พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 53
เจ้าก้อนอ้วนกลม สวมเสื้อกันหนาวผ้าไหม มีขนสี
ขาวหิมะล้อมรอบอยู่ตรงขอบคอเสื้อ ขับเน้นให้
สองแก้มนางแดงระเรื่อ ต้องกล่าวว่าแม่เลี้ยงขุน
ได้ดีนัก เนื้อยุ้ย ๆ บนใบหน้าเล็กทำให้ผู้มอง
อยากบีบขยำ
อี๋หนิงย่อมไม่รู้ตัว ยิ้มตาหยีเอ่ยถามเขา “พี่ชาย
สาม หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านเลย ท่านยุ่งอยู่
หรือ”
“ท่านพ่อเชิญท่านผู้เฒ่าฮั่นหลินที่เพิ่งเกษียณจาก
สำนักฮั่นหลินมาบรรยายเรื่องการเขียนบทความ
ให้ข้ากับพี่ชายใหญ่ นอกจากนี้ข้ายังต้องช่วยเจ้า
ดูแลร้านค้า ถือว่ายุ่งเล็กน้อย” หลัวเซิ่นหย่วน
เอ่ย “เจ้าอยู่ที่เรือนของท่านแม่ ดื้อซนบ้าง
หรือไม่”
เขามองเจ้าก้อนอ้วนกลมที่กะพริบตาปริบ ๆ อ้วน
ๆ กลม ๆ ดูน่ารักยิ่งเขาอดลูบศีรษะนางไม่ได้ นํ้า
เสียงอ่อนละมุนลงเล็กน้อย “ต้องรู้จักเชื่อฟัง
เข้าใจหรือไม่ รอผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไป ข้าจะเชิญ
อาจารย์มาอบรมเจ้าหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าเอาแต่
ขลุกตัวเล่นกับอี๋ซิ่วทั้งวัน”
นี่พี่ชายสามหมายความว่าอย่างไร อยากจะบ่ม
เพาะนางให้เป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางชั้นสูง
ให้ได้จริง ๆ หรือ อี๋หนิงรู้ว่าหลัวเซิ่นหย่วน
อยากจะควบคุมนาง ยามนี้หลินไห่หรูเอาแต่
ปรนเปรอนาง บ่าวหญิงชราในห้องก็ตามใจนาง
หลัวเฉิงจางยิ่งไม่กล้าควบคุมอะไรนาง นับไปนับ
มา ภาระแย่ ๆที่ต้องดูแลนางจึงตกลงบนหัวของ
หลัวเซิ่นหย่วน
ตั้งแต่พี่ชายสามรับภารกิจดูแลนาง เขาก็ยิ่ง
เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
อี๋หนิงเริ่มรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่รั้งตัวหลัวเซิ่นหย่
วนไว้ คิดถึงตนที่โตเป็นผู้ใหญ่ อายุอานามขนาดนี้
แล้ว เหตุใดถึงต้องถูกหลัวเซิ่นหย่วนอบรมสั่งสอน
อยู่อีก นี่ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจสักนิด
“ข้ายังต้องไปที่เรือนของท่านแม่ ไม่รบกวนพี่ชาย
สามแล้ว” อี๋หนิงยิ้มพลางกล่าวลาหลัวเซิ่นหย่วน
แต่เมื่อนางเดินไปถึงทางเข้าระเบียงทางเดิน เขา
กลับเรียกนางไว้กะทันหัน “อี๋หนิง เจ้าช้าก่อน”
อี๋หนิงลอบคิดว่ายังมีธุระอื่นใดอีก หลัวเซิ่นหย่วน
สาวเท้าเข้ามาหลายก้าวแล้วจับมือนางไว้
มือเล็กของนางเย็นเฉียบจนแดงกํ่า เมื่อครู่เขาไม่
ทันได้สังเกต ยามสัมผัสถึงได้รู้ว่าบัดนี้มือนางเย็น
