พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 63
วันต่อมา หลินไห่หรูก็ถูกอี๋หนิงบังคับดื่มนํ้าแกง
บำรุงไปหลายถ้วย บำรุงทุกวี่วัน พักฟืนจนสีหน้า
ค่อย ๆ ดีขึ้น
หลัวเฉิงจางมาเยี่ยมหลินไห่หรูทุกวัน ทว่าหลินไห่
หรูกลับไม่อยากพบเขา ยิ่งนานวันเขาก็ยิ่งร้อนรน
ฝังเฉียวอี๋เหนียงได้ยินเสียงร้องไห้ของเซวียนเกอร์
ทุกคืนวัน เขาคุกเข่าที่ศาลบรรพบุรุษจนหัวเข่า
ได้รับบาดเจ็บ เจ็บปวดจนตะเบ็งเสียงร้องพรํ่าหา
แต่มารดา เฉียวอี๋เหนียงปวดใจแทนบุตรชาย ครา
นี้นางถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับจริง ๆ ไม่นานก็
ซูบเซียวลงอย่างรวดเร็ว
เฉียวอี๋เหนียงไปอ้อนวอนขอพบหลัวเฉิงจางที่ห้อง
หนังสือ ครํ่าครวญจะรับตัวเซวียนเกอร์กลับไป
ทว่าหลัวเฉิงจางกลับพูดกับนางด้วยนํ้าเสียงเย็น
เยียบแข็งกร้าว “บัดนี้เจ้าไม่ได้เป็นคนดูแลเซวียน
เกอร์แล้ว จะอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้าแล้ว”
เฉียวอี๋เหนียงได้ยินก็หมดอาลัยตายอยาก เมื่อ
กลับไปก็ล้มปั่วยหนักหลัวอี๋เหลียนวุ่นอยู่กับการ
ปรนนิบัติดูแลนางหลายวัน
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ข่าวก็เพียงเอ่ย “ข้างกาย
คุณหนูหกมีบ่าวหญิงชราคนหนึ่งแซ่จ้าว วันนั้น
เป็นนางที่เชิญคุณหนูหกไปยังโถงบุปผา โบยสัก
ยกแล้วไล่นางออกไปจากจวน”
กล่าวจบก็จุ่มหมึก แล้วเขียนหนังสือต่อไป
ผู้ดูแลรับคำสั่ง วันถัดมาจ้าวซื่อก็ถูกลากตัว
ออกมาจากห้องของหลัวอี๋เหลียน เสียงครวญ
สะอื้นไห้ดังระงมไม่ขาดสาย
จ้าวซื่อเป็นบ่าวคนสนิทของเฉียวอี๋เหนียง ธุระปะ
ปังต่าง ๆ ของเฉียวอี๋เหนียงล้วนเป็นนางที่ช่วย
จัดการ
หลัวอี๋เหลียนยืนหลังตรงอยู่ตรงหน้าประตู มอง
จ้าวซื่อถูกคนลากออกไป จ้าวซื่อมองนางด้วย
สายตาวิงวอน ทว่านางจะทำอะไรได้เล่า นาง
เบือนหน้าไปอีกด้าน ไม่ชายตามอง รอกระทั่ง
จ้าวซื่อถูกลากตัวออกไปแล้วสาวใช้ในห้องก็มอง
ไปยังหลัวอี๋เหลียนด้วยสายตาที่แปลกพิกลไป
เจ้านายที่แม้แต่บ่าวไพร่ของตนยังปกปั้องไว้ไม่ได้
จะมีประโยชน์อันใดอีก
เฉียวอี๋เหนียงที่กำลังล้มปั่วยได้ยินเรื่องจ้าวซื่อถูก
โบยจนเกือบตายก่อนจะถูกลากตัวออกไป นาง
ลุกขึ้นนั่ง พูดพลางหายใจหอบ “ข้ายังไม่ตาย…
แต่หลัวเซิ่นหย่วนกลับทำเหมือนว่าข้าตายไปแล้ว
หรืออย่างไร”
หลัวอี๋เหลียนจับมือผอมบางดุจไม้ฟืนของนางไว้
