียงไปทางสวีหย่ง
เจินจูลอบกล่าวกับอี๋หนิง “คุณหนู มิสู้บอกพวก
เขาว่าพวกเราเป็นคนจากจวนอิงกั๋วกงเถิดเจ้าค่ะ
เขาจะได้ไม่ตามรังควานอีก”
อี๋หนิงไม่ต้องการนำชื่อของจวนอิงกั๋วกงออกมา
กล่าวอ้าง แม้ชื่อเสียงของจวนอิงกั๋วกงจะสามารถ
สยบสถานการณ์นี้ได้ ทว่าที่นี่มีผู้คนมากมาย หาก
ได้ยินว่านางมาจากจวนอิงกั๋วกง ทั้งยังเห็นสวีหย่ง
ตามพัวพัน แสดงออกว่ามีความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน
ก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวจะถูกแพร่งพรายออกไปอย่างไร
วาจามนุษย์ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก “ที่นี่มีคนมาก
อย่าพูดออกไปจะดีกว่า” อี๋หนิงกระซิบกับเจินจู
สวีหย่งลอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เขากล่าวพลาง
ยื่นมือออกมา “นายหญิงอย่าได้กังวลไป เชิญ
ตามข้ามาทางนี้ จะมีสาวใช้ช่วยตรวจสอบท่าน
หากท่านไม่ได้นำไปจริง ข้าย่อมไม่มีทางถือสาหา
ความท่าน”
สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างยอบกาย “เชิญนายหญิง
ทางนี้เจ้าค่ะ”
ครานี้อี๋หนิงพาชิงชวี่ออกมาด้วย นางกำลังปอก
ทับทิมอยู่ทางด้านข้าง ชิงชวี่คนเดียวสามารถ
รับมือกับผู้อารักขาเรือนได้ถึงสามคน ดังนั้นจึงไม่
จำเป็นต้องหวาดกลัว ที่สำคัญที่ลานด้านข้างยังมี
พวกเสิ่นเลี่ยนที่กำลังพักผ่อนอยู่
เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างดังระงม นางลุกขึ้น
ยืน กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็ไปเถิด”
บนหอน้ำชาชั้นสอง ลู่เจียเสวียกำลังจิบชาอยู่กับ
ท่านเจ้ากรมทหาร ท่านเจ้ากรมทหารปรายตา
มองออกไปด้านนอก ก่อนจะหัวเราะขึ้น “ทายาท
สายตรงของตระกูลสวีกั๋วกงผู้นั้นอยู่ด้านล่าง”
ลู่เจียเสวียมาหารือภารกิจกับท่านเจ้ากรมทหาร
ยามนี้นอกประตูเต็มไปด้วยกองกำลังทหารแน่น
หนา บนชั้นสองมีเพียงพวกเขากำลังนั่งจิบชา
บรรดานายท่านใหญ่ต่างก็ล้วนเสียดายชีวิตอันล้ำ
ค่าของตน จึงต้องมีกองกำลังแน่นหนาคอย
ติดตามอารักขา เขารับคำเสียงหนึ่งแล้วกล่าว “มี
กระไรหรือ”
“ดูเหมือนเขากำลังตามตอแยแม่นางน้อยคนหนึ่ง
อยู่ แม่นางน้อยผู้นั้นน่าจะออกเรือนแล้ว” ท่าน
เจ้ากรมยิ้มพลางแกว่งจอกสุรา “ท่านไม่รู้ว่าสวี
หย่งคนนี้เป็นดุจท่อนไม้ซักผ้า เขาทำเรื่อง
เหลวไหลไว้ไม่น้อย มีคราหนึ่งไปกล่าววาจาแทะ
โลมบุตรสาวของท่านยวี่เต๋อแห่งโยวชุนฝัง[1]จน
ถูกท่านยวี่เต๋อโบยตีไปยกหนึ่ง ครั้นกลับมาถึง
จวน ท่านสวีกั๋วกงจะตีเขาอีกครั้ง ทว่าฮูหยินผู้
เฒ่าปกปั้องเขาไว้ ท่านสวีกั๋วกงทั้งโกรธทั้งร้อนรน
แต่ก็ลงมือไม่ลง”
ท่านเจ้ากรมทหารเล่าได้น่าสนใจจนทำให้ลู่เจียเส
วียอดหันไปปราดมองไม่ได้ เพียงเหลือบมอง เขา
ก็พบว่าร่างที่กำลังถูกตามพัวพันนั้นช่างคุ้นตา นั่น
มิใช่บุตรสาวบุญธรรมของเขา อี๋หนิงหรอกหรือ…
เขาหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “ครานี้เขาก่อเรื่อง
แล้ว คนที่อยู่ด้านล่างคือบุตรสาวของเว่ยหลิง”
“ท่านอิงกั๋วกงรึ” ท่านเจ้ากรมทหารนึกขึ้นมาได้
“ข้าจำได้ว่าบุตรสาวของท่านอิงกั๋วกงเพิ่งแต่งงาน
แต่งให้กับหลัวเซิ่นหย่วนศิษย์รักของสวีเว่ยใช่
หรือไม่”
“ดังนั้นข้าจึงพูดว่า ครานี้เขาก่อเรื่องแล้ว” ลู่เจีย
เสวียวางถ้วยชาลง ท่าทีดูเนือยนาดเล็กน้อย
ท่านเจ้ากรมทหารชำเลืองมองเขาอย่างประหลาด
ใจ “เช่นนั้นท่านจะไม่เข้าไปจัดการสักหน่อยหรือ
หากเจ้าเด็กนั่นสิ้นคิดก็อาจทำเรื่องอะไรออกมา
ได้ แม่นางผู้นี้ออกเรือนแล้ว หากชื่อเสียงถูก
ทำลาย…”
ลู่เจียเสวียกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่อง
จัดการข้าย่อมต้องจัดการ” ทันทีที่เขายกมือขึ้น
เล็กน้อยก็มีคนเดินเข้ามาประสานมือรอรับคำสั่ง