ประดุจนํ้าแข็ง
หัวคิ้วของหลัวเซิ่นหย่วนขมวดมุ่น วันที่หิมะตก
สภาพอากาศย่อมหนาวเหน็บ ใบหน้าหล่อเหลา
ของเขาปรากฏแววมืดทะมึนหลายส่วน เอ่ยถาม
เสวี่ยจือที่ติดตามนางอยู่ด้านหลัง “เจ้าดูแล
คุณหนูของพวกเจ้าอย่างไร มือถึงได้เย็นเพียงนี้”
อี๋หนิงเพิ่งตระหนักว่าเหตุใดพี่ชายสามถึงเรียก
นางไว้ นางแก้ต่างให้เสวี่ยจือ “เมื่อคืนหิมะตก
อากาศหนาวเย็น เต่าสองตัวนั้นถูกแช่แข็งอยู่ใน
สระ ไม่ง่ายเลยกว่าข้าจะยื้อชีวิตพวกมันกลับมา
ได้ มือถึงได้แข็งจนแดง…ไม่เกี่ยวกับเสวี่ยจือนะ
เจ้าคะ”
หลัวเซิ่นหย่วนจ้องใบหน้านางเขม็ง ยิ้มเย็น “เจ้า
รู้จักสรรหาข้อแก้ตัวแล้ว”
อี๋หนิงไม่กล้าแก้ต่างอีก นางเงยหน้ามองดวงตา
ของเขา ถึงได้พบว่าพี่ชายสามยังคงดูสูงตระหง่าน
เฉกเช่นในอดีต นางสูงกว่าช่วงเอวเขาเล็กน้อย
นางกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ดูเหมือนจะสูงขึ้น
อีกนิดหน่อย สีหน้าที่เขาจับจ้องมองมาที่นาง
ยังคงเรียบเฉย คล้ายกำลังคาดคั้นให้นางยอมรับ
ผิด
อี๋หนิงถอนหายใจ “พี่ชายสาม ข้าทราบแล้ว
ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว…”
สีหน้าเขาถึงได้ดีขึ้นมาหน่อย ดึงมืออีกข้างของ
นาง ก่อนจะสอดเข้าไปในแขนเสื้อของตน ใช้มือ
กุมไว้จนกระทั่งมือของนางเริ่มอุ่นขึ้น
มือทั้งสองข้างของอี๋หนิงอุ่นร้อน นางเดินมาถึง
เรือนของหลินไห่หรู
ในห้องเผาถ่านไว้ ทันทีที่ม่านแหวกออกก็ปะทะ
เข้ากับไออุ่นร้อน สบายยิ่งนัก
หลินไห่หรูกำลังตรวจบัญชีค่าใช้จ่ายของเรือนต่าง
ๆ สาวใช้และบ่าวหญิงชราที่มีหน้ามีตาต่างมา
รวมกันที่เรือน นางกำลังยุ่งวุ่นวายจนหัวแทบ
ระเบิด จึงให้อี๋หนิงหาที่นั่งเอง หลินไห่หรูจิบชา
อึกหนึ่งเพิ่มความชุ่มชื้นในลำคอ ก่อนจะหารือกับ
บ่าวหญิงชราเรื่องงานฉลองปีใหม่
เรื่องงานศพในจวนเพิ่งผ่านพ้นไป ปีใหม่จึงต้อง
จัดให้สมถะเรียบง่ายทว่าอย่างไรก็ถือเป็นวันที่
ไม่ได้เวียนมาบรรจบได้ง่าย ๆ
อี๋หนิงดื่มรังนกที่รุ่ยเซียงยกมาให้ ตั้งใจฟังเรื่อง
ของบ้านรอง อันที่จริงบ้านรองนี้เรียบง่าย
นอกจากหลินไห่หรูและเรือนของเฉียวอี๋เหนียง
แล้ว ก็มีอี๋เหนียงที่ไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานอีกคน
หนึ่ง นางเป็นสาวใช้ของหลัวเฉิงจางที่ถูกแต่งตั้ง
ขึ้น อาจเพราะถูกยกย่องขึ้นจากตำแหน่งสาวใช้
จึงวางตนเชื่อฟังเจียมเนื้อเจียมตัว เข้ามาคารวะ
หลินไห่หรูทั้งวัน อ่อนน้อมถ่อมตน
