พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 49
เฉินซื่อเผชิญหน้ากับหลัวอี๋ฮุ่ย ยังคงเอ่ยด้วยนํ้า
เสียงนุ่มนวล“ท่านย่าของเจ้าด่วนจากไปอย่างรีบ
ร้อน เรื่องราวภายในบ้านยังไม่ได้จัดการให้
ชัดเจน อี๋หนิงก็ยังเล็ก เคราะห์ดีที่เจ้ากลับมาได้
ทันกาล มิสู้อยู่กินข้าวที่นี่ก่อนแล้วค่อยกลับไป…”
หลัวอี๋ฮุ่ยมองหลัวอี๋อวี้ที่นั่งอยู่ข้างกายเฉินซื่อ
ระหว่างทางเมื่อสักครู่นางถามถึงเรื่องราวที่
เกิดขึ้นในหลายเดือนที่ผ่านมากับเสวี่ยจืออย่าง
กระจ่างชัดแล้ว
“ที่เรือนของท่านแม่ทางนั้นมีเรื่องมากมายต้อง
สะสาง ไม่อาจปลีกตัวได้จริง ๆ ทำได้เพียง
ขอบคุณในนํ้าใจของท่านแล้ว” หลัวอี๋ฮุ่ยยิ้ม “ข้า
ได้ยินเหมยเหมยกล่าวว่า อวี้เจี่ยเอ๋อร์ได้หมั้น
หมายกับบุตรชายของท่านรองเจ้าเมืองหลิวแล้ว
รึ”
หากเป็นผู้อื่นถาม เฉินซื่อคงไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อ
เป็นหลัวอี๋ฮุ่ย เฉินซื่อก็นึกถึงสถานะฮูหยินติ้งเปั่ย
โหวซื่อจื่อของนาง คนหนึ่งเป็นฮูหยินของซื่อจื่อ
เพิ่งแต่งเข้าไปก็ได้รับพระราชทานยศขั้นสอง คน
ที่อี๋อวี้ต้องแต่งงานด้วยกลับไร้ซึ่งตำแหน่งขุนนาง
ใด ๆ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการพระราชทานยศ
ตำแหน่งฮูหยินทั้งที่ทั้งสองคนต่างเป็นบุตรีสาย
ตรงแห่งตระกูลหลัวเช่นเดียวกัน…
“เป็นฮูหยินผู้เฒ่าที่ทำการหมั้นหมายไว้ให้เมื่อยัง
มีชีวิต” เฉินซื่อยิ้มแล้วกล่าวต่อ “เขานับว่าไม่เลว
การสอบระดับมณฑลครานี้ เขาก็ผ่านการ
คัดเลือกเช่นเดียวกันกับหวยหย่วนและเซิ่นหย่วน
ปีหน้ายังต้องร่วมสอบระดับแคว้น”
อี๋หนิงยังไม่เคยได้ยินผู้อื่นพูดถึงเรื่องนี้ ที่แท้
คู่หมั้นของหลัวอี๋อวี้ก็ผ่านการคัดเลือกเช่นกัน
ยามนั้นหลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งผ่านการคัดเลือกเป็น
เจี่ยหยวน เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดสนใจเขา
“เมื่อพูดถึงเรื่องหมั้นหมายก็ทำให้ผู้คนต้องปวด
หัวนัก” หลัวอี๋ฮุ่ยคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ดูอย่าง
เฉิงหลาง หลานชายของอิงกั๋วกงผู้นั้น อุปนิสัย