“ท่านแม่ ท่านจะปั่วยเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว…”
วันรุ่งขึ้น เฉียวอี๋เหนียงฝืนลุกจากเตียงมาคารวะ
หลินไห่หรู คุกเข่าอยู่นอกประตูทั้งวัน
เมื่ออี๋หนิงเดินผ่านเรือนหลักและเห็นเฉียวอี๋
เหนียงกำลังคุกเข่าอย่างสงบเสงี่ยม ก็นึกถึงสิบ
กว่าปีที่แล้วที่นางอาจจะคุกเข่าเช่นเดียวกันนี้
อ้อนวอนให้กู้หมิงหลานยอมให้นางแต่งเข้าบ้าน
ทว่าสิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือเฉียวอี๋เหนียงไม่ใช่
สาวน้อยบอบบางที่ทำให้ผู้คนต้องหวั่นไหวคนนั้น
อีกแล้ว และก็ไม่มีกู้หมิงหลานให้นางได้รังแกอีก
อี๋หนิงเดินตรงไปที่เรือนหลัก ไม่ชายตามองสักนิด
หลินไห่หรูไม่ยอมพบนาง แต่เฉียวอี๋เหนียงยังยืน
กรานคุกเข่าต่อไปร้องไห้ครํ่าครวญอยู่ด้านนอก
“เป็นอนุที่สั่งสอนเซวียนเกอร์ไม่ดีจนทำให้ฮูหยิ
นต้องบาดเจ็บ! ขอฮูหยินโปรดลงโทษอนุ…ฮูหยิน
ได้โปรดอย่าอภัยให้อนุเลย!”
ในวันที่สาม หลัวเฉิงจางก็ได้พบเฉียวอี๋เหนียง เขา
ยืนอยู่ใต้ชายคาระเบียง ได้ยินเสียงครํ่าครวญของ
นาง แต่ก็ไม่ได้เดินเข้าไป
ยามนั้นอี๋หนิงถึงได้กระซิบบอกเสวี่ยจือที่อยู่ข้าง
กาย “ให้บ่าวหญิงชราประคองนางเข้าไป”
เฉียวอี๋เหนียงจึงได้พบหลินไห่หรู หลังจากนั้นก็
กลับไปที่ห้อง ในที่สุดบรรดาสาวใช้ในเรือนก็ไม่ได้
มองนางด้วยสายตาเย็นชาอีก นางพูดอะไรก็มีคน
ไปปฏิบัติตามแล้ว
เฉียวอี๋เหนียงนั่งอยู่บนตั่งตัวใหญ่ข้างหน้าต่าง
โมโหจนไม่อาจเอ่ยวาจาหลัวอี๋หนิง…นางอยู่ใน
ตระกูลหลัวมานานหลายปี กู้หมิงหลานยังไม่เคย
รังแกนางเช่นนี้ หลัวอี๋หนิงเกิดมาเพื่อทวงหนี้แค้น
แทนกู้หมิงหลานหรืออย่างไร
ทว่าต่อให้โกรธเคืองเพียงใด แต่นางก็รู้ว่า
เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้วนางมองเครื่องเรือนใน
ห้องที่ยังจัดวางเหมือนในอดีต บนร่างของนาง
สวมเพียงชุดกระโปรง ทั้งร่างว่างเปล่าไร้
เครื่องประดับ นัยน์ตาก็ทอประกายขมขื่น
ทุกวันอี๋หนิงจะสรรหาวิธีไปหยอกเอินหลินไห่หรู
เพื่อทำให้นางมีความสุขดวงหน้าของหลินไห่หรู
เปล่งประกายแดงเรื่อ เรือนร่างสมบูรณ์อิ่มเอิบ
ขึ้นมาเล็กน้อย
พี่สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าจวนเป็นสตรีนุ่มนวล
อ่อนโยน พอแต่งเข้าเรือนวันที่สองก็เอาของขวัญ
มากมายมาเยี่ยมอาสะใภ้ ทั้งยังให้แม่นมที่ติดตาม
นางจดสูตรบำรุงร่างกายทิ้งไว้ให้หลินไห่หรูเป็น