อี๋หนิงมาอยู่อาศัยกับหลินไห่หรู ทว่าเรือนปีก
ด้านข้างของอี๋หนิงกลับดูคล้ายเรือนขนาดย่อม
ที่ตั้งเป็นเอกเทศหลังหนึ่งมากกว่า มีทั้งเรือนตรง
ข้ามห้องด้านหลังและห้องเล็กด้านข้างครบครัน
มีเพียงไม่ต้องก่อเตาไฟทำอาหารสามมื้อ เพราะ
อี๋หนิงไปกินที่เรือนของหลินไห่หรู หลินไห่หรูชอบ
อี๋หนิง หากไม่ใช่เพราะระยะนี้หลัวเฉิงจางมักมา
พักผ่อนที่เรือนของนางเป็นประจำ นางก็อยากจะ
ลากอี๋หนิงเข้าไปนอนด้วย กลางคืนก็จะเล่านิทาน
ให้อี๋หนิงฟัง
วันนั้นขณะที่หลัวเฉิงจางเดินเข้าประตูมาก็เห็น
หลินไห่หรูกับอี๋หนิงกำลังนั่งอยู่บนตั่งไม้ หลินไห่
หรูปาดขี้ผึ้งสีอำพันจากตลับเคลือบวิจิตรตลับ
หนึ่งทาลงบนมือของอี๋หนิง ก่อนจะถามนางด้วย
รอยยิ้ม “อี๋หนิง เจ้าลองดมดูเร็วเข้าว่าหอม
หรือไม่ นี่เป็นขี้ผึ้งกุหลาบที่ตู้มามาซื้อมาจากเมือง
หลวง…”
อี๋หนิงยกมือขึ้นมาดม แล้วยิ้มตาหยี ตอบด้วยนํ้า
เสียงเจื้อยแจ้วว่าหอม
ตั้งแต่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวจากไป น้อยครั้งนักที่
หลัวเฉิงจางจะเห็นอี๋หนิงมีความสุขเช่นนี้ พวก
นางคนหนึ่งตัวใหญ่คนหนึ่งตัวเล็กนั่งอิงแอบกัน
ดุจมารดากับบุตรสาวแท้ ๆ อี๋หนิงเองก็ชอบนาง
ตัวติดกับนาง ใกล้ชิดสนิทสนมตั้งแต่หมิงหลาน
จากไป หลัวเฉิงจางก็ไม่ได้เห็นภาพเช่นนี้อีก
แม้แต่สีหน้าของหลินไห่หรูก็ยังดูอ่อนละมุนขึ้นมา
นางปฏิบัติต่อเด็กน้อยด้วยความจริงใจเด็กถึงได้
ตอบแทนด้วยใจจริง หลัวเฉิงจางนึกถึงคำกำชับ
ของบุตรสาวคนโตจึงพักแรมอยู่ที่เรือนของหลิน
ไห่หรูติดต่อกันนานกว่าครึ่งเดือน
อี๋หนิงก็รู้ความนัก ทุกวันรอถึงยามเที่ยงถึงได้ไปที่
เรือนของหลินไห่หรูเมื่อเห็นหลัวเฉิงจางกับหลิน
ไห่หรูใกล้ชิดชื่นมื่น นางย่อมมีความสุข
วันสองวันยังดี ทว่าเมื่อผ่านไปครึ่งเดือน เฉียวอี๋
เหนียงก็นั่งไม่ติดแล้ว
เมื่อนางมาคารวะหลินไห่หรูจึงมักกล่าวว่าสุขภาพ
ของเซวียนเกอร์ไม่ดีประเดี๋ยวปวดท้อง วันต่อมา
ก็ปวดหัว ไม่หยุดไม่หย่อน
อย่างไรหลัวเฉิงจางก็ยังรักสงสารบุตรชายตัวน้อย
ของตน เมื่อคืนจึงไปที่เรือนของเฉียวอี๋เหนียง
หลินไห่หรูสั่งงานเสร็จเรียบร้อยก็นั่งลงข้างกาย
อี๋หนิง หยิกแก้มของนาง“รังนกอร่อยหรือไม่”
อี๋หนิงตอบในใจว่าอร่อย แต่ที่นางกังวลคือเนื้อ
บนใบหน้าของตนที่เมื่อไรจะสลายหายไป หลิน
ไห่หรูราวกับรู้ว่านางกำลังคิดอะไรจึงโบกมือ
“เจ้าอย่าไปเลียนแบบพวกคุณหนูบอบบางกิ่วลม
ดุจใบหลิวเลย มีเนื้อมีหนังหน่อยถึงจะงาม!”
