Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 193

  1. Home
  2. พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
  3. บทที่ 193
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ช่วงเทศกาลปีใหม่ บรรยากาศของทุกครอบครัว

ล้วนครึกครื้นมีชีวิตชีวา ตระกูลเฉิงเองก็เป็น

เช่นเดียวกัน

ฮูหยินใหญ่เฉิงเอนกายอยู่บนเก้าอี้เอนที่ปูด้วย

เบาะกำมะหยี่ ด้านนอกเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นกัน

อย่างสนุกสนาน นางจึงกลับมานอนพักผ่อน ครั้น

ได้ยินเสียงอึกทึกวุ่นวายของพวกเด็กๆ จึงยืดตัว

ขึ้นส่งเสียงเรียกตงกู มีสาวใช้คนหนึ่งแหวกม่าน

เดินเข้ามา นางจึงเอ่ยถาม “เหล่าบรรพบุรุษน้อย

วิ่งเล่นส่งเสียงอึกทึกเพียงนี้ มีผู้ใดคอยอยู่ดูแล

พวกเขาหรือไม่”

ตงกูสาวใช้ข้างกายนางคลี่ยิ้มพลางยกขนมแปั้งนึ่ง

ถั่วเม็ดสนกรุ่นร้อนขึ้นมา “ฮูหยินใหญ่โปรดวางใจ

มีบรรดาสาวใช้สาวใช้ชราคอยดูแลอยู่เจ้าค่ะ พวก

คุณหนูเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีปัญหาแต่

อย่างใด”

ฮูหยินใหญ่เฉิงจึงเอนตัวกลับไป นางหยิบขนม

แปั้งนึ่งขึ้นมาชิมชิ้นหนึ่ง

“ช่วงปีใหม่ช่างเหนื่อยเสียจริง ข้าคร้านจะฉลองปี

ใหม่แล้ว ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกนางจึงชื่นชอบ

ความครึกครื้นกันนัก” ฮูหยินใหญ่เฉิงเข้ามาหลบ

พักผ่อนอย่างเกียจคร้าน นางกดเสียงต่ำเอ่ยถาม

ตงกู “ตั้งแต่ล่วงเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว นางก็เชิญท่าน

หมอมาสามครั้งแล้ว ข้าได้ยินว่าวันนี้ก็เชิญมาอีก

วันส่งท้ายปีเก่ายังไม่ยี่หระว่าจะเป็นมงคลหรือไม่

หรือนางจะมีแล้วจริงๆ ”

น้ำเสียงของตงกูยิ่งแผ่วเบาลง “ใช่ว่าท่านไม่รู้จัก

คุณชายสี่ของพวกเรา มีหรือจะปล่อยให้นาง

ตั้งครรภ์…ที่เขารีบร้อนแต่งรับนางกลับมาก็เพื่อ

สะสมเสบียงเท่านั้น ฮูหยินสามกำลังปวดหัวไม่

สบอารมณ์อยู่ทีเดียว คุณชายสี่อยู่ที่ตระกูลลู่ยังไม่

กลับมา ฮูหยินสี่ได้กำชับพวกบ่าวไพร่ว่าไม่ต้อง

รายงานคุณชายสี่เจ้าค่ะ”

ฮูหยินใหญ่เฉิงทอดถอนใจ “มีบางคราที่ข้ารู้สึก

คร้านจะโต้คารมกับนางแล้ว…คิดแล้วนางก็น่า

สงสาร น้องสี่ของข้าผู้นั้นใช่คนดีเสียเมื่อไร ใช้

ชีวิตอย่างไร้หัวจิตหัวใจ เขาแสร้งปันท่าให้นางดู

นางก็หลงเชื่อ”

“สตรีมากกว่าครึ่งล้วนเป็นเช่นนี้” ตงกูติดตามฮู

หยินใหญ่เฉิงออกมาจากวังหลวง มีสิ่งใดที่นางไม่

เคยพบเจอบ้าง “หากมิใช่เพราะฮูหยินสี่มีฮองเฮา

คอยคุ้มศีรษะก็อย่าได้หวังว่าจะมีวันเวลาเช่นนี้

เลย”

