พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 192
หลัวอี๋หนิงถือกล่องอาหารเดินเข้าไป มีบ่าวรับใช้
แหวกม่านให้นาง ด้านในหลัวเซิ่นหย่วนกำลังลุก
ขึ้นสวมเสื้อผ้า มีสาวใช้สองคนกำลังปรนนิบัติเขา
เขานั่งลงข้างเตียงจัดความเรียบร้อยของแขนเสื้อ
ครั้นเห็นนางเข้ามาก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดราวกับไม่
เห็นนาง
หลัวอี๋หนิงมองสาวใช้สองคนนั้นด้วยสายตามึนงง
นางจำได้ว่าพวกนางเป็นคนที่เคยปรนนิบัติเขา
แต่ภายหลังเมื่อนางแต่งเข้ามา เขาอาศัยอยู่กับ
นางจึงไม่ได้เรียกใช้สาวใช้บ่อยครั้งอีก
หัวใจนางพลันรู้สึกแสบร้อน อันที่จริงเพียง
หลัวเซิ่นหย่วนต้องการ เขาก็สามารถครอบครอง
สตรีเช่นไรก็ได้ได้ตลอดเวลา ทั้งสาวใช้ห้องข้าง
แต่งรับอนุ เพียงแต่เขาดูคล้ายไม่เคยมีความคิด
พวกนี้เท่านั้น
สาวใช้สองคนนั้นคงเข้ามาเพื่อปรนนิบัติเขา
เปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น เมื่อปรนนิบัติเสร็จก็ยอบ
กายถอยออกไป ก่อนจะจากไปพวกนางยังคารวะ
อี๋หนิง “นายหญิงสาม”
ดวงหน้าละมุนดุจธารหยกขาว รูปร่างอ้อนแอ้น
อรชร เพียงพอที่จะส่งออกไปเป็นอี๋เหนียงตระกูล
ใดก็ได้
หลัวอี๋หนิงรับคำ เมื่อนางหันกลับมาก็พบว่า
หลัวเซิ่นหย่วนกำลังจับจ้องนางอยู่ ครั้นพบว่า
นางไม่เอื้อนเอ่ยวาจาอยู่นานก็ทอดถอนใจเบาๆ
“เจ้ามาแต่เช้าเพื่อการใด”
หลัวอี๋หนิงฝืนยิ้มออกมา “ข้ามาส่งอาหารเช้าให้
ท่าน กลัวว่าอีกครู่ท่านจะรีบร้อนไม่ทันกินมื้อ
เช้า” วันสิ้นปีมีคนไปมาหาสู่เป็นจำนวนมาก นาง
กล่าวแล้วก็เปิดกล่องอาหารออก หยิบจานขนม
แผ่นเมฆพุทรา แปั้งม้วนไส้ฝูหรง ผักดองซอยบาง
คลุกน้ำมันต้นหอม เนื้อเป็ดตุ๋นแล่เป็นชิ้น ยังมี
เกี๊ยวไส้เนื้อแพะผสมเห็ดอีกถ้วยหนึ่ง
อย่างอื่นยังดี เพียงเย็นไปบ้าง ทว่าเกี๊ยวชามนั้น
อืดจนไม่สามารถกินได้แล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนมองแล้วก็เอ่ยถาม “เจ้ารออยู่ด้าน
นอกนานเพียงใดแล้ว”
หลัวอี๋หนิงกล่าว “…ไม่นานเท่าไร เพียงแต่เกี๊ยว
ไม่สามารถกินได้แล้ว เกี๊ยวมีสภาพเช่นนี้เสีย
แล้ว” ช่างอัปลักษณ์นัก แผ่นแปั้งบางเละยุ่ย
ต้นหอมลอยอืด แต่เพราะเป็นวันส่งท้ายปี
อย่างไรก็ควรกินเกี๊ยว เขานิ่งเงียบไปนานอีกครั้ง
อี๋หนิงจึงกล่าว “หากท่านไม่อยากกิน ข้าก็จะยก
ออกไป”
เขารั้งมือนางไว้ ก่อนกดร่างนางให้นั่งลง ส่วนตน
ก็หยิบช้อนกระเบื้องเคลือบขึ้นมาชิมสองคำ อันที่
จริงปากเขาไร้รสชาติอันใด แต่เขาคิดว่ารสชาติคง
ดีอยู่กระมัง เขาวางช้อนลงโดยไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ
“ข้าไม่ค่อยได้ทำเกี๊ยวบ่อยครั้งนัก” หลัวอี๋หนิง
เห็นใบหน้าของเขาเรียบเฉยจึงกล่าว “หากท่าน
รู้สึกว่าไม่อร่อย คราหน้าข้าจะทำอาหารชนิดอื่น”
เขาหัวเราะเสียงต่ำระคนร่องรอยเหยียดหยัน
“ทำเกี๊ยวไม่บ่อยนัก เช่นนั้นเจ้ามักทำอะไร หรือ
ข้าควรจะถามว่าลู่เจียเสวียชอบกินอะไร”
หลัวอี๋หนิงนั่งตัวแข็งค้างอยู่กับที่ นางรู้ว่าที่นางมา
ที่นี่ก็เพื่อร้องขอความใจกว้างจากเขา อดีตของ
