พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 50
วันต่อมา เมื่อกินมื้อเที่ยงเสร็จ หลัวอี๋ฮุ่ยก็ลอก ลวดลายอยู่ในเรือนเป็นเพื่อนน้องสาว
ฝีมือของพี่หญิงใหญ่คล่องแคล่ววิจิตร วาดผีเสื้อคู่ หนึ่งไล่หยอกเย้ากันได้เสมือนจริง เมื่อถึงคราว ของอี๋หนิง บนกระดาษกลับเป็นผีเสื้อตัวอวบอ้วน คู่หนึ่ง โผบินอย่างไร้เรี่ยวแรง
เสวี่ยจือ สวีมามา และคนอื่น ๆ เห็นก็พากัน หัวเราะ ทว่าอี๋หนิงกลับพึงพอใจ เด็กคนหนึ่งวาด ผีเสื้อตัวอ้วนออกมาได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
นางตัดสินใจใช้ลวดลายนี้ปักเป็นผ้าเช็ดหน้าให้ ตนเอง
สาวใช้เข้ามารายงานว่า คุณชายสามกลับมาแล้ว กําลังตรงมาที่ห้องหลัก
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็วางพู่กันลง ก่อนจะให้เสวี่ยจือ อุ้มนางขึ้นหลัวเซิ่นหย่วนไปติ้งโจวด้วยเรื่องโรงรับ จํานําที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวทิ้งไว้ให้นางเขาไปที่นั่น เพื่อช่วยนางตรวจสอบบัญชี เมื่อเขากลับมา นาง จึงต้องออกไปต้อนรับเขา ที่สําคัญที่นี่มีพี่หญิง ใหญ่คอยเฝ้ามองอยู่
ทันทีที่หลัวเซิ่นหย่วนเดินมาถึงเรือนปีกด้านข้างก็ เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งลงจากเก้าอี้กลม บินถลามา เบื้องหน้าเขาพร้อมกับยื่นมือเล็กออกมา มองเขา ด้วยสายตาคาดหวัง
เขาก้มหน้าลงมองนาง คล้ายไม่ทันตอบสนอง
อี๋หนิงจึงกะพริบตา เอ่ยเรียกเขา “พี่ชายสาม”
นางอยากให้เขาอุ้ม
ถึงปกติจะเคยอุ้ม แต่ก็ไม่เคยเห็นเจ้าเด็กคนนี้ร้อง ขอให้เขาอุ้มมาก่อน
หลัวเซิ่นหย่วนโน้มตัวลงแล้วอุ้มนางขึ้นมา อี๋หนิง ส่งสัญญาณให้เขาอุ้มตนไปยังเรือนของหลัวอี๋ฮุ่ย
ยามที่หลัวอี๋ฮุ่ยยังอยู่ในจวน นางถือเป็นผู้ทรง อํานาจ เมื่อแต่งออกไปก็มีสินเดิมยาวถึงสิบลี้ ตระกูลหลัวจัดงานเลี้ยงฉลองติดต่อกันสามวัน สามคืนภาพที่หลัวเซิ่นหย่วนพบเห็นได้บ่อยที่สุด คือนางคอยปกป้องดูแลอี๋หนิง ไม่ว่าอี๋หนิงจะทํา ข้าวของเสียหาย ก่นด่าสาวใช้ ทะเลาะวิวาท กับเจี่ยเอ๋อร์คนอื่น…เพียงแค่มีหลัวอี๋ฮุ่ยอยู่ ผู้ใดก็ ไม่กล้าปริปากต่อว่าน้องสาวนางสักคํา
อี๋หนิงซบบนไหล่ของเขา เอ่ยถามว่า “พี่ชายสาม โรงรับจํานําที่ติ้งโจวเป็นอย่างไรบ้าง”
มือเล็กของนางโอบรอบลําคอของหลัวเซิ่นหย่วน เมื่อพูดจึงสัมผัสได้ถึงไออุ่นเป็นระยะ ๆ ดูสนิท สนมยิ่งนัก
เป็นเพราะพี่หญิงใหญ่กลับมาแล้ว นางถึงดีใจ เพียงนี้ใช่หรือไม่
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ “เดิม ผู้ดูแลโรงรับจํานําก็เป็นคนของตระกูลโจวที่ ติดตามท่านย่ามาตอนออกเรือน บัดนี้กิจการ เจริญรุ่งเรืองยิ่ง” มือของเขาที่อุ้มอี๋หนิงไว้เกร็ง เล็กน้อย ยามเดินไปถึงเบื้องหน้าหลัวอี๋ฮุ่ยก็ไม่ได้ วางตัวอี๋หนิงลง เขาเอ่ยเรียกหลัวอี๋ฮุ่ยด้วยนํ้า เสียงสงบนิ่ง“พี่หญิงใหญ่”