เมื่อฮูหยินใหญ่เฉิงฟังถึงตรงนี้ก็ทอดถอนใจเบาๆ

กล่าวว่าเซี่ยอวิ้นน่าสงสาร แต่จะมีบุรุษหรือสตรี

คนใดบ้างที่ไม่เป็นเยี่ยงนี้ นางยกชาร้อนขึ้นมาจิบ

เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ลำคอ ก่อนจะเรียกให้ตงกู

ประคองนางขึ้นแล้วไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเฉิง

ณ จวนหนิงหย่วนโหวที่ห่างออกไปครึ่งเมือง เฉิง

หลางกำลังรอให้ลู่เจียเสวียออกมาจากด้านใน

ช่วงส่งท้ายปีเก่ายังเรียกเขามาที่นี่ ไม่รู้ว่าท่านน้า

เกิดความคิดพิสดารอันใด

ด้านนอกท้องฟั้าสดใส หิมะเริ่มละลาย ด้วยเหตุนี้

อารมณ์ของเขาจึงดีขึ้นเล็กน้อย ในมือเขามีถ้วย

โหยวฉาที่ด้านในใส่ถั่วลิสงบดคั่วหอมกับงาและ

ข้าวคั่วปรุงรส เขานั่งดื่มอย่างผ่อนคลายอารมณ์

บางครายังหันไปดูก้อนน้ำแข็งสีขาวทอประกาย

แสงสีฟั้าขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางทะเลสาบ เมื่อ

ทอดสายตามองออกไปไกลจะเห็นขุนเขาเขียวขจี

ทัศนียภาพที่นี่ช่างงดงามยิ่งนัก การที่จวนหนิงหย่

วนโหวตั้งไกลออกมาจากเมืองหลวงเล็กน้อยก็ถือ

ว่ามีข้อดี

ช่วงปีใหม่ของทุกปี จวนหนิงหย่วนโหวจะต้องดื่ม

โหยวฉา

ทุกปีเมื่อถึงช่วงเทศกาล นอกเรือนจะถูกประดับ

ประดาไปด้วยโคมไฟ ลู่เจียเสวียอาศัยอยู่ที่นี่เพียง

ลำพัง ปกติพวกบ่าวไพร่จะไม่กล้าเคลื่อนไหวอัน

ใด ทว่าในช่วงปีใหม่พวกเขาจะประดับตกแต่ง

จวนให้มีบรรยากาศครึกครื้นมากเท่าที่จะเป็นไป

ได้เพื่อทำให้นายท่านโหวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาสัก

เล็กน้อย แต่ไรมาลู่เจียเสวียก็ไม่เคยต่อว่าต่อขาน

อะไรพวกเขา ยากนักที่เขาจะปฏิบัติต่อพวกบ่าว

ไพร่อย่างโอนอ่อนเยี่ยงนี้ อาจเป็นเพราะเมื่อได้

เห็นสวนที่ประดับประดาไปด้วยสีแดง อารมณ์จึง

ดีขึ้นไม่น้อย

บ่าวรับใช้ชราที่ปรนนิบัติลู่เจียเสวียมาเป็น

เวลานานยืนรออยู่ด้านนอก เขากล่าวกับเฉิง

หลาง “เมื่อวานนายท่านโหวกลับมาจากด้าน

นอกด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีนัก บ่าวไม่กล้าจากไป ได้

แต่ยืนรอปรนนิบัติอยู่ด้านนอกจนถึงกลางดึก…

เมื่อถึงเวลาเช้าตรู่คนผู้นี้ก็เข้ามาพบนายท่านโหว

จากนั้นนายท่านจึงมีคำสั่งให้ตามตัวท่านขอรับ”

เฉิงหลางเอ่ยถามด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น “ด้านในเป็น

ผู้ใด”

บ่าวรับใช้ชราส่ายศีรษะเล็กน้อย “ไม่เคยพบมา

ก่อนขอรับ คุณชาย ท่านยังอยากดื่มอีกหรือไม่

ให้บ่าวไปยกมาให้ท่านอีกสักถ้วยหรือไม่ขอรับ”

“ข้ารู้สึกเลี่ยนแล้ว เปลี่ยนเป็นน้ำชาให้ข้าสักถ้วย

เถิด” เฉิงหลางกล่าว ช่วงปีใหม่เขาฉลองจนหนัก

ท้อง เขาดื่มโหยวฉาไม่ลงแล้ว

บ่าวรับใช้นำคนออกไปเตรียมจัดชุดน้ำชาให้เขา

เฉิงหลางตากลมอยู่หนึ่งเค่อก็ได้ยินเสียงดังเล็ด

ลอดมาจากด้านใน “…คนถูกซื้อตัวไว้แล้ว บิดา

ของเขาเป็นคนใต้บัญชาของข้า ดังนั้นย่อมไร้

ปัญหา ให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรของซ่างจื๋อ

หน่วยยวี่หลินและหน่วยจินอู๋คอยอยู่เฝั้า

รักษาการณ์พระราชวังต้องห้าม ที่หน่วยงานฝัง

บูรพาและฝังประจิมมีแต่พวกขันที ไม่น่าเกรง

กลัวแต่อย่างไร จะมีก็แค่หน่วยเทพสงครามที่อาจ

ยุ่งยาก แต่ยามนี้กองกำลังทหารส่วนใหญ่อยู่

ภายใต้คำสั่งของท่านโหว ท่านเป็นผู้บัญชาการ

ใหญ่ เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหา”

ครั้นเฉิงหลางได้ยินเสียงนี้ ทั้งร่างก็ราวกับถูกสาด

ด้วยน้ำเย็น อารมณ์ผ่อนคลายพลันสลายไปใน

บัดดล

หากจำไม่ผิด เขาเคยได้ยินเสียงนี้ เป็นท่านอา

ของฮองเฮา โจวอิ้งโหย่ว ผู้บัญชาการของค่าย

ทหารใหญ่นอกเขตเมืองหลวง

เหตุใดอีกฝั่ายจึงอยู่ในห้องหนังสือของลู่เจียเสวีย!

ที่สำคัญพวกเขายังหารือเกี่ยวกับการกระจายกอง

กำลัง

หัวสมองของเฉิงหลางขบคิดอย่างรวดเร็ว เขาถือ

เป็นคนฉลาด ตั้งแต่เช้าตรู่ลู่เจียเสวียก็เรียกเขามา

พบ ก่อนหน้านี้เซี่ยอวิ้นยังเคยเอ่ยถึงการ

เคลื่อนไหวอย่างผิดปกติในระยะนี้ของฮองเฮา

อำนาจขององค์ชายใหญ่ในราชสำนักแข็งแกร่ง

ขึ้นทุกขณะ…เกรงว่าฮองเฮาและโจวอิ้งโหย่วจะมี

แผนการบีบคั้นฮ่องเต้ให้สละบัลลังก์ให้แก่องค์

ชายสาม!

ในที่สุดประตูก็เปิดออก ลู่เจียเสวียเดินนำออกมา

ก่อน เมื่อเขาเห็นเฉิงหลางยืนก้มศีรษะอยู่ด้าน

นอก มุมปากก็ยกหยักเป็นรอยยิ้มเย็น “รอนาน

จนเบื่อแล้วใช่หรือไม่”

“มิกล้าขอรับ” เฉิงหลางกล่าว

ลู่เจียเสวียถอนหายใจ “เฉิงหลาง เจ้าย่อม

ตระหนักดีว่าข้ากับเจ้าถือเป็นหนึ่งเดียวกัน บท

สนทนาเมื่อครู่ข้าไม่คิดจะปิดบังเจ้า คนด้านใน

เป็นผู้ใด เจ้าน่าจะคาดเดาได้แล้ว…”

นัยน์ตาของเฉิงหลางฉายประกายเย็นวาบ เขาคิด

ว่าลู่เจียเสวียต้องเสียสติไปแล้ว อีกฝั่ายคิดจะช่วย

ฮองเฮาจริงๆ !