นางไม่อาจลบเลือน แต่ในใจนางยังคงวาดฝันว่า
เพียงนางยอมก้มศีรษะลงเล็กน้อย เขาก็จะไม่
สร้างความลำบากให้นางมากเกินไป ทว่าบัดนี้เขา
กลับอาศัยเรื่องนี้โจมตีนาง นางทำได้เพียงอด
กลั้นเงียบๆ แต่ไรมาหลัวอี๋หนิงก็ไม่เคยคิดว่าตนมี
ความอดกลั้นสักเท่าไร อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะอดกลั้น
ได้อีกนานเพียงใด
ศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์มากที่สุด แต่ก็เป็นสิ่ง
ที่มีค่ามากที่สุดเช่นเดียวกัน บานหน้าต่างเปิดไว้
กึ่งหนึ่ง สายลมพัดโชยกระทบใบหน้า ไม่นานก็
ทำให้ใบหน้านางแข็งทื่อประหนึ่งหิมะที่อยู่ด้าน
นอก
“เขาชอบกินบะหมี่ บะหมี่เส้นเล็กๆ ในชามโตๆ
” หลัวอี๋หนิงกล่าว “เติมน้ำแกงเนื้อแกะลงไปสัก
สองช้อนก็เพียงพอแล้ว เขาชอบมาก แต่ข้าไม่ได้
ทำให้เขากินบ่อยนัก เขาเป็นคนช่างเลือก หาก
ไม่ใช่ข้าทำ เขาไม่มีทางยอมกิน สนุกมากใช่
หรือไม่! ท่านรับไม่ได้ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่
เกิดขึ้นแล้ว และข้าเองก็ไร้หนทางที่จะกล่าวว่า
เรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง”
นางคลับคล้ายจะรู้ว่าที่เขาโกรธเมื่อวานเป็น
เพราะคำว่าหย่าคำนั้น หลัวอี๋หนิงจึงไม่ได้กล่าว
ขึ้นอีก
หลัวเซิ่นหย่วนนิ่งเงียบ “ในเมื่อจำได้ชัดเจนถึง
เพียงนี้” เขาขยับเข้าประชิดเล็กน้อย น้ำเสียง
บาดลึกระคนเหยียดหยัน “เมื่อคืนที่เจ้าเอ่ยเรื่อง
หย่ากับข้า เป็นเพราะเจ้าวางแผนว่าเมื่อหย่าขาด
จากข้าแล้วจะกลับไปหาเขาใช่หรือไม่ เจ้า
วางแผนไว้ดิบดีแล้ว เตรียมตัวที่จะพุ่งเข้าสู่จวน
เขาแล้วใช่หรือไม่”
ครั้นหลัวอี๋หนิงได้ยินคำพูดของเขาก็โมโหจนตัว
สั่น “หลัวเซิ่นหย่วน! หากข้ายังชอบเขาอยู่ ทั้ง
ที่ต้าถง จินหลิง มีที่ใดบ้างที่ข้าจะหวนคืนดีกับเขา
ไม่ได้ แต่ข้ากลับเอาแต่คิดหาหนทางที่จะ
กลับมา!”
นางหัวเราะอย่างเศร้าสลด “ท่านก็รู้ว่าคนเช่นข้า
แต่ไรมาก็ใช้ชีวิตอย่างประนีประนอม สามารถ
ปรับตัวให้พอใจในสภาพแวดล้อมนั้นๆ ได้ แล้ว
เหตุใดข้าถึงต้องคิดหาหนทางออกจากเมืองต้าถง!
ช่วงเหมันต์ปีก่อนที่ข้าถูกพาตัวกลับมา ข้ายังได้
เห็นท่าน ข้าพุ่งตัวเข้าไปหมายตะโกนเรียกท่าน
แต่ท่านกลับเดินห่างออกไปไกล ข้าจะมีหนทางใด
อีก! ยามคลอดลูก ข้าเกิดภาวะคลอดยาก ท่านไม่
อยู่ข้างกายข้า แต่ในใจข้ากลับเอาแต่เพ้อคำนึงถึง
ท่าน…ข้าในยามนั้นยังหลงนึกว่าตนคงไม่มีโอกาส
ได้พบท่านแล้ว! ไม่มีโอกาสเห็นลูกเติบใหญ่ ไม่มี
โอกาสได้เห็นภาพที่ท่านกำลังกอดเขา…ท่านรู้
หรือไม่ว่าข้าเสียใจเพียงใด ทว่าท่านอยากจะบีบ
คั้นให้ข้ากลับไปหาเขาให้จงได้ใช่หรือไม่!”
ถูกต้อง หากนางตายก็จะไม่หลงเหลือสิ่งใด นาง
จะไม่หวาดกลัวความตายได้อย่างไร นางพยายาม
สุดกำลังเพียงเพื่อให้มีชีวิตรอด ให้ได้มีชีวิตต่อไป
แต่หากมีชีวิตแล้วไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย อันที่จริงนางก็
ควรจะตายตั้งแต่ยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว!
