Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 194

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 194
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

เช้าตรู่ของวันปีใหม่ ท้องฟั้าทอแสงรำไร สาวใช้

ชราที่ต้องเฝั้าหน้าเตาตื่นแต่เช้าเพื่อต้มน้ำเตรียม

มื้อเช้า

หลัวอี๋หนิงตื่นเร็วกว่ายามปกติเล็กน้อย แสงจาก

ด้านนอกถูกสกัดกั้นด้วยผ้าม่านเนื้อหนา ครั้นนาง

ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกก็รู้ว่าฟั้าใกล้

สว่างแล้ว ในห้องครัวกำลังเตรียมพวกขนมแปั้ง

นึ่งและน้ำร้อน นางเพิ่งตื่นไม่มีสิ่งใดทำจึงยันตัว

ขึ้นเพื่อเฝั้ามองเขา

คิ้วของเขาดกดำยิ่งนัก บุคคลที่มีกลิ่นอายเหนือ

สามัญตามที่ทุกคนกล่าวขานคงมีลักษณะเยี่ยงนี้

เคราะห์ดีที่รูปคิ้วเขาน่ามอง มิเช่นนั้นคงถือเป็น

หายนะ หน้าตาเขาก็ใช่ว่าจะหล่อเหลามากมาย

เสียเมื่อไร ผู้อื่นชื่นชอบเขาตรงจุดใดกันนะ

นางครุ่นคิดจนตกอยู่ในภวังค์ หลัวอี๋หนิงยื่นมือไป

สัมผัสตั้งแต่หัวคิ้วจรดปลายคิ้ว จากนั้นจึงเลื่อน

มาตรงสันจมูก ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ

แต่เมื่อเคลื่อนตัวถึงริมฝีปาก นิ้วมือของนางกลับ

หยุดลง

จากนั้นหลัวอี๋หนิงก็ได้ยินเสียงงัวเงียดังขึ้น “เหตุ

ใดจึงไม่สัมผัสต่อแล้ว”

เขาตื่นนานแล้ว!

“ท่านตื่นแล้ว แต่กลับไม่ส่งเสียงสักคำ” หลัวอี๋ห

นิงเตรียมชักมือกลับ แต่ถูกเขาดึงเข้าไปในอ้อม

กอดแล้วพลิกตัวทาบทับร่างของนางไว้เบื้องล่าง

หลัวอี๋หนิงหลงนึกว่าเขาจะทำอะไร แต่เขากลับ

เพียงหลับตาลงซุกศีรษะเข้ากับลำคอของนาง

ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

หลัวอี๋หนิงยังไม่ได้ให้ลูกน้อยหย่านม บนร่างจึงยัง

มีกลิ่นหอมของน้ำนม มือเท้าของนางนุ่มนิ่ม

เหมาะกับการนอนกอดยิ่ง ร่างกายอันแสน

เปราะบางนี้จะทนแบกรับสถานะฮูหยินของท่าน

เก๋อเหล่าได้อย่างไร นางควรขดตัวอยู่ในอ้อมกอด

ของเขา ปล่อยให้เขาเลี้ยงดูนางไปเช่นนี้ หาก

ปล่อยไปเกรงว่าอาจถูกลมพัดพาไป นางเป็น

เสมือนเจ้าก้อนน้อยเปราะบางก้อนหนึ่ง

ทว่ายามนี้เจ้าก้อนน้อยเปราะบางของเขากำลัง

ถูกเขากดทับจนหายใจไม่ออก จวนเจียนใกล้ขาด

ใจแล้ว!

เมื่อคืนบอกให้เขาควบคุมตนเอง เขากลับไม่ยอม

ยามนี้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้วใช่หรือไม่เล่า

ขณะที่หลัวอี๋หนิงลอบคิดก็ยื่นมือเข้าไปสัมผัส

กล้ามเนื้อบริเวณช่วงเอวของเขา ค่อยๆ ลูบไล้

ช้าๆ ข่วนเกาอย่างแผ่วเบา ครั้นนางสัมผัสได้ถึง

กล้ามเนื้อใต้ฝั่ามือที่เขม็งตึงก็ยิ่งรู้สึกย่ามใจ นาง

เกาไล้ต่อไป แรงที่สัมผัสเรียกได้ว่ายังแผ่วเบากว่า

การเกาลูบไล้เล็กน้อย หลัวเซิ่นหย่วนปรือตาขึ้น

หัวเราะนาง “เจ้าคิดว่าข้าหมดแรงแล้วใช่

หรือไม่”

หลัวอี๋หนิงลอบคิดในใจ ต่อให้เขามีความสามารถ

เพียงใดก็ต้องหมดเรี่ยวแรงแล้ว นางหายใจไม่

ออกจนเริ่มรู้สึกทรมานจึงพยายามมุดออกจากใต้

ร่างเขา นางผลักเขาออกไปนอนแผ่หลา ก่อน

กล่าวด้วยรอยยิ้ม “หรือท่านยังเหลือเรี่ยวแรงอยู่

อีก”