หลายปีมานี้ฮองเฮาไม่ได้รับความโปรดปรานจาก

ฮ่องเต้ ส่วนโทษฐานของการควบคุมข่มขู่ฮ่องเต้ก็

คือโทษประหารเก้าชั่วโคตร หากไม่มีเหตุการณ์

สำคัญ พวกเขาย่อมไม่คิดถึงแผนการนี้ขึ้นมา

พวกเขาคงกลัวว่าหากองค์ชายสามไม่ได้รับการ

สถาปนา สถานะของตระกูลโจวคงต้องถึงคราดับ

สูญ สำหรับลู่เจียเสวียเอง แต่ไรมาเขาก็ให้

ความสำคัญกับองค์ชายสาม ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์

กับองค์ชายใหญ่มาตั้งแต่แรกเริ่ม…เมื่อคิดถึงจุดนี้

การกระทำนี้ของลู่เจียเสวียก็นับว่าสมเหตุสมผล

แต่เขามีลางสังหรณ์ว่าที่ลู่เจียเสวียก้าวเข้าสู่

เส้นทางอันตรายนี้ต้องเป็นเพราะได้รับแรง

กระตุ้นบางอย่าง

เฉิงหลางไม่ได้ซักถามให้มากความ ผงกศีรษะแล้ว

กล่าว “ท่านน้าไม่ต้องกังวลไปขอรับ หากไร้การ

สนับสนุนจากท่านน้า เฉิงหลางย่อมไม่มีวันนี้”

เขาได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่แล้วจะไม่กล้า

ช่วยเหลือลู่เจียเสวียได้อีกหรือ หากไม่ทำ เกรงว่า

แม้แต่ลานกว้างแห่งนี้ เขาก็คงไม่สามารถออกไป

ได้ ที่สำคัญหากลู่เจียเสวียถูกโค่นก็ย่อมไม่เป็น

ผลดีต่อเขา ในเมื่อบนร่างของเขาถือว่าประทับ

ด้วยตราของตระกูลลู่

ลู่เจียเสวียพาเขาเข้าไปพบโจวอิ้งโหย่วด้านใน

โจวอิ้งโหย่วมีใบหน้ากว้าง หนวดเครารุงรัง สีหน้า

ไม่ยี่หระ ทั้งที่เห็นเขาเดินเข้ามาก็ไม่คิดจะชายตา

ขึ้นมอง นี่คือลักษณะของคนกระทำการใหญ่ ถือ

เป็นความประทับใจแรกที่อีกฝั่ายมอบให้เฉิง

หลาง

เมื่อโจวอิ้งโหย่วได้ยินลู่เจียเสวียกล่าวแนะนำถึง

ได้เหลือบตาขึ้นมอง เขาผงกศีรษะให้เฉิงหลาง

“เคยได้ยินชื่อเสียงของเจ้ามาบ้าง หากมีเจ้าคอย

ช่วยเหลือ ข้าก็วางใจ”

อย่างไรฮองเฮาก็เป็นสตรี เมื่อถึงเวลานั้นหากนาง

ยังสามารถควบคุมตนให้สงบนิ่งได้ก็นับว่าไม่เลว

แล้ว ดังนั้นเรื่องการวางแผนคงไม่ต้องคาดหวัง

ครั้นเฉิงหลางได้ฟังถึงตรงนี้ก็ตระหนักได้ว่าถึง

บทบาทของตนแล้ว เขาต้องถูกส่งตัวเข้าไปในวัง

หลวงเพื่อให้การช่วยเหลือฮองเฮา

“ปีใหม่วันที่สาม ขุนนางจากทั่วทุกสารทิศต้อง

เข้าวังหลวงเพื่อขอบพระทัยในพระเมตตา” โจว

อิ้งโหย่วกล่าวต่อ “บรรดาฮูหยินตราตั้งก็ต้องเข้า

วังหลวงเช่นเดียวกัน ยามนั้นการรักษาการณ์ใน

วังหลวงย่อมอลหม่านวุ่นวาย เรื่องในวังหลวงให้

เป็นหน้าที่ของข้า สำหรับสถานการณ์นอกวัง

หลวงคงต้องรบกวนใต้เท้าผู้บัญชาการแล้ว”

ดวงตาของลู่เจียเสวียหรี่ลงเล็กน้อย “ใต้เท้าโจว

เกรงใจแล้ว เชิญท่านพักผ่อนที่นี่ก่อน ถึงยามค่ำ

ค่อยเดินทางกลับ จะได้ไม่เป็นที่สังเกตของผู้อื่น”

โจวอิ้งโหย่วสงวนวาจายิ่งนัก เขาผงกศีรษะรับคำ

ก่อนจะตามผู้ดูแลตระกูลลู่ไปพักผ่อน

“ท่านน้า” เฉิงหลางกระซิบถามเสียงต่ำเบา “นี่

ท่าน…”

“ไม่ต้องการชีวิตใช่หรือไม่” ลู่เจียเสวียกล่าว เขา

มองเฉิงหลางที่มีสีหน้าจริงจัง ก่อนคลี่ยิ้มออกมา

“กลัวอันใดกัน เห็นชัดว่าฮ่องเต้ทรงมีพระทัยเอน

เอียงไปทางองค์ชายใหญ่ หากปล่อยให้เขาได้ขึ้น

สถาปนา ช้าเร็วย่อมถึงวันที่ข้าต้องถูกล้มล้าง…ที่

สำคัญยามนี้ข้าไม่สามารถเลือกอะไรได้”