ที่นางยังมีชีวิตอยู่ก็มิใช่เพื่อพบเจอกับเขาหลัวเซิ่น
หย่วนหรอกหรือ ระหว่างพวกเขาสองคน เขา
ต้องการนางมาช่วยเติมเต็ม และนางเองก็
เช่นเดียวกัน นางยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ ราวกับทุกสิ่ง
ที่ตนทะนุถนอมกลับไร้คุณค่าอันใดในสายตาเขา
หลัวเซิ่นหย่วนมองหลัวอี๋หนิงที่ร้องไห้จนน้ำเสียง
แหบพร่า หยาดน้ำตาประหนึ่งสร้อยไข่มุกร่วงริน
ไม่ขาดสาย เสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้นไม่หยุด
แต่ไรมานางก็ชอบร้องไห้!
เมื่อครู่หลัวเซิ่นหย่วนฟังถ้อยคำของนางแล้ว
หัวใจก็ราวกับถูกเพลิงโทสะเข้าจู่โจม เขาเต็มไป
ด้วยความหึงหวง ทุกคำที่กล่าวออกมาล้วนทำให้
อารมณ์พลุ่งพล่าน! นางช่างไม่รู้จักวิธีการพูด เขา
ฟังแล้วจะไม่รู้สึกโกรธได้อย่างไร!
“เจ้าจะกลับไปหาเขาหรือไม่” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย
พลางลุกขึ้นยืน ท่าทางเขาราวกับไม่แยแสนาง
แล้ว เขาไปหยิบกวาน[1]ที่อยู่ข้างเตียง “หากเจ้า
กล้าไปก็จงไปเสียบัดนี้!”
หลัวอี๋หนิงรู้สึกโมโหเพราะคำพูดของเขาแล้ว
จริงๆ นางปาดน้ำตา ทั่วทั้งร่างเขาราวกับปกคลุม
ด้วยหนามแหลม ไร้หนทางเจรจา!
นางไม่อยากอยู่ในห้องเดียวกับเขาอีกแม้เพียง
หนึ่งเค่อ รอให้เขาสงบลงแล้วค่อยพูดคุยกันอีก
ครั้ง ยามนี้ยิ่งพูดไปก็มีแต่จะยิ่งสร้างความขุ่น
เคือง ไม่ว่าจะเป็นกล่องอาหารหรืออะไรก็ตาม
หลัวอี๋หนิงล้วนไม่สนใจแล้ว นางก้าวเดินออกไป
ทันที
ครั้นหลัวเซิ่นหย่วนเห็นว่านางเตรียมจากไปก็หลง
นึกว่านางหวั่นไหว คิดจะไปจากจวนแห่งนี้จริงๆ
เขารีบพลิกมือจับข้อมือของนางไว้ น้ำเสียงส่อ
แววเหยีบดหยัน “อย่างไร เจ้าคิดจะจากไปจริงๆ
หรือ”
“ข้าไม่อยากคุยกับท่านแล้ว! ท่านปล่อยข้า!
“หลัวอี๋หนิงพยายามดิ้นรนสุดกำลังเพื่อดึงมือ
ออก
“ในที่สุดก็เหยียบเข้ากับจุดเจ็บปวดของเจ้าแล้ว”
เขาบีบข้อมือของนางแล้วกระชากนางไปยังมุม
ห้อง เขาใช้ร่างของตนกดทับนางไว้ประหนึ่งห้อง
ขังแน่นหนาที่ไร้ลมเข้าออก “ข้าจะบอกเจ้าไว้ ยัง
ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่ว่าเจ้ากับลู่เจียเสวียเป็นสามี
ภรรยากันมานานกี่ปี ต่อให้ยามนี้เจ้าเป็นภรรยา
ของเขา ข้าก็ไม่มีวันปล่อยเจ้าไป!”
นางร้องไห้จนร่างกระตุก แต่เขายังคงบีบมือนาง
ไอร้อนและรังสีอำมหิตพุ่งจู่โจมเข้าที่ใบหน้าอย่าง
ไม่อาจต้านทาน หลัวอี๋หนิงอ้าปากงับลงไปทันที
นางกัดไหล่ของเขา เมื่อเขายังไม่ยอมปล่อย นางก็
ยิ่งออกแรงกัดมากขึ้น
เขาไม่ไหวติง เพียงมองนางพลางแค่นเสียงเย็น
“แรงเพียงน้อยนิดเท่านี้ของเจ้าคิดจะกัดข้าให้
เจ็บปวดหรือ เจ้าจงบอกข้ามาให้ชัดเจน ยังกล้า
จะไปอีกหรือไม่!”
ไม่เจ็บหรือ หลัวอี๋หนิงกัดเข้าที่เส้นเอ็น นางรู้ว่า
เขาต้องเจ็บปวดมากเป็นแน่ มิเช่นนั้นเหตุใดมือที่
กำลังบีบนางจึงออกแรงกระชับมากขึ้น
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเพิ่มแรง นางย่อมเจ็บ ทั้งสอง
คนต่างเจ็บปวด ผิวของนางบอบบาง สุดท้ายนาง
ก็ไม่อาจฝืนทนอีกต่อไป “ไม่ ข้าไม่มีทางไป ท่าน
อย่าได้เพ้อฝันว่าจะไล่ข้าไปได้! ข้าจะเกาะติดท่าน
ไปชั่วชีวิต!”
บางทีอาจเป็นนางที่อยากจะเกาะติดเขาแนบ
แน่นเช่นนี้ อยากเกาะติดเขาจนกว่าชีวิตจะหาไม่!
