พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 200 ตอนพิเศษ คู่มือการเลี้ยงบุตรชายของท่านราช
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ
- บทที่ 200 ตอนพิเศษ คู่มือการเลี้ยงบุตรชายของท่านราช
เลขาธิการ
หลัวฮั่น อายุสิบสามปี
เป็นบุตรชายสายตรงคนโตของท่านราช
เลขาธิการหลัวแห่งเน่ยเก๋อในขณะนี้
ในฐานะบุตรชายสายตรงคนโต กฎระเบียบของ
ตระกูลเข้มงวด ดังนั้นความคาดหวังที่มีต่อเขาจึง
เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ ตั้งแต่อายุสามขวบก็ถูก
ห้ามไม่ให้อาศัยกับมารดา เขาถูกเลี้ยงดูโดยแม่
นมที่เรือนด้านข้าง ครั้นอายุได้หกปีก็ย้ายออกไป
อยู่ที่เรือนหน้า ตัดขาดจากเรือนด้านใน
หลัวฮั่นจำได้ว่าขณะที่ตนยังเด็ก เขาสนิทสนม
กลับมารดามาก ชอบทำตัวเกาะติดนางกอดนาง
ร่างกายของนางนุ่มนิ่มหอมละมุน หลังจากเขา
ย้ายมาพำนักที่เรือนด้านหน้า ท่านพ่อก็เชิญท่าน
อาจารย์มาสอนหนังสือให้เขา ทุกวันเขาต้องตื่น
นอนก่อนรุ่งสาง ถึงยามเที่ยงก็ต้องไปที่เรือนด้าน
ในเพื่อคารวะท่านแม่ท่านย่า จวบจนยามเย็นจึง
ได้พักผ่อน ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมารดาจึง
เริ่มเหินห่าง
แม่นมที่ปรนนิบัติเขาตั้งแต่เล็กมีนามว่าชิวเหนียง
นางไม่รู้จักอักษร เมื่อเห็นว่าทุกเช้าเขาตื่นไม่ตรง
เวลาจึงไปซื้อไก่ตัวหนึ่งจากตลาดเพื่อนำกลับมา
เลี้ยงที่ลานกว้าง มีคราหนึ่งเมื่อท่านพ่อเข้ามาใน
เรือนของเขาก็พบไก่ตัวผู้ตัวนั้น มันกางปีกจ้อง
มองด้วยสายตาลำพอง มุมปากหลัวเซิ่นหย่วน
กระตุกเล็กน้อย “เป็นผู้ใดที่เลี้ยงไก่ไว้ในเรือนของ
คุณชายใหญ่”
ชิวเหนียงมีสีหน้ามึนงง “นายท่าน บ่าวเลี้ยงไว้
เพื่อให้ปลุกคุณชายทุกเช้า…”
หลัวฮั่นสังเกตเห็นถึงความอับจนปัญญาจางๆ ใน
ตัวบิดา “ที่นี่มีโล้วเคอ[1]บอกเวลา”
ชิวเหนียงรับคำเสียงหนึ่ง “ เลี้ยงไก่ไว้ไม่ได้หรือ
เจ้าคะ”
“ไม่ได้” ท่านพ่อกล่าว
ชิวเหนียงจึงทำได้เพียงย้ายไก่ไปเลี้ยงที่ห้อง
ด้านหลัง ทว่าไก่ยังคงชอบเดินเล่นมาที่ลานกว้าง
ด้านหน้าอยู่เป็นประจำ เมื่อท่านพ่อเห็นดังนั้นก็
ไม่ได้กล่าวสิ่งใดแล้ว
หลัวฮั่นเองก็ชอบไก่ตัวนี้มาก เพราะเขาในวัย
เยาว์ไม่มีสหายอื่นคอยเล่นด้วย เขาจำเป็นต้อง
รักษาบารมีของบุตรชายสายตรงคนโต
มีบางครั้งที่เขาแอบไปยังเรือนด้านหลังเพื่ออุ้มไก่
แล้วลูบขนของมัน ปากก็งึมงำว่า “ไก่ ไก่ตัวผู้ตัว
ใหญ่”
ไก่ตัวผู้นี้เมื่อเลี้ยงจนเชื่องก็ไม่จิกเขาแล้ว มันหด
คอลงอย่างเกียจคร้าน ม้วนตัวเป็นก้อนกลม
ไก่ของหลัวฮั่นตายลงเมื่อเขาอายุได้แปดปี วันนั้น