เขาไม่ได้ถูกกระตุ้นจากสิ่งใดจริงๆ เขาใช้ชีวิตมา

สามสิบกว่าปีแล้ว จะมีแรงกระตุ้นใดบ้างที่ทำให้

เขาเกิดความวู่วามได้ แต่เพราะเมื่อคืนมีข่าว

ส่งออกมาจากในวังหลวงว่าเมื่อท่านรองเสนาบดี

กรมทหารกลับมาถึงเมืองหลวงก็ได้เข้าเฝั้า ฮ่องเต้

กล่าวว่ายามนี้สถานการณ์ที่ชายแดนสงบสุขแล้ว

จึงมีคำสั่งจะถอนกำลังกองทัพเพื่อเป็นการลด

ภาระการจัดเก็บภาษี

ทันทีที่ลู่เจียเสวียได้ข่าวหัวใจก็กระตุก

สถานการณ์ที่ชายแดนสงบสุข เช่นนั้นการถอน

กองกำลังที่ฝั่าบาทเพ่งเล็งย่อมหมายถึงกองกำลัง

ที่ชายแดนซานซี นี่จะไม่เท่ากับเป็นการบั่นทอน

อำนาจของเขาหรอกหรือ ความหวาดระแวงของ

ฮ่องเต้อันตรายนัก อาจถึงแก่ชีวิตได้

ในมือลู่เจียเสวียกุมอำนาจมาทั้งชีวิต เขาจะ

ยินยอมให้ผู้อื่นมาแบ่งผลแตงนี้ไปได้อย่างไร

หากเป็นแต่ก่อนเขาคงสรรหาทุกวิถีทางเพื่อให้

ฮ่องเต้ล้มเลิกความคิดนี้ แต่ยามนี้เขาไม่มี

ความคิดเช่นนั้นแล้ว หลังผ่านพ้นเมื่อวาน เขาก็

พลันบังเกิดความรู้สึกเฉยชาต่อสิ่งเหล่านี้ อยาก

ลองวางตนอหังการสักครั้ง ผู้ใดจะทำอะไรเขาได้

ปีนั้นมิใช่เขาที่ช่วยสนับสนุนฮ่องเต้ให้ขึ้นครอง

บัลลังก์หรอกหรือ เช่นนั้นยามนี้เขาก็สามารถฉุด

อีกฝั่ายลงมาได้!

แววตาของลู่เจียเสวียคมกร้าว

เฉิงหลางมองแววตาของลู่เจียเสวียก็รู้ทันทีว่าไร้

หนทางกลับตัวแล้ว

“วางใจเถิด ตราบใดที่โจวอิ้งโหย่วยังควบคุม

ฮ่องเต้ไม่สำเร็จ ข้าย่อมไม่มีวันลงมือ” ลู่เจียเสวีย

ยังคงระมัดระวัง น้ำเสียงเขาราบเรียบ “วันนั้น

เจ้าต้องล่วงหน้าเข้าวังไปก่อน พาเซี่ยอวิ้นเข้าไป

โดยอ้างว่านางอยากจะเข้าไปเยี่ยมเสด็จปั้า

ดังนั้นเจ้าจึงติดตามเข้าไปด้วย เข้าใจหรือไม่”

เฉิงหลางสูดลมหายใจลึก “หลานเข้าใจแล้ว

ขอรับ”

เมื่อเขาออกมาจากจวนของลู่เจียเสวียก็เป็นเวลา

มืดค่ำแล้ว ตลอดทางมีเสียงประทัดดังไม่ขาดสาย

เขานั่งอยู่ในเกี้ยว ด้านนอกราวกับมีปืนใหญ่นับ

หมื่นยิงตลอดเวลา สว่างไสวราวกับช่วงกลางวัน

เขาจำได้ว่าในวัยเยาว์ นอกจวนหนิงหย่วนโหว

ถนนเส้นนั้นมีการจุดประทัดมากมาย บรรยากาศ

ครื้นเครงยิ่งนัก!

ในเวลานั้นเขายังเด็ก มองไม่เห็นประทัดด้านนอก

ท่านน้าจึงอุ้มเขาขึ้นเพื่อให้เขาได้ดู ท่านน้าถาม

เขาว่า ‘สูงพอหรือไม่’ จากนั้นนางที่อยู่ด้านข้างก็

รีบปกปั้องเขาเอาไว้อย่างร้อนรนพลางกล่าวกับ

ลู่เจียเสวีย ‘ท่านทำให้เขาตกใจแล้ว!’

‘ฮ่าๆ เขาเป็นเด็กผู้ชาย จะใจเสาะได้อย่างไร!’

รอยยิ้มของลู่เจียเสวียกระจ่างสดใส ทั้งยังยกเขา

ให้สูงขึ้น

มีเพียงยามที่นางอยู่ด้วย เขาจึงจะมีความสุข

อย่างแท้จริง

เฉิงหลางเลิกโกรธแค้นลู่เจียเสวียเพราะเรื่องของ

หลัวอี๋หนิงนานแล้ว กระทั่งในเวลานี้ยังรู้สึกเห็น

ใจลู่เจียเสวีย ทว่าหลังจากนั้นเขาก็อยากหัวเราะ

ออกมา ลู่เจียเสวียเป็นผู้ใด ใช่คนที่ต้องการ

ความเห็นใจจากเขาหรือ!

หากลู่เจียเสวียต้องมีชีวิตที่เลวร้าย ผู้อื่นก็อย่าได้

หวังจะมีความสุข! แต่ไรมาเขาก็เป็นคนเช่นนี้

เรื่องนี้มีต้นเหตุมาจากองค์ชายสาม คิดแล้วก็อาจ

เป็นเพราะเขาไม่อยากให้ตำแหน่งของหลัวเซิ่น

หย่วนก้าวหน้าไปมากกว่านี้…ลู่เจียเสวียอยาก

กำจัดหลัวเซิ่นหย่วนแล้ว

กว่าเฉิงหลางจะถึงจวนก็ผ่านพ้นช่วงเวลาการจุด

ประทัดในจวนไปแล้ว พื้นตรงบริเวณประตูเต็มไป

ด้วยเศษประทัดสีแดง เป็นบรรยากาศของการ

เฉลิมฉลอง เขาเหยียบเศษประทัดสีแดงก้าวเข้า

ไปด้านใน สาวใช้รีบปรี่เข้ามาต้อนรับ “คุณชายสี่

ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ฮูหยินสี่กำลังรอท่าน

อยู่เจ้าค่ะ”

“อืม อีกสักครู่ข้าจะเข้าไป” เฉิงหลางเดินไปทาง

ห้องหนังสือ เขาอยากไปดูภาพวาดของเขา

เหล่านั้นก่อน ระยะนี้เขามักดูอยู่บ่อยครั้ง นับวัน

ก็ยิ่งถี่ครั้งมากขึ้น ทว่ายามเขาหลับตาลงกลับพบ

นางในอีกใบหน้าหนึ่ง ใบหน้าที่เผชิญหน้ากับเขา

นั้นดูเฉยชาอย่างยิ่งยวด เฉิงหลางไม่อยาก

เผชิญหน้ากับความจริง เขาอยากเห็นนางในยาม

ที่ดีต่อเขา

แต่เมื่อเขาเปิดกล่องออก สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็น

แข็งค้าง ไม่ถูกต้อง ภาพวาดหายไปภาพหนึ่ง

ของสิ่งนี้มีจำนวนเท่าไร เขาจำได้แม่นยำ

เขาเรียกบ่าวที่ดูแลที่นี่เข้ามาสอบถาม “…ผู้ใดเข้า

มาที่นี่”

