ยอดชายาหนีรัก ไปพักใจที่ชายป่า - บทที่ 230 การแต่งงานถูกกำหนด
“ลูกสาวของข้าที่งดงามดั่งดอกไม้และหยกขาวบริสุทธิ์นั้นได้มอบให้เจ้าแล้ว ปีหน้าเจ้าก็จะไปสอบซิ่วไฉ่ใช่หรือไม่ หากทำลายความบริสุทธิ์ของสาวน้อยแล้วไม่รับผิดชอบ เกรงว่าคงไม่ได้เข้าห้องสอบด้วยซ้ำ”
จางชิงเฟิงไม่อาจระงับความโกรธที่พลุ่งพล่าน ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ดังนั้นท่านลุงเฉินถึงกล้าส่งหญิงที่ไม่มีใครแต่งงานด้วยคนนี้มาให้ตระกูลจางของข้าอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้หรือ”
เฉินซงนั่งอย่างสง่าผ่าเผย จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป เขาตบโต๊ะอย่างแรง “จางชิงเฟิง ข้าว่าเจ้าต่างหากที่ไร้ยางอาย ข้าใจดีให้เจ้าอยู่กินข้าวที่บ้าน แต่เจ้ากลับทำลายความบริสุทธิ์ของลูกสาวข้าในยามเมาสุรา”
“แต่เดิมพวกเจ้าก็มีสัญญาหมั้นหมายกันอยู่แล้ว เรื่องนี้น่าจะแก้ไขได้ง่าย แต่เจ้ากลับหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ยอมรับและคิดจะถอนหมั้น”
จางชิงเฟิงแน่นอนว่าไม่อาจทำให้เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตได้ หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ปีหน้าเขาจะสอบซิ่วไฉ่ก็คงไม่มีโอกาสได้เข้าห้องสอบด้วยซ้ำ
ตอนนี้เขาเกลียดชังยิ่งนัก แต่ก็ทำอะไรครอบครัวนี้ไม่ได้ จะให้ทำลายอนาคตของตนเองเพราะหญิงไร้ยางอายคนนี้ก็ไม่ได้ รู้อย่างนี้แต่แรกก็ควรฟังคำบิดา หาหญิงที่มั่นคงกว่านี้ ยังดีกว่าตอนนี้ที่ขี่หลังเสือจนลงไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องอดทนแต่งงานกับหญิงคนนี้ทั้งที่รู้สึกขยะแขยง
“เมื่อท่านลุงเฉินวางแผนไว้ดีเช่นนี้ ข้าก็ไม่ควรทำให้ผิดหวัง ข้าจะกลับไปบอกบิดาให้รีบจัดการเรื่องแต่งงาน เดือนหน้าก็สามารถแต่งงานได้แล้ว”
จางชิงเฟิงพูดจบก็สะบัดมือเดินออกจากลานบ้านไป ก็แค่แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น ให้คิดว่าแต่งกับทาสรับใช้ ให้นางคอยปรนนิบัติบิดาก็พอ อย่างไรเสียต่อไปเขาก็ไม่สามารถเรียนหนังสือกับบิดาได้อีกแล้ว แต่ต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาชิงซงใกล้ ๆ นี้
ฝ่ายตระกูลเฉินนั้นภาคภูมิใจที่จับจุดอ่อนของจางชิงเฟิงได้ แต่ตระกูลจางกลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง จางซิ่วไฉ่แต่เดิมคิดว่าหญิงที่แต่งเข้ามา ขอเพียงใช้ชีวิตด้วยกันได้ก็พอ
ใครจะรู้ว่าบุตรชายของตนเพียงแค่ไปหมู่บ้านข้าง ๆ ก็ถูกวางแผนเช่นนี้ หญิงคนนั้นไม่เพียงไม่ซื่อสัตย์ แต่ยังไม่รักษาความเป็นกุลสตรี ทั้งที่หมั้นหมายกับบุตรชายของตนแล้ว ยังกล้าไปขวางหน้าคุณชายตระกูลหลี่
เมื่อถูกจับได้ก็ไม่คิดสำนึกผิด บุตรชายอยากถอนหมั้นนาง แต่ครอบครัวกลับวางแผนเช่นนี้