หลินไห่หรูชอบให้อี๋หนิงจํ้ามํ่าหน่อย ดูแล้วเป็น
มงคล นางผู้เป็นคนเลี้ยงดูก็รู้สึกสบายใจ “ญาติผู้
พี่คนที่ห้าของเจ้า หรือก็คือเจ้าเด็กหลินเม่านั่นส่ง
ส้มจากถังซีมาให้เจ้ากล่องหนึ่ง แม้ส้มจะไม่ใช่
สิ่งของหายาก แต่ในฤดูกาลนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้
ง่าย ๆ อีกสักครู่เจ้าก็ขนไปกินเสีย…มิสู้แม่ปอกให้
เจ้าลองชิมสักผลตอนนี้”
อี๋หนิงเกือบสำลัก
ว่าที่ท่านรองเจ้ากรมหลินผู้เถรตรงส่งส้มมาให้
นางกล่องหนึ่ง
หลินไห่หรูรีบวางผลส้มที่ปอกเสร็จครึ่งลูกในมือ
แล้วตบหลังให้นาง“กินช้า ๆ หน่อย เจ้าเด็กคนนี้
แค่รังนกยังสำลักได้”
อี๋หนิงสำลักไออยู่หลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยถาม “ข้า
ไม่เคยพบญาติผู้พี่หลินเม่ามาก่อน เหตุใดเขาถึง
ส่งส้มมาให้ข้า”
หลินไห่หรูยิ้มพลางเอ่ย “เขาไม่เคยพบเจ้า แต่
ยามที่แม่กลับบ้านมักพูดถึงเจ้าบ่อย ๆ ญาติผู้พี่
คนโตตลอดจนญาติผู้พี่คนที่ห้าต่างรู้จักเจ้า เจ้ายัง
จำปินทองที่แม่มอบให้เจ้าคราก่อนได้หรือไม่ นั่น
เป็นของที่ญาติผู้พี่คนรองมอบให้เจ้า ญาติผู้พี่
หลินเม่ากล่าวว่าเขาจะมาเยี่ยมเจ้าด้วยตนเอง
ท่านแม่ของเขาก็อยากจะส่งเขามาที่นี่เพื่อให้แม่
ช่วยอบรมสั่งสอน เกรงว่าอีกไม่นานเจ้าก็จะได้
พบเขาแล้ว”
อี๋หนิงยังเด็ก ผู้อื่นมอบของให้นางไม่ถือว่าแปลก
อะไร เพียงคิดว่าเป็นการมอบให้เด็กคนหนึ่ง
เท่านั้น
อี๋หนิงสงบลง หยิบส้มกลีบหนึ่งในมือของแม่เลี้ยง
ยัดเข้าปาก นางเกือบลืมไปแล้วว่าคนในตระกูล
หลินล้วนรักความสนุกสนาน จะทำอะไรก็คงไม่ใช่
เรื่องแปลกประหลาด
ส้มค่อนข้างหวาน ทว่าไม่ค่อยมีนํ้าสักเท่าไร
หลังจากอี๋หนิงกลับไปก็แบ่งส้มในกล่องบางส่วน
แจกจ่ายให้กับคนในบ้านรอง ทั้งยังส่งหลายผลไป
ให้หลัวอี๋ซิ่ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อตื่นขึ้นมานางก็ได้ยินว่าเมื่อคืน
เฉียวอี๋เหนียงเชิญหลัวเฉิงจางไปอีกครั้ง เหตุผล
คือเซวียนเกอร์กินข้าวไม่ลง
อี๋หนิงได้ยินก็ยิ้มหยัน เฉียวอี๋เหนียงใช้ลูกน้อยมา
ร้องขอความเอ็นดูรึเมื่อนางไปถึงหน้าประตูเรือน
หลินไห่หรูก็ได้ยินบทสนทนาประจำวันของหลิน
ไห่หรูกับรุ่ยเซียง กล่าวถึงเจ้ากีบเท้าน้อยตัวนั้น
เจ้าจิ้งจอกสาวตัวนี้สลับวนเวียนไปมา
ทันทีที่อี๋หนิงก้าวผ่านประตูไป หลินไห่หรูก็หยุด