ท่านพ่ออยากฟังเขาท่องบทกลอน เขาอยู่ในห้อง
หนังสือของท่านพ่อ พลางท่องพลางร้องไห้ ท่าน
พ่อเห็นเขาร้องไห้สะอึกสะอื้นจึงได้เอ่ยถาม “เป็น
กระไรไป”
หลัวฮั่นรู้สึกว่าการที่ชายชาตรีร้องไห้เพราะไก่ตัว
หนึ่งเป็นเรื่องน่าอับอาย ดังนั้นจึงสะอึกสะอื้นพูด
ไม่ออก เขาส่ายศีรษะ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ท่าน
พ่อยิ่งขมวดคิ้วมุ่น “จะแสดงท่าทางลังเลไม่
ชัดเจนไปไย มีเรื่องใดก็กล่าวออกมา”
หลัวฮั่นคิดจะข่มน้ำตาไว้ แต่กลับทำให้เขาร้องไห้
หนักขึ้น
ท่านพ่อจึงหันไปกล่าวกับผู้ติดตาม “ไปยกน้ำตาล
บ๊วยมาให้เขา”
เมื่อหลัวฮั่นยังเล็ก อี๋หนิงเป็นผู้สอนหนังสือให้เขา
เมื่อเขาท่องบทกลอนได้บทหนึ่ง นางก็จะให้
น้ำตาลบ๊วยเขาก้อนหนึ่ง ต่อมาเมื่อท่านพ่อพบ
เข้าจึงถูกริบเก็บน้ำตาลบ๊วยทั้งหมดไป ต่อมาไม่
ว่าเขาร้องไห้ด้วยเรื่องอะไร ท่านพ่อก็จะใช้สิ่งนี้มา
ปลอบประโลมเขา
จากนั้นท่านพ่อก็โบกมือแล้วกล่าว “พาเขาไปที่
เรือนของท่านแม่ของเขา”
หลัวฮั่นถูกผู้ดูแลพามายังเรือนของหลัวอี๋หนิง
น้องชายไปเล่นที่จวนของท่านตาแล้ว หลัวอี๋หนิง
กำลังทำรองเท้าให้บิดา เมื่อเห็นเขาร้องไห้ก็รีบดึง
ตัวเขามากอดพลางปลอบประโลมเขาด้วย
น้ำเสียงนุ่มละมุน “เปั่าเกอร์ เหตุใดจึงร้องไห้”
น้อยครั้งที่หลัวฮั่นจะได้ยินผู้อื่นเรียกขานเขาว่า
เปั่าเกอร์ ตั้งแต่เขาย้ายไปอยู่ที่เรือนด้านหน้า
ท่านพ่อก็ให้เขาพบท่านแม่น้อยครั้งนัก เขากอด
เอวของมารดาไว้ ร้องไห้เสียงดังลั่น “ท่านแม่
เปั่าเกอร์เหนื่อยกับการเรียนหนังสือเหลือเกิน
ขอรับ”
“เช่นนั้นวันนี้เจ้าก็ไม่ต้องเรียนแล้ว” ทันทีที่หลัว
อี๋หนิงเห็นลูกร้องไห้ หัวใจก็อ่อนยวบเป็นก้อน
เต้าหู้
นางพาเขาไปทำอาหาร พาเขาไปเล่น รอจนเด็ก
น้อยเล่นจนเหนื่อยแล้วก็ไม่รู้สึกเศร้าใจอีกต่อไป
เขาทิ้งกายอยู่ข้างมารดาอย่างเกียจคร้าน หลัวอี๋ห
นิงให้เขานอนข้างกายตน กระทั่งยามหลับ หลัว
ฮั่นก็ยังจับชายเสื้อของมารดาไว้ด้วยความรัก
อาวรณ์
มีเพียงยามที่เขาหลับอยู่ข้างกายมารดาเท่านั้นจึง
จะลืมความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งมวล ราวกับทุก
เหตุการณ์นอกกายจะมีคนผู้นี้ช่วยสกัดกั้นไว้ เป็น
สถานที่ที่อบอุ่นที่สุด
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนกลับมาจากราชสำนักก็เห็น
บุตรชายเข้ายึดพื้นที่ของตนแล้ว
หลัวอี๋หนิงเข้าไปช่วยเขาถอดเข็มขัด นางมองใต้
เท้าท่านราชเลขาธิการในยามนี้ นางกล่าวกับเขา
“วันนี้ท่านกลับมาเร็วนัก”
หลังจากองค์ชายใหญ่ขึ้นครองบัลลังก์ หลัวเซิ่น
หย่วนก็กุมอำนาจในราชสำนักเพียงลำพัง แต่นั่น
