มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 165
ตอนที่ 165 อดีตของหลินลั่วเว่ย
หญิงสาววัยกลางคนที่มีรูปร่างงดงามนางนั้น มีชื่อว่า หยางเหม่ย เป็นบรรพชนของตระกูลหยางในราชวงศ์ต้าหลิน
แม้นางจะดูอายุประมาณสามสิบหรือสี่สิบปี รูปร่างอวบอัด ลีลาท่าทางเย้ายวน แต่แท้จริงแล้วอายุนางมากกว่าหลายร้อยปี
หยางเหม่ยเคยคิดว่าวันนี้นางต้องตายแน่นอน แต่ไม่คาดคิดว่าซูเฉินจะกล่าวเช่นนั้น ทำให้นางทั้งตกใจและยินดี
“แน่นอนว่าอยากมีชีวิตอยู่! ตราบใดที่เจ้าปล่อยข้าไป ข้ายินดีที่จะสวามิภักดิ์!”
หยางเหม่ยกล่าวอย่างรวดเร็ว
แม้นางจะมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี แต่ยิ่งมีอายุมาก นางยิ่งกลัวความตายมากยิ่งขึ้น ย่อมไม่อยากตายง่าย ๆ เช่นนี้
“เจ้านี่ก็ยังพอรู้จักประมาณตนอยู่ ส่งโลหิตระหว่างคิ้วของเจ้ามาหนึ่งหนด!”
ซูเฉินกล่าวเสียงเรียบ
แม้หยางเหม่ยจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังใช้นิ้วแทงที่หว่างคิ้ว ปลดปล่อยโลหิตหยดหนึ่งออกมา
ฮึ่ม!
ซูเฉินชี้ปลายนิ้วในอากาศ หยาดโลหิตหยดนั้นสั่นสะเทือนในอากาศ จากนั้นเขาจึงแตะปลายนิ้วเบา ๆ สร้างเป็นยันต์ลี้ลับโบราณขึ้นมาหนึ่งดวง
แล้วเขาตบมือหนึ่งครั้ง ยันต์นั้นก็จารึกเข้าไปในหว่างคิ้วของหยางเหม่ย หลอมรวมเข้าสู่วิญญาณยุทธ์ของนาง
“นี่คือตราทาสเทพ ข้าสามารถควบคุมความเป็นความตายของเจ้าได้เพียงแค่ความคิดหนึ่ง! ตราบใดที่เจ้าทำตามคำสั่ง ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า!”
ตราทาสเทพเป็นเคล็ดวิชาลับที่เขาเคยฝึกฝนในชาติก่อน สามารถใช้ควบคุมผู้บ่มเพาะที่หลอมรวมวิญญาณยุทธ์แล้วได้ กล่าวคืออย่างน้อยต้องมีขอบเขตราชายุทธ์ขึ้นไป
เมื่อซูเฉินฝังตราทาสเทพเข้าไปในร่างของหยางเหม่ย ย่อมควบคุมความเป็นความตายของนางไว้ได้โดยสิ้นเชิง
“เจ้าค่ะ!”
มุมปากของหยางเหม่ยเผยรอยขมขื่นออกมา นางพยักหน้าตอบ
นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าวิญญาณยุทธ์ของตนราวกับถูกโซ่ตรวนพันธนาการไว้ เพียงแค่ซูเฉินมีความคิดหนึ่งก็สามารถบดขยี้วิญญาณยุทธ์ของนางได้ทันที
“ต่อไปนี้ เจ้าต้องทำสองเรื่อง!”
“หนึ่ง ไปลอบเก็บหินวิญญาณของสี่ตระกูลใหญ่มาให้ข้าทั้งหมด!”
“สอง สามคนพวกนั้นตายหมดแล้ว ด้วยขอบเขตของเจ้าคงไม่มีปัญหาในการรวบรวมและกดดันอำนาจของทั้งสี่ตระกูลใช่หรือไม่? อีกไม่นานข่าวการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิลินและจักรพรรดิชราจะกระจายไปทั่วเขตตงหลิน ตอนนั้น ข้าต้องการให้เจ้าพาผู้คนเหล่านั้นเข้าร่วมกับอาณาจักรต้าหลี่ เข้าใจหรือไม่?”
ซูเฉินมองหยางเหม่ย กล่าวเสียงเรียบ
เหตุผลที่เขาไว้ชีวิตหยางเหม่ย ก็เพราะเห็นว่านางกลัวความตายที่สุดและง่ายต่อการควบคุมที่สุด
ด้วยขอบเขตราชายุทธ์ขั้นหกของหยางเหม่ย ย่อมสามารถกดดันสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างแน่นอน หากนางสามารถนำผู้แข็งแกร่งมากมายจากเมืองหลวงของจักรวรรดิต้าหลินเข้าร่วมกับอาณาจักรต้าหลี่ ก็จะสามารถกลืนกินราชวงศ์ต้าหลินได้อย่างสมบูรณ์
หยางเหม่ยรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
นางรู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์ในราชวงศ์ต้าหลินเปลี่ยนแปลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง!
เชื่อว่าอีกไม่นาน ราชวงศ์ต้าหลินจะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรต้าหลี่
และตอนนั้น อาณาจักรต้าหลี่จะกลายเป็นราชวงศ์ต้าหลี่!
“ไปเตรียมตัวได้แล้ว!”
