พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 2
ทันที ที่เสวี่ยจือออกไป บรรดาสาวใช้ในห้องก็พา
กันกรูเข้ามา แย่งกันไถ่ถามว่านางอยากกินสิ่งใด
ไม่นานบนโต๊ะเล็กก็มีอาหารหน้าตาน่ากินจัดวาง
อยู่เต็ม ล้วนเป็นสิ่งที่เสี่ยวอี๋หนิงชอบกินในยาม
ปกติ
นกกระทาย่างหนังกรอบสีเหลืองทอง ลูกชิ้นตุ๋น
นํ้าแดงข้นฉํ่า ก้อนข้าวเหนียวไส้ถั่วแดงโรยด้วย
ผงนํ้าตาล นอกจากนี้ยังมีเนื้อวัวเส้นผัดงาหอมฉุย
เมื่อหลัวอี๋หนิงเห็นอาหารที่วางเต็มโต๊ะก็ไม่รู้สึก
แปลกใจว่าเหตุใดแขนขาของเด็กสาวผู้นี้ถึงได้
กลมอวบอ้วน หากยังถูกเลี้ยงดูต่อไปเช่นนี้ การ
ขุนคนคนหนึ่งให้อ้วนก็คงเป็นเรื่องไม่นานเกินรอ
ยามนี้เองม่านตรงประตูถูกเปิดออก สาวใช้ที่เฝั้า
อยู่ตรงประตูขานชื่อสวีมามาด้วยความนอบน้อม
สวีมามาซึ่งอยู่ปรนนิบัติข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ถือว่ามีอำนาจเหลือล้นในจวน
สวีมามาเดินเข้ามา เมื่อเห็นหลัวอี๋หนิงกำลังกิน
อาหารก็เรียกเหล่าสาวใช้มาสั่งสอนยกหนึ่ง
หลังจากวุ่นวายสักพัก อาหารหลายอย่างที่อยู่
เบื้องหน้าหลัวอี๋หนิงก็ถูกเปลี่ยนเป็นโจ๊กไก่
แตงกวาเนื้อนุ่มรสชาติคล่องคอและผักดองสอง
จาน
สวีมามานั่งอยู่ข้างกายหลัวอี๋หนิง ใช้นํ้าเสียง
อ่อนโยนเกลี้ยกล่อมนาง“อาการปั่วยของเจี่ย
เอ๋อร์เพิ่งจะดีขึ้น อาหารมันเยิ้มเหล่านั้นย่อยยาก
มากินโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” สวีมามาปั้อนโจ๊ก
ไก่ให้นางจนพร่องไปกว่าครึ่งทั้งยังปั้อนนํ้าสาลี่ตุ๋น
ให้อีกครึ่งถ้วย
หลัวอี๋หนิงอิ่มจนเรอถึงได้เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง
“สวีมามา ข้าอิ่มแล้ว”
ครั้นสวีมามาได้ยินเสียงแหบแห้งของนางก็อด
ปวดใจไม่ได้ “คุณหนูเจ็ดร่างกายท่านลํ้าค่านัก
คราหน้าอย่าได้ซุกซนเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ ยังไม่
ต้องเอ่ยถึงว่าฮูหยินผู้เฒ่าปวดใจเพียงใด แม้แต่
คุณหนูใหญ่ที่อยู่ในเมืองหลวงแดนไกลก็ยังร้อน
รนยิ่ง หากมิใช่เพราะกำลังอุ้มครรภ์หลานของ
ท่าน นางย่อมต้องกลับมาหาท่านแน่นอน”
ทันใดนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไป นางกล่าวขึ้นว่า
“คุณชายสามพาท่านออกไปเที่ยวเล่นถึงได้เกิด
เรื่องร้ายครั้งใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่าลงโทษให้เขา
คุกเข่าที่ศาลบรรพชนครึ่งเดือนแล้ว หากไม่ใช่
เพราะนายท่านห้ามปรามไว้ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องสั่ง
โบยคุณชายสามอีกสักชุดแน่เจ้าค่ะ!”