เมื่อนางคิดถึงทักษะการจุมพิตของเขาก็รู้สึกไม่สบ

อารมณ์ ไม่รู้ว่าเขาเคยไปฝึกกับผู้ใด เรื่องพรรค์นี้

ไม่มีทางเรียนรู้จนช่ำชองได้ด้วยตนเอง นางขึ้นไป

นั่งคร่อมบนร่างเขา ลอบคิดในใจว่าต้องให้

บทเรียนเขาสักครั้ง

หลัวเซิ่นหย่วนแน่นิ่งไม่ไหวติง รอชมว่านางมี

ความสามารถอะไรบ้าง

ผู้ใดจะรู้ว่านางจะรวบผมยาวสลวยที่นุ่มลื่นดุจ

เส้นไหมไปด้านหนึ่งด้วยอากัปกิริยาเนิบช้า ก่อน

ก้มหน้าลง

ร่างกายของหลัวเซิ่นหย่วนเขม็งตึง เพียงชั่ว

พริบตา เขาก็ดึงนางขึ้นมา อันที่จริงเขายังมี

พละกำลังหลงเหลืออีกมาก เขาไม่เคยปลดปล่อย

ไปตามแรงปรารถนาอย่างเต็มที่เลยสักครั้ง ครานี้

ได้รับการยั่วเย้าเกินขั้นไปแล้ว เขาจะทำให้นางได้

ลิ้มรสว่าการเคลื่อนไหวตามแรงปรารถนาเป็น

เช่นไร

หลัวอี๋หนิงคาดไม่ถึงว่าเขาจะแข็งแกร่งถึงขั้นนี้

ทั้งยังคาดไม่ถึงว่าเขาจะยังหลงเหลือเรี่ยวแรง

มหาศาล กว่าจะถึงช่วงท้าย ฟั้าก็แทบมืดพสุธา

แทบดับสูญ นางถูกกระแทกกระทั้นจนไร้

เรี่ยวแรงขยับเคลื่อนไหว หลังจากชำระล้าง

ร่างกาย สองเข่าก็ปวดร้าวอ่อนแรง ทว่าอีกฝั่าย

กลับนั่งขัดตะหมาดจิบชาอยู่บนเตียงอย่างสบาย

อารมณ์

“คราหน้าเจ้าอย่าได้ทำเช่นนี้อีก” หลัวเซิ่นหย่วน

แสดงท่าทีดูแคลนนางอย่างยิ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียง

ตำหนิจางๆ “ไร้เรี่ยวแรงให้ความร่วมมือก็อย่าได้

คิดยั่วเย้า เข้าใจหรือไม่”

หลัวอี๋หนิงนวดช่วงเอวอันแก่ชราของตน นาง

เจ็บปวดจนต้องสูดปาก แทบไม่อยากคิดถึงภาพ

เมื่อครู่ที่นางกอดเขาไว้พลางร้องไห้อ้อนวอน

เคราะห์ดีที่ในยามนี้เอง เปั่าเกอร์ก็ถูกชิวเหนียง

อุ้มเข้ามา ชิวเหนียงพาเด็กน้อยมายอบกาย

คารวะ “คารวะนายหญิง คารวะนายท่าน

คุณชายน้อยมาคารวะปีใหม่พวกท่านแล้วเจ้าค่ะ”

วันนี้เปั่าเกอร์ไว้หน้าบิดาผู้มีหน้าตายของเขาด้วย

การยิ้มให้หนึ่งที เผยฟันน้ำนมที่เพิ่งปรากฏ

คาดไม่ถึงว่ารอยยิ้มนี้จะทำให้พ่อของเขารู้สึก

หวั่นไหว หลัวเซิ่นหย่วนควักซองแดงซองใหญ่

ออกมาจากแขนเสื้อ เขาลูบศีรษะเล็กๆ ของเปั่า

เกอร์ที่สวมหมวกรูปเปลือกแตง “มา ให้เจ้าไว้

เก็บหอมรอมริบ ต่อไปจะได้เอาไปซื้อก้อนน้ำตาล

กิน”

เปั่าเกอร์ยิ่งแสดงท่าทีมีความสุข ตบซองแดงส่ง

เสียงอื้ออ้าพลางโผตัวเข้าสู่ร่างมารดา

อี๋หนิงหยิบซองแดงของเขามาดูอย่างใคร่รู้ว่าพ่อ

ของเขาจะให้เงินเท่าไร เปั่าเกอร์ก็ใจกว้างกับ

มารดายิ่งนัก เมื่อนางหยิบก็ปล่อยให้หยิบ

แน่นอนว่ายามนี้เขายังไม่รู้ว่ามารดาของตนกำลัง

หลอกเอาเงินยาซุ่ยเฉียน[1]ของเขาอยู่

เมื่ออี๋หนิงเปิดซองออกดูก็ต้องมองตัวเลขบนตั๋ว

เงินด้วยสายตาเหลือจะเชื่อ “ท่านให้เงินเขากิน

น้ำตาลถึงสองร้อยตำลึง”

ช่วงปีใหม่ยามที่นางยังเด็กเป็นเพียงเจ้าก้อนกลม

หลัวเซิ่นหย่วนให้เงินยาซุ่ยเฉียนนางเพียงยี่สิบ

ตำลึง ทั้งยังเป็นผลกำไรที่แบ่งออกมาจากร้านค้า

ของนางด้วย

ยามนี้เขาร่ำรวยแล้วจริงๆ

หลัวเซิ่นหย่วนตระหนี่กับนางถึงเพียงนี้ ในตอนที่

นางเพิ่งแต่งเข้ามา เขายังกล่าวว่าจะมอบบัญชีใน

จวนให้นางดูแล ทว่าจนถึงบัดนี้นางก็ยังไม่ได้รับ

ต่อหน้าพูดอย่าง แต่เมื่อถึงคราวต้องกระทำกลับ

ไม่ยอมควักแม้เพียงตำลึงเดียว

“เขาเติบโตถึงเพียงนี้แล้ว แต่ข้ายังไม่เคยซื้ออะไร

ให้เขา ไม่ได้ดูแลเขาสักเท่าไร” หลัวเซิ่นหย่วน

เล่นมือเล็กๆ ที่กลมดุจก้อนหิมะของบุตรชาย เขา

มองสีหน้าของหลัวอี๋หนิงที่คล้ายกำลังครุ่นคิดบาง

สิ่งก็กล่าวขึ้น “เจ้าเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว แต่ยัง

คิดอยากได้ยาซุ่ยเฉียนอีกหรือ”

หลัวอี๋หนิงแทบสำลักเพราะความโกรธ นางคลี่ยิ้ม

พลางกล่าว “ในเมื่อท่านพูดเช่นนี้ แน่นอนว่าข้า

ย่อมมีสิ่งที่ต้องการแล้ว ประจวบเหมาะที่ท่านแม่

กำลังรู้สึกว่าการดูแลบัญชีในจวนเป็นเรื่องยุ่งยาก

มิสู้มอบให้ข้าเป็นผู้จัดการ ข้าเห็นในมือท่านยังมี

บัญชีส่วนตัวอีกหลายบัญชี แต่ละบัญชีล้วนมีเงิน

หมุนเวียนเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้ มิสู้

มอบให้ข้าจัดการดูแลไปพร้อมกัน”

เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็หัวเราะ “เงินเหล่านั้น

ไม่สามารถให้เจ้าดูแลจัดการได้ เบื้องหลังมี

ผลประโยชน์พัวพันมากมาย แต่หากเจ้าอยาก

ดูแลจวนก็มิใช่เรื่องยาก ข้ายังนึกว่ามีเรื่องอะไร

เสียอีก”