“ให้คนติดตามไป” ลู่เจียเสวียชำเลืองมองอี๋หนิง
กับสวีหย่ง
ทหารคนสนิทรีบพาคนจากค่ายเทพสงครามลงไป
ด้านล่าง ส่วนลู่เจียเสวียยังคงนั่งดื่มชากับท่าน
เจ้ากรมทหารต่อไป
ทันทีที่สวีหย่งนำทางอี๋หนิงออกมาจากสวน
ด้านหลังก็ก้าวช้าๆ ไปหยุดข้างกายนาง “มิทราบ
ว่าแม่นางเป็นสตรีตระกูลใดหรือ เหมือนข้าจะไม่
เคยพบมาก่อน”
อี๋หนิงปรายตามองเขา “คุณชายสวี ข้าแต่งงาน
แล้ว ขอให้ท่านเรียกขานข้าว่าฮูหยินจะเหมาะสม
กว่า มิเช่นนั้นจะฟังดูไม่ให้เกียรติจนเกินงาม”
สวีหย่งกล่าว “ข้าว่าอายุของแม่นางเพิ่งจะสิบสี่
สิบห้าเท่านั้น หากเรียกขานว่าฮูหยินจึงจะฟังไร้
เหตุผล ห้องชั้นบนของหอน้ำชานี้มีห้องส่วนตัวที่
สงบเงียบมาก ทิวทัศน์ก็งดงามยิ่งนัก มิสู้ให้ข้า
เชิญแม่นางไปลิ้มรสอาหารเสียหน่อย อยากสั่ง
อะไรก็สุดแท้แต่ท่าน ข้ายังมีของกำนัลจะมอบให้
แม่นางอีกเล็กน้อย”
“ท่านไม่ต้องการปั้ายหยกของท่านแล้วหรือ”
สวีหย่งกางพัดออก วางท่าประหนึ่งผู้มักมากใน
ตัณหา ยิ้มพลางกล่าวว่า “หากแม่นางกินอาหาร
เป็นเพื่อนข้า ปั้ายหยกย่อมตกเป็นของแม่นาง”
เขาแบมือออก หยกดำก้อนนั้นวางอยู่บนฝั่ามือ
เขา เนื้อหยกงดงาม เป็นหยกชั้นเลิศโดยแท้จริง
“แม่นางโปรดบอกข้าเถิดว่าแต่งให้คนตระกูลใด
ข้าชอบแม่นางยิ่งนัก หากแม่นางยินยอมติดตาม
ข้า ท่านย่อมได้รับเกียรติยศความมั่งคั่ง ได้เสพสุข
อย่างไร้สิ้นสุด ดีกว่าสามีคนนั้นของท่านมาก”
อี๋หนิงลอบยิ้มหยันในใจ ก่อนหน้านี้ยังหลงใหลใน
ตัวเซี่ยอวิ้น ทว่าเพียงสะบัดหน้าก็บอกว่าชอบ
นางแล้ว เกรงว่าคงมีเจตนาต้องการสร้างความ
อับอายให้นางเท่านั้น ชอบหรือไม่ชอบอะไรกัน
แม้จะชมชอบ แต่ประพฤติตนไม่ถูกต้องตาม
ครรลองเช่นนี้ นางควรจะบอกกล่าวท่านอาหญิง
ของเขาให้โบยเขาให้จงหนัก! อี๋หนิงกล่าวด้วย
รอยยิ้ม “คุณชายสวีช่างมั่นใจในตัวเองนัก ข้าไร้
ความสนใจในหยกนั่น ทั้งยังไร้ความสนใจในตัว
ท่าน ในเมื่อหยกของคุณชายไม่ได้หายไป เช่นนั้น
ข้าก็ไม่อยู่เป็นเพื่อนท่านแล้ว”
พูดจบก็หมุนตัวเตรียมจากไป สวีหย่งคาดไม่ถึงว่า
นางจะไม่หลงกล เขาส่งสัญญาณมือ บรรดา
องครักษ์ของเขาบุกเข้ามาทันที เขาก้าวเข้าไป
ด้านหน้าหนึ่งก้าว “แม่นางอย่าเพิ่งไป ข้ายังพูด
ไม่จบ…” เขายื่นมือออกไป หมายจะจับมือของ
อี๋หนิง ทว่าอี๋หนิงพลิกมือฟาดเขาไปครั้งหนึ่ง เดิม
อารมณ์ของนางก็ไม่ค่อยดี ยามนี้มีคนโผล่เข้ามา
ให้ได้ระบายอารมณ์แล้ว
สวีหย่งเพียงสัมผัสได้ว่าฝั่ามือของนางอ่อนนุ่มยิ่ง
นัก ตีลงบนร่างเขา ทว่าเขากลับไม่เจ็บสักนิด เขา
คว้ามือของนางไว้ทันใด
สาวใช้เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็ปรี่เข้ามาดึงอย่าง
ตกใจ ทว่ากลับถูกเหล่าองครักษ์ล้อมไว้
อี๋หนิงสะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด นางมองเขาอย่าง
โกรธเคือง เรื่องของเสิ่นอวี้คราก่อน อี๋หนิงกำลัง
ปั่วย ไร้สติสัมปชัญญะ ทว่าครานี้นางโมโหแล้ว
ยิ่งเห็นสวีหย่งดื้อดึง ในใจก็บังเกิดความเด็ดเดี่ยว
นางยกขาเตะเขาไปครั้งหนึ่ง สวีหย่งถูกนางเตะ
เข้าที่หน้าขา ความเจ็บแปลบพุ่งจู่โจมเข้าทันใด สี
หน้าเขาพลันเปลี่ยนไป มือกำแน่น “อุปนิสัยดุ
ร้ายเสียด้วย กล้าเตะข้าเลยรึ!”
อี๋หนิงยิ้มหยัน ทันใดนั้นก็ก้าวเข้าไปอีกสองสาม
ก้าว เข้าประชิดบีบคั้น สวีหย่งตะลึงงัน ถูกนาง
บีบต้อนจนก้าวถอยไปหลายก้าว “ไม่เพียงเตะ
เจ้า แต่ยังจะถีบเจ้าอีกด้วย” อี๋หนิงพูดจบก็ยก
เท้าถีบเขา ครานี้นางไม่ออมแรงแม้แต่น้อย สวี
หย่งก้าวถอยหลัง เพราะไม่ทันระวังเขาจึงตกลง
ไปในสระน้ำ น้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว
ครานี้สวีหย่งเดือดดาลแล้วจริงๆ ทั้งตัวเปียกชุ่ม
ไปด้วยน้ำ เขาหมดความอดทนต่ออี๋หนิงแล้ว สั่ง
องครักษ์ด้วยสีหน้าถมึงทึง “จับนางไว้!”