พิเศษ หลังจากวันนั้นก็ยังมาเยี่ยมเยียนอีกหลาย
ครั้ง พอทำให้เห็นว่านางเป็นคนจิตใจดี
สามวันต่อมาพี่สะใภ้ก็กลับมาพร้อมกับหนุ่มน้อย
รูปงามคนหนึ่ง กล่าวว่าเป็นน้องชายของตน
ปรากฏว่าเมื่อหลัวอี๋ซิ่วได้พบก็แข้งขาอ่อนแรง ทิ้ง
กู้จิ่งหมิงไว้เบื้องหลัง เอาแต่คอยจดจ้องหาโอกาส
สบสายตากับน้องชายของพี่สะใภ้
อี๋หนิงเห็นแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ นี่คือการลุ่ม
หลงในกิเลสตัณหาอย่างแท้จริง หลัวอี๋ซิ่วแม่นาง
น้อยผู้นี้เป็นประเภทคบหาผู้อื่นจากรูปโฉม
ภายนอกโดยแท้
นอกจากนี้หลัวอี๋ซิ่วยังได้พูดคุยกับนางเป็นการ
ส่วนตัวว่า “…พอมองออกว่าแท้จริงญาติผู้พี่ของ
เจ้าคนนั้นมีอุปนิสัยเย็นชาเพียงใด เขาไม่ชอบข้า
ข้าเองก็ไม่ชอบเขา! ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเหตุการณ์
หลังจากวันนั้น แม้ญาติผู้พี่ของเจ้าจะไม่ได้ปริ
ปากอะไร แต่เขากลับไปสืบหาสาวใช้คนนั้น บีบ
บังคับให้นางคายชื่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมา เรื่อง
ไปถึงหูของท่านอารองโดยไม่เจตนาอี๋เหลียนจึง
ถูกลากตัวออกมาตำหนิจนใบหน้าซีดขาว นี่ยัง
พอทำเนา กลัวก็แต่ท่านปั้าสะใภ้ของเจ้าคงไม่มี
ทางยอมปล่อยอี๋เหลียนไปเป็นแน่ ข้าจะดูว่าครา
นี้อี๋เหลียนจะมีจุดจบอย่างไร…”
อี๋หนิงถามนางด้วยความประหลาดใจ “ปั้าสะใภ้
เป็นคนบอกเรื่องพวกนี้กับเจ้าหรือ”
หลัวอี๋ซิ่วตอบอย่างย่ามใจ “ย่อมต้องเป็นท่านแม่
ของข้า นางขอให้ข้าอย่าได้เอาแต่ถวิลหากู้จิ่งหมิ
งอีก”
เฉินซื่อไม่ใช่คนโง่เขลา นางมองท่าทีของฮูหยินกู้อ
อก
ฮูหยินกู้พำนักอยู่ในจวนมาหลายวันแล้ว แต่กลับ
ไม่ยอมพบหน้านางอย่างเป็นทางการสักครั้ง เห็น
ได้ชัดว่าไม่อยากจะเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลหลัว
อีกทั้งฮูหยินกู้ยังถูกหลัวอี๋เหลียนวางหลุมพราง
เห็นทีคงไม่มีทางยอมให้บุตรชายตนแต่งงานกับ
สตรีของตระกูลหลัวโดยเด็ดขาด
เฉินซื่อทำได้เพียงทอดถอนใจ หลัวอี๋เหลียนช่าง
ใจกล้านัก เจ้าเล่ห์เหมือนมารดาของนาง ยอมพลี
ชีพเพื่อลากจักรพรรดิลงจากหลังอาชา ทว่าคน
ตระกูลกู้มิใช่พวกกินมังสวิรัติ[1] ท่านผู้เฒ่า
ตระกูลกู้ยังเคยเป็นถึงราชครูขององค์ฮ่องเต้
อี๋หนิงกำลังเรียนการเขียนพู่กันภายใต้การแนะนำ
สั่งสอนของอาจารย์ผู้เฒ่าซ่ง เมื่อหลินเม่ามาหา