กล่าวแล้วก็เรียกผู้ดูแลเข้ามา เขาหยิบปั้ายคู่หนึ่ง

ในห้องหนังสือมาให้อี๋หนิง

ต่อไปก็ให้นางจัดการดูแลแล้วกัน จะดีหรือร้ายก็

ไม่เป็นไร เขาไม่เคยวางเงินส่วนกลางเล็กน้อยนั่น

อยู่ในสายตา

เมื่อหลัวอี๋หนิงได้รับปั้ายก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง นี่มิ

เท่ากับต่อไปเรื่องอาภรณ์อาหารความเป็นอยู่ของ

เขาล้วนขึ้นอยู่กับนางแล้วหรือ หากวันใดเขา

ปฏิบัติต่อนางไม่ดี นางก็จะลดค่าเสื้อผ้าอาหาร

ของเขาเป็นการลงโทษ

หลัวเซิ่นหย่วนรักเอ็นดูนางเกินไปแล้ว กระทั่ง

ความเกรงกลัวเล็กน้อยที่หลัวอี๋หนิงเคยมีต่อเขา

ในวัยเยาว์ก็ยังสูญสิ้นไปหมดแล้ว

หลังจากสองสามีภรรยาจัดการสภาพตน

เรียบร้อยก็ไปคารวะปีใหม่ที่ห้องหลัก หลินไห่หรู

ยังปฏิบัติต่ออี๋หนิงราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง ฉีกยิ้ม

กว้างพร้อมมอบซองแดงซองใหญ่ให้อี๋หนิง

คราแรกหลัวเฉิงจางยังแสดงท่าทีไม่แยแสเปั่า

เกอร์ ทว่าทันทีที่หลัวอี๋หนิงหันหลัง เขาก็

แปรเปลี่ยนราวกับเป็นคนละคน อุ้มหลานชายตัว

จ้ำม่ำขึ้นมาหอมแก้มหนักๆ ไปหลายฟอด ทั้งยัง

หยิบกลองปั๋องแปั๋งขึ้นมาหยอกล้อเปั่าเกอร์ เกลี้ย

กล่อมให้เรียกท่านปูั่ ทว่าครั้นหลัวอี๋หนิงหมุนตัว

กลับมา เขาก็รีบปันท่าไม่แยแส แต่เปั่าเกอร์กลับ

กำลังสนุกกับการปีนปั่ายบนร่างเขาพลางเรียก

ขาน ทะปู ทะปูไม่หยุด

หลินไห่หรูรู้สึกว่าหลัวเฉิงจางช่างน่าขันจึงพลันผุด

เสียงหัวเราะออกมา

หลังมื้อเที่ยงหลัวเซิ่นหย่วนต้องรีบเข้าวังหลวง

หลัวอี๋หนิงอยู่ชมการแสดงเป็นเพื่อนหลินไห่หรู

ทว่าไม่นานก็มีสาวใช้เดินเข้ามาในโรงละครที่เพิ่ง

สร้างใหม่แล้วกล่าวกับอี๋หนิง “นายหญิง มีแขก

มาขอพบเจ้าค่ะ มากับใต้เท้ากู้เจ้าค่ะ”

ในตระกูลหลัวมีใต้เท้ากู้กู้จิ่งหมิงเพียงผู้เดียวที่ไป

มาหาสู่อยู่เป็นนิจ ทว่าแต่ไรมาเขาไม่เคยขอพบ

หลัวอี๋หนิง

กู้จิ่งหมิงเป็นคนฉลาดหลักแหลม คนฉลาดย่อมรู้

ว่าควรหลีกหนีหลัวอี๋หนิงให้ไกล หลัวอี๋หนิงเองก็

พอรู้ว่าเขาไม่อยากพบตนนักจึงมักหลบเลี่ยงนาง

เป็นประจำ ทว่าเหตุใดครานี้จึงให้สาวใช้มา

รายงานเล่า หรือเขามีธุระต้องการพบนาง

หลัวอี๋หนิงกล่าวลาหลินไห่หรู ก่อนจัดแต่งเครื่อง

แต่งกายให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไปด้านนอก

กู้จิ่งหมิงกำลังยืนรอนางอยู่หน้ากำแพงสลักรูป

กิเลนพร้อมคนผู้หนึ่ง ช่องแสงที่อยู่เบื้องหน้าเกิด

จากการจัดเรียงทับซ้อนกันของแผ่นกระเบื้อง

เคลือบรูปเกล็ดปลา เมื่อมองผ่านช่องแสงจะ

สามารถเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของลานกลาง

เรือนที่อยู่ด้านหลัง สีขาวเงินอร่าม โคมไฟใต้

ชายคาแกว่งไกวตามสายลม เมื่อผสานเข้ากับ

กำแพงสีขาวกระเบื้องเคลือบสีฟั้าจึงให้ความรู้สึก

วิจิตรล้ำค่ายากทัดเทียม มีคนที่ถูกรายล้อมด้วย

บ่าวไพร่กำลังเคลื่อนกายเข้ามาใกล้

หลัวอี๋หนิงสวมเสื้อกันหนาวสีแดงสด ปกของเสื้อ

คลุมตั้งฟูฟั่องไปด้วยขนสัตว์ เกล้าผมเรียบร้อย

ปักเพียงปินทองฝังอัญมณีอันเดียวเท่านั้น เมื่อ

เทียบกับนางในวัยเยาว์ ยามนี้นางดูสูงศักดิ์ขึ้น

มาก ท่ามกลางแสงอาทิตย์ดวงหน้าขาวดุจหิมะไร้

ที่ติราวกับเปล่งวงแสงจางๆ บรรยากาศรอบข้าง

หนาวเย็นสงบนิ่ง ท่าทีนางเองก็ดูสงบนิ่งเยือกเย็น

เฉกเดียวกัน

เมื่อนางก้าวเข้ามาใกล้ก็จะพบว่ามุมปากของนาง

ยังแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มจางๆ

กู้จิ่งหมิงโบกมือให้นาง

ยามนี้หลัวอี๋หนิงจึงได้เห็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างกายอีก

ฝั่าย ร่างสูงโปร่งสวมเสื้อนักบวชเนื้อบางสีน้ำตาล

แดง ในมือถือสร้อยลูกประคำ หว่างคิ้วดูสง่างาม

อย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าสีหน้าเมินเฉยอย่างน่า

พิศวง เป็นความเมินเฉยที่ละแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง

เขาค่อยๆ หมุนกายมาปรายตามองหลัวอี๋หนิง

ปราดหนึ่ง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย “ไม่พบกันเสีย

นาน”

หลัวอี๋หนิงพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนยามที่นาง

กำลังสะลึมสะลือ หลัวเซิ่นหย่วนเข้ามาจุมพิตนาง

พลางกล่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสงบในเมือง

หลวง เขาคิดการรัดกุม กระทั่งเต้าเหยี่ยนยังถูก

เชิญกลับมา นี่ใช่เพียงสถานการณ์ไม่ค่อยมั่นคง

แน่หรือ เกรงว่าในเมืองหลวงคงใกล้เกิด

เหตุการณ์เปลี่ยนผืนฟั้าแล้ว!