เสี่ยวอี๋หนิงอยู่ในตระกูลหลัว ได้รับความรักความ
เอ็นดูจากทั้งฮูหยินผู้เฒ่าหลัวผู้เป็นนายและบ่าว
หญิงชรา แม้นางจะมีความขัดแย้งกับผู้อื่นแต่ใจ
ของฮูหยินผู้เฒ่ากลับลำเอียงไปกว่าหนึ่งหมื่นแปด
พันลี้ ผู้ใดผิดฮูหยินผู้เฒ่าไม่สน แต่หลานสาวสาย
ตรงผู้น่ารักย่อมไม่มีทางผิดแน่นอนถึงจะผิดก็เป็น
เพราะถูกผู้อื่นชักจูง ไม่ว่าอย่างไรหลานสาวผู้
น่ารักก็ถูกเสมอ
แม้ภายหน้าหลัวเซิ่นหย่วนจะเป็นถึงท่านราช
เลขาธิการขุนนางขั้นหนึ่งของราชสำนัก ซึ่งยาม
ลงมือนั้นเขาลงมืออย่างโหดเหี้ยมและเด็ดขาด
ทว่าบัดนี้เขาเป็นเพียงบุตรชายของอนุตํ่าต้อยคน
หนึ่ง ทั้งยังไม่มีคนคอยปกปั้องดูแล เมื่อเทียบกับ
น้องสาวสายตรงผู้สูงศักดิ์จึงไร้โอกาสโต้แย้งแม้สัก
ประโยค
หากจะกล่าว หลัวอี๋หนิงก็รู้สึกว่าหลัวเซิ่นหย่วน
น่าสงสารยิ่ง เมื่อเห็นนางตกนํ้า เขาก็กระโดดลง
ไปช่วยโดยไม่ลังเลสักนิด ยามเขาพานางกลับมา
ทั้งสองเนื้อตัวเปียกโชก ไข้ขึ้นสูง เสี่ยวอี๋หนิงถูก
อุ้มไปทำการรักษา ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับถูกสั่ง
ให้ไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนทันที ฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ไม่ฟังคำอธิบายของเขาเลยสักนิด
สวีมามาพูดจบก็ไม่กล่าวถึงหลัวเซิ่นหย่วนอีก
กล่อมให้นางพักผ่อนด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน
ทว่าหลังจากหลัวอี๋หนิงล้มตัวลงนอนก็ครุ่นคิดถึง
เรื่องที่นางตกนํ้า
เรื่องตกนํ้านี้ ในสิบส่วนต้องมีเจ็ดแปดส่วนที่มี
เบื้องลึกเบื้องหลัง
หลัวอี๋หนิงอดคาดเดาไม่ได้ ด้วยอุปนิสัยที่สร้าง
ศัตรูไปทั่วของเสี่ยวอี๋หนิงไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจมี
เบื้องหลังซ่อนอยู่
เมื่อล้มตัวลงนอน นางก็หลับไปอีกครั้ง เมื่อตื่นขึ้น
ก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกำลังนั่งเฝั้าดูแลนางอยู่ข้าง
เตียง หลายวันมานี้ฮูหยินผู้เฒ่ากังวลเรื่องของ
หลานสาว อารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง บัดนี้ฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวอายุกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว สวมชุดคลุมตัวยาว
ทับด้วยเสื้อกั๊ก ปักลวดลายงดงามคาดแถบผ้า
ประดับหยกบริเวณหน้าผาก ผมมวยเกล้า
เรียบร้อย แววตาทอประกายอ่อนล้า
เมื่อเห็นหลานสาวตื่นแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็ให้
สาวใช้เอาผ้าชุบนํ้าร้อนที่บิดอย่างดีมา ก่อนจะลง