บ่าวรับใช้มีสีหน้าขมขื่นไม่กล้าปริปาก กระทั่งเฉิง

หลางเรียกคนเข้ามาเพื่อลากเขาไปโบย เขาจึงรีบ

คุกเข่าลง “คุณชายสี่ เป็นฮูหยินสี่…แต่ฮูหยินสี่ก

ล่าวไว้ว่าหากข้าน้อยกล้าพูดออกมาจะขาย

ข้าน้อยออกไป ข้าน้อยไม่กล้าจริงๆ ขอรับ!”

เฉิงหลางคาดเดาไว้แล้วว่าต้องเป็นเซี่ยอวิ้น ครา

ก่อนที่เขาดูรูปภาพ เซี่ยอวิ้นอยู่ด้านข้าง

ยามนี้เขาไร้เวลาสนใจบ่าวคนนี้ เขาให้องครักษ์

คุมตัวบ่าวผู้นั้นออกไป ก่อนจะมุ่งหน้าไปหาเซี่ยอ

วิ้น

ทุกย่างก้าวล้วนหนักอึ้ง รอจนเขามาถึงห้องโถงก็

พบกับเซี่ยอวิ้นที่กำลังคอยเขากลับมาเพื่ออยู่รอ

พ้นคืนข้ามปี เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา นางก็ลุกจาก

เก้าอี้พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่ ท่านกลับมา

แล้ว!”

เฉิงหลางเดินมาเบื้องหน้านาง น้ำเสียงเย็นชา

อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ายุ่ง

เรื่องของข้า เจ้าเก่งกล้านักรึ กล้าข่มขู่บ่าวรับใช้

ของข้า ภาพวาดเล่า”

“ท่านพี่ ท่านกล่าวถึงสิ่งนั้นหรือ ข้าเพียงรู้สึกใคร่

รู้จึงได้นำออกมาดูก็เท่านั้น เป็นพวกของเก่าแก่

ท่านพี่นำสิ่งนั้นมาทำอะไรหรือ” รอยยิ้มของ

เซี่ยอวิ้นดูฝืดเฝือน

เฉิงหลางไม่สนใจนาง หมุนตัวกลับไปลงมือรื้อค้น

สิ่งของของนาง

เซี่ยอวิ้นร้อนรนทันใด นางรู้สึกว่าอารมณ์ของ

บุรุษผู้นี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไปจนนางยากจะ

เข้าใจ “ท่านอย่าได้ค้นอีกเลย มันไม่อยู่ที่นี่!”

เฉิงหลางหาไม่พบ เขาปรายตามองนางด้วย

สายตาเฉยชา ก่อนจะจัดความเรียบร้อยของแขน

เสื้อแล้วเดินออกไปด้านนอก

วันสิ้นปีวันที่สามสิบ นี่เขากำลังจะไปที่ใด!

เซี่ยอวิ้นพิงร่างเข้ากับฉากบังลม นางนึกถึงคนใน

ภาพวาดนั้น นั่นเป็นรูปของสตรีคนหนึ่งซึ่งนางไม่

เคยพบมาก่อน จากรูปลักษณ์น่าจะถือว่าพอมี

อายุแล้ว เช่นนั้นยามนี้ย่อมไม่ใช่หญิงสาวแล้ว

เมื่อเซี่ยอวิ้นค้นพบเรื่องนี้ นางจะไม่เกิดความหึง

หวงได้อย่างไร นางริษยาจนแทบบ้า ชีวิตนี้ของ

นาง นอกจากกับหลัวเซิ่นหย่วนแล้วก็ยังไม่เคย

เกิดอารมณ์หึงหวงมาก่อน ทว่าอย่างไรนางก็เป็น

คนฉลาดจึงนำภาพวาดนี้ไปสอบถามหมัวมัวชรา

ที่เคยปรนนิบัติเฉิงหลาง สายตาของหมัวมัวชรา

ไม่ชัดเจนแล้วจึงต้องมองอยู่นานกว่าหนึ่งเค่อ

ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างลังเล “คุ้นตา คุ้นตา

เหลือเกิน ลักษณะเหมือนกับฮูหยินสี่ลู่ในปีนั้น ผู้

ที่เป็นน้าสะใภ้ของคุณชายหลาง ท่านเสียชีวิตไป

หลายปีแล้ว”

เซี่ยอวิ้นตะลึงงัน นางนำภาพนั้นไปถามอีกหลาย

คน มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่ตอบได้ ส่วน

คำตอบที่ได้ล้วนเหมือนกัน

เมื่อนางรู้ก็ราวกับร่วงตกสู่โพรงน้ำแข็ง ทั้งร่าง

หนาวสะท้าน ไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ใด

ช่างน่าขัน! ในอดีตเพราะนางชอบหลัวเซิ่นหย่วน

จึงได้ดูแคลนเขา รอจนนางชอบเขาแล้วถึงได้ค้น

พบว่าคนผู้นี้มีความลับที่เก็บซ่อนไว้ในใจ ไม่อาจ

บอกกล่าวผู้อื่น เป็นความในใจอันสกปรกโสมม!

นางพลันรู้สึกไม่อาจฝืนกลั้นได้อีกต่อไป เซี่ยอวิ้

นอยากแก้แค้น เขามีสิทธิ์อะไรมาปันปั่วนนางจน

หัวหมุน นางอยากแก้แค้นเขา!