กู้จิ่งหมิงกระแอมไอเสียงหนึ่ง “อี๋หนิง เจ้ารู้ว่าคน

ผู้นี้คือผู้ใดใช่หรือไม่”

“ข้ารู้” อี๋หนิงคลี่ยิ้มออกมา “ชื่อเสียงดุจอัสนีก้อง

หู”

“ระยะนี้ข้าจะพำนักอยู่ในตระกูลหลัว” เต้าเหยี่ย

นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จวนของเจ้ามีห้อง

พระเล็กๆ หรือไม่” เขาเดินทางพเนจรไปทั่ว

สารทิศ หากไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือหลัวเซิ่นหย่วน

เขาก็คร้านจะกลับมา

อี๋หนิงกล่าว “ในจวนไม่มีคนนับถือพุทธแล้ว

ดังนั้นจึงไม่มีห้องพระเล็ก ใต้เท้าสามารถลดตนไป

นอนในห้องปีกด้านข้างได้หรือไม่”

เมื่อเต้าเหยี่ยนได้ยินเช่นนั้นก็เผยอเปลือกตาขึ้น

กึ่งหนึ่ง “อาตมาไม่ได้ปรนนิบัติยากถึงเพียงนั้น

หากท่านให้ข้านอนในโรงม้า ข้าก็สามารถนอน

ได้”

แต่ไรมาคนผู้นี้ก็ปฏิบัติต่อนางอย่างไม่เกรงใจสัก

เท่าไร หลัวอี๋หนิงเห็นจนรู้สึกชินชาแล้ว ครา

ก่อนที่พบหน้ากัน เขายังถึงขั้นคิดจะสังหารนาง

หลัวอี๋หนิงเรียกบ่าวรับใช้เข้ามา “เจ้านำทางท่าน

อาจารย์ผู้นี้ไปที่โรงม้า…อ้อ มิใช่ หาห้องปีก

ด้านข้างให้ท่านอาจารย์พักผ่อนสักห้อง”

เต้าเหยี่ยนจากไปโดยไร้อาการอื่นใด ทว่ากู้จิ่งหมิ

งที่อยู่ด้านหลังกลับหัวเราะออกมา “เจ้ามี

ความแค้นกับเขาหรือ”

“ก็ไม่เชิง เขาเคยคิดสังหารข้าครั้งหนึ่ง แต่ก็เคย

ช่วยข้าไว้ครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงถือว่าหมดหนี้แล้ว”

หลัวอี๋หนิงกล่าว จากนั้นจึงถามกู้จิ่งหมิง “ญาติผู้

พี่กู้ แท้จริงแล้วสถานการณ์ในเมืองหลวงเป็น

อย่างไร กระทั่งเต้าเหยี่ยน พี่ชายสามยังเชิญ

กลับมา เต้าเหยี่ยน มิใช่ว่าเขาเป็น…” สิ่งที่เต้าเห

ยี่ยนเชี่ยวชาญมากที่สุดก็คือการสู้รบ

“ข้าว่าเจ้าคงจะพอคาดเดาได้แล้ว…คนขององค์

ชายสามมีการเคลื่อนไหว อำนาจที่อยู่เบื้องหลัง

ค่อนข้างแข็งแกร่ง ในระยะนี้แม้แต่หลายหน่วย

กองทัพก็มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ” กู้จิ่งหมิงไม่

คิดจะปิดบัง แต่แน่นอนว่าก็ไม่ได้บอกกล่าวหลัว

อี๋หนิงจนหมดเปลือก เพียงเลือกบางประโยคที่

เหมาะสมมาบอกเล่าให้นางฟังพอสังเขปเท่านั้น

“วันนี้ท่านเก๋อเหล่าถูกฝั่าบาททรงรั้งตัวไว้ แต่

เพื่อไม่ให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น อีกไม่นาน

เขาก็น่าจะกลับมา”

หลัวอี๋หนิงสังเกตถึงสรรพนามที่กู้จิ่งหมิงใช้ขาน

เรียกหลัวเซิ่นหย่วนว่า ‘ท่านเก๋อเหล่า’ ในใจก็

รู้สึกแปลกเล็กน้อย กู้จิ่งหมิงเป็นคนอย่างไร นางรู้

ดี เมื่อสถานะของคนทั้งสองแตกต่างกันมากขึ้น

ทั้งหลัวเซิ่นหย่วนและกู้จิ่งหมิงก็ไม่อาจเรียกขาน

ต่างฝั่ายเฉกเช่นผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกัน ดังนั้น

น้ำเสียงของกู้จิ่งหมิงจึงทั้งแฝงด้วยมารยาทและ

ความนอบน้อม ยิ่งหลัวเซิ่นหย่วนเข้าใกล้อำนาจ

มากขึ้นเท่าไร…จำนวนคนข้างกายก็ยิ่งลดน้อยลง

เท่านั้น

“เจ้าไม่ต้องสนใจเต้าเหยี่ยน ถึงโยนเขาทิ้งไว้ใน

ปั่ารกร้าง เขาก็สามารถมีชีวิตรอดได้” เขาหยุด

นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง “อี๋หนิง ท่านตา

ของเจ้าอยากพบหน้าเจ้าสักครั้ง ระยะนี้สุขภาพ

ของชายชรานั่นไม่ค่อยดีสักเท่าไร หากเจ้ามีเวลา

ก็ไปพบเขาสักครั้งเถิด”

หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะรับคำ ก่อนจะส่งกู้จิ่งหมิงอ