จางซิ่วไฉ่น้ำตาไหลพราก น่าสงสารบุตรชายของตนที่แต่เดิมสามารถแต่งงานกับหญิงที่ดีกว่านี้ได้ แต่ตอนนี้กลับต้องแต่งงานกับคนไร้ยางอายเช่นนี้ แม้จะรู้สึกขยะแขยงเพียงใด บุตรชายของตนก็ต้องกลืนฝืนทนเอาไว้
ปีหน้าก็จะสอบซิ่วไฉ่แล้ว ชื่อเสียงของบุตรชายไม่อาจมีข้อบกพร่องแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อไม่ต้องคิดมากไปหรอก อย่างไรเสียหลังแต่งงานแล้วข้าก็จะย้ายไปอยู่ที่สำนักศึกษา สตรีไร้ยางอายคนนี้ ขอให้ท่านพ่อช่วยสั่งสอนด้วย รอให้ข้าประสบความสำเร็จ ตอนนั้นค่อยหาข้ออ้างหย่าร้างนางก็ได้ แม้ไม่สามารถหย่าร้างได้ ต่อไปหากลูกจะมีอนุภรรยา พวกเขาก็คงไม่กล้ามาขัดขวาง”
จางซิ่วไฉ่พยักหน้าอย่างจนปัญญา “ก็ได้ ต่อจากนี้เจ้าต้องจำบทเรียนนี้ไว้ให้ดี! การมองคนอย่าดูแค่ภายนอก แต่ก่อนข้าบอกเจ้าแล้วว่าหญิงคนนี้ไม่ซื่อสัตย์ น่าเสียดายที่เจ้าถูกรูปโฉมของนางหลอก ตอนนี้…เฮ้อ”
ประสิทธิภาพการทำงานของตระกูลจางก็นับว่าสูง ไม่ถึงสามวันก็จัดการเรื่องแต่งงานเสร็จสิ้นทั้งหมด
แต่เดิมตามความคิดของเฉินซง หากไม่ให้เงินสินสอดอย่างหรูหรา ก็จะเอาเรื่องวันนั้นไปพูด
ใครจะรู้ว่าคราวนี้ จางชิงเฟิงกัดฟันไม่ยอมปล่อย ให้เขาแต่งงานกับหญิงไร้ยางอายก็น่ารังเกียจพออยู่แล้ว ยังจะให้เขากัดฟันจ่ายเงินสินสอดอีก!
จางชิงเฟิงไม่ยอม ในที่สุดก็ไม่อาจดื้อดึงต่อไปได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่เสียหายที่สุดก็คือตัวเขาเอง
นี่เป็นเพราะตอนส่งมอบงานเกิดเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ขึ้น อวิ๋นเถียนเถียนได้ไปยังตัวเมืองก่อนที่งานแต่งงานของพวกเขาจะจัดขึ้นเสียอีก
ลานบ้านเป็นเพียงลานธรรมดา แต่ภายในกลับมีทุกอย่างครบครัน สะดวกสบายมาก ที่สำคัญคือไม่ไกลจากบ้านของเฉินซิ่วไฉ่ เฉินเฉินประหยัดเวลาไปได้มาก เวลาที่เหลือนี้เมื่อใช้ไปกับการเรียนย่อมได้ผลเป็นสองเท่า
เพราะในช่วงเวลานี้ หลี่ซื่อหัวมีความเคลื่อนไหวมากเกินไป จนสุดท้ายก็ดึงดูดความสนใจของบิดาเขาได้ ดังนั้นเมื่อไม่นานมานี้ หลี่ซื่อหัวจึงถูกบิดาเรียกตัวกลับไปยังเมืองหลวง
ในฐานะบุตรชาย ไม่อาจอยู่ในเมืองเล็กนี้นานเกินไปได้ เมื่อได้รับจดหมายฉบับที่สองเร่งให้เขากลับไป หลี่ซื่อหัวจึงไปหาอวิ๋นเถียนเถียน
แม้ว่าเขาจะจากไป แต่การค้าขายเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินต่อ
อวิ๋นเถียนเถียนยิ้มแสดงความยินดีที่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ แต่หลี่ซื่อหัวกลับทำหน้าบึ้งตึง “ไม่ วันเวลาที่ยากลำบากที่แท้จริงยังอยู่ข้างหน้าอีก”
“ลูกพี่ลูกน้องของท่านพ่อไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ ข้ากลัวว่าพอข้ากลับไปก็ไม่รู้ว่าจะถูกใส่ร้ายยังไงอีก อวิ๋นเถียนเถียน ข้าขอบอกเจ้าไว้ก่อน ในเมื่อพวกเราเป็นหุ้นส่วนกันมานาน ไม่ว่าต่อไปเจ้าจะมีการค้าอะไร ก็ห้ามร่วมมือกับคนอื่นเด็ดขาด เจ้ารอดูเถิด สักวันหนึ่งข้าจะต้องควบคุมตระกูลหลี่ ให้ได้ เพราะมันเป็นของมารดาข้า!”