มือเช็ดใบหน้าให้นางด้วยตนเอง ทั้งยังไถ่ถามว่า
ยังเจ็บคอหรือไม่ กระหายนํ้าหรือไม่
อี๋หนิงส่ายศีรษะ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองนาง
จากนั้นขอบตาก็พลันแดงเรื่อ “เหมยเหมย ตั้งแต่
พี่หญิงใหญ่ของเจ้าแต่งงานออกไป เจ้าก็มาอาศัย
อยู่กับย่า ย่ามักตามใจเจ้าเสมอ อยากได้สิ่งใดก็
ให้สิ่งนั้น ย่าอายุมากแล้ว เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยมี
ยามปกติดูแลเจ้าไม่รอบคอบ คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะ
ก่อเรื่องวุ่นวายเยี่ยงนี้…”
อี๋หนิงมองหญิงชราที่ผมบนศีรษะหงอกขาว
ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ในใจนางก็รู้สึก
ซาบซึ้งพร้อมกับเอ่ยเสียงเบา “ท่านย่า เป็นข้าที่
ไม่ดีเองเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงเองก็ไม่มีมารดา เติบโตขึ้นมาอย่าง
ยากลำบาก ส่วนเสี่ยวอี๋หนิงยังถือว่าโชคดีมาก
อย่างน้อยก็ยังมีท่านย่าและพี่หญิงใหญ่คอยดูแล
“เจ้ารู้ว่าตนทำสิ่งใดผิดแล้วหรือ”
อี๋หนิงเอ่ยคำตำหนิเด็กหญิงตัวน้อย “ซุกซน ดื้อ
รั้น ทำให้ท่านย่ากับพี่หญิงใหญ่เสียใจเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นมือออกไปดึงหลานสาวตัวน้อยเข้า
สู่อ้อมกอด เมื่อเห็นนางเข้าใจคำพูดของตนก็ยิ้ม
พลางเอ่ย “ย่ากำลังปกปั้องเจ้า รักและเอ็นดูเจ้า
เอาเถิด เหมยเหมย อย่าได้เสียใจอีกเลย รีบมา
ดื่มยาเร็วเข้า”
ตั้งแต่เสี่ยวอี๋หนิงสูญเสียมารดา หลังจากพี่หญิง
ใหญ่ออกเรือนไปก็มาอาศัยติดตามอยู่ข้างกายฮู
หยินผู้เฒ่าหลัว ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรักเอ็นดูนางดุจ
แก้วตาดวงใจ หลานสาวคนอื่นล้วนมิอาจเทียบ
เรื่องครานี้ฮูหยินผู้เฒ่าคิดว่าหลานสาวได้รับ
บทเรียนแล้ว สีหน้าแววตาจึงผ่อนคลายลงไม่น้อย
อี๋หนิงเพิ่งจะดื่มยาไปได้สองคำก็มีคนเดินเข้า
ประตูมา
ทว่าทันทีที่ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นคนผู้นั้น สีหน้าก็หม่น
ลง
ผู้ที่เข้ามาคือแม่เลี้ยงของเสี่ยวอี๋หนิง หลินไห่หรู
นางแต่งเข้าตระกูลมาเกือบห้าปีแล้ว สวมเสื้อ
คลุมปักลายสีแดง บนศีรษะปักปินทอง ดูเลิศหรู
งดงาม ทันทีที่ก้าวผ่านประตูก็เรียกเหล่าสาวใช้ให้
ยกเครื่องบำรุงสุขภาพเข้ามาวางกองไว้จนเต็ม
โต๊ะ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวตำหนินางเสียงเคร่ง “นี่เจ้ากำลัง
ทำอันใด”
หลินไห่หรูคารวะฮูหยินผู้เฒ่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ข้า
เอาของบำรุงบางส่วนมาให้เจี่ยเอ๋อร์ ให้นางใช้