ลง บัดนี้ในห้องนางมีอี๋หนิงอยู่ด้วย นางเกรงว่าจะ
สอนให้เด็กน้อยเสียคน หากคำกล่าวเหล่านี้หลุด
ออกจากปากของอี๋หนิง เกรงว่าหลัวเฉิงจางคงมา
ไต่สวนเอาความกับนาง
เช้านี้เฉียวอี๋เหนียงต้องเข้ามาคารวะ หลัวเฉิงจาง
เข้ามาพร้อมกับนางเฉียวอี๋เหนียงกำลังตักโจ๊กเนื้อ
ไก่ฉีกให้หลัวเฉิงจางถ้วยหนึ่งก็ได้ยินอี๋หนิงถาม
“เฉียวอี๋เหนียง ข้าได้ยินว่าเมื่อวานสุขภาพของ
น้องชายมิสู้ดีอีกแล้วหรือ”
เฉียวอี๋เหนียงยืนอยู่ข้างกายหลัวเฉิงจางด้วย
ท่วงท่าสง่างามอ่อนหวานตอบด้วยนํ้าเสียงอับจน
“เด็กนั่นไม่รู้เป็นอะไร กินข้าวไม่ลง…”
อี๋หนิงปรายตามองจริตการยืนของเฉียวอี๋เหนียง
ก่อนจะมองไปยังหลินไห่หรูก็เห็นว่านางซึ่งกำลัง
ดื่มนํ้าเต้าหู้หยุดการเคลื่อนไหว อี๋หนิงลอบถอน
ใจ ตัดสินใจเย้าแหย่เฉียวอี๋เหนียงสักครั้ง ดังนั้น
จึงยิ้มพลางเอ่ย “เหตุใดจึงไม่รู้เหตุผลเล่า ข้าว่า
คงเป็นเพราะบ่าวไพร่ดูแลขาดตกบกพร่อง ถึงได้
ทำให้น้องชายไม่สบาย”
หลัวอี๋เหลียนกินขนมเปียะได้ครึ่งชิ้นก็ไม่กินแล้ว
นางรับนํ้าจากสาวใช้มาดื่มกลั้วปาก ก่อนกล่าว
เสียงละมุน “น้องสาวเจ็ดเข้าใจผิดแล้ว สาวใช้
ของเรือนเฉียวอี๋เหนียงล้วนปรนนิบัติอย่างเต็ม
กำลัง ไม่เคยปรนนิบัติขาดตกบกพร่อง”
“นี่ก็ไม่แน่” อี๋หนิงหัวเราะอย่างไร้เดียงสา “อี๋
เหนียงกับพี่หญิงหกไม่สามารถดูแลน้องชายได้
ตลอดเวลา ข้าเห็นว่ามิสู้ทำตามนี้…” นางมองไป
ทางหลัวเฉิงจางที่กำลังกินโจ๊ก “เอาน้องชายมา
เลี้ยงที่เรือนของท่านแม่สักระยะพวกเราจะตั้งใจ
ดูแลอย่างดี อาการปั่วยของน้องชายต้องหายเป็น
ปลิดทิ้งแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านเห็นว่า
อย่างไร”
หลายวันมานี้หลัวเฉิงจางเป็นห่วงบุตรชายตัว
น้อยยิ่งนัก ทันทีที่ได้ยินคำพูดของอี๋หนิงก็รู้สึกว่า
มีเหตุผลจึงผงกศีรษะ “อี๋หนิงกล่าวได้ถูกต้อง
ระยะนี้สุขภาพของเซวียนเกอร์ไม่ค่อยแข็งแรงนัก
มิสู้เอามาเลี้ยงดูที่เรือนของไห่หรู”
เมื่อเฉียวอี๋เหนียงได้ยิน ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็น
ซีดขาว นางรีบคุกเข่าลง “ท่านพี่ ตั้งแต่เซวียน
เกอร์คลอดออกมาก็ไม่เคยห่างจากอนุ!ไม่ได้นะ
เจ้าคะ! แต่ไหนแต่ไรมาฮูหยินก็ไม่ชอบเซวียน
เกอร์…”
หลัวอี๋เหลียนเองก็รีบคุกเข่าอ้อนวอน “…อาการ
ปั่วยของน้องชายไม่สู้ดีนัก ท่านพ่อก็เวทนาเขาสัก
หน่อยเถิดเจ้าค่ะ!”