นาง เขาก็เห็นนางกำลังหมอบอยู่บนโต๊ะ แสง
ตะวันนอกหน้าต่างส่องกระทบร่างนาง อาบบน
ลำคอขาวเนียนดุจหยก ดูเหมือนการยุ่งวุ่นวาย
กับเรื่องของหลินไห่หรูจะทำให้นางผ่ายผอมลงไป
หลายส่วนเครื่องหน้าทั้งห้าจึงยิ่งกระจ่างชัด พริ้ม
เพราเย้ายวนใจ ใบหน้าด้านข้างคล้ายเคลือบด้วย
กำมะหยี่สีชมพูบางเบา ดูสดใสเปล่งประกาย
เด็กน้อยคนนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าจะ
มีผู้ใดวาดฝันในตัวนางบ้างหรือไม่…หลินเม่าพลัน
คิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย
เขารู้สึกปวดหัวเล็กน้อย เขาใกล้จะไปจากตระกูล
หลัวแล้ว หากนางถูกผู้อื่นลักพาตัวไปจะทำ
อย่างไร
หากมีผู้อื่นพาตัวนางไป…ต่อไปสายตาดุจสุนัขตัว
น้อยน่าสงสารก็จะจับจ้องแต่เพียงผู้อื่น ใบหน้า
นุ่มนิ่มอมชมพูก็จะมีมือของผู้อื่นมาบีบขยำ
อี๋หนิงผินหน้ามามองเขา เป็นเวลาที่นางหยุดร่าย
พู่กัน กล่าวอำลาอาจารย์ผู้เฒ่าซ่งพอดี นางเดิน
ไปเยี่ยมหลินไห่หรูพร้อมกับเขา
ครั้นเห็นหลินเม่ามีท่าทีคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไร
อยู่ นางก็โบกมือไปมาตรงหน้าเขา “ญาติผู้พี่เม่า
ท่านดื่มสุราอีกแล้วหรือ”
“ดื่มสุราอะไร ข้าดูว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่
ต่างหาก!” นางกำลังหยอกล้อเขาอยู่ใช่หรือไม่!
หลินเม่าจับมืออี๋หนิง มือของนางเล็กมาก เขา
สามารถกอบกุมได้หมดอย่างไร้ปัญหา นุ่มนิ่มราว
กับไร้กระดูก อ่อนนุ่มละมุนเหลือล้นกระทั่งเขายัง
กลัวว่าตนจะไม่ทันระวัง บีบแรงเกินไปจนนาง
ได้รับบาดเจ็บ…
คล้ายจะเป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักได้ถึงความ
แตกต่างระหว่างชายหญิงหลินเม่าปล่อยมือนาง
โดยพลัน สัมผัสถึงเหงื่อชื้นตรงฝั่ามือ
อี๋หนิงมองแผ่นหลังสูงกว้างของเขาอย่าง
ประหลาดใจ…คงไม่ใช่โมโหอยู่กระมัง
สองคน คนหนึ่งอยู่หน้าคนหนึ่งตามอยู่หลัง เดิน
มาถึงห้องหลัก
หลินไห่หรูกับรุ่ยเซียงกำลังทำรองเท้าเล็ก ๆ ให้
เด็กน้อย รองเท้านั้นมีขนาดเล็กเพียงครึ่งฝั่ามือ
น่ารักยิ่งนัก
อี๋หนิงประคองรองเท้าเด็กไว้ในมือ พลันนึกถึง
ชาติที่แล้วก่อนนางจะเสียชีวิต ยามนั้นนางก็
คล้ายกำลังคิดว่าเมื่อไรถึงจะมีลูกสักคน…นางไป
จุดธูปขอพรที่วัดก็เพื่อร้องขอบุตร
อี๋หนิงยิ้ม พูดกับหลินไห่หรู “…มิสู้ปักลายเด็ก
น้อยเล่นดอกบัวบนรองเท้าเพิ่มอีกสักลายเถิดเจ้า
ค่ะ!”