หลัวอี๋ฮุ่ยใช้ฝาถ้วยชากวาดไล่ใบชาในถ้วย เงย หน้ามองหลัวเซิ่นหย่วน
คราวก่อนที่พบเขา เขายังเป็นเพียงบุตรคนโตของ อนุผู้เงียบขรึมบัดนี้เมื่อได้พบกันอีกครั้งกลับ แปรเปลี่ยนเป็นเจี่ยหยวนหลัวเซิ่นหย่วนแห่ง อาณาเขตเหนือเสียแล้ว ไร้ซึ่งความถ่อมตัวที่แต่ ก่อนเคยมี เขาสวมชุดคลุมยาวสีนํ้าเงินเข้ม ช่วง เอวห้อยป้ายหยกไขแพะอันหนึ่ง ร่างสูงโปร่งดุจ ต้นสนดูสุขุมให้กลิ่นอายเหนือปุถุชนทั่วไป
การแสดงออกที่เขามีต่ออี๋หนิงเรียบเฉย ทว่ายาม ที่อี๋หนิงเบี่ยงหน้ามาคุยกับนาง ท่อนแขนนั้นก็ ปกป้องร่างเล็กของอี๋หนิงไว้ทันที ป้องกันอย่าง ระมัดระวังไม่ให้นางร่วงตกลงมา
หลัวอี๋ฮุ่ยชี้ไปยังเก้าอี้กลมด้านข้าง บ่งบอกให้ หลัวเซิ่นหย่วนนั่งลง
อี๋หนิงรู้ว่าทุกครั้งที่หลัวเซิ่นหย่วนออกไปด้าน นอก เมื่อกลับมาก็จะเอาของมาฝากนาง นางจึง ยื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อของเขา ลงมือควานหา
หลัวเซิ่นหย่วนมองนาง หัวคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย เขาชะงัก ก่อนจะเอ่ยถาม “อี๋หนิง เจ้ากําลังทํา อะไร”
อี๋หนิงสัมผัสได้ถึงบางสิ่งแล้ว เมื่อล้วงออกมาก็ เห็นว่าเป็นกล่องขนาดเล็กเท่าฝ่ามือใบหนึ่ง สลัก
ลายเมฆาและสัตว์มงคล เมื่อเปิดออกก็พบว่าด้าน ในเป็นกุญแจหยกงามลํ้าอันหนึ่ง
รูปแบบต่างไปจากเมื่อก่อน เขาอาจไม่ได้อยาก มอบให้นาง
อี๋หนิงคิดถึงยามปกติที่หลัวเซิ่นหย่วนมักเอาขนม ต่าง ๆ มาฝากนางก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย หากนี่ เป็นสิ่งที่พี่ชายสามจะเอาไปมอบให้ผู้อื่นจะไม่ เท่ากับว่านางกําลังทําตัวน่าขบขันอยู่หรอกหรือ นางจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม“พี่ชายสาม นี่คือสิ่งใด หรือ”
“ในเมื่อเจ้าหาพบแล้ว ข้าย่อมเอามาฝากเจ้า” หลัวเซิ่นหย่วนจัดชายแขนเสื้อตนเอง พูดคล้าย จนปัญญา “คราหน้าอย่าได้ค้นหาของในแขนเสื้อ ข้าอีก”
บัดนี้เจ้าเด็กนี่มีจมูกของสุนัขแล้ว ของที่ไม่มีกลิ่น ยังค้นหาออกมาได้
อี๋หนิงกอดกล่องไว้ ไถลตัวลงมาจากอ้อมกอดของ หลัวเซิ่นหย่วนนางจะทําให้พี่ชายสามต้องอารมณ์ ขุ่นมัวอีกไม่ได้ เมื่อมองสาวใช้ใหญ่เล็กรอบข้างที่ พากันปิดปากกลั้นหัวเราะ นางก็ให้หลัวอี๋ฮุ่ยดู กุญแจหยก “พี่หญิงใหญ่ ท่านดูสิว่ากุญแจหยกนี้ งามหรือไม่”
หลัวอี๋ฮุ่ยปรายตามองคราหนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยด้วย นํ้าเสียงราบเรียบ“ในเรือนมีหยกตั้งมากมาย ยัง กลัวจะหาหยิบสักชิ้นมาสวมมิได้หรืออย่างไรแต่ แม้งานแกะสลักนี้จะดูธรรมดา ทว่าคุณภาพหยก ไม่เลว เจ้าจะเอาออกไปเล่นก็ได้”