อกไป

นางเดินกลับไปด้วยฝีเท้าอันหนักอึ้ง บรรดาสาว

ใช้สาวใช้ชราข้างกายพากันเงียบกริบ หลัวอี๋หนิง

หยุดฝีเท้าลงพลางแหงนหน้ามองผืนฟั้าอันสูง

ใหญ่ นภาหมื่นลี้ทอดยาวไร้เมฆ

ทุกคราที่นางหายใจเข้าออกล้วนสัมผัสได้ถึงความ

จริงที่ว่า ตนเล็กดุจธุลี ประวัติศาสตร์ได้เบี่ยงเบน

ไปจากเส้นทางเดิมแล้ว อย่างน้อยในเวลานี้

หลัวเซิ่นหย่วนก็ไม่ควรเป็นถึงท่านเก๋อเหล่า

เรื่องราวเหล่านี้กำลังมุ่งหน้าไปในเส้นทางที่นาง

ไม่อาจล่วงรู้ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ นางรู้สึกว่า

นางมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย นางเป็นผู้ชักนำ

ให้หลัวเซิ่นหย่วนและลู่เจียเสวียเข้ามาอยู่ในวังวน

แห่งนี้

ชาติภพก่อนที่พวกเขาตั้งตนเป็นศัตรูต่อกันเพราะ

สถานะตำแหน่ง ในเรื่องนี้บทบาทของหลัวเซิ่น

หย่วนกล่าวได้ว่าใกล้เคียงกับตำแหน่งขุนนางโฉด

ขี้ประจบสอพลอ เพราะเขารู้อยู่แก่ใจดีว่าองค์

ชายใหญ่ไม่เหมาะจะได้รับการสถาปนาเป็น

ฮ่องเต้ ทว่าเขาไร้ซึ่งความขลาดกลัวอันใด เพราะ

เมื่อฮ่องเต้ไร้ปรีชา เบื้องหลังย่อมมีขุนนางผู้มี

อำนาจเข้าควบคุมราชสำนักแทน เขาได้กำหนด

เส้นทางในกาลข้างหน้าของตนเรียบร้อยแล้ว เขา

ไม่แยแสต่อคำครหา ทั้งยังไม่ไยดีต่อเรื่องราวใน

กาลข้างหน้า

นางยังไม่หลงตนเองถึงขั้นคิดว่าการเคลื่อนไหว

ผิดปกตินี้ของลู่เจียเสวียมีนางเป็นสาเหตุ แต่ไรมา

ลู่เจียเสวียก็เป็นคนรอบคอบเยือกเย็น ในใจของ

เขาอำนาจสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

หลัวอี๋หนิงไม่อยากขบคิดให้ละเอียด นางรีบ

กลับไปยังโรงแสดงละคร ที่นี่ครึกครื้นอย่างยิ่ง

บรรยากาศของเทศกาลปีใหม่มักสนุกสนานเช่นนี้

ทำให้ผู้คนผ่อนคลายปล่อยวางได้ชั่วคราว

วันที่สองของปีใหม่ อี๋หนิงไม่ได้กลับไปที่จวน

อิงกั๋วกง ทว่านางส่งของกลับไปเป็นจำนวนมาก

วันนี้ตามกฎของตระกูลหลัว บรรดาบุตรชาย

บุตรสาวต้องกลับมาเยี่ยมบ้าน สองพี่น้องหลัวอวี้

หลัวอี๋ซิ่วจับจูงกันกลับมาอย่างพร้อมเพรียง เรื่อง

คราก่อนหลัวอี๋ซิ่วไม่ได้รับรู้โดยสิ้นเชิง ชิงเจี่ยร์

ยังคงเล่นกับเปั่าเกอร์อย่างสนุกสนาน ส่วนหลัวอี๋

อวี้หลังจากที่ถูกหลิวจิ้งขอหย่า นางก็มีสภาพ

ซังกะตาย แม้แต่หลัวอี๋หนิงก็ยังไม่สามารถ

กระตุ้นอารมณ์แปรปรวนของนางได้ วันนี้พี่สาว

ใหญ่ก็กลับมาเยี่ยมบ้านเช่นเดียวกัน นางทำ

กุญแจทองให้เปั่าเกอร์อันหนึ่ง ทั้งยังมอบเชือก

แดงถักร้อยตุ้มทองรูปถั่วลิสงให้เขาอีกเส้นหนึ่ง

หลัวอี๋หนิงผูกไว้ที่ข้อเท้าของเขา

ยวี่เกอร์มีท่าทีเพิกเฉยต่อหลัวอี๋หนิง แม้หลัวอี๋ห

นิงจะพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุนเพียงใด

เขาก็ไม่ค่อยตอบสักเท่าไร

“ไม่รู้ว่าเลี้ยงดูกันมาอย่างไรถึงได้มีอุปนิสัยเยี่ยงนี้

หากมิใช่คนรู้จักมักคุ้น เขาจะไม่สนทนาด้วยแม้

เพียงประโยคเดียว” หลัวอี๋ฮุ่ยไม่เข้าใจว่าเหตุใด

บุตรชายจึงมีอุปนิสัยโตกว่าวัยอันควร

หนุ่มน้อยยวี่เกอร์ยืนตรงอยู่ด้านหลังมารดา

กวาดตามองเรือนแห่งนี้ด้วยสายตาคล้ายสะกด

กลั้น

หลัวอี๋หนิงดื่มน้ำชาเป็นเพื่อนพี่สาวและไม่

พยายามพูดคุยกับยวี่เกอร์อีก แต่เมื่อนางเพิ่งยก

ถ้วยน้ำชาขึ้นก็ได้ยินน้ำเสียงกระตือรือร้นตะโกน

เรียกพี่สาวดังไม่หยุด ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้าก็

พลันพร่าเลือน นางยังไม่ทันตอบสนองก็มีคน

กระโจนเข้าสู่อ้อมกอดนาง “พี่สาว!”