ของเขาทำให้น้าลุงทั้งสองท่านของเขาต้องปวด
หัวไม่น้อย ไม่นานก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าไปล่วงเกิน
หลานสาวสายตรงของโต้วเก๋อเหล่าอย่างไร นาง
ถึงยืนกรานจะแต่งกับเขาให้ได้ กดดันให้โต้วเก๋อ
เหล่าต้องไปพบท่านน้าแท้ ๆ ของเขาทำให้ท่านผู้
บัญชาการทหารลู่ต้องออกมาไกล่เกลี่ย แต่ท่าน
โต้วเก๋อเหล่าก็ยังไม่ยอมตกลง ไม่รู้ว่าควรจะหาวิธี
จัดการอย่างไร”
เมื่อได้ฟังคำของหลัวอี๋ฮุ่ย สีหน้าของหลัวอี๋อวี้ก็
พลันขาวซีดในบัดดล
นางหลุดปาก “บุตรสาวสายตรงของโต้วเก๋อเหล่า
…อยากแต่งกับคุณชายรองเฉิงหรือ”
หลัวอี๋ฮุ่ยมองหลัวอี๋อวี้ คลี่ยิ้มน้อย ๆ พลางเอ่ย
“ภูมิหลังของตระกูลเขาโดดเด่น มีผู้บัญชาการ
ทหารลู่เป็นน้าแท้ ๆ ทั้งยังมีอิงกั๋วกงซื่อจื่อรับเป็น
ท่านลุง รูปลักษณ์หล่อเหลาคมคาย ชาญฉลาด
เป็นที่สุด ยังไม่ต้องเอ่ยถึงบุตรีสายตรงของท่านโต้
วเก๋อเหล่า ทว่าบุตรสาวขุนนางของทั่วทั้งเมือง
หลวงมีผู้ใดบ้างไม่อยากแต่งงานกับเขา”
อี๋หนิงฟังคำของพี่หญิงใหญ่อยู่ด้านข้าง บอกไม่
ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่
คนเหล่านั้นที่นางเคยใกล้ชิด มาบัดนี้ทำได้เพียง
ได้ยินจากปากของผู้อื่น ห่างไกลสุดขอบฟั้า
จวนติ้งเปั่ยโหวที่พี่หญิงใหญ่แต่งงานไปมีการผูก
สัมพันธ์กับจวนหนิงหย่วนโหว ส่วนจวนอิงกั๋วกง
กับจวนหนิงหย่วนโหวต่างเป็นตระกูลขุนนางโดด
เด่นมากความสามารถ อิงกั๋วกงซื่อจื่อกับลู่เจียเส
วียเคยร่วมเป็นร่วมตายกันในสนามรบหลายครั้ง
ยามนี้กำลังรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าทหารอยู่ที่เซ
วียนฝูั่มีมิตรภาพแน่นแฟั้นกับลู่เจียเสวีย ดังนั้น
การที่พี่หญิงใหญ่กับจวนอิงกั๋วกงจะไปมาหาสู่กัน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
คำพูดเหล่านี้ พี่หญิงใหญ่ตั้งใจกล่าวให้หลัวอี๋อวี้
ฟัง
สีหน้าของหลัวอี๋อวี้ยํ่าแย่นัก ผิดหวังเลื่อนลอย
หลัวอี๋อวี้ปรายตามองอี๋หนิงคราหนึ่ง หลัวอี๋ฮุ่ยรู้
เรื่องของเฉิงหลางแล้วแน่นอน ต้องเป็นเพราะอี๋ห
นิงบอกเป็นแน่
ทว่าอี๋หนิงไม่ได้สนใจว่าหลัวอี๋อวี้จะรู้สึกอย่างไร
คนเช่นหลัวอี๋อวี้ มีประโยชน์อะไรที่จะไปสนใจ