หลินไห่หรูมองไปทางหลินเม่า
ด้วยความเข้าใจที่มีต่อหลานชาย ดูเหมือนหลิน
เม่าจะไม่ค่อยปกตินักเขายืนเว้นระยะห่างกับอี๋ห
นิง ยืนอยู่ด้านข้างไม่เข้าใกล้ ใบหน้าสำรวมไร้แวว
หยอกล้อแม้เพียงเศษเสี้ยว ทั้งยังเหมือน
ระมัดระวังอยู่เล็กน้อย บุรุษร่างสูงตระหง่านยืน
อยู่ข้างกายหญิงสาวร่างบอบบาง ก่อให้เกิด
ความรู้สึกอันยากจะพรรณนา
นางครุ่นคิด รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย บางทีอีกสอง
สามปีข้างหน้าอาจเห็นหลินเม่ากลับมาสู่ขออี๋หนิง
จริง ๆ
หลินเม่ามาลานาง เขาบอกว่าจะไปเมืองหลวง
พร้อมกู้จิ่งหมิง ส่วนเรื่องที่เขาจะทำอะไรนั้น
ขอให้นางไม่ต้องสนใจ ถึงอย่างไรเขาก็เขียน
จดหมายบอกทางบ้านแล้ว ทางบ้านเองก็ตอบตก
ลง
หลินไห่หรูเข้าใจความคิดของพี่สะใภ้ ขอเพียง
หลินเม่าไม่อยู่สร้างความเดือดร้อนในหยางโจว
ไม่ว่าตอนอยู่ด้านนอก เขาจะร่ายรำเป็นเทพเจ้าผู้
ยิ่งใหญ่อย่างไร พวกเขาล้วนไม่สนใจ
ในเมื่อเดินทางไปพร้อมกู้จิ่งหมิง เช่นนั้นเขาคงไม่
สร้างเรื่องวิปริตผิดแผกอะไรออกมา
เมื่อหลินไห่หรูคิดถึงตรงนี้จึงตอบตกลง ทั้งยังให้
ห้องบัญชีเอาเงินสามร้อยตำลึงมัดเป็นพวงเงิน
มอบให้พวกเขา หลัวเซิ่นหย่วนเร่งรุดกลับมา
จากทงโจวเพื่อส่งพวกเขา ก่อนจะจากไป ด้วย
เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายระหว่างทางจึงสั่งให้
องครักษ์ตามไปส่งพวกเขาที่เมืองหลวง
เมื่อถึงเวลาจากลา กู้จิ่งหมิงก็มอบภาพภาพหนึ่ง
ให้อี๋หนิง ส่วนหลินเม่ามอบยาที่เขาทำเองกับมือ
กล่องหนึ่ง อี๋หนิงเห็นแล้วก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่
ออก ให้เสวี่ยจือช่วยเก็บไว้ ทว่าไม่นานก็ถูกทิ้งให้
ฝุั่นจับอยู่บนชั้นวาง
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนเห็นกล่องยาก็กล่าวกับนาง
“เจ้าอย่าเห็นว่าญาติผู้พี่เม่าของเจ้าไม่เอาการเอา
งาน ยาที่เขาทำออกมา ในหยางโจวกล่องหนึ่ง
สามารถขายได้ถึงหนึ่งร้อยตำลึง ทั้งยังต้องดูว่า
เขายินยอมจะขายให้หรือไม่”
อี๋หนิงประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าหลัวเซิ่นหย่วน
กลับไม่พูดอะไรอีกออกจากห้องหนังสือของนาง
แล้วเดินจากไป
ช่วงกลางฤดูคิมหันต์ สภาพอากาศร้อนระอุ
หลัวอี๋เหลียนถูกกักตัวอยู่ในเรือนเป็นเวลาสาม
เดือน ยามนี้ถึงได้ถูกปล่อยตัวออกมา เมื่อเทียบ
กับเมื่อก่อน ดูเหมือนนางจะผ่ายผอมลงเล็กน้อย
สิ่งแรกที่นางทำหลังจากออกมาคือไปเยี่ยมเซวียน
เกอร์ที่เรือนของกัวอี๋เหนียงแม้บัดนี้หลัวเฉิงจาง
จะผ่อนปรนให้เฉียวอี๋เหนียงมากขึ้น แต่ก็ยังไม่
อนุญาตให้พบเซวียนเกอร์
กัวอี๋เหนียงมีอุปนิสัยอ่อนโยน ทั้งยังชอบเด็กเล็ก
เซวียนเกอร์ถูกนางเลี้ยงดูอยู่สามเดือน จนตอนนี้
สามารถเรียกนางว่าอี๋เหนียงได้อย่างสนิทสนม
แล้ว
หลัวอี๋เหลียนยืนอยู่นอกประตู ได้ยินเซวียนเก
อร์กล่าวกับกัวอี๋เหนียงว่า “มื้อเที่ยงข้าอยากกิน
ขนมซานเย่า[2] ที่ท่านทำให้ข้ากินคราก่อน!