เสียงเพิ่งสิ้นสุดลง หลัวเซิ่นหย่วนก็ตกตะลึง
จากนั้นแรงของเขาจึงผ่อนลง หลัวอี๋หนิงตัวอ่อน
ยวบในอ้อมแขนของเขา ทันใดนั้นนางก็ยกมือ
โอบรอบลำคอเขาไว้ ก่อนร่ำไห้ออกมาราวกับใช้
เรี่ยวแรงที่เหลือทั้งชีวิต ร้องไห้คร่ำครวญหนักยิ่ง
กว่าเมื่อครู่
หลัวเซิ่นหย่วนรู้ว่าเมื่อครู่เขาทรมานนางอย่าง
โหดร้าย มิเช่นนั้นนางจะมีสภาพราวกับแหลก
สลายเยี่ยงนี้ได้อย่างไร เขากอดนางไว้แล้วอุ้มนาง
ขึ้นมาประหนึ่งเด็กน้อย เขาลูบบ่าของนางเบาๆ
กล่าวด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ “เอาละ หยุดร้อง
ได้แล้ว”
ในที่สุดบรรยากาศตึงเครียดบีบคั้นก็เบาบางขึ้น
เล็กน้อย
หลัวอี๋หนิงซบบนแผงอกของเขา ดมกลิ่นอัน
คุ้นเคยบนร่างเขา แขนแกร่งยังคงโอบนางไว้…ดู
เหมือนเขาจะไม่ได้โกรธเคืองนางแล้ว
นางอยากรู้ว่าเขายังโกรธและมีความรู้สึก
หวาดหวั่นอยู่หรือไม่ นางนั่งลงบนร่างเขา จุมพิต
ลงบนปลายคางของเขา ก่อนจะไล้ไปยังริมฝีปาก
ปากของเขายังคงแนบสนิท แต่เพียงชั่วครู่ก็เปิด
ออก เพราะเหตุนี้นางจึงขยับไล่เข้าไปด้านใน ดูด
เม้มราวกับลูกสุนัขตัวน้อยที่เมื่อพบเจอสิ่งที่ชอบก็
จะเข้าไปไล้เลีย
หลัวเซิ่นหย่วนมองนางที่มุดไซ้สะเปะสะปะ
จากนั้นก็พิงร่างเข้ากับขอบเตียงเพื่อปกปั้องนาง
ไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ หลัวอี๋หนิงได้คืบก็จะเอาศอก
นางปีนปั่ายขึ้นมาบนร่างเขา จูบที่ลำคอ กล่าว
โดยสัตย์จริง นี่ทำให้นางยิ่งคล้ายลูกสุนัขน้อย
นางซุกตัวร้อนชื้นเข้าหาเขาประหนึ่งลูกสุนัขที่คุ้ย
หาของกิน หลัวเซิ่นหย่วนถูกนางไซ้ตัวไปมา เขา
รู้สึกคันยุบยิบจนต้องหัวเราะออกมา “หลัวอี๋หนิง
ข้าไม่ได้โกรธแล้ว…”
หลัวอี๋หนิงเอนตัวออกเล็กน้อย ก่อนมองเขาด้วย
สายตางงงวย เมื่อครู่ยังเกรี้ยวกราดถึงขั้นนั้น จะ
กล่าวว่าไม่โกรธก็ไม่โกรธแล้วหรือ
ก็ถูก หากยังโกรธ เมื่อครู่ที่นางจุมพิตเขา เขาคง
จะผลักไสนางแล้ว
“เมื่อคืนท่าน…” โกรธจนถึงขั้นนั้น ฟั้าถล่มพสุธา
สะเทือน สภาพห้องดูน่าอนาถ
หลัวเซิ่นหย่วนยอมรับว่าเขามีความสุขกับคำพูดที่
นางตะโกนออกมาในยามที่ถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด
หลัวเซิ่นหย่วนสูดลมหายใจลึก “ข้าขาดสติเกินไป
ด้วยความสัตย์จริง ยามนี้ข้าก็ยังรู้สึกหึงหวงยิ่ง
นัก” เขาลูบผมของนางเบาๆ ท่าทีคล้ายลังเล
เล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงแน่วแน่มั่นคง “แต่คนที่เจ้า
ชอบคือข้า”
มิเช่นนั้นด้วยอุปนิสัยของนาง หากถูกบีบคั้นถึง
ขั้นนี้คงเตลิดหนีไปไกลแล้ว จะยังมาหาเขาและ
แสดงท่าทีดื้อรั้น สร้างความเจ็บปวดให้แก่กัน
และกันได้อีกอย่างไร นางกล่าวว่าชาตินี้จะ
เกาะติดเขาไปชั่วชีวิต…
เกาะเกี่ยวยิ่งแน่นยิ่งดี จงเกาะติดไปเช่นนี้ ทางที่ดี
ก็จงเติบโตไปบนร่างกายของเขา
ความกังวลร้อนรนถูกทำให้สงบลงอย่างน่าพิศวง
กระทั่งความอิจฉาริษยาก็ยังเบาบางลงมาก
“…เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าจะเกาะติดข้าไปชั่วชีวิต”
เขาก้มหน้าถามนาง สีหน้าสงบลงมาก ทั้งยังฉาย
แววสัพยอก “จริงหรือ”