ก็ทำให้เขามีภารกิจติดพันทุกวันเช่นเดียวกัน
“เหตุใดเจ้าเด็กนั่นจึงยังนอนที่นี่” หัวคิ้วของ
หลัวเซิ่นหย่วนขมวดมุ่นเล็กน้อย
“ข้ายังอยากพูดคุยเรื่องนี้กับท่าน” หลัวอี๋หนิงให้
เขานั่งลง ก่อนจะรินน้ำชาให้เขา “เปั่าเกอร์เพิ่ง
อายุได้แปดขวบ ท่านไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อเขา
อย่างเข้มงวดเกินไป ตอนที่ท่านมีอายุเท่ากับเขา
ยังไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขันถึงขั้นนี้
ท่านต้องผ่อนปรนเสียบ้าง อุปนิสัยธรรมชาติของ
เด็กน้อยอย่างไรก็ต้องมี”
“เขาไม่เหมือนกับข้า” หลัวเซิ่นหย่วนจิบชาพลาง
โคลงศีรษะ “เขาเป็นบุตรชายคนโตของข้า ดังนั้น
ทุกคนจึงเพ่งเล็งมาที่เขา หากข้าไม่ขู่เข็ญเขาให้
หนัก ต่อไปช้าเร็วเขาต้องเสียคนเป็นแน่”
ในเมื่อสุดท้ายแล้วหลัวเซิ่นหย่วนมีเพียงคนเดียว
หลัวอี๋หนิงมองรอยหยักบนหน้าผากที่ลึกขึ้นกว่า
หลายปีก่อน เขามีเรื่องให้ต้องกังวลมากขึ้น นาง
อยากยื่นมือออกไปช่วยเขาลูบให้ราบเรียบ ทว่า
หลัวเซิ่นหย่วนกลับจับมือของนางไว้พลางถาม
เสียงแผ่วเบา “มีกระไรหรือ”
หากไม่ใช่เพราะได้เกิดใหม่ นางจะได้พบเจอเขา
ได้แปรเปลี่ยนเป็นคนที่อยู่ข้างกายเขาได้อย่างไร
หลายปีมานี้นางได้เห็นความเก่งกาจของเขาที่มี
มากขึ้นทุกขณะ อำนาจที่มี นับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
เรื่อยๆ ความคิดอ่านในใจ ยิ่งนานวันก็ยิ่งลึกซึ้ง
มากขึ้น
หลัวอี๋หนิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ปกติท่านก็มักคิด
มาก การขบคิดมากเกินไปจะทำให้ร่างกาย
เหนื่อยล้า”
เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว “อี๋หนิง
ทันทีที่เรื่องหนึ่งผ่านเข้ามาในหัวข้า ก็จะถูกตรึก
ตรองอย่างรอบคอบทุกด้าน แม้ข้าไม่อยากคิด
แต่ก็ควบคุมไม่ได้”
หลัวอี๋หนิงมองเขา “ท่านนอนลง”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่รู้ว่านางอยากจะทำสิ่งใด แต่ก็
นอนลงตามคำบอก เขายังได้ยินนางกล่าวว่า
“หลับตาลง”
จากนั้นมือที่เย็นเยียบทั้งคู่ก็วางลงบนจุดไท่หยาง
ทั้งสองข้างของเขา นางนวดให้เขาอย่างนุ่มนวล
“ข้าเรียนรู้มาจากนางสวี นี่สามารถช่วยผ่อน
คลายเส้นลมปราณได้ ระยะนี้ท่านมักปวดหัวอยู่
เป็นนิจ ท่านต้องผ่อนคลายเสียบ้าง คนมักกล่าว
ว่าความรักลึกซึ้งไม่จีรัง สติปัญญาฉลาดเกินไป
ย่อมส่งผลร้าย ท่านฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ จะ
ทำอย่างไรดี…” ในขณะที่นางกล่าวประโยคนี้
เสียงก็เบาลงเล็กน้อย ลมหายใจอุ่นร้อนเปั่าผ่าน
ใบหูของเขา “ท่านต้องห้ามฉลาดถึงขั้นนี้จึงจะ