องครักษ์หลายนายเตรียมลงมือทันที ชิงชวี่เข้า
ขัดขวาง เมื่อครู่มีสาวใช้ไปแจ้งข่าว พวกเสิ่นเลี่ยน
จึงซุ่มรออยู่ ครั้นเห็นการต่อสู้เกิดขึ้นก็กระโจน
ออกมาอย่างรวดเร็ว เข้าล้อมปกปั้องอี๋หนิงเอาไว้
เดิมสวีหย่งหลงนึกว่านางเป็นเพียงนายหญิง
ตระกูลทั่วไป แต่เมื่อมองไปที่กลุ่มองครักษ์นั่นก็รู้
ว่ามิใช่สักนิด!
องครักษ์เหล่านั้นร่างกายสูงใหญ่ เพียงมองก็รู้ว่า
ผ่านการฝึกฝนมา ตระกูลทั่วไปไม่สามารถเลี้ยงดู
ไหว สตรีออกเรือนแล้วผู้นี้ต้องไม่มีสถานะ
ธรรมดาเป็นแน่ และยิ่งไม่มีทางเป็นอนุที่ผู้อื่น
เลี้ยงไว้นอกจวน จะมีอนุที่ถูกเลี้ยงไว้นอกจวนคน
ใดบ้างที่เป็นเช่นนี้!
อี๋หนิงใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมืออย่างเนิบช้า นางมองส
วีหย่งแล้วกล่าว “คุณชายสวี แม้สามีข้าจะมิได้ถือ
กำเนิดในตระกูลที่มียศถาบรรดาศักดิ์ แต่ก็มิใช่
คนที่หาเรื่องด้วยได้ง่าย เมื่อครู่ท่านใส่ความข้าว่า
ข้านำปั้ายหยกของท่านไป เดิมข้ายังมีเจตนา
อธิบายให้ชัดเจน ผู้ใดจะคาดคิดว่าท่านจะตามรัง
ควานก่อความวุ่นวายจนต้องพบกับจุดจบที่น่า
อนาถเยี่ยงนี้ ข้าอยากย้อนถามท่านว่าปั้ายหยก
ดำของท่านนั้นมีค่ากี่ตำลึงกัน”
สีหน้าของสวีหย่งย่ำแย่อย่างยิ่งยวด เกรงว่าครานี้
ตนคงเตะเข้ากับแผ่นเหล็กแล้ว คิดอยากออก
หน้าแทนโฉมงาม แต่กลับทำให้ตนเดือดร้อน แต่
ไรมาเขาทำตัวเหลวไหลมาโดยตลอด แม้แต่
บุตรสาวของท่านยวี่เต๋อแห่งโยวชุนฝัง เขายังกล้า
เกี้ยวพาราสี แล้วยังจะมีสิ่งใดที่เขาไม่กล้าทำอีก
เพียงแต่ยามนี้อีกฝั่ายมีจำนวนมากกว่า เขาจึงตก
อยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ
เขาคลี่ยิ้ม “ฮูหยินเข้าใจผิดแล้ว ปั้ายหยกดำ
หายไปจริงๆ ข้าจึงได้ร้อนรน” เขาแบมือออก
ยามนี้ปั้ายหยกนั่นไม่อยู่ในมือของเขาแล้ว “ท่าน
ดูสิ ฮูหยิน ท่านยังไม่ได้คืนปั้ายหยกให้แก่ข้า
เลย!”
เพียงเขายืนกรานว่าปั้ายหยกหายไป แม่นางผู้นี้
จะทำอะไรเขาได้!
บรรดาสาวใช้ต่างพากันอับจนคำพูด เหตุใดคนผู้
นี้จึงต่ำช้าได้ถึงเพียงนี้!
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“ข้าเองก็อยากถาม ปั้ายหยกนั่นของเจ้ามีค่าสักกี่
ตำลึงกัน”
อี๋หนิงหมุนตัวกลับไปก็พบลู่เจียเสวียที่อยู่ในชุด
ลำลองพร้อมคนของเขาตรงประตู เขาอาจจะยืน
มาสักพักแล้ว ยามนี้กำลังก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้า
เนิบช้า ทหารคนสนิทของเขากรูเข้ามาโอบล้อม
กลุ่มองครักษ์ไว้ ทหารที่ฝึกฝนในสนามรบย่อมมี
กลิ่นอายต่างออกไป เปียมไปด้วยรังสีอำมหิต
องครักษ์เข้าประคองสวีหย่ง สวีหย่งเพียงมองก็รู้
ว่าผู้มาคือลู่เจียเสวีย เขาตกตะลึงพรึงเพริด
“ท่านนี้คือผู้บัญชาการลู่…ใต้เท้าลู่”
“ถูกต้อง” ลู่เจียเสวียนั่งลงบนเก้าอี้ศิลาในสวน
เขาเอนตัวไปด้านหลังเพื่อพิงกายเข้ากับโต๊ะศิลา
คนผู้นี้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพเช่นไรก็แผ่กลิ่นอาย
ของมังกรพยัคฆ์ น่าเกรงขามอย่างยิ่งยวด สวีหย่ง
ถูกลมพัดจนหนาวสะท้านไปทั่วร่าง เมื่อมอง
ท่าทางผ่อนคลายของลู่เจียเสวียก็รู้ว่าเกรงว่าครา
นี้ตนคงก่อเรื่องเดือดร้อนเข้าแล้วจริงๆ ลู่เจียเส
วียคลี่ยิ้ม “มีราคาค่างวดกี่ตำลึง ข้าจะชดใช้ให้
เจ้าต้องการหรือไม่”
เหตุใดลู่เจียเสวียจึงปรากฏตัวอย่างกะทันหัน!