หลัวอี๋หนิงเกือบประคองถ้วยชาร้อนในมือไว้ไม่

มั่น! นางรีบดึงตัวเขาออก ร่างดำคล้ำผ่ายผอม

ประหนึ่งลิงปั่าบนภูเขากอดนางแน่นไม่ยอม

ปล่อย

เวลาผ่านไปชั่วครู่ หลัวอี๋หนิงจึงจำได้ว่านี่คือเว่

ยถิงที่ไม่ได้พบกว่าสองปีแล้ว ด้านหลังเขาติดตาม

มาด้วยหมัวมัวชราและบรรดาองครักษ์ หมัวมัว

ชราไล่ตามเขาจนเหนื่อยหอบ

หลัวอี๋หนิงรีบวางถ้วยน้ำชาลง ก่อนรวบถิงเกอร์

มาไว้ในอ้อมกอด นางซักถามเขาอย่างยินดี “เจ้า

มาได้อย่างไร! รีบมาให้พี่สาวดูเร็วเข้า เจ้าดูสูงขึ้น

ไม่น้อย!”

เว่ยถิงกล่าวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ข้าเพิ่งกลับมา

เมื่อวาน เดิมทีคิดว่าวันนี้จะได้พบท่าน แต่ผู้ใดจะ

รู้ว่าท่านไม่ยอมกลับมา ข้าจึงได้แต่วิ่งมาเยี่ยม

ท่านแล้ว” เขาไปจากเมืองหลวงสองปี ความคิด

ถึงที่มีต่อคนในครอบครัวรุนแรงเข้มข้น เขาไม่

แยแสสิ่งใด ยกมือโอบกอดลำคอของนางแน่นไม่

ยอมปล่อย

เปั่าเกอร์ที่ถูกหลัวอี๋ฮุ่ยอุ้มอยู่ด้านข้างสีหน้าเต็มไป

ด้วยความมึนงง “…”

ไม่มีผู้ใดสนใจเขา สายตาของทุกคนล้วนจับจ้อง

อยู่บนร่างของซื่อจื่อน้อย ดังนั้นเขาจึงเริ่มตะเบ็ง

เสียงร้องไห้ออกมา

หลัวอี๋หนิงไม่เข้าใจถึงมุมมองความคิดของเปั่า

เกอร์ หากผู้อื่นอยากจะอุ้มเขา เขาก็จะปล่อยตัว

ให้ผู้อื่นอุ้มอย่างมีความสุข ทว่าทันทีที่อี๋หนิงอุ้ม

เด็กน้อยคนอื่น เขากลับร้องไห้คร่ำครวญราวฟั้า

ถล่มดินทลาย นี่ทำให้นางปวดหัวนัก…หลัวอี๋หนิง

จำต้องรับเจ้าตุ๊กตาที่ใบหน้าเปรอะเปือนไปด้วย

คราบน้ำตามากอด นางกล่าวกับเว่ยถิง “นี่คือ

หลานชายของเจ้า มีนามว่าเปั่าเกอร์”

จู่ๆ พี่สาวก็มีลูกน้อยเพิ่มมาคนหนึ่ง แววตาของเว่

ยถิงเปลี่ยนเป็นสายตาพินิจครุ่นคิด จะกล่าวว่า

ยินดีก็ไม่เชิง เจ้าก้อนน้อยใบหน้าแดงก่ำที่กำลัง

เตะขาเล็กๆ สะเปะสะปะไปมานั่น ไม่ว่าจะมอง

อย่างไรก็รู้สึกไม่ชอบใจนัก

หลัวอี๋หนิงจึงเพิ่งค้นพบว่าเขาเติบโตขึ้นแล้ว

อาการเม้มปากทำให้เขาดูน่าเกรงขามคล้ายเว่ย

หลิงถึงสามส่วน

นางให้แม่นมช่วยดูแลยามที่เรียกเว่ยถิงมาอุ้มเปั่า

เกอร์อย่างระมัดระวัง เว่ยถิงบีบแขนปั้อมๆ ดุจ

รากบัวของเด็กน้อย อาจเป็นเพราะสัมผัสอ่อนนุ่ม

เขาจึงรู้สึกว่าน่าสนุก ไม่ได้คิดรังเกียจถึงขั้นนั้น

แล้ว

เปั่าเกอร์เองก็หยุดร้องไห้แล้ว จะอุ้มเขาย่อมไม่

เป็นไร เพียงอย่าได้ครอบครองมารดาของเขาก็

พอ

อันที่จริงอี๋หนิงไร้กะจิตกะใจต้อนรับแขก แต่

เพราะเว่ยถิงมา และในจวนก็มีนางเพียงผู้เดียวที่

สามารถอยู่เป็นเพื่อนเขาได้ เว่ยถิงบอกเล่าให้นาง

ฟังถึงอาจารย์ในค่ายทหารที่เทียนจิน เล่าให้นาง

ฟังว่าเขาเรียนรู้วิธีการทำนาและปลูกข้าวโพดใน

ค่ายทหาร เปั่าเกอร์ตะเบ็งเสียงร้องไห้จนเว่ยถิง

รู้สึกรำคาญ เว่ยถิงจึงอุ้มเขาขึ้นนั่งบนบ่าของตน

ก่อนจะแห่เขาไปรอบๆ

อี๋หนิงตกใจจนแทบสิ้นสติ เว่ยถิงยิ้มพลางโบกมือ

“มิเป็นไร ท่านอย่าได้กังวล พละกำลังของข้า

เยอะมาก!”

ทว่าเปั่าเกอร์กลับชอบมาก หัวเราะเอิ๊กอ๊ากจน

เผยฟันหน้าสองซี่เล็กๆ ต่อไปเขาต้องชอบน้าชาย

ของเขามากแน่ ท่านน้าจะเป็นคนที่เขาชอบ

รองลงมาจากท่านแม่ สำหรับบิดาผู้มีสีหน้าเย็น

ชา แน่นอนว่าย่อมถูกปัดไปอยู่ลำดับหลังๆ อาจ

เป็นลำดับที่สี่หรือห้ากระมัง เรื่องนี้ค่อยหารือกัน

ในภายหลัง

อี๋หนิงเตรียมสั่งให้สาวใช้ชราไปจัดหาที่พักให้เว่

ยถิง แต่เมื่อนางเดินออกมากลับพบว่าด้านนอก

เรียงรายไปด้วยเหล่าองครักษ์ การเฝั้าระวังแน่น

หนากว่าแต่ก่อนมาก เต้าเหยี่ยนยืนอยู่ด้านล่าง

ของบันได กำลังสนทนากับหลัวเฉิงจาง หลัวเซิ่น

หย่วนมีสีหน้าตึงเครียด นางฟังไม่ชัดถึงบท

สนทนาของพวกเขา ทว่าฟังจากน้ำเสียงคล้ายจะ

เคร่งเครียดอยู่เล็กน้อย

อี๋หนิงเดินเข้าไป องครักษ์เข้าสกัดนาง เป็นเต้าเห

ยี่ยนที่หันมาเห็นนางก่อน เขาโบกมือให้องครักษ์

ปล่อยนางเข้ามา

เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเห็นนางเดินเข้ามา สีหน้าดำ

คล้ำก็พลันอ่อนละมุนขึ้นมาก เขาถามนาง “เหตุ

ใดจึงไม่อยู่สนทนากับพวกถิงเกอร์แล้ว”