ซูเฉินโบกมือ ไล่ให้หยางเหม่ยไปจัดการตามคำสั่ง
“ซูเฉิน ขอบคุณเจ้ามากจริง ๆ!”
แววตาของหลินลั่วเว่ยเผยความรู้สึกขอบคุณ นางกล่าวอย่างจริงใจ
นางรู้ดีว่าเหตุที่ซูเฉินให้หยางเหม่ยรวมอำนาจของสี่ตระกูลใหญ่แล้วเข้าร่วมกับอาณาจักรต้าหลี่ ก็เพื่อให้นางได้มีที่ยืนต่อไป
หากไม่ใช่เพราะนาง ซูเฉินคงไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากเช่นนี้
“จะขอบคุณทำไม ลั่วเว่ย หากเจ้าไม่ยืนหยัดปกป้องข้าเมื่อครู่ ข้าคงถูกพวกมันฆ่าไปแล้ว! ข้าเคยบอกแล้ว เจ้าเป็นผู้หญิงของข้า!”
ซูเฉินยิ้มบาง แววตาที่มองหลินลั่วเว่ยร้อนแรงนัก เสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาด
“พูดบ้าอะไรของเจ้า! ใคร…ใครเป็นผู้หญิงของเจ้ากัน!”
หลินลั่วเว่ยหน้าแดงซ่าน ดวงตาเต็มไปด้วยทั้งความขวยเขินและโกรธเคือง แต่นางกลับรู้สึกหวานในอกอย่างประหลาด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า… ลั่วเว่ย ตอนนี้เรื่องทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว เรากลับไปยังเมืองหลวงของต้าหลี่กันเถอะ! ข้าจะเดินทางไปนิกายเทียนเต้า เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”
ซูเฉินหัวเราะแล้วจับมือนางไว้ไม่ปล่อย เขามองหลินลั่วเว่ยพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคะนึง
ร่างของหลินลั่วเว่ยชะงักค้าง แก้มแดงระเรื่อ นางพยายามสะบัดมือออก แต่ไม่อาจหลุดจากการเกาะกุมของซูเฉินได้
“เจ้ามันหน้าด้านจริง ๆ!”
หลินลั่วเว่ยกล่าวอย่างจนใจ
ทว่าในดวงตากลับไม่ปรากฏความโกรธเคืองใด ๆ นางเพียงกล่าวว่า
“เมื่อทุกอย่างในอาณาจักรต้าหลี่สงบเรียบร้อย ข้าคงต้องกลับไปยังจงโจว ข้าไม่ใช่ชาวตงหวง แต่เป็นคนของจงโจว จึงไม่อาจติดตามเจ้าไปนิกายเทียนเต้าได้”
หลินลั่วเว่ยมองซูเฉินด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความรู้สึกผิด
“จงโจวงั้นหรือ? เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ในเขตตงหลินเล็ก ๆ นี้?”
ซูเฉินถามด้วยความสงสัย
เขารู้ดีในใจว่าหลินลั่วเว่ยนั้น มาจากจงโจวจริงดั่งที่เคยคาดไว้
“เรื่องนี้มันยาวนัก…”
หลินลั่วเว่ยและซูเฉินนั่งลงบนยอดเขา มองดูทะเลหมู่เมฆเบื้องหน้าและแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ปลายฟ้า สายลมเย็นพัดผ่านภูเขา ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
“ข้ามาจากตระกูลหลินแห่งจงโจว ตั้งแต่ยังเด็ก ตระกูลของข้าประสบเคราะห์กรรม ข้าถูกส่งมาหลบภัยที่นี่ ราชวงศ์ของอาณาจักรต้าหลี่ก็คือสาขาหนึ่งของตระกูลหลินของข้า!
องค์ราชาผู้เฒ่า ผู้เป็นบิดาบุญธรรมของข้า ทรงดูแลข้าเสมือนลูกแท้ ๆ ไม่เพียงคอยปกป้องและเอ็นดูข้า แต่ยังถ่ายทอดการบ่มเพาะให้ด้วย ทำให้ข้ามีฐานะสูงส่งในอาณาจักรต้าหลี่ ความปรารถนาตลอดชีวิตของพระองค์ คือหวังให้ต้าหลี่เข้มแข็งยิ่งขึ้น และก้าวสู่การเป็นราชวงศ์…”
หลินลั่วเว่ยกล่าวอย่างช้า ๆ ซูเฉินก็ฟังอย่างเงียบงัน
เหตุที่หลินลั่วเว่ยให้ความสำคัญกับอาณาจักรต้าหลี่มากนัก ก็เพื่อชดใช้บุญคุณของบิดาบุญธรรม นางจึงอยู่ที่นี่และกลายเป็นองค์หญิงใหญ่ เสาหลักของต้าหลี่
ทว่าหลังจากที่หลินลั่วเว่ยทะลวงถึงขอบเขตราชายุทธ์ ร่างศักดิ์สิทธิ์ห้วงหยินของนางก็เริ่มฟื้นคืน และนางรู้สึกบางสิ่งบางอย่างได้เลือนราง ตระกูลหลินแห่งจงโจวอาจรับรู้ถึงการมีอยู่ของนางแล้ว
นางไม่อาจอยู่ที่นี่ต่อไปได้อีก
และถึงเวลาที่ต้องกลับไปสะสางหนี้แค้นในอดีตแล้ว!