อี๋หนิงจำได้ว่าคราก่อนที่พบเขา สิ่งที่บรรจุอยู่ใน
กล่องสินเจ้าสาวของนางก็คือศีรษะมนุษย์
เดิมลู่เจียเสวียไม่อยากลงมา แต่ครั้นคิดถึงว่าอีก
ฝั่ายคือบุตรสาวสุดที่รักของเว่ยหลิง เขาก็ทำใจ
เมินเฉยไม่ลง เมื่อครู่ที่ยืนอยู่ด้านนอกฟังพวกเขา
สนทนากัน นางดูน่าสนใจเล็กน้อย ถีบสวีหย่งจน
ตกลงไปในสระน้ำ ถือว่ายังมีคมเขี้ยวอยู่บ้าง ต่อ
ให้แสดงความอ่อนโยนอย่างไรก็ไม่อาจปกปิด
เขี้ยวเล็บที่ซ่อนไว้
คนผู้นั้นก็เป็นเช่นนี้ ยามนั้นเขาไม่อยากไป
เอ้อระเหยลอยชายในหน่วยทหาร ดังนั้นจึงไป
นอนเล่นในห้องนาง คอยเย้าแหย่นาง นาง
ต้องการประพฤติตนตามหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา
[2]จึงสะกดกลั้นความคุกรุ่น พยายามคลี่ยิ้มให้เขา
ปรากฏว่าเมื่อเขาผล็อยหลับ นางกลับใช้หมึกวาด
หนวดแมวสามเส้นบนใบหน้าเขา เมื่อเขาตื่น
ขึ้นมาสังเกตเห็นเข้าจึงไปหานางเพื่อคิดบัญชี
ทว่านางกลับทำสีหน้าไร้เดียงสางุนงง เขาจึงดึง
นางเข้าไปในอ้อมกอดและโน้มตัวจุมพิตใบหน้า
ของนาง ถูหมึกเข้ากับดวงหน้าเล็กขาวสะอาดนั้น
ใช้ตอหนวดถูไถบนใบหน้าจนนางรู้สึกเจ็บ
ไม่นานนางก็ร้องวิงวอนกล่าวว่ารู้สึกไม่สบาย เขา
รังแกนางพอประมาณแล้วจึงเปลี่ยนเป็นประคอง
ใบหน้านางไว้ แล้วใช้ปลายนิ้วเช็ดหน้าให้นาง
อย่างระมัดระวัง
ใบหน้าของสวีหย่งซีดขาว หันกลับไปมองอี๋หนิง
จากนั้นก็พบว่านางกำลังมองตนด้วยสีหน้าเย็นชา
สวีหย่งรู้สึกอับจนอย่างไม่อาจพรรณนา เขารีบ
ประสานมือแล้วกล่าว “ใต้เท้าท่านผู้บัญชาการ
ข้าไม่รู้โดยสัตย์จริงว่าฮูหยินท่านนี้มีความ
เกี่ยวข้องกับท่าน…ข้าจะขอขมาฮูหยินท่านนี้ ขอ
ใต้เท้าอย่าได้ถือสา”
“ขอขมาคงไม่จำเป็น” ลู่เจียเสวียลูบแหวนบนนิ้ว
“เจ้าตบตัวเองสักสองฝั่ามือก็พอ”
สีหน้าของสวีหย่งยิ่งย่ำแย่ ทว่าเมื่อคิดถึงผลลัพธ์
ของการล่วงเกินลู่เจียเสวีย เขาก็ทำได้เพียง
เกลียดแค้นตัวเองที่เหตุใดต้องออกหน้าทำตัวเด่น
เขาประพฤติตนเหลวไหล แต่ก็รู้ว่าผู้ใดล่วงเกินได้
ผู้ใดล่วงเกินไม่ได้ แท้จริงแล้วคนผู้นี้เป็นผู้ใดจึงทำ
ให้ลู่เจียเสวียลุกขึ้นออกหน้าแทนนาง เขาทำใจ
แข็ง ตบหน้าตัวเองไปสองฝั่ามือจนเสียงดังก้อง
กังวาน “ขอบคุณใต้เท้าที่ชี้แนะ”
จากนั้นสวีหย่งจึงกล่าวลา ลู่เจียเสวียไม่เอื้อนเอ่ย
สิ่งใด สวีหย่งยืนตัวแข็งอยู่กับที่ หากลู่เจียเสวียยัง
ไม่เอ่ยปากให้ไปเขาก็ไม่กล้าไป กระทั่งหน้าผาก
ของสวีหย่งเปียกไปด้วยเหงื่อชื้น ลู่เจียเสวียจึง
โบกมือเป็นเชิงให้เขาจากไป
หลังคนจากไปแล้ว ภายในสวนด้านหลังก็พลัน
เงียบสงัด อี๋หนิงลอบคิดว่าผู้ใดต้องการให้เขามา
ช่วยออกหน้ากัน นางพาคนมาด้วยจำนวนมาก
หากใช้เหตุผลไม่ได้ก็จะตีให้เจ้าเด็กนั่นพิการเสีย
ทว่ายามนี้กลับต้องมาขอบคุณเขาเสียแล้ว
นางทำได้เพียงเดินไปเบื้องหน้าเขา ยอบตัวกล่าว
ขอบคุณ “เรื่องในวันนี้ต้องขอบคุณท่านพ่อบุญ
ธรรมที่ช่วยออกหน้าแทน ข้าไร้สิ่งตอบแทน ทำ
เพียงจดจำไว้ในใจ เห็นทีท่านพ่อบุญธรรมคงมี
ภารกิจรัดตัว ข้าจึงไม่ขอรบกวนแล้ว”
นางเพิ่งเดินไปถึงประตู เสียงของลู่เจียเสวียก็ดัง
ขึ้น “หยุด ข้าให้เจ้าไปแล้วหรือ”
“ท่านพ่อบุญธรรมยังมีเรื่องใดอีกหรือ”
หนึ่งเค่อหลังจากนั้น อี๋หนิงก็มานั่งอยู่ในห้องเพื่อ
แกะทับทิมให้ลู่เจียเสวีย
นางใช้มีดกรีดตามร่องแล้วแยกออกทีละส่วน
แล้วใช้เข็มเงินที่ทำขึ้นเป็นพิเศษแกะเม็ดทับทิม
ออกมาทีละเม็ด
ลู่เจียเสวียเดินหมากกับท่านเจ้ากรมทหาร
ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไผ่เสียดสีกัน
ลู่เจียเสวียมิได้มีเจตนาอื่น เพียงรู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่