หลินไห่หรูรู้ว่าอี๋หนิงกำลังช่วยนางก็รีบพูด “ที่
เรือนของข้ามิใช่ถํ้าเสือถํ้ามังกรสักหน่อย เฉียวอี๋
เหนียงจะกังวลไปไย”
อี๋หนิงพยักหน้าหงึก ๆ “พี่หญิงหก ที่ข้าคิดเช่นนี้
เพราะคำนึงถึงสุขภาพของเซวียนเกอร์ ทันทีที่
ท่านพ่อได้ยินว่าเซวียนเกอร์ปั่วยก็รีบไปที่เรือน
ของเฉียวอี๋เหนียงทันที ท่านพ่อย่อมเป็นห่วงเซ
วียนเกอร์”
หลัวเฉิงจางรู้สึกว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเฉียวอี๋
เหนียงกับหลัวอี๋เหลียนดูเกินจริงไปหน่อย ให้
ผู้อื่นเลี้ยงไม่ถือเป็นการเลี้ยงหรือ ที่อี๋หนิงกล่าว
มาสมเหตุสมผลทีเดียว
เขาพูดกับเฉียวอี๋เหนียง “ทำตามที่อี๋หนิงว่าแล้ว
กัน ข้าเห็นยามปกติไห่หรูก็ปฏิบัติต่อเซวียนเกอร์
เป็นอย่างดี ไม่ชอบเขาตรงไหนกัน” เมื่อได้ยิน
คำพูดของหลัวเฉิงจาง เฉียวอี๋เหนียงก็ทำได้เพียง
ปิดปากเงียบอย่างโกรธแค้นนางรู้ว่าเมื่อหลัวเฉิง
จางตัดสินใจสิ่งใดแล้วยากจะเปลี่ยนแปลง
ช่วงบ่ายวันนั้น เซวียนเกอร์ก็ถูกอุ้มมาที่ห้องหลัก
หลินไห่หรูจัดแจงให้เขาอยู่ที่ห้องด้านข้างฝัง
บูรพา ยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่นางส่งบ่าวหญิง
ชราซึ่งเปียมด้วยความสามารถไปดูแล แต่ยังตั้งใจ
คัดสรรสาวใช้เด็ก ๆ วัยเจ็ดแปดขวบไปเล่นเป็น
เพื่อนเขา มอบของเล่นแปลกใหม่ให้เขาอีก
จำนวนมาก
ในตอนแรก เซวียนเกอร์ยังคงงอแงเรียกหาเฉียวอี๋
เหนียงกับพี่สาว
เมื่อเฉียวอี๋เหนียงได้ยินก็รํ่าไห้ เดิมทีสองสามวัน
นางค่อยมาคารวะหลินไห่หรูสักครั้ง แต่บัดนี้แทบ
อดรนทนไม่ไหว มาคารวะเช้าเย็น เมื่อมาถึงก็ยื่น
คอมองไปทางห้องฝังทิศบูรพา ทุกครั้งที่เฉียวอี๋
เหนียงมาเซวียนเกอร์ก็จะถูกอุ้มไปเล่นที่ลาน
กว้าง
การทรมานดำเนินไปเช่นนี้ ร่างกายของเฉียวอี๋
เหนียงผ่ายผอมลงหลายจิน[1]
อย่างไรเซวียนเกอร์ก็เป็นเพียงเด็กอายุสี่ขวบ เมื่อ
มีคนเล่นเป็นเพื่อนไม่นานก็ลืมเรื่องงอแง ใน
ห้องครัวยังทำแต่อาหารโปรดของเขา ทั้งไข่ตุ๋น
โจ๊กปลาต่าง ๆ เลี้ยงดูจนเขาตัวขาวจํ้ามํ่า อาการ
เจ็บปั่วยแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี
เริ่มแรกเขายังไม่ชอบอี๋หนิง แต่เมื่ออี๋หนิงเล่นถัก
เชือกเป็นเพื่อน เขาก็เริ่มกระตุกแขนเสื้ออี๋หนิงทั้ง
วันเพื่อให้นางสอนเขาเล่น
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนมาคารวะหลินไห่หรูก็เห็นอี๋ห
นิงกับเซวียนเกอร์นั่งอยู่ด้วยกันบนตั่งไม้ อี๋หนิง
ตบมือเขาเบา ๆ “ไม่ใช่ดึงเชือกเช่นนี้!”
เซวียนเกอร์ยู่ปาก เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “พี่
หญิงเจ็ดตีข้าอีกแล้ว!”ทว่าเป็นเพียงการบริภาษ
ไปอย่างนั้นเอง เขายังคงหมกมุ่นอยู่กับการเล่น
ต่อไป
มุมปากของหลัวเซิ่นหย่วนหยักโค้ง เดินไปหา
หลินไห่หรูที่อยู่ห้องด้านข้างเพื่อหารือเรื่องแปลง
นา มีบางเรื่องที่หลินไห่หรูยังดูแลไม่เหมาะสม
เขาต้องพูดคุยกับนาง
——————–
[1] จิน หน่วยนํ้าหนักของจีน หนึ่งจินเท่ากับครึ่ง
กิโลกรัม