เมื่ออี๋หนิงได้ยิน หัวใจก็พลันรัดแน่น เห็นได้ชัดว่า หลัวอี๋ฮุ่ยยังมีใจต่อต้านหลัวเซิ่นหย่วน ให้เอาหยก ชิ้นหนึ่งมาเล่น นั่นมิใช่เป็นการกล่าวว่าหยกนี้ไม่มี ราคาค่างวดอันใดหรือ…
นางมองหลัวเซิ่นหย่วน เขาเพียงจิบชาอึกหนึ่ง ไม่ ปริปากพูดอะไร
“สวีมามา ลมพัดมาแล้ว พาอี๋หนิงไปสวมเสื้อ คลุมอีกชั้นเถิด”หลัวอี๋ฮุ่ยเอ่ย “ข้าเอาเสื้อคลุม กลับมาให้นางหลายตัว ประจวบเหมาะให้นางได้ ลองสวมตัวสีฟ้านั่นพอดี”
หลัวอี๋ฮุ่ยต้องการสนทนากับพี่ชายสามเพียงลําพัง
อี๋หนิงไม่ได้รั้งรอ ตามสวีมามาไปยังห้องอุ่นเพื่อ เปลี่ยนเสื้อผ้ายอดฝีมือปะทะกันย่อมรู้ผลแพ้ชนะ ในชั่วพริบตา อย่างไรหลัวเซิ่นหย่วนและหลัวอี๋ฮุ่ย ก็เป็นคนฉลาดปราดเปรื่องทั้งคู่ สิ่งที่นางสามารถ ทําได้ นางก็ทําแล้วที่เหลือก็ต้องดูว่าพวกเขาจะ ปรองดองกันได้หรือไม่
สวีมามาหยิบเสื้อสีฟ้าในกล่องออกมาให้นาง เปลี่ยน ซงจือถือกล่องมาถามนาง “เจี่ยเอ๋อร์ สิ่ง นี้จะให้เก็บไว้ในคลังหรือไม่”
อี๋หนิงกําลังจะพยักหน้าก็พลันคิดขึ้นได้ “เอามา ให้ข้าดูก่อน”
ซงจือเปิดกล่องหยิบกุญแจหยกส่งให้นาง นางเล่น อยู่ครู่หนึ่งถึงได้สังเกตเห็นที่ด้านล่างของกุญแจ หยกมีตัวอักษรจ้วนซูคําว่า ‘เหมย’ แกะสลักอยู่ นี่เป็นตัวอักษรของพี่ชายสาม…นางก็ว่าแล้ว ว่า ช่างแกะสลักหยกคนใดมีฝีมือยํ่าแย่ถึงเพียงนี้ ที่ แท้ก็เป็นเขาที่ลงมือแกะสลักด้วยตนเอง
แต่เขากลับไม่ยอมพูด หากวันนี้นางไม่ทันสังเกต เกรงว่าคงถูกเก็บเข้าคลังไปแล้ว
อี๋หนิงให้ซงจือเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะประทินโฉม รอ จนเมื่อนางแต่งกายเสร็จเรียบร้อยและเดินออกไป ก็ได้ยินพี่หญิงใหญ่กับพี่ชายสามกําลังถกกันเรื่อง ชา ต้องเป็นใบชาชนิดใด ผ่านกี่นํ้าจึงจะให้รสชาติ ที่ดีที่สุด เห็นทีความรู้เรื่องชาของหลัวเซิ่นหย่วน จะไม่เลว หลัวอี๋ฮุ่ยชอบชาจวินซานหยินเจิน จึง ถามหลัวเซิ่นหย่วนว่าควรเก็บรักษาใบชาจวิน ซานหยินเจินอย่างไรจึงจะดีที่สุดวิธีการจัดเก็บ ของนางมักทําให้รสชาติของชาผิดเพี้ยนเสมอ
หารือกันเร็วถึงเพียงนี้เชียว
อี๋หนิงเดินเข้าไป พบว่าในมือของพี่ชายสามกําลัง ถือภาพวาดผีเสื้อตัวอวบอ้วนของนางอยู่ เขาพูด ด้วยนํ้าเสียงสงบนิ่ง “มิสู้เก็บไว้ในกระบอกไม้ไผ่ที่ สามารถขับนํ้าได้ดีกว่า การเก็บรักษาไว้ในเครื่อง ไม้ธรรมดา เกรงว่าจะรักษากลิ่นหอมเอาไว้ไม่ได้ ขอรับ”
ท่าทางของหลัวอี๋ฮุ่ยคล้ายกําลังใช้ความคิด สองพี่ น้องนิ่งเงียบอยู่นานอี๋หนิงมองไปทางเสวี่ยจือที่อยู่ ด้านข้าง เสวี่ยจือผงกศีรษะให้นาง ส่งสัญญาณว่า ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว
หลัวอี๋ฮุ่ยเห็นว่านางออกมาแล้วก็กวักมือเรียกนาง มาข้างกาย เอ่ยกับนางว่า “อีกครู่ข้าจะไปที่เรือน ของท่านแม่ เจ้าก็อยู่ในห้อง นอนกลางวันเสีย
ตอนเย็นพวกเราค่อยไปไว้ทุกข์ที่ห้องโถงหลัก ด้วยกัน เข้าใจหรือไม่”
อี๋หนิงผงกศีรษะรับคํา หลัวอี๋ฮุ่ยให้สาวใช้ประคอง ตัวลุกขึ้น เมื่อเห็นช่วงเอวที่ใหญ่เทอะทะของพี่ หญิงใหญ่ และคิดถึงว่านางยังต้องคอยเป็นกังวล แทนบ้านรอง อี๋หนิงก็ปวดใจเล็ก ๆ ทว่ามีหลาย เรื่องที่ตนไม่สามารถลงมือกระทําแทนพี่หญิงใหญ่ ได้จริง ๆ
อี๋หนิงมองพี่หญิงใหญ่เดินออกไปที่ทางเดิน นาง หมุนตัวกลับมาหลัวเซิ่นหย่วนยังคงมองภาพนั้น อยู่
“อี๋หนิง นี่เป็นภาพที่เจ้าวาดหรือ” เขาถาม
อี๋หนิงตอบรับว่าใช่
มุมปากเขากระตุกเล็กน้อย พูดด้วยเสียงแผ่วตํ่า คล้ายกําลังชั่งใจ“อักษรเขียนได้ธรรมดาก็ช่างเถิด เหตุใดวาดรูปจึงยัง…” เขามักประหลาดใจเสมอ เหตุใดนางจึงไม่มีพรสวรรค์ของคุณหนูแห่ง ตระกูลหลัวแม้เพียงเศษเสี้ยว ทว่าบัดนี้เขาไม่ แปลกใจแล้ว
อี๋หนิงฟังไม่ชัดจึงถามเขา “พี่ชายสาม ท่านกล่าว ว่าอะไรนะเจ้าคะ”
“รอผ่านช่วงไว้ทุกข์ไป ข้าจะหาอาจารย์ให้เจ้าคน หนึ่ง สอนการเขียนพู่กันให้เจ้า” หลัวเซิ่นหย่วน วางภาพในมือลง ตัดสินใจว่าต่อจากนี้จะไม่บังคับ นางแล้ว
อี๋หนิงยังต้องนอนกลางวัน ดังนั้นเขาจึงรั้งอยู่ไม่ นานก็จากไป
อี๋หนิงนอนอยู่บนเตียง พลิกตัวไปมา ไม่นานก็เข้า สู่ห้วงนิทรา สวีมามาเห็นว่าอี๋หนิงหลับแล้วก็หยิบ ผ้านวมมาห่มเพิ่มให้ ใกล้เข้าฤดูเหมันต์แล้ว ยาม ลมพัดมาจึงทําให้หนาวสะท้าน นางพูดกับซงจือ “เห็นทีอีกไม่นานอากาศคงจะเย็นลง รบกวนแม่ นางซงจือไปที่คลังของเจี่ยเอ๋อร์ หาเตาอุ่นพก
ออกมาสักสองสามอันเถิด ร่างกายคุณหนูกลัว ความหนาว ไม่อาจทนรับความเย็นได้”
ซงจือรับคําสวีมามา ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ของเหล่านี้ของอี๋หนิงยังอยู่ที่ห้องโถงหลัก ยัง ไม่ได้ขนย้ายมา นางต้องเรียกสาวใช้และบ่าวหญิง ชราหลายคนไปช่วยขนของกับนางที่ห้องโถงหลัก
เมื่ออี๋หนิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าแสงที่ลอดผ่าน หน้าต่างเริ่มอ่อนลงแล้วครั้งนี้นางนอนหลับลึก มาก นางรู้สึกหนาวเล็กน้อย มือเท้าเย็นเยียบ
นางลุกขึ้นนั่ง ได้ยินเสียงคนพูดคุยอยู่ด้านนอก “…แค่นี้จะถือว่าหนักหนาอะไร ตอนที่ข้ายังอยู่ที่
ชนบท ทั้งข้าวสาลีข้าวฟ่างในนา ข้าแบกไหว ทั้งนั้น”
อี๋หนิงเปิดหน้าต่างก็เห็นชิงชวี่กําลังรับกล่องมา จากสาวใช้คนหนึ่ง
สาวใช้คนนั้นมองนางจากทางด้านหลัง ท่าทาง วิตกกังวล “ของด้านในเป็นแจกันกับเครื่องหยก ของคุณหนูเจ็ด เจ้าอย่าได้ทําเสียหายเล่า!”