มักไม่วางเขาไว้ในสายตา ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร
ในงานแต่งของนางเขาก็เป็นคนช่วยนางไว้ แม้หัว
คนจะเป็นเขาที่ส่งมาด้วยตัวเองก็ตามที เมื่อครู่
ยามเขาช่วย นางก็ยังดูไม่ซาบซึ้งสักเท่าไร เขาจึง
หิ้วนางเข้ามาแกะเม็ดทับทิมให้เขาเพื่อเป็นการ
ลงโทษ
อี๋หนิงมองเขาเดินหมากอยู่ด้านข้าง ทักษะเขา
ช่างย่ำแย่เหลือทน ท่านเจ้ากรมทหารอ่อนข้อให้
เขาถึงห้าตัวหมาก แต่เขาก็ยังเอาชนะไม่ได้ ทว่า
ผู้ชมไม่อาจปริปาก นางเองก็ไม่คิดจะชี้แนะลู่เจีย
เสวียและแน่นอนว่าย่อมไม่กล้า เกรงว่าผู้ติดตาม
สองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างเองก็คงไม่หาญกล้า ชนะ
หรือแพ้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านผู้บัญชาการ
หากชี้แนะไป ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าท่านผู้บัญชาการจะ
สบอารมณ์หรือไม่
แต่ละคนล้วนมีจุดแข็งของตน ลู่เจียเสวียเป็น
อัจฉริยะในการจัดทัพ ทว่านอกเหนือจากลายมือ
สวยงามแล้ว สำหรับเขา พิณหมากวาดภาพล้วน
เป็นเรื่องไร้สาระ
เกรงว่าท่านเจ้ากรมทหารก็คงไม่กล้าหักหน้า
ลู่เจียเสวีย แม้เขาจะยอมหมากให้ลู่เจียเสวียอีก
สองตัวก็ยังเอาชนะได้อยู่ดี
“ของเล่นของพวกบัณฑิต” ลู่เจียเสวียโยนตัว
หมากลงในถ้วยแล้วยกชาขึ้นดื่ม
ท่านเจ้ากรมทหารกล่าวว่า “บุตรสาวบุญธรรม
ของท่านผู้นี้เป็นภรรยาของท่านจ้วงหย่วน ทักษะ
คงไม่เลว มิสู้ให้นางมาลองเดินแทนท่าน”
ท่านเจ้ากรมทหารเป็นชายวัยชราที่ไว้หนวดเครา
แล้ว เขาไม่กังวลถึงความแตกต่างระหว่างชาย
หญิงแล้ว
ลู่เจียเสวียปรายตามองอี๋หนิงปราดหนึ่ง อี๋หนิงจึง
นั่งลงตรงข้ามท่านเจ้ากรมทหาร นางกล่าวด้วย
รอยยิ้ม “เชิญใต้เท้าฟูั่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ” นางแกะ
เม็ดทับทิมจนเมื่อยมือแล้ว ประจวบเหมาะจะได้
พักผ่อน
ใต้เท้าฟูั่หัวเราะเสียงดัง พอใจในความ
ตรงไปตรงมาของนางจึงเริ่มวางหมากก่อน
ลู่เจียเสวียเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นั่งข้างกายนาง มอง
นางเดินหมากโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตรง
ประตูมีเสียงคนสนทนา อี๋หนิงกำลังวางหมาก
ทางด้านนั้นก็มีคนเดินเข้ามา “…กล่าวว่าเป็นสาว
ใช้ของคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกงเจ้าค่ะ”
ลู่เจียเสวียให้นางเข้ามา
เป็นฝูั่หง สาวใช้ชั้นรองคนหนึ่งของอี๋หนิง
หลัวเซิ่นหย่วนส่งนางมาให้อี๋หนิงเรียกใช้ นางเดิน
เข้ามากระซิบข้างหูอี๋หนิง “นายหญิง ฮูหยินลู่ที่
ท่านได้สนทนาด้วยที่หอเสียงอวิ๋นคราก่อนได้ยิน
ว่าท่านมาดื่มชาที่นี่ จึงส่งคนมาเชิญท่านไปร่วม
เสวนาเจ้าค่ะ…”
เสียงตัวหมากในมือของอี๋หนิงกระทบกับกระดาน
หมากดังขึ้น
“เรื่องนี้อีกครู่ค่อยกล่าว” ลู่เจียเสวียอยู่ด้านข้าง
อี๋หนิงเกรงว่าจะเป็นการเผยพิรุธ สีหน้านางจึง
ยังคงสงบนิ่ง “ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังเดินหมาก
อยู่”
ฝูั่หงรีบรับคำ ก่อนจะถอยออกไปนอกประตู
ดูคล้ายคนอื่นจะไม่ได้ยินว่าสาวใช้ของนางกล่าว
อะไร อี๋หนิงหันไปชำเลืองมองลู่เจียเสวียปราด
หนึ่ง เขาเองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ยิน มือยังคงถือ
ถ้วยชาอย่างมั่นคง
นางจึงได้โล่งใจ ลอบรำพันในใจว่าเหตุใดเซี่ยหมิ่น
จึงมาอยู่ที่นี่! ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน ยาม
ปกติไม่เจอสักคน มาบัดนี้กลับทยอยมารวมตัว
กันทีละคน
ใต้เท้าฟูั่วางหมากพลางกล่าวเสียงเนิบ “ท่านโหว
การเดินหมากวันนี้พอเท่านี้เถิด มิสู้คราหน้าท่าน