ข้างบนต้องมีองุ่นแห้งด้วย”
เขาเขย่ามือของกัวอี๋เหนียงอย่างออดอ้อน ท่าทาง
ราวกับลืมเลือนแม่บังเกิดเกล้าและพี่สาวที่ถูก
ลงโทษไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เมื่อหลัวอี๋เหลียนเห็นภาพนั้น ใบหน้าก็พลัน
เปลี่ยนเป็นซีดขาว ย่างเท้าเดินกลับไปที่เรือนของ
เฉียวอี๋เหนียงอย่างเลื่อนลอย
พอเฉียวอี๋เหนียงได้ยินเรื่องนี้จากปากบุตรสาวก็
ฟุบตัวร้องไห้ครํ่าครวญอยู่บนเตียง ตอนที่เซวียน
เกอร์ถูกพรากไปจากนาง นางยังไม่ทุกข์ระทมใจ
ถึงเพียงนี้
อี๋หนิงก็ได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน นางกำลังทำหมวกให้
น้องชายหรือน้องสาวที่กำลังจะลืมตาดูโลก สวีมา
มาคอยแนะนำฝีเข็มให้นางอยู่ด้านข้าง ลานกว้าง
ในเรือนของนางมีร่มเงาไม้หนาทึบ แม้จะมีเสียง
จักจั่นเรไร แต่ก็ทำให้ดูร่มรื่นเป็นพิเศษ
อี๋หนิงดื่มนํ้าแกงบ๊วยเปรี้ยวไปคำหนึ่ง ก่อนจะ
กล่าว “เห็นได้ชัดว่ากัวอี๋เหนียงดูแลเซวียนเกอร์
เป็นอย่างดี ส่งสาวใช้ไปให้กัวอี๋เหนียงสักสองคน
อย่าให้ที่เรือนของนางมีสาวใช้ไม่พอใช้”
เสวี่ยจือยิ้มพลางรับคำ ลงไปเลือกสาวใช้ที่ขยัน
ขันแข็งทำงานเก่งด้วยตนเอง ก่อนจะส่งไปที่เรือน
ของกัวอี๋เหนียง ทุกคนในบ้านรองต่างมองออกว่า
คุณหนูเจ็ดกำลังช่วยกัวอี๋เหนียงยกสถานะ
บรรดาคนที่เคยดูถูกกัวอี๋เหนียงทยอยกันเปลี่ยน
ท่าทีไปตามแรงลม
ตามกำหนดการ ซงจือต้องไปที่เรือนของหลัวเซิ่น
หย่วนในยามราตรีบอกเล่าทุกเรื่องราวที่อี๋หนิง
กระทำโดยละเอียด
ยามนี้เด็กน้อยคนนี้เรียนรู้การใช้กลยุทธ์สี่ตำลึง
ปาดพันชั่ง[3] แล้ว…หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มพลางวาง
ถ้วยชาลง เอ่ยเสียงเนือยเนิบ “นางจะทำอะไรก็
ปล่อยให้นางทำไป มีสิ่งใดทำไม่ได้ก็มาหาข้า”
ระหว่างเดินไปตามทาง ซงจือก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่
คุณชายสามลงมือทำเพื่อคุณหนูเจ็ดเงียบ ๆ วัน
ก่อนคุณหนูเจ็ดกับคุณหนูในจวนตระกูลซ่งเกิด
การโต้คารมกัน คุณชายสามจึงไปพบนายท่าน
ใหญ่ของจวนตระกูลซ่ง วันต่อมาคุณหนูคนนั้นก็
เข้ามาขอขมาคุณหนูเจ็ด เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณหนู
เจ็ดกล่าวว่าอยากกินผลหม่อน คุณชายสามก็ไหว้