หลัวอี๋หนิงรู้ว่าตนตะโกนอะไรออกไป แต่หากยาม
นี้จะให้พูดออกมาย่อมไม่มีทาง ที่สำคัญนางยัง
รู้สึกว่าเขากำลังย่ามใจ หลัวอี๋หนิงพลิกร่างลุกขึ้น
จากตัวเขา นางคิดอยากตอบโต้เขาสักประโยค
“ข้าจำไม่ได้แล้ว”
หลัวเซิ่นหย่วนดึงนางกลับมาด้วยมือเดียว ร่าง
นางถลาซบลงบนร่างเขา จากนั้นเขาก็ใช้ริมฝีปาก
ของตนเองปิดปากของนางทันที ทักษะการจุมพิต
ของเขาเยี่ยมยอดกว่าหลัวอี๋หนิงมาก ทว่าทักษะนี้
เขาฝึกฝนมาอย่างไรก็ให้เป็นเรื่องของเขาเถิด เอา
เป็นว่าคล่องแคล่วลื่นละมุน ร่างของหลัวอี๋หนิง
อ่อนยวบ ราวกับอารมณ์ที่ข่มกลั้นทั้งหมดได้
ระเบิดออก ร่างของทั้งสองคนโอบรัดเกี่ยว
กระหวัด ห้องหนังสือของเขาไม่มีตี้หลงสร้าง
ความอบอุ่น ทันทีที่เสื้อผ้าของอี๋หนิงคลายออก
นางจึงซุกตัวเข้าหาพื้นที่อบอุ่นโดยสัญชาตญาณ
ทันที นางมุดกายเข้าไปในร่างเขา
หลัวเซิ่นหย่วนสูดหายใจเข้าลึก เขาถูกนาง
ยั่วยวนจนจุดไท่หยาง[2]เต้นตุบๆ เขาดึงนางลงมา
เล็กน้อย ก่อนจะบีบช่วงต้นขานาง
เขาหยุดนิ่งไปชั่วครู่เพื่อสั่งการกับคนด้านนอก
“ไปรายงานท่านพ่อ กล่าวว่าช่วงสายๆ ข้าจึงจะ
ไปพบ”
บ่าวรับใช้ที่อยู่นอกม่านรับคำ หัวหน้าบ่าวไพร่ที่
พอรู้งานรีบสั่งให้ทุกคนถอยออกไปยืนรอด้าน
นอก เหลือพื้นที่เงียบสงบให้พวกเขาสองคน
เวลาสองเค่อผ่านไป นางยังคงเกาะเกี่ยวเขาแน่น
เขาหอบหายใจคำโตเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนรั้งนาง
ไว้ในอ้อมกอดและใช้ผ้านวมห่อนางอย่างแน่น
หนาปั้องกันลมหนาว
หลัวอี๋หนิงยังจำเรื่องที่พวกเขาทะเลาะกันเมื่อครู่
ได้ นางเอ่ยถาม “ท่านไม่ถือสาแล้วจริงๆ หรือ ปี
นั้นที่ข้าทำดีต่อท่าน…”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังแล้วก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะ
กล่าว “เจ้าคิดว่าข้าใส่ใจเรื่องนี้หรือ” เขาเอ่ยเนิบ
ช้า “ข้าสามารถบอกเจ้าได้ว่า ต่อให้เจ้าคิดหลอก
ใช้หาผลประโยชน์จากข้าไปชั่วชีวิตก็ไม่เป็นไร อัน
ที่จริงข้าไม่ได้ใส่ใจ เพียง…เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถ
หาผลประโยชน์จากข้าได้ก็พอ” เขารู้สึกว่าตน
ช่างน่าสมเพชนัก เพียงมีนางอยู่ข้างกายก็ไม่
สำคัญว่านางจะคิดหาผลประโยชน์จากเขา
อย่างไร
หลัวอี๋หนิงกอดเขาแน่น ซบร่างบนตัวเขา นางรู้ดี
ว่าเขามักรู้สึกว่าตนต้อยต่ำมาโดยตลอด ระหว่าง
พวกเขาสองคน อันที่จริงกลับเป็นเขาที่รู้สึกต่ำ
ต้อย หวาดกลัวว่านางจะจากไป เพราะตั้งแต่เล็ก
จนเติบใหญ่ไม่มีผู้ใดที่ปฏิบัติต่อเขาด้วยความ
จริงใจ ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้สึกทั้งเสียใจและ
เจ็บปวด เคราะห์ดีที่นางสามารถหาเขาพบ หาก
หลัวเซิ่นหย่วนต้องจมอยู่กับความคิดที่คล้ายมี
คล้ายไม่มีเพียงลำพัง เขาต้องทุกข์ทรมานกว่านาง
เป็นร้อยเท่าเป็นแน่
เพราะเป็นเขาที่มักพะวงกับการสูญเสียและได้รับ
ไร้หนทางล่าถอย
หลัวเซิ่นหย่วนอุ้มนางขึ้นนั่ง เขาสวมกางเกงด้าน
ใน ท่อนขายาวพาดอยู่บนขอบเตียง เขามองของ
ว่างที่นางถือเข้ามา นิ้วก็ลูบไล้ไปบนเส้นผมของ
นาง “อี๋หนิง เจ้าจำขนมแผ่นเมฆได้หรือไม่”