ฟืนฟูบำรุงร่างกายเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพลันชะงัก คล้ายอยากเอ่ยสิ่งใดแต่ก็
ไม่ได้เอ่ยออกมาเพียงชี้ไปที่เก้าอี้ด้านข้างให้นาง
นั่งลง
ทว่าหลินไห่หรูกลับล้วงกำไลข้อมือออกมาจากใน
อกเสื้อ จับมืออี๋หนิงขึ้นแล้วสวมเข้าไป “เหมยเจี่ย
เอ๋อร์ แม่ได้ยินผู้คนกล่าวกันว่าพวกเงินทอง
ของลํ้าค่าสามารถทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ เจ้า
สวมกำไลทองวงนี้ไว้ บางทีอาจจะทำให้เจ้าหาย
เร็วขึ้น”
อี๋หนิงมองกำไลทองขนาดใหญ่ก็รู้สึกเหมือน
ข้อมือหนักยิ่งขึ้น
หลินไห่หรู แม่เลี้ยงคนนี้ช่างเยี่ยมยอดเสียจริง
ตระกูลนางรํ่ารวยมหาศาล ทว่าจนปัญญาที่
รูปลักษณ์ไม่โดดเด่น อายุยี่สิบปีแล้วก็ยังไม่ได้
ออกเรือน นางจึงมารับตำแหน่งภรรยาเอกคน
ใหม่ของบิดาหลัวอี๋หนิง แต่งเข้ามาห้าปีแล้วก็ยัง
ไม่มีบุตรชายหญิงสักคน แม้ไปร้องขอยามากินก็
ไม่ได้ผลบิดาของหลัวอี๋หนิงเองก็ไม่ได้ชอบพอนาง
เท่าใดนัก นับวันชีวิตนางก็ยิ่งน่าเบื่อจึงมักมาหาฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวเป็นประจำ รักใคร่เอ็นดูเสี่ยวอี๋ห
นิงดุจบุตรสาวที่ตนให้กำเนิด
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมักรู้สึกว่านางเถรตรงเกินไปจึง
ไม่ค่อยชอบนางนักแต่เมื่อเห็นว่านางจริงใจต่อ
หลัวอี๋หนิงจึงไม่ได้รู้สึกรังเกียจสักเท่าใด
อี๋หนิงเขย่ากำไล ก่อนกล่าวด้วยนํ้าเสียงหัวเราะ
ไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
หลินไห่หรูโบกมือ “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของนอก
กาย ไม่นับว่ามีค่าอันใดระหว่างเจ็บปั่วย หากเจี่ย
เอ๋อร์มีสิ่งใดที่อยากกินก็รีบมาบอกแม่…”
เพิ่งกล่าวถึงตรงนี้ก็มีสาวใช้เข้ามารายงาน กล่าว
ว่าเฉียวอี๋เหนียงพาคุณหนูหกมาเยี่ยมอี๋หนิง
ครานี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกับหลินไห่หรูต่างมีสีหน้า
ไม่สู้ดีนัก
อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเพียงร่างในอาภรณ์ปัก
ลายเถาไม้สีเขียวอ่อนกระโปรงปักลายสีขาวดุจ
หิมะ อีกฝั่ายเยื้องย่างเข้ามาอย่างสง่างาม รูปโฉม
งดงามตราตรึงใจ ด้านหลังติดตามด้วยสาวน้อยที่
มีรูปลักษณ์คล้ายนางราวเจ็ดแปดส่วน ดูบอบบาง
อ่อนโยน นับเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง
พี่หญิงหกของเสี่ยวอี๋หนิงผู้นี้มีนามสมตัว ชื่อว่า
หลัวอี๋เหลียน[1]
ส่วนเฉียวอี๋เหนียงก็คืออนุรักของบิดาหลัวอี๋หนิง
ยามปกติเป็นที่โปรดปรานยิ่ง