ความรู้สึกของนาง
อี๋หนิงยืนอยู่ข้างกายหลัวอี๋ฮุ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ไม่ชายตามองหลัวอี๋อวี้แม้แต่น้อย
เมื่อหลัวอี๋ฮุ่ยกล่าวจบก็พาอี๋หนิงลุกขึ้น บอกลา
เฉินซื่อ
เมื่อเห็นพวกเขาจากไปแล้ว เฉินซื่อจึงปิดฝาถ้วย
นํ้าชา เอ่ยกับบุตรสาว“เจ้าอย่าได้เพ้อฝันอีกเลย
ลืมคำสั่งสอนก่อนหน้านี้แล้วรึ เจ้าดูสิว่าท่านย่า
เลือกคู่ครองให้เจ้าดีเพียงใด หลิวจิ้งเป็นชนรุ่น
หลังที่มากความสามารถ ต่อให้เจ้าต้องไว้ทุกข์
สามปี เขาก็ยังให้ฮูหยินหลิวถือจดหมายมาบอก
ว่าจะรอเจ้านํ้าใจเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง”
หลัวอี๋อวี้ผงกศีรษะ กล่าวเสียงเบา “ข้าทราบแล้ว
เจ้าค่ะ ข้าเพียงยังทำใจไม่ได้ ข้าชอบเขาถึงเพียง
นั้น…”
“คนที่ชมชอบเขามีนับไม่ถ้วน” เฉินซื่อหัวเราะ
หยัน “เช่นนั้นเขาชอบเจ้าหรือไม่”
หลัวอี๋อวี้ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก เฉินซื่อลูบแขนเสื้อ
พูดเสียงเนิบช้า“ครานี้ที่พี่หญิงใหญ่ของเจ้า
กลับมาไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดา เรื่องคุณชายรอง
เฉิงเป็นเรื่องเล็ก เรื่องที่ว่าต่อไปนางจะทำอะไร
ต่างหากถึงจะสำคัญ”
สาวใช้ประคองเฉินซื่อลุกขึ้น เฉินซื่อมองบุตรสาว
ทั้งสองของตนหลัวอี๋อวี้มีจิตใจทะเยอทะยาน
จองหอง ใฝั่สูง แต่ความสามารถน้อยนิดอุปนิสัย
ของหลัวอี๋ซิ่ว ไม่รู้ว่าเหมือนผู้ใด วู่วาม เลอะเลือน
ส่วนกู้หมิงหลานเก่งกาจนัก สามารถบ่มเพาะบุตรี
สายตรงคนโตเช่นหลัวอี๋ฮุ่ยออกมาได้
เฉินซื่อหลับตาลง เกรงว่าคงต้องลงมือดำเนินการ
เรื่องนั้นก่อนกำหนดเสียแล้ว
อี๋หนิงติดตามหลัวอี๋ฮุ่ยกลับมายังห้องหลัก หลิน
ไห่หรูให้คนจัดเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว สาว
ใช้รีบไปแจ้งข่าว ไม่นานเฉียวอี๋เหนียงก็พา
บุตรชายบุตรสาวเข้ามาคารวะ
เฉียวอี๋เหนียงไม่อยากมา แต่หากนางไม่มา ด้วย
อุปนิสัยของหลัวอี๋ฮุ่ยก็ไม่รู้จะหาเรื่องนางอย่างไร
นายท่านรองก็เชื่อฟังบุตรสาวคนโตผู้นี้นัก
หลังจากนางได้ยินคำบอกกล่าวจากบ่าวหญิงชรา
ก็รีบสั่งให้สาวใช้ช่วยนางแต่งตัวทันที
หลัวอี๋ฮุ่ยอุ้มอี๋หนิงไว้ในอ้อมกอด ปั้อนโจ๊กลำไย