“ข้าเห็นองครักษ์ในจวนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากจึง

ได้มาดู…” อี๋หนิงกล่าว

หลัวเซิ่นหย่วนอธิบายกับนาง “นี่เป็นทหารที่

โยกย้ายมาจากหน่วยฝูจวิน” เสียงเขาต่ำลง

“ช่วงสองสามวันนี้เจ้าก็อยู่แต่ในจวน เข้าใจ

หรือไม่ ในเมื่อถิงเกอร์มาเยี่ยมเจ้า เจ้าก็จงอยู่เป็น

เพื่อนเขาเถิด”

“สถานการณ์ในวังหลวงเป็นอย่างไรบ้าง” หลัว

อี๋หนิงอยากถามเรื่องนี้ให้กระจ่าง

หลัวเซิ่นหย่วนเองก็ไม่ได้ปิดบังนาง “วันก่อนฝั่า

บาททรงร่างราชโองการปลดฮองเฮาขึ้นฉบับหนึ่ง

แต่เมื่อวานเมื่อข้าไปเข้าเฝั้ากลับพบว่าราช

โองการหายไปแล้ว ต่อมาข้าไล่ตรวจสอบจึง

พบว่ารองผู้บัญชาการฝั่ายซ้ายของหน่วยยวี่หลิน

ก็หายตัวไป แต่เรื่องนี้จะแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่ได้

ในวังหลวงจึงกำลังตรวจสอบกันอย่างเข้มงวด แต่

ในเมื่อแม้แต่ราชโองการก็ยังกล้าขโมย…เกรงว่า

คงไม่ต่างอะไรกับการสมรู้ร่วมคิดเพื่อก่อกบฏแล้ว

ดังนั้นจึงได้มีการลอบวางกำลังทหารชั้นเยี่ยมเพื่อ

เป็นการปั้องกัน”

ปลดฮองเฮาหรือ ฝั่าบาทมีความคิดจะปลด

ฮองเฮา!

มิน่าเล่าสองวันนี้เขาจึงดูรีบร้อน ทั้งยังมีการ

โยกย้ายกำลังทหารจำนวนมาก

ทันทีที่หลัวอี๋หนิงขบคิด สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป

“…ในเมื่อผู้บัญชาการฝั่ายซ้ายของหน่วยยวี่หลิน

ขโมยราชโองการไป เช่นนั้นในวังหลวงต้องมีคนที่

มีอำนาจใหญ่โตกว่าเขาคิดเปลี่ยนฝั่ายแล้วเป็นแน่

เพียงแต่ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้เท่านั้น นั่นมิเท่ากับเป็น

การเตรียมวางแผนเพื่อก่อกบฏหรือ!”

“ยามนี้สมองน้อยๆ ของเจ้าเริ่มว่องไวขึ้นแล้ว”

หลัวเซิ่นหย่วนลูบศีรษะของนางพลางกล่าวชื่นชม

สองประโยค อันที่จริงนางมีปฏิกิริยาว่องไวต่อ

เรื่องเหล่านี้ น่าเสียดายที่แม้จะว่องไวเพียงใดก็

เป็นเพียงสตรีในเรือนหอ นางยังจำเป็นต้องอาศัย

การปกปั้องคุ้มครองจากเขา

“คืนนี้ข้าอาจไม่กลับมา แต่เต้าเหยี่ยนจะอยู่ใน

จวน เจ้าจงเชื่อฟังเขา อย่าได้เที่ยวเตร็ดเตร่ไป

ทั่ว” หลัวเซิ่นหย่วนกำชับเป็นคำรบที่สอง

“ท่านจะไปที่ใด ทำสิ่งใด” หลัวอี๋หนิงกลัวว่าการ

เคลื่อนไหวนี้ของเขาจะก่อให้เกิดอันตราย หัวใจ

จึงขมวดแน่น

หลัวเซิ่นหย่วนเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ข้ายังมีเรื่องด่วน เกรงว่าวันมะรืนถึงจะได้

กลับมา”

“หลัวเซิ่นหย่วน!” นางทนไม่ได้กับท่าทางเฉยชา

ไม่แยแสของเขา นางเอ่ยถามเสียงต่ำ “เป็นเขาที่

ควบคุมอยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่…ใช่หรือไม่” มี

เพียงลู่เจียเสวียเท่านั้นที่สามารถทำให้หลัวเซิ่น

หย่วนเชิญเต้าเหยี่ยนกลับมา มีเพียงลู่เจียเสวีย

เท่านั้นที่ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไร้

พละกำลังไร้ความสามารถรุนแรงเยี่ยงนี้

“ไม่รู้ ไม่อาจกล่าวได้ชัดเจน” น้ำเสียงของ

หลัวเซิ่นหย่วนกดลึก สายตาคมกร้าวของเขาทอด

มองไปไกล “ขั้วอำนาจที่เกี่ยวพันกับองค์ชายสาม

มีมากมาย หากเป็นเขาจริง สถานการณ์ก็ถือว่า

ตึงมือยิ่งนัก” คนที่ใจกล้าเช่นนี้มีไม่มาก

ในเวลานี้เอง บ่าวรับใช้ของหลัวเซิ่นหย่วนก็นำ

เสื้อคลุมเข้ามา เขาคลุมลงบนร่างของหลัวเซิ่นหย่

วน หลัวเซิ่นหย่วนทอดถอนใจพลางกล่าวกับหลัว

อี๋หนิง “วันนี้เจ้าพาเปั่าเกอร์เข้านอนเร็วสัก

หน่อย”