ถูก”
ความรักลึกซึ้งไม่จีรัง สติปัญญาฉลาดเกินไปย่อม
ส่งผลร้าย ทั้งสองสิ่ง เขาล้วนได้ครอบครองแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลัวอี๋หนิงก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีก นาง
มองบุรุษที่กำลังนอนหนุนอยู่บนต้นขาของตน
คราก่อนที่ท่านพ่อทำเรื่องแจกจ่ายเกลือที่
ชายแดนจนก่อให้เกิดปัญหาครั้งใหญ่ หากไม่ใช่
เพราะเขาช่วยปกปั้องจัดการ เกรงว่าจวนอิงกั๋ว
กงคงต้องเกิดหายนะใหญ่หลวง ตอนที่นางให้
กำเนิดสือเกอร์ หากเขาไม่อยู่ข้างกาย เกรงว่านาง
คงต้องถูกหมอตำแยทำให้กระบวนการต้องล่าช้า
แล้ว
ยังมีเรื่องราวในราชสำนัก ภารกิจนับไม่ถ้วนของ
แว่นแคว้นและประชาชนราษฎรทั่วไป
นอกจากนี้ยังมีนาง ลูก และยังมีตระกูลหลัว
ภาระหนักอึ้งถึงเพียงนี้ นางยังเคยขบคิดถาม
ตนเองว่า หากนางต้องไปอยู่ในสถานะตำแหน่ง
ของเขาจะเป็นอย่างไร อยู่ในสถานะตำแหน่งที่ไม่
มีผู้ใดช่วยเหลือได้ ทุกย่างก้าวอาจเกิดความ
ผิดพลาดได้ตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงต้อง
ระมัดระวังรอบคอบ ไตร่ตรองให้ครอบคลุม
สิ่งที่นางสามารถทำได้ก็มีเพียงเมื่อเขากลับมา
นางจะเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เขาได้ผ่อนคลาย ได้
นอนหลับอย่างไร้ความกังวล
ยามนี้มิใช่ว่าเขากำลังนอนอย่างผ่อนคลาย ไร้
เกราะปั้องกันอยู่ในอ้อมกอดของนางหรอกหรือ
ชาติภพนี้เห็นได้ชัดว่าเขามีความใส่ใจในราษฎร
มากกว่าอดีตชาติ บางทีอาจเป็นเพราะอิทธิพล
ของสวีเว่ยและหยางหลิง เขาจึงขบคิดไตร่ตรอง
นโยบายของราชสำนักเสียใหม่ แต่ก็ใช่ว่าจะไร้
ช่วงเวลาที่ผิดพลาด ในเมื่อหนทางข้างหน้าเป็น
เส้นทางที่ไม่อาจล่วงรู้
มีบางคราที่นางมองแผ่นหลังของเขาในยามเขียน
อักษรในห้องหนังสือ จู่ๆ ก็รู้สึกยกย่องชื่นชมเขา
ขึ้นมา
ครั้นเห็นเขานอนหลับสนิทแล้ว หลัวอี๋หนิงจึงก้ม
ศีรษะจุมพิตลงบนหัวคิ้วที่ขมวดเล็กน้อยของเขา
ยามนี้สองพ่อลูกต่างนอนอยู่ในห้องของนาง นาง
จึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านโดยไม่ได้คิดสิ่งอื่นใดให้
มากความ
ผ่านไปครู่หนึ่งหลัวฮั่นก็ตื่นขึ้น เขาขยี้ดวงตาลุก
ลงจากเตียง เมื่อเห็นบิดานอนอยู่บนต้นขาของ
มารดาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
พ่อของเขายึดครองท่านแม่ไว้ทุกวัน ไม่ง่ายเลย
กว่าเขาจะถูกส่งตัวกลับมาสักครั้ง แต่เขาก็ยังเห็น
ท่านพ่อนอนอยู่ในอ้อมแขนของท่านแม่ ส่วนเขา
นอนอยู่บนเตียงโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
แต่หลัวฮั่นก็ไม่กล้าร้องไห้ ในวัยเยาว์เขาเคยถูก
