ยอดชายาหนีรัก ไปพักใจที่ชายป่า - บทที่ 239 ชี้นำ
หลี่ซื่อหัวในฐานะบุตรชาย จะพูดว่าบิดาของตนไม่ดีต่อหน้าคนนอกได้อย่างไร วิธีเดียวที่ทำได้คือก้มหน้าและไม่พูดอะไร
“อย่างไรก็ตาม ข้าจะไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ ข้าคิดว่าเมื่อนางสามารถทำเช่นนี้ได้ ก็คงไม่ใช่ครั้งแรกแน่ ท่านควรสืบดูในจวนด้วย ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มีนิสัยแบบนั้นแหละ ต้องมีสักคนสองคนที่ติดกับแน่ ๆ”
หลี่ซื่อหัวตาเป็นประกาย เขากำลังกังวลว่าจะจัดการกับหญิงผู้นี้อย่างไรดี เพียงแค่มีหลักฐานในมือ ก็ไม่ต้องกลัวว่าหญิงผู้นี้จะไม่เชื่อฟัง
หลี่ซื่อหัวเดินออกไปด้วยความรู้สึกประหลาด เขาเป็นลูกชายที่กำลังจะไปจับมารดาของตนเองว่ามีชู้ โชคดีที่ไม่ใช่แม่แท้ ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ความจริงแล้วอาจไม่มีใครคิดว่าฮูหยินหลี่จะเป็นคนแบบนี้ แต่เมื่อคิดจะสืบ ก็เป็นเรื่องง่าย
ฮูหยินหลี่คิดว่าตนควบคุมจวนตระกูลหลี่ได้อย่างดี ปกติจึงไม่ระวังตัวต่อหน้าข้ารับใช้ ความจริงแล้วเพียงแค่สังเกตพฤติกรรมประจำวันของนางเล็กน้อย ก็สามารถสืบได้แล้ว
ไม่ใช่ว่าไม่นับถือฮูหยินหลี่ อย่างน้อยสาวใช้ไม่กี่คนรอบตัวนางก็ไม่กล้าพูดถึงนายของตนในแง่ลบ หากไม่ใช่เพราะหลี่ซื่อหัวบังเอิญเห็นฮูหยินหลี่กับผู้ดูแลบ้านคนนั้นส่งสายตาให้กัน ก็คงไม่สามารถสืบข่าวได้เร็วขนาดนี้
แต่เมื่อนึกถึงผู้ดูแลบ้านที่มีตาเล็กเหมือนหนูนั่น หลี่ซื่อหัวก็รู้สึกประหลาดใจ
ถ้าบอกว่าไม่พอใจบิดาของเขา เพราะบิดาอายุมากแล้ว แต่ผู้ดูแลบ้านคนนี้ก็ไม่ได้อายุน้อยกว่าบิดาของเขาสักเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้น หน้าตาก็ยังเทียบกันไม่ได้เลย แม้หลี่จินจะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังดูสง่างาม หน้าตาก็ถือว่าหล่อเหลา
แต่หน้าตาของผู้ดูแลบ้านคนนี้กลับทำให้คนสงสัย ตาเล็กเหมือนหนู ดูแล้วยังรู้สึกขยะแขยงอีก
หลี่ซื่อหัวพาความไม่เข้าใจนี้ไปหาอวิ๋นเถียนเถียน
อวิ๋นเถียนเถียนกลอกตาอย่างหงุดหงิด ผู้ชายมองด้วยสายตา แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะคิดแบบนั้น บางครั้งความรู้สึกก็มาอย่างไม่มีเหตุผล แม้ว่าสำหรับฮูหยินหลี่คนนี้ ต่อหน้านางคงไม่มีความรู้สึกอะไรให้พูดถึง
“บิดาของท่านยุ่งกับการค้าตลอดเวลา อีกทั้งอายุมากแล้ว ย่อมไม่ค่อยมีเวลาให้ฮูหยินหลี่ เมื่อเหงาจึงทำเรื่องแบบนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ให้อภัยไม่ได้หรอกหรือ แต่ด้วยนิสัยของฮูหยินหลี่ที่ไม่ทำอะไรถ้าไม่มีผลประโยชน์ บางทีนางอาจมีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลบ้านคนนี้ จึงใช้วิธีนี้ก็ได้”
หลี่ซื่อหัวเข้าใจทันที “เจ้าพูดแบบนี้ ข้าก็เข้าใจแล้ว ปกติท่านพ่อไว้ใจผู้ดูแลบ้านคนนี้มาก มอบหมายเรื่องในบ้านให้เขาดูแลหลายอย่าง มีเงินในคลังเท่าไหร่ ผู้ดูแลบ้านก็รู้ทั้งหมด”
“เงินประจำเดือนของนางไม่มาก แต่ทำไมถึงใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ขนาดนี้ ก่อนหน้านี้นางพูดถึงเรื่องสินเดิม แต่สินเดิมของนางก็ไม่พอให้ใช้จ่ายแบบนี้ ต้องเอาเงินในจวนจากผู้ดูแลบ้านมาแน่ ๆ”
อวิ๋นเถียนเถียนยิ้ม “เมื่อรู้เรื่องนี้แล้ว ท่านวางแผนจะจัดการอย่างไร”
“แน่นอนว่าต้องให้ท่านพ่อรู้ ข้าจะบอกท่านพ่อตรง ๆ ให้ท่านไปสืบเอง”
อวิ๋นเถียนเถียนไม่รีบร้อนที่จะพูดอะไรอื่น กลับนั่งลงอย่างสบาย ๆ แล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนข้าจะต้องรีบไปหาคนร่วมมือคนอื่นเสียแล้ว”