และเห็ดหูหนูขาวตุ๋นนํ้าตาลกรวดให้นาง
ในอดีต แม้แต่ท่านย่าก็ยังไม่เคยปั้อนนางเช่นนี้
หลัวอี๋ฮุ่ยเลี้ยงนางประหนึ่งเด็กน้อยไม่กี่ขวบ
อี๋หนิงดื่มนํ้าแกงที่พี่สาวปั้อนให้ จากนั้นช้อน
ต่อไปก็ยื่นเข้ามาอีกหลัวอี๋ฮุ่ยมองน้องสาวดื่มสิ่งที่
ตนปั้อนก็มีความสุขยิ่งนัก ตอนอี๋หนิงยังเด็กนางก็
ปั้อนเช่นนี้ รู้สึกประหนึ่งเลี้ยงดูน้องสาวจนเติบ
ใหญ่ด้วยมือตนเอง
เมื่อดื่มเสร็จ สาวใช้ด้านข้างก็ส่งผ้าเช็ดปากให้
หลัวอี๋ฮุ่ยซับปากให้อี๋หนิง กระซิบถามว่ายังอยาก
ดื่มอีกหรือไม่
อี๋หนิงกินอิ่มนานแล้ว เรอเอิ้ก ก่อนจะกล่าว “พี่
หญิงใหญ่ ข้าดื่มไม่ลงแล้วจริง ๆ…” อี๋หนิงเริ่ม
กังวล สองวันมานี้หลินไห่หรูขุนนางด้วยของกิน
ไม่น้อย มายามนี้ยังมีการปั้อนของหลัวอี๋ฮุ่ยอีก
นางรู้สึกว่าตนอ้วนขึ้นอีกแล้ว
หลัวอี๋ฮุ่ยมองแก้มยุ้ย ๆ สีชมพูของนางก็เห็นว่า
น่ารักยิ่ง จึงหยิกแก้มซาลาเปาของนางครั้งหนึ่ง
ก่อนจะวางนางลงบนเก้าอี้ด้านข้าง
เวลานี้สาวใช้ก็แหวกผ้าม่านออก เฉียวอี๋เหนียงพา
หลัวอี๋เหลียนกับเซวียนเกอร์เข้ามา
“คารวะคุณหนู” เฉียวอี๋เหนียงแต่งกายเรียบร้อย
ผมมวยถูกมัดด้วยผ้าไหมสีฟั้า ใบหน้าด้านข้าง
งดงามหมดจดประดุจหยาดนํ้าค้างยามอรุณ เมื่อ
นางยอบกายเสร็จ หลัวอี๋เหลียนก็นำเซวียนเกอร์
คารวะหลัวอี๋ฮุ่ย
หลัวอี๋ฮุ่ยซับปากให้อี๋หนิง ก่อนจะเช็ดนิ้วมือตน
เอ่ยถามเสียงราบเรียบ“เฉียวอี๋เหนียงมารึ”
อี๋หนิงเพิ่งนั่งตัวตรง พอเงยหน้าก็เห็นเฉียวอี๋
เหนียงกำลังคารวะหลัวอี๋ฮุ่ย พี่หญิงใหญ่ของนาง
ผู้นี้น่านับถือยิ่งนัก ถึงจะกล่าวว่าสถานะของอนุ
ไม่อาจเทียบคุณหนู แต่จะมีอนุคนโปรดคนใดบ้าง
ที่ต้องคารวะให้คุณหนูจริง ๆ!เมื่อมองการกระทำ
ที่ลื่นไหลของเฉียวอี๋เหนียง เกรงว่าคงจะทำจน
เคยชินแล้ว
อี๋หนิงตอบ “พี่หญิงใหญ่ เฉียวอี๋เหนียงมาแล้วเจ้า
ค่ะ”
เฉียวอี๋เหนียงยังคงอยู่ในท่วงท่าคารวะ ไม่เอื้อน
เอ่ยสิ่งใด หลัวอี๋ฮุ่ยเองก็ไม่ปริปาก บรรยากาศ
ภายในห้องหลักเงียบกริบไปชั่วขณะ
บรรดาสาวใช้พากันก้มศีรษะ ไม่กล้าเอ่ยปาก
หลินไห่หรูมองหลัวอี๋ฮุ่ยกับอี๋หนิง ไม่รู้ว่าพี่น้อง
สองคนนี้กำลังเล่นอะไรอยู่