เซี่ยอวิ้นหายใจถี่กระชั้น เสียงหัวเราะเย้ยหยัน

ของนางดังขึ้นเบื้องหลังเขา “เฉิงหลาง ท่านจะ

ร้อนรนไปไย เป็นเพราะคนในรูปนั้นเป็นคนที่ท่าน

รัก แต่ไม่อาจครอบครองใช่หรือไม่ ยามที่นางมี

ชีวิตอยู่ นางเป็นท่านน้าสะใภ้ของท่าน แต่เมื่อ

ท่านเติบใหญ่ขึ้น นางกลับตายแล้ว”

ฝีเท้าของเฉิงหลางพลันชะงัก จากนั้นเขาก็หมุน

ตัวกลับมาจริงๆ

เซี่ยอวิ้นไม่เคยเห็นสีหน้าดุร้ายเช่นนี้ของเขามา

ก่อน ระหว่างที่นางไม่ทันตั้งตัว เฉิงหลางก็ยกมือ

บีบลำคอของนาง เขาดันนางไปชิดกำแพง

น้ำเสียงเย็นเยียบคมกร้าว “เจ้ากำลังกล่าวอะไร

เจ้าไปถามเรื่องไร้สาระอะไรมา”

เซี่ยอวิ้นหายใจไม่ออก ใบหน้าแดงก่ำ นางกล่าว

อย่างยากลำบาก “ท่านกลัวว่าผู้อื่นจะล่วงรู้ใช่

หรือไม่…ท่านช่าง…”

เฉิงหลางออกแรงบีบแน่น เซี่ยอวิ้นรู้สึกคล้ายกับ

ตนจวนเจียนจะตายอยู่รอมร่อ!

ดังนั้นเมื่อเฉิงหลางปล่อยมือ ร่างนางจึงอ่อนยวบ

ทิ้งตัวลงบนพื้น นางทุรนทุรายด้วยความทรมาน

กุมลำคอพลางไอออกมาไม่หยุด ไอจนแทบ

อาเจียนออกมา

เฉิงหลางใช้มือข้างหนึ่งดึงนางขึ้นมา ก่อนถาม

ด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน “รู้สึกรังเกียจใช่หรือไม่”

สายตาของนางพร่าเลือน เฉิงหลางกระซิบข้างหู

นาง “ถูกต้อง ข้ารักนาง ชั่วชีวิตนี้ข้ารักนางเพียง

ผู้เดียวเท่านั้น ต่อให้นางตายแล้ว ข้าก็ยังรักนาง

ส่วนเจ้า ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่ใช่ เข้าใจหรือไม่”

“เดรัจฉาน…เดรัจฉาน…” เซี่ยอวิ้นไอแห้งจนไร้

เรี่ยวแรง ก่อนหน้านี้นางพยายามดิ้นรนภายใต้กำ

มือของเขา บรรดาสาวใช้ที่อยู่ด้านนอกไม่กล้าเข้า

มา เซี่ยอวิ้นร้องไห้จนน้ำหูน้ำตาไหล ทรมานจน

ใกล้บ้า ทั้งร่างกายและจิตใจทุกข์ทรมานอย่าง

แสนสาหัส

ภายใต้ม่านน้ำตาพร่ามัว นางเห็นบุรุษผู้นั้นค่อยๆ

ลุกขึ้น เขาจัดแขนเสื้อตนด้วยท่าทีเฉยเมย

น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้น “ข้าจะไปเรียกสาวใช้เข้า

มาปรนนิบัติเจ้า”

เมื่อเขาเดินไปถึงตรงประตูก็กล่าวขึ้นโดยไม่หัน

กลับมา “เจ้าจัดการสภาพตนเสีย หากเจ้ายัง

อยากมีชีวิตต่อไปก็จงถือเสียว่าเรื่องนี้ไม่เคย

เกิดขึ้น ข้าจะยังปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดีเฉกเช่นที่

ผ่านมา ต่อหน้าคนภายนอก เจ้าจะยังเป็นฮูหยิน

สี่ผู้ได้รับความโปรดปราน”

เซี่ยอวิ้นแทบไม่อยากเชื่อว่าเฉิงหลางผู้อ่อนโยน

อยู่เป็นนิจจะกล่าววาจาพรรค์นี้ออกมา

สิ่งที่เขาแสดงออกต่อนางในยามปกติล้วนเป็น

เรื่องโกหกจอมปลอม หลอกลวง เขาเสแสร้งต่อ

หน้าทุกคน แสร้งแสดงเป็นครั้งคราว แสร้งทำตัว

เสเพลเกี้ยวพาราสีในดงบุปผา

คนผู้นี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!