ตามพวกเราไปเล่นที่หย่งเล่อฝาง การฝึกฝนบ่ม
เพาะนี้ของท่านนี้ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย…”
หย่งเล่อฝางคือบ่อนพนัน ขุนนางชนชั้นสูงศักดิ์
หลายคนล้วนชื่นชอบที่นั่น ทั้งยังเล่นกันใหญ่โต
อี๋หนิงจำได้ว่าหลายปีก่อนในช่วงพลบค่ำ ลู่เจียเส
วียก็มักแอบไปเล่นกับพวกคุณชายเหล่านั้นอยู่
เป็นนิจ เขาดวงดี มักจะชนะบ่อยครั้ง ตอนกลับ
มายังซื้อขนมมาฝากนาง
“หากมีเวลาค่อยว่ากันเถิด” น้ำเสียงของลู่เจียเส
วียเบาลงเล็กน้อย
“แม่นางเว่ยลองฟังดูสิ ท่านพ่อบุญธรรมของเจ้า
ตระหนี่ยิ่งนัก คงเกรงว่าจะแพ้” ใต้เท้าฟูั่ยิ้มกว้าง
ขณะกล่าวกับอี๋หนิง
“ท่านพ่อบุญธรรมเชี่ยวชาญการเล่นพนัน คง
ไม่ใช่เพราะกลัวแพ้” อี๋หนิงยิ้ม “คงเกรงว่าใต้เท้า
ฟูั่จะพ่ายแพ้เสียมากกว่า ใต้เท้าฟูั่ก็อย่าเล่นกับ
เขาเลยเจ้าค่ะ”
เสียงของนางเพิ่งจบลงก็พบว่าลู่เจียเสวียซึ่งกำลัง
ดื่มชาหยุดการเคลื่อนไหวในบัดดล
จากนั้นมือที่ถือถ้วยชาก็ค่อยๆ กำแน่น
ส่วนใต้เท้าฟูั่และบรรดาผู้ติดตามของเขาต่างมอง
อี๋หนิงด้วยแววตาแปลกพิลึก บรรยากาศพลัน
เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
อี๋หนิงไม่เข้าใจว่าตนพูดอะไรผิด นางตรึกตรอง
อย่างละเอียด หรือคำพูดขบขันที่นางกล่าวไม่
ถูกต้อง ขณะที่นางกำลังจะปริปาก ผู้ติดตามคน
หนึ่งของลู่เจียเสวียก็พลันถาม “คุณหนูเว่ย แต่ไร
มาใต้เท้าของพวกเราก็ไม่เคยเล่นพนัน ท่านทราบ
ได้อย่างไรว่าเขาเชี่ยวชาญการเล่นพนัน”
อี๋หนิงชะงักไปเล็กน้อย เขาเล่นพนันเป็นแท้ๆ ที่
สำคัญยังเก่งกาจ หรือพวกเขาไม่รู้
“ท่านโหว ท่านเล่นพนันเป็นหรือ เหตุใดแต่ก่อน
จึงไม่เคยบอกกล่าวข้า” ใต้เท้าฟูั่ยิ้มพลางเอ่ยถาม
ลู่เจียเสวีย
อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ ทั้งร่างก็พลันนิ่งค้าง คลื่นร้อน
ระอุผุดทั่วร่าง ฝั่ามือผุดเหงื่อชื้น นางพูดผิดไป
แล้วใช่หรือไม่! หรือว่าตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็ไม่เคย
เล่นพนันอีก ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ไม่ถูก ต่อให้เขาไม่เล่นพนันอีก แต่เหตุใดผู้ติดตาม
กลับกล่าวว่าเขาไม่เคยเล่นการพนันมาก่อน
“ข้าเล่นการพนันไม่เป็น เพียงแต่ปีนั้นจำเป็นต้อง
พูดปด” ลู่เจียเสวียพลันหัวเราะ น้ำเสียง
ราบเรียบและสงบนิ่งอย่างยิ่งยวด เงียบสงบจนให้
ความรู้สึกคล้ายผิวทะเลไร้คลื่นก่อนพายุโหม
กระหน่ำ
“ครั้นตรึกตรองดู ผู้ที่คิดว่าข้าเชี่ยวชาญการเล่น
พนัน ทั้งใต้หล้าคงมีเพียงคนผู้นั้น”
น้ำเสียงทั้งเบาทั้งเนิบช้า ทว่ากลับหนักแน่น
หัวใจของอี๋หนิงเต้นเร็วดุจรัวกลอง นางดันเก้าอี้
ออกทันที หมุนกายเตรียมวิ่งหนี!
มือของนางสั่นอย่างรุนแรง บังเกิดลางสังหรณ์ว่า
หากนางไม่หนี เกรงว่าคงไร้หนทางรอดแล้ว!
ในที่สุดถ้วยชาก็ถูกบีบจนแหลกละเอียด เสียง
ถ้วยเคลือบแตกดังก้องไปทั่วห้อง นางเพิ่งก้าว
ออกจากประตูก็ถูกมือใหญ่ดุจคีมเหล็กจับไว้แน่น
จากนั้นพลังประหนึ่งกำแพงทองแดงผนังเหล็กก็
พุ่งจู่โจม น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำราวกับต้องการ
เค้นเลือดออกมา “หลัวอี๋หนิง เจ้าจะไปที่ใด”
ภายในห้องเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดโดยฉับพลัน ไม่มี
ผู้ใดรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
สีหน้าของอี๋หนิงซีดขาวอย่างไม่อาจพรรณนา
ความกลัวที่ไม่อาจเปรียบเข้าครอบคลุม นางบิด
มือ ดิ้นรนหมายจะหลบหนีจากพันธนาการของ
ลู่เจียเสวีย “ท่านปล่อยข้านะ ท่านจะทำอะไร!”
ลู่เจียเสวียรู้แล้ว…ทว่าเขารู้แล้วแล้วจะอย่างไร!