“เฉียวอี๋เหนียงเป็นอนุคนโปรด คอยดูแล
ปรนนิบัติท่านพ่อจนร่างกายไม่สบายอยู่บ่อยครั้ง
เหตุใดจึงยังต้องมากพิธีเช่นนี้” หลัวอี๋ฮุ่ยหันไป
ปรายตาใส่สาวใช้ข้างกายคราหนึ่ง “ช่างไร้ตาเสีย
จริง ยังไม่รีบยกเก้าอี้กลมมาให้อี๋เหนียงนั่งอีก”
สาวใช้ใหญ่เล็กทุกคนในห้องต่างได้ประจักษ์
เฉียวอี๋เหนียงคารวะหลัวอี๋ฮุ่ยอยู่นานกว่าครึ่งเค่อ
[1]
หลังจากหลัวอี๋ฮุ่ยพูดจบถึงได้มีสาวใช้ยกเก้าอี้
กลมมาให้เฉียวอี๋เหนียง
เฉียวอี๋เหนียงกลํ้ากลืนฝืนทน เอ่ยขอบคุณหลัวอี๋ฮุ่
ยเสียงแผ่วเบา
ใช่ว่าเฉียวอี๋เหนียงจะไม่เคยคิดต่อกรกับหลัวอี๋ฮุ่ย
แต่เพราะไม่เคยพบจุดจบที่ดีสักครั้ง นางจึงต้อง
จำใจอดกลั้น ผู้ใดให้หลัวอี๋ฮุ่ยไม่ได้เป็นเพียงบุตรี
สายตรงคนโตเท่านั้น แต่ยังเป็นถึงฮูหยินของ
ซื่อจื่อ อย่างไรอีกฝั่ายก็อยู่ในตระกูลหลัวไม่นาน
หลังจากคิดได้เช่นนี้ อารมณ์ของเฉียวอี๋เหนียงก็
สงบลง เพียงแต่มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อยังคง
กำแน่น ปกติตำแหน่งของนางในบ้านรองเป็นรอง
เพียงหลินไห่หรู นอกจากอี๋หนิงแล้ว ยังจะมีผู้ใด
กล้าปันสีหน้าใส่นางอีก
หลัวอี๋ฮุ่ยลูบศีรษะของน้องสาว เด็กคนนี้มีจิตใจ
บริสุทธิ์ ไม่อยากข้องเกี่ยวกับผู้ใด
นางคลี่ยิ้มพลางกล่าว “ยามที่ข้าแต่งออกไป เซ
วียนเกอร์เพิ่งเกิดได้ไม่นาน นี่ไม่ได้พบนานแล้ว
อุ้มมาให้ข้าดูที”
สาวใช้อุ้มเซวียนเกอร์มายังข้างกายหลัวอี๋ฮุ่ย
เซวียนเกอร์ไม่คุ้นหน้าหลัวอี๋ฮุ่ย แต่เมื่อเห็นนาง
รูปโฉมงดงามก็เล่นกับนาง หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่าง
สนุกสนานจนตัวโงนเงน เกือบล้มจากเก้าอี้อยู่
รอมร่อ
เฉียวอี๋เหนียงลุกขึ้นอย่างไม่อาจสะกดกลั้น ราว
กับอยากจะแย่งตัวเซวียนเกอร์กลับไปทันใด
หลัวอี๋ฮุ่ยจับร่างของเซวียนเกอร์ไว้อย่างมั่นคง
ปรายตามองนางคราหนึ่งก่อนจะพูดด้วยนํ้าเสียง
ราบเรียบ “อี๋เหนียงกำลังจะทำอันใด ไม่เชื่อใจข้า
รึ”
เฉียวอี๋เหนียงฝืนยิ้ม “อนุ…จะไม่เชื่อใจคุณหนู
ใหญ่ได้อย่างไร”
“จะตื่นตระหนกไปไย ข้าเป็นพี่สาวของเซวียน
เกอร์ จะปล่อยให้เขาบาดเจ็บในมือข้าได้รึ” หลัว
อี๋ฮุ่ยพูดเสียงราบเรียบ แล้วเล่นกับเซวียนเกอร์ต่อ