เฉียวอี๋เหนียงยอบกายคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ก่อนจะมองไปทางหลินไห่หรูแล้วเอ่ย “เป็นฮู
หยินที่มาเยี่ยมคุณหนูเจ็ดเร็วกว่าก้าวหนึ่ง ข้ารอ
อยู่ด้านนอกเนิ่นนาน คาดไม่ถึงว่าท่านจะเข้ามา
ก่อนแล้ว”
อี๋หนิงยังไม่ทันพูดสิ่งใด หลินไห่หรูที่มีนิสัย
ตรงไปตรงมาก็พูดขึ้นด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “ข้าสั่ง
ให้เจ้ารอข้าหรือ”
เฉียวอี๋เหนียงทอดถอนใจเบา ๆ ตีหน้าเศร้า “ฮู
หยินกล่าวได้ถูกต้องจะรอหรือไม่ล้วนเป็นหน้าที่
ของอนุ อนุสำนึกผิดแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวปรายสายตาไม่เห็นด้วยไปทาง
หลินไห่หรูอีกครั้ง
แม้นางจะไม่ชอบหลินไห่หรู แต่ความไม่ชอบเฉียว
อี๋เหนียงนั้นมีมากกว่าเสียดายที่หลินไห่หรูเป็นคน
โผงผาง พูดจาตรงไปตรงมา ส่วนเฉียวอี๋เหนียง
ความคิดเฉลียวฉลาด หลายปีมานี้หลินไห่หรูถูก
เฉียวอี๋เหนียงข่มจนไม่อาจตั้งตัวได้
หลินไห่หรูกลับคิดว่าตนกำลังได้เปรียบ รีบสำทับ
อีกครั้ง “เดิมก็เป็นเจ้าผู้เป็นอนุ…”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรีบจับมือห้ามหลินไห่หรูไว้ กัน
ไม่ให้นางกระโจนเข้าสู่กับดักของผู้อื่น
หลินไห่หรูได้แต่เก้อเขิน ไม่พูดอะไรต่อ
เฉียวอี๋เหนียงกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้า
คะ ที่อนุมาครานี้นอกจากมาเพื่อเยี่ยมคุณหนูเจ็ด
แล้ว ยังอยากพูดถึงเรื่องของคุณชายสามด้วยเจ้า
ค่ะ” นางหยุดไปสักพัก “ได้ยินว่าคุณชายสาม
คุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพชนบัดนี้ไข้ขึ้นสูง อนุจึง
บังอาจร้องขอให้คุณชายสามได้ออกจากศาล
บรรพชนเพื่อรักษาอาการปั่วยก่อน จากนั้นค่อย
ให้กลับไปคุกเข่าต่อ หากไข้ขึ้นสูงเช่นนี้ต่อไป
เกรงว่าจะเกิดอันตรายถึงชีวิต…”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าอยากจะให้
เขาคุกเข่า การคุกเข่าจะทำให้ความคิดเขา
กระจ่างขึ้น”
หลังจากเฉียวอี๋เหนียงได้ฟังก็ยิ้มอย่างจนปัญญา
นางคำนับ “เป็นอนุที่พูดมากเกินไปเจ้าค่ะ”
หลินไห่หรูรอให้เฉียวอี๋เหนียงพาหลัวอี๋เหลียนจาก
ไป ก่อนจะกล่าวด้วยนํ้าเสียงที่พยายามระงับ
อารมณ์คุกรุ่น “วัน ๆ เอาแต่แสร้งวางท่าราวกับ
ลมพัดก็เอนล้ม ไม่รู้ว่าอยากจะแสดงให้ผู้ใดดู แต่
ท่านพี่กลับเอ็นดูนางนัก”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวถลึงตามองหลินไห่หรู “เจ้ากล่าว
คำพูดเหล่านี้ให้น้อยหน่อย”
ทว่าหลินไห่หรูกลับคว้ามืออี๋หนิงไว้ “อี๋หนิง เจ้า
ว่าใช่หรือไม่”
อี๋หนิงยังคงสับสนเล็กน้อย ขณะที่ยังไม่เข้าใจถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่าง ๆ แต่ต้องถูก