อวิ๋นเถียนเถียนคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน มีการค้าเหล่านี้ ชั่วคราวก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องแล้ว รอจนกระทั่งเฉินเฉินสอบซิ่วไฉ่ได้ ทุกคนก็ต้องไปเมืองหลวง ดังนั้นในเมืองเล็กนี้จึงไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องพัฒนาอีกแล้ว
“ตกลง ข้าก็ขี้เกียจไปหาหุ้นส่วนอื่นแล้ว สำคัญที่สุดคือไม่มีอำนาจไม่มีอิทธิพล ถ้าข้าถูกฆ่าเพราะมีของบางอย่างที่สามารถทำเงินได้ ก็คงไม่คุ้มค่า”
ขณะที่หลี่ซื่อหัวกำลังจะจากไป เขาก็กระซิบถามอย่างลับ ๆ ข้างหูนาง “เจ้าว่าตัวเจ้าเองมีฐานะอะไรกันแน่ ทำไมแม้แต่ท่านเจ้าเมืองก็ยังต้องสุภาพนอบน้อมต่อหน้าเจ้า พวกเราร่วมมือกันมาหลายปีแล้ว เจ้ายังไม่ไว้ใจข้าอีกหรือ”
อวิ๋นเถียนเถียนกลอกตาอย่างหงุดหงิด “ชายหนุ่มคนหนึ่งจะมาซุบซิบนินทาได้อย่างไร ข้ามีฐานะอะไร แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้ แต่ที่ท่านเจ้าเมืองมีท่าทีเช่นนั้น คงเป็นเพราะมารดาของข้า”
หลี่ซื่อหัวพยักหน้า “หากวันหนึ่งในอนาคตฐานะของเจ้าถูกเปิดเผย ตอนนั้นเจ้าต้องคุ้มครองข้าให้ดีด้วยนะ”
“ช่างเถอะ ข้าก็ไม่อาจอยู่พูดคุยกับเจ้าต่อไปได้แล้ว ตาแก่นั่นส่งจดหมายมาถึงสองฉบับ ตั้งใจแน่วแน่ที่จะให้ข้ากลับไป เฮ้อ! ถึงตอนนั้นเจ้ามาถึงเมืองหลวงก็มาหาข้าได้เลย อีกอย่าง เรื่องที่บอกว่าจะคุยเรื่องการค้ากับข้าเท่านั้น เจ้าก็ถือเป็นเรื่องล้อเล่นเถอะ ถ้าหากเจ้าหาหุ้นส่วนที่ดีกว่าได้ ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก”
อวิ๋นเถียนเถียนพยักหน้าอย่างไม่เกรงใจ แม้แต่ออกไปส่งหลี่ซื่อหัวก็ยังไม่ทำ
กลับกันเป็นหลี่ซื่อหัวที่นั่งอยู่บนรถม้า หันกลับมามองอีกครั้ง ก่อนจะกลับไปยังเมืองหลวงด้วยความอาลัยอาวรณ์ ไม่มีใครรู้ว่าในใจเขานั้นไม่อยากจากไปมากเพียงใด