ท่านพ่อสั่งลงโทษคัดอักษรยิงธนูเพราะร้องไห้
งอแงด้วยเรื่องนี้ แต่ต่อให้เขาจะร้องไห้อย่างไรก็
ไร้ประโยชน์ ท่านพ่อยืนกรานจะแก้ไขนิสัยทำตัว
เกาะติดของหลัวฮั่นให้จงได้ หลัวฮั่นที่อายุแปด
ขวบจึงทำได้เพียงยืนข้างกายหลัวอี๋หนิงอย่าง
สะกดกลั้น เขาดึงชายเสื้อของนางไปมาพลาง
กล่าวเสียงกระซิบ “ท่านแม่ ข้าอยากกินขนมแปั้ง
นึ่ง” ก่อนจะสำทับอีกประโยค “ที่ท่านทำ”
สหายน้อยหลัวฮั่นเรียกขานอาหารทุกสิ่งที่ทำจาก
แปั้งสาลีแปั้งข้าวเจ้าว่าขนมแปั้งนึ่ง
สหายน้อยหลัวฮั่นในวัยแปดขวบได้เรียนรู้กลยุทธ์
สำคัญที่มีชื่อเรียกว่า ส่งเสียงบูรพาฝั่าตีประจิม นี่
จะเป็นทักษะที่มีบทบาทสำคัญในการเล่าเรียนใช้
ชีวิตของเขาในภายภาคหน้า
วันนี้หลัวอี๋หนิงจะปฏิบัติตามคำร้องขอของเขา
อย่างไร้เงื่อนไข บุตรชายอยากกินขนมแปั้งนึ่ง
เช่นนั้นก็ทำเสีย! นางลูบศีรษะของบุตรชาย ก่อน
จะเคลื่อนตัวหลัวเซิ่นหย่วนออกอย่างระมัดระวัง
เพื่อลุกขึ้นไปนวดแปั้งที่ห้องครัว
เมื่อหลัวอี๋หนิงจากไป หลัวเซิ่นหย่วนก็ลืมตาขึ้น
หลัวฮั่นกล่าวเสียงกระซิบ “ท่านพ่อ ท่านแสร้ง
หลับ…”
เพื่อเสพสุขกับความอ่อนโยนของภรรยา เหตุใด
เขาจะเสแสร้งสักครั้งไม่ได้ หลัวเซิ่นหย่วนไม่ถือ
ว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใด เขายิ้มพลางลูบศีรษะของ
บุตรชาย “มา ฮั่นเกอร์ ตามพ่อมา วันนี้พ่อจะ
สอนเจ้าอ่าน ‘พิชัยสงครามซุนจื่อ[2]’ ” ก่อนที่เขา
จะสำทับอีกประโยค “หากท่องไม่จบไม่อนุญาต
ให้กินขนมแปั้งนึ่ง”
รอจนหลัวอี๋หนิงยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัวเสร็จ
เรียบร้อย ในที่สุดขนมแปั้งนึ่งพุทราที่เพิ่งนึ่งเสร็จ
ก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะ สหายน้อยหลัวฮั่นนั่งอยู่
หน้าโต๊ะหนังสือ ท่องสามสิบหกกลยุทธ์อย่างมี
ระเบียบแบบแผน
“หากไม่กินก็จะเย็นแล้ว…” หลัวอี๋หนิงอยากให้
บุตรชายได้กินก่อน ในเมื่อนางต้องลำบากกว่า
ค่อนวันกว่าจะทำออกมาได้ แม้รสชาติจะไม่โดด
เด่น ยังห่างชั้นกับที่แม่ครัวทำนัก แต่ไม่รู้เพราะ
เหตุใดหลัวฮั่นจึงชอบกินมาก
“เย็นแล้วอย่างไร เขากินเย็นไม่ได้หรือ” น้ำเสียง
ของหลัวเซิ่นหย่วนราบเรียบ เขาดึงมือของอี๋หนิง
“ไปเถิด ข้าจะไปคารวะท่านแม่เป็นเพื่อนเจ้า”
เขาไม่ปล่อยให้นางได้กล่าวสิ่งใดก็จูงมือนางออก
จากประตูไป
สหายน้อยหลัวฮั่นท่องหนังสือจนเทียนบนเชิง
เทียนมอดไหม้หมดเล่มจึงได้วางหนังสือลง
ขนมแปั้งนึ่งพุทรา แน่นอนว่าเย็นหมดแล้ว
ท่านแม่ก็ไม่อยู่แล้ว
มีเพียงเงาจากแสงเทียนที่วูบไหวไปทั่วห้อง