จะสังหารนางอีกครั้งหรือไม่ เมื่อครู่นางไม่ควรหนี
ทันทีที่นางหนี ต่อให้ลู่เจียเสวียไม่สงสัยก็ต้อง
บังเกิดความเคลือบแคลง ต้องโทษที่เมื่อครู่นาง
จิตใจสับสนวุ่นวาย ทำให้ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรไป
ชั่วขณะ ทุกสิ่งล้วนทำไปด้วยสัญชาตญาณ
บัดนี้ควรทำอย่างไรดี
หากกล่าวว่าเมื่อครู่เป็นเรื่องบังเอิญ เกรงว่าต่อให้
ลู่เจียเสวียโง่เขลาอย่างไรก็คงไม่เชื่อ ยิ่งไม่ต้องพูด
ถึงว่าแต่ไรมาเขาก็เฉลียวฉลาดอย่างยิ่งยวด
ลู่เจียเสวียกดนางไว้กับประตู ไม่ยอมปล่อยนาง
ไป เรี่ยวแรงที่มือไม่ได้ผ่อนลงสักนิด เขาพูดโดย
ไม่แม้แต่จะหันศีรษะกลับไป “ใต้เท้าฟูั่ เกรงว่า
วันนี้คงไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนท่านแล้ว พวกท่าน
ออกไปก่อน ข้ามีเรื่องต้องพูดคุยกับบุตรสาวบุญ
ธรรม”
ท่านเจ้ากรมทหารขยับริมฝีปากหมายจะกล่าวสิ่ง
ใด เขามองใบหน้าของลู่เจียเสวียที่ยังปรากฏ
รอยยิ้มเล็กน้อย ในใจก็สงสัยว่านี่เกิดเรื่องอันใด
ขึ้น เมื่อครู่บุตรสาวบุญธรรมของอีกฝั่ายยังเดิน
หมากดีๆ มิใช่หรือ น้ำเสียงของเขาเริ่มตื่น
ตระหนก ฝืนปันยิ้มออกมา “เช่นนั้นเชิญท่านโหว
จัดการธุระไปเถิด…วันหลังพวกเราค่อยมาร่วม
เสวนากันใหม่”
ภายในห้องเหลือผู้ติดตามอีกสองคน พวกเขามอง
หน้ากัน ทันใดนั้นลู่เจียเสวียก็คำรามออกมาด้วย
น้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ไสหัวออกไปให้หมด!”
ผู้ติดตามสองคนนั้นตกใจจนตัวสั่นเทา พวกเขาไม่
เคยเผชิญกับอารมณ์เกรี้ยวกราดของลู่เจีย
เสวียเช่นนี้มาก่อนจึงรีบรับคำแล้วล่าถอยออกไป
ลู่เจียเสวียลากหลัวอี๋หนิงเข้ามาด้านใน เสียงปิด
ประตูดังสนั่นตามมาด้วยเสียงลั่นกลอน
ความรู้สึกถึงอันตรายที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
ทำให้หัวใจของอี๋หนิงเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง นางขบ
คิดอย่างรวดเร็ว มือไม้สั่นเทาด้วยความอับจน
ปัญญา ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ภายในหัวสมองว่าง
เปล่า
ลู่เจียเสวียคลายมือออก ก่อนจะดึงนางไปที่ตั่งไม้
เขาโน้มตัวลงแล้วกล่าว “เมื่อครู่วิ่งหนีอะไร ร้อน
ตัวหรือว่าหวาดกลัว”
น้ำเสียงของลู่เจียเสวียทุ้มต่ำอย่างยิ่ง ใบหน้าเขา
เคลื่อนเข้าประชิด หล่อเหลาคมเข้ม อันเป็นสิ่งที่
เกิดจากการสลักเสลาตามกาลเวลา อี๋หนิงทั้งรู้สึก
คุ้นเคยและแปลกหน้าอย่างยิ่งยวด
“ใต้เท้าผู้บัญชาการกล่าวอะไร ข้าไม่เข้าใจ” ยาม
นี้อี๋หนิงทำได้เพียงแสร้งโง่แล้ว หากนางไม่ยอมรับ
ลู่เจียเสวียจะทำอะไรได้ เรื่องผีสางพิสดารนี้
เหลวไหลเกินไป แต่ไรมาลู่เจียเสวียก็ไม่เคยเชื่อ!
ทว่าเมื่อครู่ชัดเจนเหลือเกิน นอกจากเขาจะโง่
เขลาเหลือคณา มิเช่นนั้นย่อมไม่อาจไม่บังเกิด
ความสงสัยแม้เพียงเศษเสี้ยว ลู่เจียเสวียไม่เคยโง่
เขลา! ต่อให้เขายังอยู่ในวัยหนุ่ม การเที่ยวเล่น
โดยไม่สนใจอะไรล้วนเป็นเพียงเปลือกนอก
เท่านั้น เขาเป็นคนที่มีจิตใจร้ายกาจแยบยลคน
หนึ่ง
ลู่เจียเสวียหัวเราะขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงลึกต่ำ
กระทั่งฟังดูน่าหดหู่ ทว่าหลังจากนั้นเขาก็บีบ
ปลายคางของอี๋หนิง ออกแรงกดนางไว้บนตั่งไม้
“เจ้าไม่เข้าใจหรือ อธิราชถอดเกราะ กระดูกแห่ง
ความจงรักภักดีบนเขาชิงซาน เมื่อครู่สาวใช้ของ
เจ้ากล่าวว่าเจ้ากับฮูหยินลู่ท่านหนึ่งเคยร่วม
เสวนากัน เจ้าคิดว่าข้าไม่ได้ยินรึ เจ้าจะแสร้งโง่ไป
ไย ปีนั้นข้าต้องไปจัดการเรื่องบางอย่างด้านนอก
จึงหลอกเจ้าว่าไปเล่นการพนัน ยามนั้นเจ้าไร้
เดียงสายิ่งนัก หลงเชื่อวาจาของข้ามาโดยตลอด
คาดไม่ถึงว่าจะเชื่อจนถึงบัดนี้ หลัวอี๋หนิง เจ้ากล้า
พูดว่าเจ้าไม่เข้าใจหรือ!”
อี๋หนิงหลับตาลง
ถูกต้อง เป็นเพราะนางโง่เขลา! ปีนั้นเขาไม่ได้
ออกไปเพื่อเล่นการพนัน แต่ไปจัดการธุระด้าน
นอก นั่นเป็นเพียงการหลอกลวงนางเท่านั้น
“ข้าไม่รู้อะไรสักนิด ที่ข้ากล่าวว่าท่านรู้จักการเล่น
พนัน นั่นเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น” อี๋หนิง
เอ่ย “ท่านใต้เท้าผู้บัญชาการ ข้าแต่งงานแล้ว
ชายหญิงแตกต่าง ท่านจะทำเช่นนี้มิได้ ทั้งข้ายัง
เป็นบุตรสาวบุญธรรมของท่าน ท่านต้องการให้
เรื่องแพร่งพรายออกไปเพื่อทำลายชื่อเสียงข้า
อย่างนั้นรึ!”