เฉียวอี๋เหนียงกับหลัวอี๋เหลียนจับจ้องตาไม่
กะพริบ ไม่กล้าละสายตาแม้เพียงชั่วครู่ เซวียน
เกอร์คล้ายสัมผัสได้ว่าเกิดเหตุการณ์น่าประหวั่น
แต่ไร้อันตรายก็ยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข
เล่นเช่นนี้อยู่นานก็มีบ่าวคนหนึ่งเข้ามารายงาน
กล่าวว่านายท่านรองให้คุณหนูใหญ่ไปพบที่ห้อง
หนังสือ
หลัวอี๋ฮุ่ยถึงได้คืนเซวียนเกอร์ให้เฉียวอี๋เหนียง เซ
วียนเกอร์เล่นกับพี่สาวแปลกหน้าอย่างมีความสุข
ยังคงอาวรณ์ไม่อยากจากไป แต่เฉียว-อี๋เหนียงอุ้ม
เซวียนเกอร์ไว้แน่น กล่าวลาเตรียมจะจากไปด้วย
ความโล่งอก
“อี๋เหนียง ช้าก่อน” ทว่าหลัวอี๋ฮุ่ยกลับรั้งนางไว้
กล่าวกับนางว่า“อี๋เหนียงเป็นคนฉลาด เซวียน
เกอร์เฉลียวฉลาด น่ารัก ท่านเฝั้าดูแลเซวียนเกอร์
จนเติบใหญ่ ในภายหน้าก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ
สุขมั่นคงทว่าหากมัวคิดอยากได้ในสิ่งที่ไม่มี เกรง
ว่าคงเลี้ยงดูเซวียนเกอร์ได้ไม่ดีเช่นนั้นหากให้ท่าน
แม่เป็นคนเลี้ยงดูเซวียนเกอร์คงจะเหมาะสม
กว่า”
หลัวอี๋ฮุ่ยเรียกนางมา จะต้องการแค่ให้นางมา
คารวะได้อย่างไร
เฉียวอี๋เหนียงขบฟันแน่นจนแทบแตกละเอียด
นางยกเซวียนเกอร์มาข่มขู่ตน
นางกอดเซวียนเกอร์แน่น “อนุ…ทราบแล้ว”
ตีงูต้องตีที่ตำแหน่งหลังหัวเจ็ดชุ่น[2] จุดตายของ
เฉียวอี๋เหนียงคือเซวียนเกอร์
หากไม่ใช่เพราะเฉียวอี๋เหนียงให้กำเนิดเซวียน
เกอร์จนมีตำแหน่งไม่ธรรมดาในบ้านรอง ด้วย
ความสามารถและสถานะของหลัวอี๋ฮุ่ยในยามนี้
เกรงว่าคงจัดการกับเฉียวอี๋เหนียงไปนานแล้ว
เมื่อนางยกเซวียนเกอร์ขึ้นมาข่มขู่ เฉียวอี๋เหนียง
ย่อมต้องรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตนบ้างแล้ว
หลัวอี๋เหลียนคล้ายสัมผัสได้ถึงการดูหมิ่น นางกัด
ริมฝีปาก ถอยออกไปพร้อมกับมารดาและ
น้องชาย
“เหมยเหมย เจ้าอยู่เล่นกับท่านแม่ที่นี่ก่อน ข้าไป
แล้วก็จะกลับมา”หลัวอี๋ฮุ่ยลูบศีรษะของอี๋หนิง
อี๋หนิงตอบรับคำอย่างเชื่อฟัง “เจ้าค่ะ”
เมื่อหลินไห่หรูเห็นหลัวอี๋ฮุ่ยจากไปก็เอ่ยกับอี๋หนิง
เสียงเบา “พี่หญิงใหญ่เจ้าช่างเก่งกาจยิ่งนัก ดูสี
หน้าเฉียวอี๋เหนียงเมื่อครู่สิ ยํ่าแย่ยิ่งกว่าอะไร!”