ทว่าชิงชวี่กลับขนของไปยังห้องตรงข้ามด้วยท่าที สบาย ๆ
ซงจือเข้ามาจากด้านนอก ก่อนจะหยิบเตา ทองเหลืองขนาดพกพาที่บรรจุนํ้าร้อนไว้ด้านใน มาให้อี๋หนิง ซงจือวางเข้าไปใต้ผ้านวมของนาง ไม่ นานเท้าก็เริ่มรู้สึกอุ่น อี๋หนิงแนบฝ่าเท้าเข้ากับเตา ทองเหลือง ฟังซงจือพูดกลั้วหัวเราะ “ท่านอย่าได้ กล่าวไป พละกําลังของแม่นางชิงชวี่มหาศาลยิ่ง นักเมื่อครู่ให้นางไปจัดการเรื่องในคลัง นางคน เดียวสามารถทํางานแทนบ่าวรับใช้สองคนได้ สบาย ๆ”
เจิ้งมามาจากไป ทิ้งชิงชวี่ไว้ที่นี่ หญิงสาวเช่นนาง ไม่ว่าจะโยนไปไว้ที่ใดก็ดูเหมือนจะเติบโตได้ไม่เลว พละกําลังมหาศาล ทั้งยังรู้จักทํางาน พูดจา ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม สาวใช้และบ่าวหญิง ชราในเรือนของอี๋หนิงต่างชื่นชอบนาง ชิงชวี่คิด ว่าการที่นางอยู่ที่นี่ก็เพื่อดูแลรับใช้อี๋หนิง เจิ้งมา
มาพูดแล้วว่าอย่างไรนางก็ต้องอยู่ตายที่นี่ ดังนั้น ซงจือขอให้นางกลับไป นางก็ไม่ยอม กอดห่อ สัมภาระกล่าวว่า “ให้ข้าติดตามคุณหนูเถิด ข้าขอ ข้าวสักคําก็พอ อย่างไรเจิ้งมามาก็ไม่ต้องการข้า แล้ว กลับไปก็มีแต่จะถูกขับไล่กลับมา” ตัวนางสูง ใหญ่ คุกเข่าอยู่ตรงนั้น ท่าทางอดสูน่าเวทนานัก
เมื่ออี๋หนิงเห็นดังนั้นจึงให้นางอยู่ต่อ ช่วยงานใน เรือน
“นางจิตใจดี” อี๋หนิงกล่าวเพียงเท่านี้ก็กอดเตา อุ่นไว้ “ขนของในคลังออกมาแล้วรึ”
ซงจือผงกศีรษะ คลายผมของอี๋หนิงออกแล้วสาง ให้ใหม่ ขณะสางผมก็พูด “บ่าวบังเอิญพบสี่เสวี่ย สาวใช้ใหญ่ข้างกายของฮูหยินใหญ่ ได้ยินว่าฮู หยินใหญ่ต้องการเชิญนายท่านไปหารือเรื่องพิธี ศพของฮูหยินผู้เฒ่า บัดนี้ฮูหยินใหญ่ทําตัวห่าง เหินกับพวกเรานัก สี่เสวี่ยพูดคุยกับบ่าวยังต้อง คอยระแวดระวัง…”
อี๋หนิงยังมีอาการสะลึมสะลือง่วงนอน แต่เมื่อฟัง ถึงตรงนี้ก็ลืมตาทันควัน
“เจ้ากล่าวว่าป้าสะใภ้เชิญท่านพ่อไปหารือเรื่อง พิธีศพหรือ”