เซี่ยอวิ้นร้องไห้อยู่นาน นางพบว่าเฉิงหลางกล่าว

ได้ถูกต้อง นางไม่กล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป

เป็นดั่งที่เฉิงหลางกล่าว นางยังต้องรักษาศักดิ์ศรี

การถูกสามีทอดทิ้งเพิกเฉย ชั่วชีวิตนี้นางไม่อาจ

แบกรับคำวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ได้

ดังนั้นในขณะที่หมัวมัวเข้ามา นางจึงหยุดร้องไห้

แล้ว นางให้หมัวมัวช่วยประคองขึ้นมาเพื่อล้าง

หน้าแต่งกายใหม่ นางจะเปิดเผยเรื่องน่าละอายนี้

ออกมาไม่ได้ อย่างน้อยก็ห้ามเปิดเผยต่อหน้าคน

เหล่านี้ นางห้ามแสดงพิรุธต่อหน้าฮูหยินใหญ่เฉิง

ฮูหยินรองเฉิง นางจำต้องปันหน้าแสดงต่อไป

หลัวอี๋หนิงได้รับของขวัญขอขมาจากนางโจวเล็ก

ในช่วงพลบค่ำ

หลัวซานหย่วนบังคับให้นางมามอบสิ่งของเพื่อขอ

ขมา นางโจวเล็กฝืนยิ้มพลางกล่าวคำขอขมา

อย่างระมัดระวัง หลัวอี๋หนิงสังเกตเห็นรอยฝั่ามือ

บนแก้มของนางที่แม้จะปกปิดด้วยแปั้งผัดหน้า

อย่างไรก็ปกปิดไม่มิด

กล่าวตามสัตย์จริง หลัวอี๋หนิงไม่รู้สึกเห็นใจอีก

ฝั่ายสักเท่าไร ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับนาง

โจวเล็กเป็นเพียงความสัมพันธ์ทั่วไป ตั้งแต่นาง

กลับมา นางโจวเล็กเป็นผู้ที่มองนางอย่างไม่รื่นตา

มากที่สุด เมื่อกล่าวขึ้นมานางโจวใหญ่ยังดูเฉลียว

ฉลาดกว่านางโจวเล็กอยู่บ้าง

หลัวอี๋หนิงกล่าวปัดไม่ยอมรับ นางโจวเล็กจึงมี

ท่าทางใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ

สุดท้ายนางสังเกตเห็นสภาพการณ์ที่ผิดปกติจึงให้

เจินจูรับมา จากนั้นก็เห็นได้ชัดว่าหลัวซานหย่วน

มีท่าทีโล่งใจ

ช่วงค่ำพวกเขาทานกินอาหารร่วมกันที่บ้านหลัก

ทั่วทั้งตระกูลหลัวมีการประดับประดาโคมไฟ

จำนวนมาก บรรยากาศครึกครื้นอย่างยิ่ง พวก

เด็กๆ วิ่งเล่นไปมา นางโจวใหญ่เล็ก นางเฉิน

หลินไห่หรูและบรรดาอี๋เหนียงที่ยืนรอปรนนิบัติ

อยู่ร่วมสนทนาปราศรัยกัน บรรยากาศภายใน

ห้องเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้ามาจากด้านนอกก็พบกับ

หลัวอี๋หนิงที่กำลังดื่มสุรากับกัวอี๋เหนียง ดูคล้าย

จะอารมณ์ดีแล้ว

เขาโล่งอกเล็กน้อย เขายังกลัวว่านางจะยังโกรธ

เพราะเรื่องเมื่อตอนกลางวัน เพราะเขามีงานต้อง

สะสางดังนั้นจึงกลับไปที่เรือนเจียซู่ก่อน

หลังจากอี๋หนิงกินอาหารเสร็จก็พบว่าหลัวเซิ่นหย่

วนไม่อยู่ นางจึงกลับไปหาเขา ไม่อยู่รอข้ามปีที่

เรือนของหลินไห่หรู

ทว่าเมื่อเดินมาถึงเรือนเจียซู่ อี๋หนิงก็ต้องชะงักนิ่ง

นางยืนอยู่นอกเรือน มองลานกลางเรือนที่ประดับ

ห้อยแขวนโคมไฟรูปผลส้มไว้เป็นจำนวนมาก แต่

ละดวงมีขนาดใหญ่เท่าผลส้ม แต่เมื่อมีหลายดวง

รวมกันย่อมส่องแสงสว่างไสว โคมไฟถูกแขวนไป

ทั่วทั้งเรือนจนเป็นสีแดงอบอุ่น

ไต้เม่าเดินมาเบื้องหน้านางด้วยรอยยิ้ม ก่อนกล่าว

เสียงแผ่วเบา “นายท่านเขยสั่งให้ประดับเจ้าค่ะ

ท่านว่างดงามหรือไม่เจ้าคะ”

มุมปากของอี๋หนิงยกหยัก ในอดีตขณะที่นางอยู่

ในจวนหนิงหย่วนโหวก็ชอบประดับตกแต่งเรือน

เช่นนี้ ชอบให้แขวนโคมไฟเป็นจำนวนมากเพื่อ

สร้างบรรยากาศให้ดูมีชีวิตชีวา ยามนั้นที่นางเพิ่ง

ถูกปลดปล่อยจากตระกูลลู่ อุปนิสัยเดิมก็ถูก

ปลดปล่อยออกมาด้วย ทว่าต่อมาเมื่อแปรเปลี่ยน

เป็นเสี่ยวอี๋หนิง ครั้นเวลานานไป นางกลับเริ่มมี

อุปนิสัยเกียจคร้านแล้ว คร้านจะทำสิ่งเหล่านี้ที่

ต้องรวบรวมคนมาช่วยกันทำ เมื่อผ่านเทศกาล

แล้วยังต้องปลดออก นี่ยุ่งยากเพียงใด

นางก้าวเข้าไปในห้องด้วยฝีเท้าแผ่วเบา จากนั้นก็

พบกับหลัวเซิ่นหย่วนที่กำลังรออยู่ ดูเหมือนเขา

กำลังอ่านเอกสาร

ดูทุกวี่วัน อ่านทุกวี่วัน น่าอ่านถึงเพียงนั้นเชียว

หรือ

นางเดินไปหยุดข้างกายเขา ถามเขา “พี่ชายสาม

โคมไฟที่ท่านประดับเหล่านั้นงดงามยิ่งนัก!”

“อืม เจ้าชอบก็เป็นอันใช้ได้” ท่าทีเขาสงบนิ่งเป็น

อย่างยิ่ง หากไม่ถูกบีบคั้น เขาก็สามารถพูดคุยกับ

นางไปด้วยสีหน้าไม่อนาทรร้อนใจเช่นนี้ได้เรื่อยๆ

“ท่านตั้งใจกลับมาเพื่อทำสิ่งนี้หรือ” นางถามขึ้น

อีกครั้ง

ครานี้หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้าขึ้น มองนางก่อน

รับคำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อืม”

หลัวอี๋หนิงแทบกระโจนเข้าหาเขา อยากทำให้เขา

หงายหลังไป น้อยครั้งที่เขาจะทำเรื่องเหล่านี้

ครั้นทำแล้ว หากนางไม่ซักถามเขาก็ไม่ยอมบอก!