หลัวอี๋หนิงไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
“ครานั้นที่ข้าเอาขนมไปให้ท่านย่า ทว่าท่านย่าให้
ข้าเอากลับไป แต่เจ้ากลับกล่าวขึ้นว่าอยากกิน”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง “อันที่จริงตอนนั้นข้าอยู่
ด้านนอกและได้ยินที่เจ้ากล่าวทั้งหมด ท่านย่าไม่
ชอบใจที่เจ้าเก็บขนมไว้…เจ้าฝืนกินไปเป็นจำนวน
มากจนสุดท้ายก็กินไม่ลง”
ในขณะที่กล่าว เขาก็หยิบขนมแผ่นเมฆมาวางตรง
ริมฝีปากนาง “ยามนี้อยากลองชิมหรือไม่”
หลัวอี๋หนิงเพิ่งคิดออกว่าเขากำลังกล่าวถึงเรื่องใด
ยามนั้นนางเพียงข่มใจปล่อยวางไม่ได้ อี๋หนิงอ้า
ปากงับขนมแผ่นเมฆเข้าไป หลัวเซิ่นหย่วนถาม
นาง “อร่อยหรือไม่”
อี๋หนิงยังไม่ทันตอบ เขาก็ก้มศีรษะลงมาจุมพิต
นางอีกครั้ง รสชาติหอมหวานเลิศล้ำ ทั้งสองคน
พลันเกิดอารมณ์เสน่หาขึ้นอีกครั้ง เขาจับนางไว้
แน่น ครั้งที่สองนี้เขาราวกับต้องการนางอย่างบ้า
คลั่ง หลัวอี๋หนิงครางเสียงต่ำ เขาบีบเอวอ่อนนุ่ม
ของนาง เค้นคลึงดุจอยากจะให้นางหายเข้าไปใน
กระดูกในเลือดของเขา หลัวอี๋หนิงสัมผัสได้ถึง
ความยาวนานถี่กระชั้นและความเจ็บปวดของ
ครั้งที่สองที่เนิ่นนานไร้สิ้นสุด นางอดร้องขอ
วิงวอนไม่ได้ ทว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อย
นาง
เกี่ยวกระหวัดไปเช่นนี้ ดั่งที่นางเคยกล่าวจะเกาะ
เกี่ยวเขาไปชั่วชีวิต! ในเมื่อพูดแล้วก็ต้องรักษา
สัญญา นางต้องพึงระลึกไว้ตลอดไป!
ความคิดของหลัวเซิ่นหย่วนดูโหดร้ายไปบ้าง
ไม่ว่าอย่างไร ชั่วชีวิตนี้หากนางไม่ตามเกาะเกี่ยว
เขา เขาก็จะกักขังนาง!
สุดท้ายกว่าทั้งสองคนจะเดินทางมาถึงห้องหลักก็
เป็นยามเที่ยงแล้ว
เมื่อคืนหลินไห่หรูได้ยินว่าพวกเขาทั้งสองคนเกิด
เรื่องวิวาทกัน แต่มาเที่ยงวันนี้นางกลับเห็นอี๋หนิง
เดินด้วยฝีเท้าซวนเซ ทั้งยังต้องให้หลัวเซิ่นหย่วน
คอยประคอง คิ้วจึงอดเลิกขึ้นไม่ได้ หึ พวกหนุ่ม
สาว!
หลังจากหลัวเซิ่นหย่วนส่งนางมาถึงเรือนของหลิน
ไห่หรูก็ต้องไปหารือกับหลัวเฉิงจาง ดังนั้นเขาจึง
กล่าวอำลาหลินไห่หรูและขอตัวไปก่อน เขาสั่ง
กำชับหลัวอี๋หนิง “…เจ้าอย่าได้เดินเพ่นพ่าน รอ
อยู่ที่เรือนของท่านแม่ คืนนี้ข้าจะมารับ” หลัวอี๋ห
นิงรับคำ ก่อนจะส่งเขาจากไป
หลินไห่หรูดึงอี๋หนิงไว้ ท่าทางคล้ายยังลังเล “เจ้า
ต้องเกลี้ยกล่อมให้เขารู้จักอดกลั้นเสียบ้าง ท่าทาง
เจ้าอ่อนเพลียถึงเพียงนี้…เขาอาศัยว่ามีสถานะ
เป็นพี่ชายสามของเจ้า เมื่อกล่าวสิ่งใดเจ้าก็ต้อง
ทำตาม ตัวเจ้าเองก็เป็นคนไร้ซึ่งความคิดเห็นใดๆ
แต่เล็กก็กระทำตามที่เขาสั่งมาโดยตลอด”
หลัวอี๋หนิงฟังนางพูดจนเขินอาย “…ท่านอย่าได้
พูดอีกเลย ข้ารู้แล้ว”
“รู้อะไรกัน เขาโตกว่าเจ้าตั้งเท่าไร ควรจะรู้ถึง
หลักการนี้” หลินไห่หรูคิดเกลี้ยกล่อม แต่ก็ไม่
กล้าเอ่ยปากกับหลัวเซิ่นหย่วน ทว่าในใจก็รู้สึก
กังวล นางรำพึงอย่างเห็นใจอีกครั้ง “ช่างเถิด ข้า
เองก็ไม่กล้าโต้แย้งความคิดเห็นของเขา เรื่อง
บัญชีที่นาที่ดินอะไรข้าล้วนทำเรียบร้อย แต่ทุก
เดือนเขาก็ยังต้องตรวจสอบอีกครั้ง นี่มิใช่ว่าเขา
ไม่เชื่อในความสามารถของข้าหรือ!”