วานคนให้ช่วยซื้อมาจากต่างถิ่น เดินทางมาถึง
เมืองเปั่าติ้งด้วยสภาพสดใหม่
คุณชายสามรักเอ็นดูน้องสาวยิ่งนัก หลายปีนี้เขา
ยิ่งเติบใหญ่รูปโฉมก็ยิ่งหล่อเหลา สาวใช้ในจวน
พากันเฝั้ามองเรือนเฟิงเซี่ยถัง ขอเพียงยื้อแย่งเข้า
ไปปรากฏตัวเบื้องหน้าคุณชายสามได้ ก็ถือเป็น
โชควาสนาอันยิ่งใหญ่ของพวกนางแล้ว
แต่สำหรับอี๋หนิง หลัวเซิ่นหย่วนเป็นบุคคลที่ยุ่งอยู่
ตลอดเวลาเดือนหนึ่งได้พบหน้าเขาเพียงไม่กี่วัน
เมื่อเขาพบนางก็เอาแต่ถามเรื่องการเรียนของนาง
สอบวัดความรู้ของนางด้วยท่าทีเคร่งขรึม ภายใต้
การแนะนำสั่งสอนของอาจารย์ผู้เฒ่าซ่ง ใน
บรรดาบุตรสาวของตระกูลหลัว ผลการเรียนของ
อี๋หนิงถือว่าโดดเด่นยอดเยี่ยมที่สุด จนทำให้ทุก
ครั้งหลัวอี๋ซิ่วต้องมองอี๋หนิงด้วยสายตาแปลก
พิกล
ในเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ระดับความสามารถ
ของพวกนางทั้งสองคนยังไม่แตกต่างกันสักเท่าไร
จนถึงเดือนแปด เซวียนเกอร์ก็ไม่ได้พูดถึงการ
กลับไปที่เรือนของเฉียวอี๋เหนียงอีก ทุกครั้งที่
เฉียวอี๋เหนียงพบเซวียนเกอร์ตรงระเบียงทางเดิน
เซวียนเกอร์กลับชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเรียกนาง
‘อี๋เหนียง’ แม้จะดีใจ ทว่าในนํ้าเสียงกลับระคน
กลิ่นอายอันไม่คุ้นเคย
เด็กมักลืมง่าย เฉียวอี๋เหนียงตกตะลึงพรึงเพริด
ทว่ากลับต้องฝืนยิ้ม
เมื่ออี๋หนิงเอาเรื่องราวเหล่านี้เขียนเป็นจดหมาย
ส่งไปให้หลัวอี๋ฮุ่ยพี่หญิงใหญ่ก็ตอบจดหมาย
กลับมาว่านางกำลังจะพายวี่เกอร์ซื่อจื่อน้อยมา
บัดนี้ยวี่เกอร์มีอายุสามขวบแล้ว เนื้อตัวนุ่มนิ่ม
ขาวอวบอ้วน เมื่อคิดว่ากำลังจะได้พบหลานชาย
อี๋หนิงก็ดีใจนัก เขียนจดหมายตอบพี่หญิงใหญ่‘…
ท่านแม่เองก็คิดถึงท่านมาก! ข้าก็อยากเห็นว่ายวี่
เกอร์เติบโตเพียงใดแล้ว’
เมื่อหลินไห่หรูทราบเรื่องก็ตื่นเต้นขึ้นมา พอ
กล่าวถึงบุตรสาวสายตรงคนโตผู้นี้ ทุกครั้งที่นาง
คิดถึงยังรู้สึกประหวั่นอยู่เล็กน้อย
วันที่หลัวอี๋ฮุ่ยกลับมา คนในบ้านรองต่างลุกขึ้นมา
เตรียมตัวแต่เช้าอี๋หนิงไปรอรับพี่หญิงใหญ่ที่
กำแพงบังรัศมี ทว่านางกลับเห็นรถม้าสองคัน
หลัวอี๋ฮุ่ยอุ้มยวี่เกอร์ลงมาจากรถม้าคันหน้า ผ่าน