นางบิดข้อมือ หมายจะพลิกกายหลบหนีจากใต้
ร่างเขา
“เจ้าไม่ยอมรับรึ ข้าพอจะมีวิธีการที่ทำให้เจ้า
ค่อยๆ ยอมรับช้าๆ !” ริมฝีปากของลู่เจียเสวีย
แทบจะทาบลงบนแก้มนุ่มของนางอยู่รอมร่อ
“ระหว่างพวกเรา…ยังมีอะไรแตกต่างไม่แตกต่าง
อีก เจ้าขึ้นเตียงกับข้า ข้ารู้จักเจ้าทั่วทุกซอกทุก
มุม ประเดี๋ยวก็ได้รู้แล้ว”
“ต่ำช้า!” อี๋หนิงเดือดดาลจนสะบัดฝั่ามือตบเขา
“ข้าเป็นบุตรสาวบุญธรรมของท่าน ทั้งยังแต่งงาน
แล้ว ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ข้าไม่รู้! แต่ท่านจำคน
ผิดแล้ว!”
“ให้ปล่อยเจ้าไปรึ ไม่มีทาง” ลู่เจียเสวียกล่าวอ
ย่างเย็นชา เขาลุกขึ้นจับนางไว้ หากนางคือคนผู้
นั้นจริง ก็เป็นตัวเขาที่ประคองโอบอุ้มนางเข้าสู่
มือของผู้อื่น ทั้งยังมอบสินเจ้าสาวให้นาง เรื่อง
หมิ่นเกียรติเหล่านั้นที่เขากระทำต่อนางคราแล้ว
คราเล่าเรื่องแล้วเรื่องเล่าด้วยความไม่รู้ว่าคนผู้นี้
คือนาง…ช่างน่าขันเหลือเกิน! หากเป็นนางจริง
หากเป็นนาง…ความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นภายในทำ
ให้เขาอยากทำลายล้างทุกสิ่ง
ยามนี้เขามั่นใจเจ็ดแปดส่วนแล้ว เพียงแต่ความ
บ้าคลั่งสิ้นหวังที่ปะทุขึ้นอีกครั้งภายในใจตี
กระหน่ำไม่หยุดยั้ง ทำให้เขาไม่แน่ใจ กลัวว่านี่จะ
เป็นเพียงภาพลวง เป็นเพียงความยินดีลมๆ
แล้งๆ และสุดท้ายก็จะเหลือเพียงความว่างเปล่า!
ด้านนอกพลันเกิดเสียงฝีเท้าวุ่นวาย
อี๋หนิงคล้ายได้ยินเสียงของชิงชวี่ “…นายหญิง
ของพวกเราเล่า ฮูหยินผู้เฒ่าให้ตามนางกลับไป
…”
เจินจูไปตามชิงชวี่มาแล้ว!
อี๋หนิงได้สัมผัสถึงความสิ้นหวังที่จะต่อกรกับผู้เป็น
แม่ทัพ นี่มิใช่ความรู้สึกที่คนเช่นสวีหย่งจะเทียบ
ได้ แรงมือของเขาไร้หนทางให้สะบัดหนี นางก้ม
หน้ากัดเต็มกำลัง มือนี้แข็งดุจทองแดงดั่งเหล็ก
เขาก้มหน้าลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เจ้าโง่
หรือ ถึงกับกัดข้า ข้าจะปล่อยให้เจ้ากัด! อย่างไร
เจ้าก็อย่าได้คิดจะจากไปอีก ต่อให้เจ้าไม่ใช่นางก็
ต้องติดตามอยู่ข้างกายข้า ยอมรับเสีย บอกข้ามา
ว่าใช่หรือไม่!” น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้น
เรื่อยๆ !
เขายังกดทับตัวนางไว้ ทันทีที่อี๋หนิงพลิกมือก็
สัมผัสเข้ากับสิ่งหนึ่งบนตั่งไม้…
เข็มเงินที่นางนำมาแกะทับทิม
นางยกมือขึ้น อาศัยจังหวะที่เขาไม่ทันระวัง แทง
เข็มไปที่ใบหน้าของเขา ลู่เจียเสวียพลิกกายหลบ
ไปด้านข้างด้วยสัญชาตญาณ มือคลายออก นาง
ฉวยจังหวะนี้สะบัดหนี พลิกตัวลงจากตั่งไม้ ชั่ว
ขณะนั้นความคิดสลับหมุนวนนับพันนับหมื่น จะ
หนีไปทางประตูคงไม่ทันกาล ผู้ที่เฝั้าอารักขาอยู่
ด้านนอกล้วนเป็นคนของเขา นางสามารถหนีไป
ทางหน้าต่างได้ ตรงนี้คือชั้นสอง ด้านล่างเป็น
สวนต้นทับทิม หากนางกระโดดลงไปอาจได้รับ
บาดเจ็บ แต่ก็เพียงเล็กน้อย อย่างมากก็แค่ข้อเท้า
แพลง
ควรกระโดดหรือไม่ ยามนี้เขาลงจากตั่งไม้ตามมา
จับนางแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว! อี๋หนิงตื่นตระหนกขึ้น
เรื่อยๆ
——————–
1. โยวชุนฝังเป็นสถานที่ทำงานของขุนนางที่
ทำงานรับใช้ในพระตำหนักบูรพา
2. หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยาเป็นหนึ่งในหลัก
มาตรฐานทางจริยธรรมของจีนโบราณ หลัก
“สามเชื่อฟัง” ประกอบด้วย 1. สตรีที่ยังไม่
ออกเรือนให้เชื่อฟังบิดา 2. สตรีที่ออกเรือน
แล้วให้เชื่อฟังสามี 3. สตรีที่สามีเสียชีวิตให้
เชื่อฟังบุตรชาย “สี่จรรยา” ประกอบด้วย 1.
ประพฤติงาม คือ รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว
ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบประเพณีอันดีงาม 2.
วาจางามคือ พูดจาสุภาพไพเราะและรู้จัก
กาลเทศะ อีกทั้งต้องไม่พูดคำเท็จ คำนินทา
คำด่าทอ 3. หน้าตาและกิริยางามคือ หน้าตา
สะอาดสะอ้าน ผมเผ้าเสื้อผ้าเรียบร้อย
กิริยามารยาทสำรวม สุภาพอ่อนโยน 4. งาน
ฝีมืองาม คือ เชี่ยวชาญงานบ้าน งานครัว
งานเย็บปักถักร้อย