ซงจือผงกศีรษะ อี๋หนิงนั่งตัวตรง แม้จะหารือเรื่อง พิธีศพก็ควรรอให้เสร็จพิธีกรรมก่อน นักพรต ทํานายวันสร้างสุสานออกมาแล้ว ยามนี้จะต้อง หารืออะไรอีก นอกจากนี้เรื่องนี้ควรเป็นท่านพ่อ กับท่านลุงเป็นผู้เกริ่นขึ้นเหตุใดต้องให้เฉินซื่อเป็น ผู้ริเริ่ม…
อี๋หนิงมีลางสังหรณ์ไม่ดีนัก เมื่อคิดว่าพี่หญิงใหญ่ ยังอยู่ที่เรือนของท่านแม่ก็ให้ซงจือสวมรองเท้าให้ นางต้องไปที่เรือนของหลินไห่หรู
ระยะทางไม่ไกลนัก อี๋หนิงเดินนําซงจือ ก่อนจะ ให้ซงจือทวนเรื่องราวให้ฟังอีกครั้ง อย่าว่าแต่นาง เลย หลังจากที่หลัวอี๋ฮุ่ยได้ยินก็เพียงยิ้มแล้วเอ่ย “สาวใช้คนนี้นับว่ามีไหวพริบทีเดียว”
นางคล้ายไม่ประหลาดใจเท่าไรนัก หันหน้าไปเอ่ย กับหลินไห่หรู“ท่านแม่เก็บของเถิด พวกเราจะไป ที่ห้องโถงหลักพร้อมกัน”
หลินไห่หรูยังไม่ค่อยเข้าใจ “ฮุ่ยเจี่ยเอ๋อร์ นี่มัน เรื่องอะไรกัน ไปที่ห้องโถงหลักเพื่ออะไร”
สาวใช้ของหลัวอี๋ฮุ่ยประคองนางลุกขึ้น “บัดนี้ที่ ห้องโถงหลักคงกําลังครึกครื้นเป็นแน่ พวกเราจึง ต้องไปชมสักหน่อย” นางลูบศีรษะของอี๋หนิงถาม ว่า “เหมยเหมยอยากไปด้วยกันหรือไม่”
อี๋หนิงมองสีหน้าของหลัวอี๋ฮุ่ย ทันใดนั้นก็คิดขึ้น ได้ว่า อันที่จริงพี่หญิงใหญ่เข้าใจทุกสิ่ง นางแค่ กําลังรอเท่านั้น
นางอยากรอให้เฉินซื่อพูดเรื่องแยกบ้านขึ้นมา ก่อน เช่นนี้บ้านรองก็ไม่ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหา ว่าอกตัญญูแล้ว
หากไม่แยกบ้าน บ้านใหญ่จะต้องข่มบ้านรองเป็น แน่ ในเมื่อสมบัติส่วนกลางเป็นของทุกคน แต่ หลายปีมานี้เฉินซื่อเป็นคนคอยดูแล เฉินซื่อเป็น สะใภ้ใหญ่ หากอยากจะดูแลต่อก็ถือเป็นเรื่อง สมเหตุสมผล เพียงแต่เดิมนางไม่ยินยอมจะแยก บ้าน เหตุใดจึงพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้
อี๋หนิงอยากไปดูที่ห้องโถงหลักขึ้นมาโดยพลัน ผู้ที่ เอ่ยเรื่องแยกบ้านขึ้นมาก่อนย่อมไม่พ้นข้อครหา อกตัญญู แต่หากสถานการณ์ได้เปรียบก็สมควร ทํา
ในตอนนี้เอง สาวใช้ใหญ่ของหลัวอี๋ฮุ่ยก็เข้ามา ยอบกายกล่าวกับหลัวอี๋ฮุ่ย “ฮูหยิน คุณชายสาม อยู่ที่ห้องโถงหลักแล้วเจ้าค่ะ”
“รู้แล้ว จุดตะเกียงเถิด” หลัวอี๋ฮุ่ยพูด