หลัวอี๋หนิงมองเขาเดินออกไปจากเรือนเจียซู่

พร้อมบรรดาองครักษ์ที่รายล้อม เสาหลักของ

ตระกูลหลัวผู้นี้มีฝีเท้าสงบเงียบ อายุยังน้อย แต่

กลับต้องแบกรับเกียรติยศอันหนักอึ้ง เดิมทีนี่เป็น

สิ่งที่เขาไม่ควรต้องแบกรับ แต่เคราะห์ดีที่เขา

ฉลาดปราดเปรื่อง มีความสามารถเหนือปุถุชน

ทั่วไป มิเช่นนั้นหากเป็นคนธรรมดาสามัญจะแบก

รับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

เมื่อเห็นเขาจากไป เต้าเหยี่ยนที่อยู่ด้านข้างจึง

กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พรุ่งนี้บรรดาฮู

หยินตราตั้งต้องเข้าวังหลวงเพื่อไปขอบพระทัยใน

พระเมตตา ยศตราตั้งของเจ้าเพิ่งถูกส่งลงมา แต่

หลัวเซิ่นหย่วนระงับเอาไว้ เจ้าน่าจะรู้ว่าเพราะ

เหตุใดเขาจึงไม่ยอมให้เจ้าเข้าวังหลวง”

หลัวอี๋หนิงปรายตามองเขา คำพูดนี้ของเขา

ต้องการสื่อถึงสิ่งใด

นางเรียกบ่าวรับใช้เข้ามา ก่อนจะชงชาและนั่งอยู่

เป็นเพื่อนเต้าเหยี่ยนในโถงบุปผา เต้าเหยี่ยนนั่ง

ขัดตะหมาด เพื่อไม่ให้เป็นการดึงดูดความสนใจ

จากผู้อื่น เขาจึงไม่ได้สวมชุดนักบวช ทว่าหัวโล้น

ของเขาก็ยังดูน่าประหลาดยิ่งนัก ทุกอิริยาบถการ

เคลื่อนไหวล้วนให้ความรู้สึกอยู่เหนือโลกีย์ เขาดู

ไม่คล้ายจอมยุทธแม้เพียงเศษเสี้ยว ทั้งยังให้กลิ่น

อาย…แห่งความเมตตาอย่างยิ่งยวด

“เมื่อครู่เพียงข้าเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้า

กับลู่เจียเสวีย ศิษย์น้องยังโมโหถึงเพียงนี้ เห็นที

เขาคงไม่มีทางเห็นด้วยกับแผนการของข้า ดังนั้น

ข้าจึงไม่ได้เอ่ยปากออกไป”

หลัวอี๋หนิงมองกลุ่มควันจางๆ ที่ม้วนตัวลอยขึ้น

เหนือกระถางไฟ นางประสานตากับนักบวชที่อยู่

เบื้องหน้า

“เหตุการณ์ขโมยราชโองการปลดฮองเฮาครานี้

ฮองเฮาย่อมเป็นหนึ่งในผู้บงการแม้พวกเราจะ

แฝงคนไว้ในพระตำหนักของฮองเฮา แต่ผู้ที่

สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงวังหลวงในวันพรุ่งนี้มี

เพียงฮูหยินตราตั้งเท่านั้น ดังนั้นข้าเองจึงจน

ปัญญา”

หลัวอี๋หนิงยืดตัวขึ้นเพื่อรินน้ำชาให้เต้าเหยี่ยน

“ความหมายของใต้ซือคืออยากให้ข้าเข้าวังไป

แสดงความซาบซึ้งในพระเมตตาใช่หรือไม่” นาง

ยิ้ม “ให้ข้าเสี่ยงอันตรายไปอยู่ข้างกายฮองเฮา

เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวของฮองเฮาใช่

หรือไม่”

ถึงเวลานั้นหากฮองเฮาสังเกตเห็น นางก็จะเป็น

บุคคลแรกที่ถูกจับกุมตัว จุดจบคงไม่ต้องกล่าวถึง

เต้าเหยี่ยนวางสร้อยลูกประคำลงบนโต๊ะแผ่วเบา

เขายิ้มอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “เช่นนั้นเจ้า

กล้าไปหรือไม่”

หลัวอี๋หนิงนั่งกลับลงไป นางไม่ได้รักตัวกลัวตาย

เพียงแต่หากนางถูกจับตัวไปเพื่อใช้เป็นตัวประกัน

ข่มขู่เขา นั่นจะยิ่งเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย

“ไม่ทำให้เจ้าตกใจแล้ว” เต้าเหยี่ยนกล่าวเสียง

รำพัน “วางใจเถิด หากในวังหลวงเกิดการ

เคลื่อนไหวผิดปกติ ข้าย่อมช่วยเจ้าได้…ต่อให้ข้า

เป็นดั่งที่เจ้าคิด ไม่สนใจไยดีเจ้า แต่อย่างไรข้าก็

ต้องคำนึงถึงศิษย์น้องผู้โชคร้ายคนนั้นของข้า”

หากเกิดเหตุอันใดกับหลัวอี๋หนิงจริง เต้าเหยี่ยน

จะไม่สงสัยเลยว่าหลัวเซิ่นหย่วนอาจทำเรื่องที่

ทำลายล้างผู้คนออกมา ศิษย์น้องของตนผู้นี้มีเงา

มืดในวัยเยาว์ ดื้อรั้นยิ่งนัก ปีนั้นเขายืนกรานไม่

ยอมติดตามอาจารย์เข้าสู่โลกทางธรรม มิเช่นนั้น

คงได้ชะล้างความเลวร้ายและดำมืดที่มีในตัวของ

เขาไปได้หมดสิ้นแล้ว จะยุ่งยากเช่นยามนี้ได้

อย่างไร

หลัวอี๋หนิงพิงร่างลงบนพนักเก้าอี้ กล่าวด้วย

น้ำเสียงราบเรียบ “ข้าไปได้”

——————–

1. เงินยาซุ่ยเฉียนก็คือเงินที่ผู้ใหญ่ให้เด็กๆ

ในวันปีใหม่หรือก็คือเงินแต๊ะเอีย

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 194"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

dsG-193×278-1
จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์
11/08/2022
novelpd7brd
หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้
19/04/2026
novelpdf002
ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย
04/02/2024
c97a835-novelpdf
ทะลุมิติมาเป็นหวานใจของนายทหารคลั่งรักในยุค 70
19/07/2025

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.