หลี่ซื่อหัวขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“คุณชายหลี่ฉลาดเช่นนี้ จะไม่เข้าใจความหมายของข้าได้อย่างไร ท่านเป็นลูกชาย แต่กลับยุ่งเรื่องในห้องนอนของบิดามารดา บิดาของท่านจะทนท่านได้หรือ ยิ่งไปกว่านั้น การถูกนอกใจก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี เรื่องน่าอับอายเช่นนี้ถูกลูกชายตัวเองรู้เข้า หากเป็นข้า ข้าจะต้องส่งลูกชายคนนี้ไปให้ไกลแน่นอน”
หลี่ซื่อหัวคิดอย่างละเอียด ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง เรื่องนี้เขาก็แค่ทำไปด้วยความหุนหันชั่ววูบ แต่หากให้เขาไปพูดต่อหน้าท่านพ่อจริง ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไรดี
“อวิ๋นเถียนเถียน เจ้ามีความคิดดี ๆ สินะ ไม่ต้องเกรงใจ พูดมาตรง ๆ เลย หากข้าได้ประโยชน์ เจ้าก็จะได้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าก็ไม่ชอบหน้าหญิงผู้นั้น”
“ข้าคิดว่า ในเมื่อไม่สามารถพูดออกจากปากของท่านได้ ก็ให้คนอื่นไปพูดสิ เสี่ยวซื่อสาวรับใช้ของท่าน ไม่ใช่คนเก่งหรอกหรือ ให้นางไปหาสาวใช้ที่ไว้ใจได้สักสองสามคน แล้วให้พวกนางไปนินทากันต่อหน้าบิดาของท่าน บิดาของท่านไม่ใช่คนโง่ ต้องไปสืบเรื่องนี้แน่นอน ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ก็ไม่เกี่ยวกับท่านเลย”
อวิ๋นเถียนเถียนยิ้มเยาะบนใบหน้า นางไม่รู้จริง ๆ ว่าคุณชายผู้นี้โตมาได้อย่างไรในจวนที่มืดมนเช่นนี้
หลี่ซื่อหัวเข้าใจในทันที ถึงขนาดไม่ทันได้บอกลาอวิ๋นเถียนเถียน ก็รีบจากไปทันที
หลี่จินก็ยุ่งจริง ๆ กิจการของครอบครัวส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวง แค่ไปตรวจบัญชีตามร้านต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว เวลายุ่ง ๆ ไม่ได้กลับจวนถึงสองวันก็มี
แม้ว่าที่จวนจะมีแขก แต่ก็ยังมีภรรยาและลูกชายคอยต้อนรับอยู่ไม่ใช่หรือ หลี่จินย่อมต้องจัดการเรื่องภายนอกให้เรียบร้อยก่อน
เพียงแค่ไม่ได้กลับจวนหนึ่งถึงสองวัน พอหลี่จินกลับมาถึงจวนก็ถามข้ารับใช้ข้างกาย
“แขกทั้งสองท่านยังอยู่ใช่ไหม ช่วงนี้พักอยู่เป็นอย่างไรบ้าง ฮูหยินไม่ได้ไปรบกวนพวกเขาใช่หรือไม่”
ข้ารับใช้เดิมทีก็เป็นคนที่ฮูหยินจัดวางไว้ จึงตอบอย่างนอบน้อมว่า “ไม่มีปัญหาขอรับ แขกทั้งสองท่านอยู่อย่างสงบในเรือนรับรอง ฮูหยินช่วงนี้ก็อยู่แต่ในห้องของตัวเองสำนึกผิดอย่างว่าง่ายขอรับ”
หลี่จินเพียงแค่อืมเบา ๆ แล้วเตรียมจะเดินไปที่ห้องหนังสือของตน เขาต้องไปดูว่าลูกชายตรวจสมุดบัญชีเป็นอย่างไรบ้าง
ใครจะรู้ว่าพอถึงทางเลี้ยว ก็เห็นสาวใช้สองสามคนรวมตัวกันนินทาอะไรบางอย่าง
ข้ารับใช้กำลังจะเอ่ยปากดุ แต่หลี่จินกลับได้ยินคำว่า ‘ฮูหยิน’ จากปากของพวกนาง จึงโบกมือให้ข้ารับใช้ไป ข้ารับใช้ได้แต่จ้องสาวใช้อย่างดุดัน แล้วหันหลังจากไป
หลี่จินย่างเท้าเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าว เพื่อให้ได้ยินคำพูดของสาวใช้เหล่านั้นชัดเจนขึ้น
“ช่วงนี้ฮูหยินใช้เงินมากมายขนาดนี้ ไม่รู้ว่าได้มาจากไหน นายท่านทำงานอยู่ข้างนอก ก็ไม่ควรใช้จ่ายแบบนี้สิ แต่ได้ยินว่านั่นเป็นสินเดิมของฮูหยินเอง หากนายท่านรู้ก็คงพูดอะไรไม่ได้”
“เจ้าเชื่อจริง ๆ หรือว่านั่นเป็นสินเดิมของฮูหยิน สินเดิมของฮูหยินมีเท่าไหร่ พวกเราก็รู้ ๆ กันอยู่ สินเดิมแค่นั้น คงไม่พอค่าใช้จ่ายปกติของฮูหยินหรอก นี่ก็รังนก นั่นก็รังนกแดง คิดว่าเงินงอกมาเองได้หรือไง”
“งั้นเจ้าลองบอกมาสิ เงินของฮูหยินมาจากไหนกัน”
“นั่นยังต้องถามอีกหรือ แน่นอนว่าก็ต้องมาจากจวนตระกูลหลี่น่ะสิ! ไม่อย่างนั้นใครจะเอาเงินจำนวนมากขนาดนี้ออกมา”