หลัวอี๋หนิงได้ยินก็หัวเราะ “เรื่องนี้นับเป็นเรื่อง
ใหญ่อันใดกัน หากท่านรู้สึกว่าการทำบัญชีเป็น
เรื่องยุ่งยาก ต่อไปก็เอามาให้ข้าตรวจสอบก็ได้
แล้ว เขาเองย่อมไม่กล้าทำให้ข้าลำบาก”
หลัวอี๋หนิงรู้สึกโล่งอก เขาคงไม่คิดถือสาแล้ว
กระมัง อันที่จริงสิ่งที่เขาถือสาไม่ใช่ลู่เจียเสวีย แต่
เป็นการแสดงออกของนาง
แต่ไรมาเขาก็ไม่เคยไม่ต้องการนาง กระทั่งในยาม
ที่โมโหมากที่สุดก็ยังไม่เคยคิด
เหตุการณ์รัญจวนในห้องหนังสือทำให้หัวใจของ
นางรู้สึกสงบอย่างไม่อาจพรรณนา
หลัวเซิ่นหย่วนไปที่ห้องหนังสือของหลัวเฉิงจาง
ในนั้นหลัวหวยหย่วนและหลัวซานหย่วนจากบ้าน
หลักก็อยู่ด้วย เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเข้าไปก็ไม่ได้ให้
พวกเขาทั้งสองคนนั่งลงทันที ส่วนตัวเขากลับนั่ง
ลงจิบชา
ใบหน้าของทั้งสองคนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นซีดขาว
พวกเขาไม่รู้ว่าไปล่วงเกินอะไรหลัวเซิ่นหย่วนเข้า
ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าแสดงอารมณ์ขุ่นเคือง
สัพยอก หรือเล่นกลอุบายอะไรต่อหน้าหลัวเซิ่น
หย่วน
รออยู่นานกระทั่งหลัวหวยหย่วนทนไม่ไหว เขา
ก้าวเข้าไปประสานมือแล้วเอ่ยถาม “น้อง…”
หลัวเซิ่นหย่วนปราดตามองเขาทันที
หัวใจหลัวหวยหย่วนกระตุก รีบแก้คำในบัดดล
“ท่านเก๋อเหล่า น้องรองศึกษางานมาห้าปีแล้ว ปี
นี้เขากำลังจะถูกส่งไปเป็นนายอำเภอที่ซานยิน
เพียงแต่ซานยิน…สถานที่แห่งนั้นเป็นปากทางเข้า
เมืองเยี่ยนเหมินที่บัดนี้ยังไม่ได้รับการฟืนฟู เกรง
ว่าหากน้องรองต้องไปรับตำแหน่งนายอำเภอที่
ซานยิน ต่อให้เวลาผ่านไปอีกสิบปีก็คงยากจะมี
โอกาสได้เชิดหน้าชูตา”
“ช่วงศึกษางานเขาไม่ได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่อันใด
ทั้งยังไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้สอบผ่านขั้นรอง ย่อม
เป็นเรื่องยากที่จะหาตำแหน่งขุนนางดีๆ ”
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หลัวหวยหย่วนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงชนเข้ากับ
กำแพง[3] เดิมทีท่านพ่อตกลงกับเขาไว้เรียบร้อย
แล้ว แต่กระนั้นเขาเองก็ไม่กล้าถามให้มากความ
พอเห็นหลัวเซิ่นหย่วนเรียกผู้ใต้บัญชาเข้ามา เขา
จึงพาน้องชายเดินออกไป
หลัวซานหย่วนแสดงสีหน้าร้อนรน “พี่ใหญ่ หาก
ข้าต้องไปที่ซานยินจริง…”
หลัวหวยหย่วนส่ายศีรษะเป็นเชิงให้เขาเงียบปาก
เขาควักตั๋วเงินสามสิบตำลึงออกมาจากแขนเสื้อ
ก่อนเดินไปหยุดเบื้องหน้าหลินหย่งที่กำลัง
อารักขาอยู่ด้านนอก เขาส่งตั๋วเงินให้แก่หลินหย่ง
ด้วยรอยยิ้ม “หัวหน้าหลิน…”
หลินหย่งดันตั๋วเงินออก เขายิ้มอย่างมีเลศนัย
“คุณชายใหญ่ ข้าน้อยมิอาจรับเงินของท่านได้
แต่ท่านควรตรึกตรองให้ถี่ถ้วน—ว่าไปล่วงเกินใต้
เท้าตรงจุดใด ใต้เท้าให้ความสำคัญกับสิ่งใดมาก
ที่สุด คุณชายใหญ่เป็นคนฉลาดหลักแหลม
บรรดาสะใภ้ในจวนนี้ท่านใดที่สำคัญมากที่สุด
ข้าน้อยจะไม่กล่าวให้มากความแล้ว”
ครั้นหลัวซานหย่วนเห็นหลินหย่งไม่ยอมรับตั๋วเงิน
สีหน้าก็ยิ่งตึงเครียด รอจนพี่ใหญ่เดินเข้ามา เขา
จึงเอ่ยถาม “แท้จริงแล้วพวกเราไปล่วงเกินเขา
ตรงจุดใด”
“เจ้าว่าเพราะเรื่องใดเล่า” หลัวหวยหย่วน
ปะติดปะต่อท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน
ของหลัวเซิ่นหย่วน เมื่อครุ่นคิดถึงถ้อยคำที่หลิน
หย่งกล่าวก็กดเสียงต่ำ “เจ้ากลับไปถามภรรยา
คนนั้นของเจ้าเถิด! เจ้าไม่ได้ยินที่หลินหย่งเอ่ยถึง
บรรดาสะใภ้หรือ”
หลัวซานหย่วนพลันนึกถึงหลายวันมานี้ที่นางโจ
วเล็กกระซิบนินทาเรื่องราวเหล่านั้นของหลัวอี๋ห
นิงให้เขาฟังไม่หยุด ทั้งนินทาว่าเป็นรองเท้าที่ผุพัง
หรือกระทั่งสตรีสองสามี เขาเพียงฟังเป็นเรื่อง
สนุกไปเท่านั้น นี่มิใช่…มิใช่ว่าล่วงรู้ไปถึงหูของ
หลัวเซิ่นหย่วนแล้วหรือ เมื่อเขาคิดถึงตรงนี้ก็ตื่น
ตระหนก หากนี่คือสาเหตุที่ทำให้เขาล่วงเกิน
หลัวเซิ่นหย่วน หนทางขุนนางในภายภาคหน้า
ของเขาจะไม่ถึงคราดับสิ้นแล้วหรือ!