ในใจของสหายน้อยหลัวฮั่นปรากฏคำหนึ่งขึ้นมา
โดยไม่รู้ตัว ตระหนี่ เขาไม่เคยพบผู้ใดที่มีจิตใจ
ตระหนี่เท่าพ่อของเขามาก่อน จิตใจคิดแค้น
รุนแรงยิ่งนัก
สหายน้อยหลัวฮั่นเช็ดหางตา กัดขนมแปั้งนึ่ง
พุทราที่เย็นชืดพลางท่องหนังสือต่อไป
สหายน้อยหลัวฮั่นในวัยแปดขวบจึงได้เข้าใจ
หลักการหนึ่ง อย่าได้แย่งชิงสิ่งใดกับท่านพ่อ นั่น
ไม่มีวันสำเร็จ
สี่ปีผ่านไป ความสูงของหลัวฮั่นเพิ่มขึ้นราวกับบ้า
คลั่ง ไม่นานความสูงของเขาล้ำหน้าหลัวอี๋หนิง
เติบโตเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ความสัมพันธ์
ระหว่างเขากับอี๋หนิงจึงไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมเช่น
ในวัยเยาว์แล้ว
เขาเพิ่งกลับมาจากการร่ำเรียนที่กั๋วจื่อเจียน
สภาพดูอิดโรย
น้องสาวที่เพิ่งมีฟันขึ้นซบอยู่ในอ้อมกอดของ
มารดา น่าสะพรึงยิ่งนัก บุตรชายจะมีรูปลักษณ์
ละม้ายคล้ายคลึงกับหลัวเซิ่นหย่วนก็ช่างเถิด ทว่า
บุตรสาวก็ยังมีหน้าตาเหมือนพ่อของนาง เด็ก
น้อยที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในเสื้อกันหนาวผ้าไหมสีชมพู
กอดขาขบแทะเท้าของตน ส่งเสียงอื้ออ้ามี
ความสุขไปตามประสา
เป็นเวลานานแล้วที่ท่านแม่ไม่ได้พบเขา นาง
อยากจะลุกขึ้นมากอดเขา แต่เพราะในมืออุ้ม
น้องสาวอยู่จึงไม่สะดวก นางทำได้เพียงยิ้มและ
กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ในที่สุดเจ้าก็กลับ
มาแล้ว! ท่านพ่อของเจ้ากำลังรอเจ้าอยู่ที่ห้อง
หนังสือ”
นางรู้ว่าลูกไม่สนิทสนมกับนางเช่นแต่ก่อน
หลัวฮั่นก้มศีรษะลงอย่างมีมารยาท “รอข้าไปพบ
ท่านพ่อแล้วจะกลับมาคารวะท่าน”
เขาค่อยๆ ก้าวห่างออกไป พอนึกถึงเจ้าก้อนน้อย
สีชมพูในอ้อมกอดของมารดา หัวใจก็ราวกับกำลัง
หลั่งโลหิต
แย่งจากท่านพ่อไม่สำเร็จก็ช่างเถิด ทว่าแม้แต่
น้องสาวที่ยังไม่ประสีประสา เขาก็แย่งไม่ชนะ
ส่วนน้องชายรองที่ชอบการร่ายรำฟันดาบได้
ติดตามท่านตาไปแล้ว ในตระกูล เขาสนิทสนม
กับท่านตามากที่สุด หลัวฮั่นชอบท่านน้าเว่ยถิง
แต่ก็ยังไร้โอกาสไปเยี่ยมเยือนอีกฝั่าย
เขาเป็นบุตรชายคนโต ต้องแบกรับความ
รับผิดชอบของตระกูลหลัว แบกรับเส้นทางของ
ตระกูลหลัวในภายภาคหน้า นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อ
คาดหวังในตัวเขา
ดังนั้นเรื่องอื่นค่อยว่ากันในภายหลัง
เขาไม่ใช่เด็กแล้ว ต่อไปความสำคัญของท่านแม่ก็
จะยิ่งน้อยลงโดยปริยาย
หลัวฮั่นทอดถอนใจ
อย่างไรก็ตาม ท่านพ่อดูจะพอใจกับสิ่งนี้มาก
——————–
1. โล้วเค่อคือกาถ่ายน้ำที่ใช้บอกเวลาในสมัย
อดีต
2. เป็นตำราพิชัยสงครามของจีนเขียนขึ้น
โดยซุนจื่อ