ไปครู่ใหญ่ รถม้าคันหลังถึงมีผู้แง้มชายผ้าม่านขึ้น
สาวน้อยในอาภรณ์สีแดงปักทอเส้นไหมทองทั้งตัว
สวมสร้อยทองคำก้าวออกมา ข้อมือเรียวละเอียด
สวมกำไลทองหลายวง บนสร้อยทองยังฝังไข่มุก
ทะเลขนาดเท่าลูกลำไย มิอาจประเมินค่า จากนั้น
บ่าวหญิงชราก็เข้าไปประคองนางลงจากรถม้า
มือของสาวน้อยที่วางทาบทับมือของบ่าวหญิง
ชราเรียวยาวดุจหยก ขาวละมุนยิ่งนัก เพียงมองก็
รู้ว่าไม่ใช่คนที่มีชาติกำเนิดธรรมดาสามัญ ต้อง
เป็นคนที่มีชาติกำเนิดจากสกุลสูงศักดิ์ ถึงได้มี
ท่วงทีกิริยามารยาทเช่นนี้
หลัวอี๋ฮุ่ยเอ่ยแกมยิ้มกับอี๋หนิง “ท่านนี้คือแม่นาง
หมิงจู หลานสาวของอิงกั๋วกง ตามข้ามา
ท่องเที่ยวเมืองเปั่าติ้ง”
อี๋หนิงมองสาวน้อยนางนั้นอยู่นาน ทันใดนั้น
ความรู้สึกคุ้นเคยอันยากจะพรรณนาก็เข้าปกคลุม
จ้าวหมิงจูเงยหน้าคลี่ยิ้ม นํ้าเสียงใสกังวาน “เจ้า
คือน้องสาวของพี่ฮุ่ยรึ”
แม้จะไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดมากกว่านี้ ทว่าในนํ้า
เสียงกลับแฝงด้วยความเย่อหยิ่งสูงศักดิ์ เกรงว่า
นางคงจะเป็นที่โปรดปรานได้รับความรักเอ็นดู
ตั้งแต่วัยเยาว์
หลัวอี๋ฮุ่ยกระซิบเสียงเบาข้างหูอี๋หนิง “ญาติผู้พี่
ของแม่นางหมิงจูคือใต้เท้าเฉิง เฉิงหลาง ตั้งแต่วัย
เยาว์ก็พำนักอยู่ในจวนอิงกั๋วกง ในจวนอิงกั๋วกงไม่
มีเด็ก ฮูหยินผู้เฒ่าจึงโปรดปรานนางนัก อิงกั๋วกง
ก็รักเอ็นดูนาง ท่านผู้บัญชาการลู่กับอิงกั๋วกงเป็น
สหายรักกัน ดังนั้นจึงรับนางเป็นบุตรบุญธรรมเจ้า
อย่าได้เพิกเฉยล่วงเกินนาง…นางกล่าวว่าชีวิตใน
จวนอิงกั๋วกงน่าเบื่อ อย่างไรก็จะติดตามข้ามาให้
ได้”
อี๋หนิงราวกับตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ กล่าวสิ่งใด
ไม่ออกอยู่ค่อนวัน
ที่แท้ก็เป็นนาง มิน่า ตนถึงได้รู้สึกว่านางช่างคุ้น
ตานัก
——————–
[1] มิใช่พวกกินมังสวิรัติ หมายถึง ไม่ใช่คนที่ยอม
ถูกรังแกได้ง่าย ๆ
[2] ซานเย่า เป็นพืชสมุนไพรบำรุงสุขภาพชนิด
หนึ่ง มีสีขาว สัมผัสคล้ายมันเทศ
[3] กลยุทธ์สี่ตำลึงปาดพันชั่ง เป็นท่าการต่อสู้ที่
เน้นเรื่องสมดุลของตนเอง การทำลายสมดุลของ
อีกฝั่าย การสลายแรงโดยไม่ปะทะ เหมือนการใช้
กำลังสี่ตำลึงเอาชนะกำลังพันชั่งได้สำเร็จ(สิบ
ตำลึงเท่ากับหนึ่งชั่ง)