บังคับให้เข้าร่วมสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็คง
มึนงงไม่น้อยเช่นกัน
นางสงบสติอารมณ์ก่อนกล่าว “ท่านแม่ ท่าน
ปฏิบัติเช่นนี้กับเฉียว-อี๋เหนียง…หากท่านพ่อ
ทราบ เกรงว่าจะยิ่งสงสารนางแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรู้สึกว่ายามปกติหลานสาวของ
ตนโง่เขลาเทียบเท่ากับหลินไห่หรู คาดไม่ถึงว่า
วันนี้จะรู้ความขึ้นมาหลายส่วน นางถอนหายใจใส่
หลินไห่หรู “อี๋หนิงเป็นเพียงเด็กสาวยังเข้าใจ เหตุ
ใดเจ้าจึงยังไม่รู้เล่า”
หลินไห่หรูเอ่ยด้วยนํ้าเสียงราวกับไม่ได้รับความ
เป็นธรรม “ข้าไม่อาจทนมองท่าทางเช่นนั้นของ
นาง…”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไม่คาดหวังว่าหลินไห่หรูจะมี
ความคิดอ่านเช่นเดียวกับเฉียวอี๋เหนียง เมื่อมอง
ท้องฟั้าด้านนอกซึ่งมืดแล้วก็เรียกสาวใช้มาจุดโคม
ไฟก่อนจะบอกให้หลินไห่หรูอยู่กินอาหารคํ่า
แม้ชาติที่แล้วอี๋หนิงจะใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์เพียง
สิบเจ็ดปี ทว่านางอยู่ในปินอีกยี่สิบกว่าปี เห็นการ
ต่อสู้ของบรรดาสตรีในเรือนหลังมามากสายลม
บูรพาสยบลมประจิม ลมประจิมมีชัยเหนือลม
บูรพาล้วนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ในเมื่อพวก
นางเบื่อหน่าย วัน ๆ จึงได้แต่ปะทะฝีปากกันให้
พอปลอบประโลมจิตใจได้บ้าง
จากความทรงจำของเสี่ยวอี๋หนิง เฉียวอี๋เหนียงมี
ทั้งบุตรชายหญิงจิตใจแยบยล แม้แต่หลินไห่หรูซึ่ง
เป็นภรรยาเอกยังข่มนางไม่ลง ถูกนางกดทับไว้
แน่นหนา หลัวอี๋เหลียนบุตรสาวของเฉียวอี๋เหนียง
บอบบางน่าสงสารยิ่งทำให้ได้รับความโปรดปราน
จากบิดาของเสี่ยวอี๋หนิง เดิมนิสัยของเสี่ยวอี๋หนิง
ก็หยิ่งทะนง ไม่ชอบพวกนางสองแม่ลูก เพราะ
เหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแม่ลูกกับเสี่ยวอี๋ห
นิงจึงไม่ดีนัก
บัดนี้ยิ่งดีเข้าไปอีก เกรงว่าคนรอบกายเสี่ยวอี๋หนิง
ต่างพากันรังเกียจหลัวเซิ่นหย่วน ทว่าเฉียวอี๋
เหนียงกลับอยากช่วยว่าที่ท่านราชเลขาธิการผู้นี้
อี๋หนิงเองก็มีใจอยากร้องขอแทนหลัวเซิ่นหย่วน
เพียงแต่เดิมทีเสี่ยวอี๋หนิงรังเกียจหลัวเซิ่นหย่วน
ยิ่งนัก หากนางกล่าวขอร้องอย่างกะทันหันจะทำ
ให้ผู้อื่นสงสัย แต่อย่างไรนางก็ต้องพูด ยังไม่ต้อง
กล่าวถึงตำแหน่งฐานะของหลัวเซิ่นหย่วนในภาย
หน้าว่าเป็นอย่างไร ทว่าเรื่องที่เสี่ยวอี๋หนิงตกนํ้า
ครั้งนี้ เขาถือว่าไร้ซึ่งความผิดใด ๆ
——————–
[1] เหลียน (怜) ภาษาจีนหมายถึงน่าสงสาร