สตรีเป็นสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจ ทั้งยังชอบนินทาไปทั่ว
เมื่อหลัวซานหย่วนคิดถึงว่าตนต้องไปทุกข์ทรมาน
ที่ซานยินสิบปี ทั้งร่างก็ราวกับถูกสุมด้วยเพลิง
โทสะ เขาก้าวอาดๆ กลับไปที่เรือน
นางโจวเล็กเพิ่งกลับมาจากเรือนของแม่สามี นาง
ไปนวดมือเท้าให้แม่สามีอยู่นานค่อนวัน แม่สามีมี
ใจเอนเอียงต่อบุตรสาว แต่กับบรรดาเหล่าสะใภ้
กลับกดขี่เรียกใช้เต็มกำลัง ครานี้นางลอบหนี
ออกมา คร้านจะอยู่ปรนนิบัติอีกฝั่ายแล้ว
เมื่อนางเห็นสามีกลับมาโดยไม่คาดคิด ในใจก็
บังเกิดความปีติยินดี หลายวันมานี้หลัวซานหย่วน
พักอยู่กับนางที่นี่มาโดยตลอด นางจึงอาศัย
โอกาสนี้กำราบอี๋เหนียงที่เพิ่งถูกแต่งตั้งสองคน
นั้นจนไร้หนทางกำเริบเสิบสาน เมื่อคืนยังเป็น
ราตรีอันแสนอบอุ่น นางจึงกำลังย่ามใจ นางโจว
เล็กปราดเข้าไปต้อนรับ “คุณชายรอง ท่าน
กลับมาแล้วหรือ! เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องที่ซานยิน
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวว่าอย่างไร”
เมื่อหลัวซานหย่วนเห็นหน้านาง ทั้งยังได้ยินนาง
เอ่ยถึงเรื่องซานยิน โทสะก็พลันพลุ่งพล่าน เขา
เงื้อมือตบลงไปทันที นางโจวไม่ทันยืนให้มั่นคงจึง
ถูกเขาตบจนเซถอยหลังไปหลายก้าว นางส่งเสียง
ร้องออกมาพลางกุมใบหน้า ผ่านไปนานค่อนวันก็
ยังไม่กระจ่างถึงสาเหตุ วันส่งท้ายปีเก่า เขาคิดจะ
ตบก็ตบคนได้หรือ!
มือนางสั่นเทาอยู่นาน น้ำเสียงที่ตะโกนออกมาสั่น
เครืออย่างเหลือจะเชื่อ “นายท่าน…”
หลัวซานหย่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “หุบ
ปาก! อีกครู่เจ้าจงนำสิ่งของไปขอขมานายหญิง
สามเสีย เข้าใจหรือไม่! กล่าววาจาพล่อยๆ นาง
สารเลว เจ้ากำลังทำให้ข้าต้องตาย!”
นางโจวเล็กร้องไห้จนเครื่องประทินโฉมเปรอะ
เปือนไปทั่ว “นายท่าน ข้าทำอะไรผิดหรือ…”
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกรึ! เจ้ากล่าววาจาเหลวไหล
เกี่ยวกับหลัวอี๋หนิงใช่หรือไม่ นางเป็นคนที่เจ้า
สามารถเอ่ยถึงได้หรือ ไม่รู้จักฟั้าสูงแผ่นดินต่ำ”
หลัวซานหย่วนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขา
เรียกหมัวมัวให้เข้ามาช่วยนางโจวเล็กเลือก
ของขวัญเพื่อเอาไปขอขมาหลัวอี๋หนิง
——————–
1. กวาน คือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัย
โบราณใช้สวมครอบบนศีรษะเพื่อเป็นเครื่อง
บอกระดับยศ
2. จุดไท่หยาง คือจุดช่วงบริเวณปลายหาง
ตาหรือแถวขมับ
3. ชนเข้ากับกำแพง หมายถึงเจออุปสรรค