อาจเป็นเพราะหลัวอี๋ฮุ่ยทำให้เฉียวอี๋เหนียงอับจน
ได้ ความเจริญอาหารของหลินไห่หรูจึงเพิ่มขึ้นทบ
ทวี กินข้าวมากกว่ายามปกติถึงครึ่งถ้วย
นางไม่กังวลสักนิดว่าพี่หญิงใหญ่จะไปหารือเรื่อง
อะไร หลังกินข้าวเสร็จก็มาเล่นไพ่เตี๋ยกู่กับอี๋หนิง
บนตั่งไม้
หลายวันมานี้อารมณ์ของอี๋หนิงไม่ดีนัก ทั้งยังไม่
ชอบเที่ยวเล่น เล่นไปสักพักก็ง่วงนอน พิงโต๊ะเล็ก
เข้าสู่ห้วงนิทรา นางเองก็อยากรอจนพี่หญิงใหญ่
กลับมา ทว่าร่างกายของเด็กเล็กมักรักการนอน
วัยนี้เป็นช่วงเวลาที่นางกำลังยืดตัว จึงยิ่งละโมบ
การนอนขึ้นไปอีก
หลินไห่หรูให้สาวใช้หอบผ้าห่มมาให้นาง อี๋หนิงมี
นิสัยชอบห่อตัวในผ้าห่ม นางเคลิ้มหลับไปบนตั่ง
ไม้
รอจนหลัวอี๋ฮุ่ยกลับมา เทียนในห้องจึงถูกจุด
สว่าง หลินไห่หรูกำลังกระซิบกระซาบกับรุ่ยเซียง
หลัวอี๋ฮุ่ยเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน นางให้สาวใช้
ประคองตนนั่งลง มองน้องสาวที่ห่อตัวประหนึ่ง
ดักแด้ นอนหลับสบาย ก็อดรู้สึกขบขันไม่ได้
“เดิมชอบนอนสะบัดผ้าห่มออก เหตุใดบัดนี้กลับ
ชอบนอนห่อตัวเสียแล้ว”
เสวี่ยจือกล่าว “บ่าวก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ หลังจาก
คุณหนูตกนํ้าก็ชอบนอนห่อตัวในผ้าห่มเจ้าค่ะ”
นี่เป็นความเคยชินของอี๋หนิง ตั้งแต่เล็กนางก็ชอบ
นอนห่อตัวในผ้าห่มนอนเช่นนี้ถึงจะรู้สึกสบาย แม้
ภายหลังจะออกเรือนไปแล้วก็ยังไม่ได้รับการ
แก้ไข
ทว่าหลัวอี๋ฮุ่ยกลับเข้าใจผิด นางมองใบหน้า
ด้านข้างของน้องสาวอย่างเหม่อลอยครู่หนึ่ง
จากนั้นก็เอ่ยปากถามหลินไห่หรู “ท่านบอกข้ามา
ตามตรงว่าวันนั้นเจิ้งมามากล่าวสิ่งใดกับท่านย่า
อาการของท่านย่าถึงได้ทรุดลง เจิ้งมามากล่าว
อะไรกันแน่”
หลินไห่หรูทอดถอนใจ “พวกเราเองก็ไม่รู้ ทว่า
ก่อนที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะจากไป ท่านพูดคุยกับคนคน
เดียวเท่านั้น ทั้งยังให้พวกเราออกไปให้หมดคนที่
ท่านพูดคุยด้วยคือหลัวเซิ่นหย่วน พี่ชายสามของ
อี๋หนิง”
ก่อนท่านย่าจะจากไปกลับเลือกคุยกับหลัวเซิ่น
หย่วน หลัวอี๋ฮุ่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีผู้ใดเข้าใจ
ความรู้สึกที่ท่านย่ามีต่อหลัวเซิ่นหย่วนดีไปกว่า
นางอีกแล้ว นางอยากพบหลัวเซิ่นหย่วนสักครั้ง ดู
ว่าเขามีแผนการอย่างไรน่าเสียดายที่วันนี้เขาไป
ติ้งโจว พรุ่งนี้ถึงกลับมา
ในปีนั้นน้องชายสามคนนี้ไม่ใช่บุคคลที่เชื่อใจได้
ความนึกคิดเขาเหี้ยมโหดเกินไป ทั้งยังปฏิบัติต่อ
ผู้อื่นอย่างเย็นชา
เมื่อครู่นางพูดคุยกับท่านพ่อพักหนึ่ง บัดนี้
หลัวเซิ่นหย่วนเป็นเจี่ยหยวนแล้ว ต่อไปบ้านรอง
ต้องพึ่งพาอาศัยเขา หากเขาอยากลงมือกระทำสิ่ง
ใดเกรงว่าแม้แต่นางก็คงไม่อาจหยุดยั้ง
อี๋หนิงเชื่อมั่นว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะดีต่อนางจริง ๆ
หรือ
——————–
[1] 1 หนึ่งเค่อ เท่ากับสิบห้านาที
[2] ตำแหน่งหลังหัวเจ็ดชุ่นเป็นจุดตายของงู