อี๋หนิงได้ยินแล้วก็อยากกระโจนเข้าหาเขาเพื่อทำ

ให้เขาสูญเสียอาการสักครั้ง

ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับดึงนางออก ให้นางนั่งให้

ดีๆ “เพิ่งเห็นของบนโต๊ะของเจ้า วันนี้นางโจวเล็ก

มาขอขมาเจ้าหรือ”

หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะ นางรู้ว่าต้องเป็นเขาที่บีบคั้น

ให้นางโจวเล็กมาขอขมาตน

“ท่านไปข่มขู่นางอย่างไร” ประจวบเหมาะที่หลัว

อี๋หนิงกำลังอยากถามเขาพอดี

หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มหยัน “บทลงโทษเล็กน้อยจะทำ

ให้ความทรงจำของมนุษย์ดีขึ้น ให้นางรู้เสียบ้าง

ว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่พูดได้”

หลัวอี๋หนิงพิงร่างบนตัวเขาเงียบๆ เขายื่นมือมา

โอบนางไว้

ทว่าไม่นานนัก เปั่าเกอร์ที่กำลังตามหามารดาก็

ถูกอุ้มเข้ามา วันนี้เขาเล่นกับท่านอาหนานทั้งวัน

จึงมีอาการอ่อนระโหยโรยแรง ทันทีที่เขาเข้ามา

ภายในห้องพลันก็เกิดเสียงอึกทึกเพราะความ

วุ่นวายของเขา ก่อนเจ้าบรรพบุรุษน้อยจะเข้า

นอนยังกอดมารดาไว้ไม่ยอมปล่อย ทว่าไม่นานก็

เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุขในอ้อมกอดของมารดา

อี๋หนิงให้เจินจูหยิบกรรไกรมาตัดไส้ตะเกียง วันนี้

นางเตรียมอยู่ข้ามคืนปีใหม่ พวกเขาสองคนจะ

ร่วมก้าวข้ามไปด้วยกัน

แต่ผู้ใดจะรู้ว่าในเวลานี้เองหลัวเซิ่นหย่วนจะถูก

เรียกตัวออกไป ผู้บัญชาการของหน่วยองครักษ์

เสื้อแพรเดินทางมาพบเขาด้วยตนเอง กล่าวว่ามี

เรื่องเร่งด่วน

หลัวเซิ่นหย่วนสวมเสื้อคลุมเดินออกมา ผู้

บัญชาการที่ยืนอยู่ด้านล่างของบันไดพูดคุยกับ

เขา น้ำเสียงเผยแววเย็นเยียบ “ใต้เท้าหลัว

รบกวนกลางดึกแล้ว ดูเหมือนหลายหน่วยกองทัพ

ในเมืองหลวงจะมีการเคลื่อนไหว ข้าได้กราบทูล

ฝั่าบาทแล้ว ฝั่าบาททรงให้ข้ามาพบท่าน”

คิ้วของหลัวเซิ่นหย่วนขมวดมุ่นเล็กน้อย “เชิญ

ท่านกล่าวต่อไป”

รอจนผู้บัญชาการพูดจบ เขาก็รู้สึกว่าสถานการณ์

นี้ดูอันตราย “ท่านกลับไปก่อน พรุ่งนี้ข้าจะเข้าวัง

หลวงไปกราบทูลฝั่าบาทด้วยตนเอง”

…

กว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะกลับเข้ามาจากด้านนอก

หลัวอี๋หนิงก็เกือบจะผล็อยหลับแล้ว ราตรีหนาว

เหน็บ เสื้อคลุมของเขาเย็นจนแข็งราวกับน้ำแข็ง

นางเข้าไปนั่งในอ้อมกอดของเขา “ข้ารอท่านจน

ก้าวผ่านคืนวันปีใหม่แล้ว”

“เช่นนั้นก็นอนเถิด!” หลัวเซิ่นหย่วนเรียกแม่นม

ให้มาอุ้มเปั่าเกอร์ออกไป ส่วนตนกอดเจ้าก้อน

ใหญ่ไว้ในอ้อมกอด เขาวางนางลงบนเตียงอุ่นอุ่น

ร้อน ก่อนจะปลดอาภรณ์ของนางออก

หลัวอี๋หนิงกล่าว “ช่วงกลางวันมิใช่ว่าทำไปสอง

ครั้งแล้วหรือ”

หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยถาม “หืม เช่นนั้นเจ้าก็ไม่

ต้องการแล้ว”

หลัวอี๋หนิงแสดงท่าทีกังวลต่อเรื่องนี้ “ท่านแม่

กล่าวว่าท่านต้องรู้จักควบคุมตัว ยามนี้ท่านยัง

หนุ่มแน่น แต่หากแก่แล้วจะทำอย่างไร”

หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบไปนาน ก่อนเอ่ยถาม

“หลัวอี๋หนิง วาจานี้ของเจ้าหมายความว่า

อย่างไร”

หลัวอี๋หนิงต้องจ่ายราคาค่างวดสำหรับวาจานี้ของ

นาง ท่านเก๋อเหล่าอยากจะพิสูจน์กับนางว่า ยาม

นี้เขาไม่เพียงมีความสามารถ แต่ยังมีพละกำลังที่

จะทรมานนางไปอีกหลายสิบปีโดยไร้ปัญหา หลัว

อี๋หนิงหอบหายใจกระชั้นบนร่างของเขา สัมผัสได้

ถึงมือของเขาที่กำลังเคลื่อนต่ำลงไปอีกครั้ง นาง

รีบตะครุบมือเขาเอาไว้ “ไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ข้ายัง

ต้องตื่นแต่เช้า! ข้ายอมรับว่าผิดไปแล้ว เท่านี้ยัง

ไม่พออีกหรือ”

วันนี้หลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งร้องขอให้นางแสดง

ความรู้สึกที่แท้จริงได้สำเร็จ ยามนี้เขาจึงย่ามใจ

ยิ่งนัก ต่อให้นางไม่คิดเกาะเกี่ยวเขา เขาก็จะ

เกี่ยวพันนางไว้ไม่มีวันปล่อย เมื่อได้ยินเช่นนี้เขา

จึงยอมคลายมืออย่างอาลัยอาวรณ์แล้วเอ่ยถาม

นาง “ปีใหม่วันที่สอง เจ้าต้องกลับไปที่จวนอิงกั๋ว

กงใช่หรือไม่”

หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะ

“อย่าเพิ่งกลับไป” หลัวเซิ่นหย่วนจูบขมับของ

นาง เขาไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน เพียงกระซิบเสียง

ต่ำ “เชื่อฟังข้า ระยะนี้สถานการณ์ในเมืองหลวง

ไม่สงบนัก”

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 193"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

e7-4d3a
สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
12/06/2026
6541d756
พันธสัญญาลวงรัก
25/09/2025
61388e9eqbVDIzSH
สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?!
04/09/2023
62a31afafXRc2lUM
อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว [ 坑爹儿子鬼医娘亲 ]
23/06/2024

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.