ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 42 ตรงไปตรงมา
ตอนพิเศษ ตอนที่ 42 ตรงไปตรงมา
……………
ตอนนี้จื่อเฉินพบว่าคนที่มาเล่นกับถวนจื่อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในตอนแรกเป็นเด็กอายุประมาณสิบห้าสิบหกของเผ่า แต่หลังจากนั้นจำนวนคนก็เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งเหล่าแม่นางก็มีเพิ่มมากขึ้น
แม้เผ่าหงส์ทองคำจะมีจำนวนไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกเขาอายุ อีกทั้งยังดูอ่อนเยาว์มาก
แต่หลังจากแม่นางเหล่านี้มาที่นี่แล้ว เขาก็ไม่ค่อยพาถวนจื่อออกมาบ่อยนัก แต่กลับใช้เวลาอยู่กับนางนานยิ่งขึ้นแทน
และแน่นอนว่าจื่อเฉินก็อยู่ที่นี่ด้วย
พวกนางจะเข้ามาคุยกับจื่อเฉินทีละคน
ความจริงแล้วพวกนางอยากจะเข้ามาคุยเล่นกับจื่อเฉิน
จื่อเฉินคือประมุขของเผ่าอินทรีสามตา นอกจากนี้ครึ่งหนึ่งยังมีพลังแห่งสายเลือดของโหมวเจิน อีกทั้งยังเป็นสัตว์ในพันธสัญญาของเทพเยว่
ฐานะของเขานั้นไร้ที่ติเลย
แม้ว่าเขาจะทำตัวติดดินและเก็บตัวมาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถซ่อนเกียรติยศและความเย่อหยิ่งของเขาได้
ต่อให้พวกเขาจะเป็นเผ่าหงส์ทองคำ แต่ก็ยังชื่นชมและบูชาอีกฝ่ายมาก
น่าเสียดายที่จื่อเฉินไม่ได้สนใจพวกนางเลยแม้แต่น้อย
เขามีนิสัยเย็นชามาก พูดน้อย ปกติแล้วเขาจะไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้า ทั่วทั้งร่างกายเหมือนมีป้าย “อย่ามายุ่งกับข้า” แปะประกาศเอาไว้อยู่
แต่เมื่อเขาเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจของสาวงามจำนวนมาก
ขอเพียงแค่เขานั่งอยู่ แต่ก็สามารถดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนมากได้แล้ว
จื่อเฉินเริ่มหมดความอดทนเรื่อยๆ
นางถือเป็นม้ามืดตัวใหม่ในเผ่าหงส์ทองคำเลยทีเดียว
ต้องบอกก่อนว่า ในช่วงที่ก่อนจะตื่นขึ้นมา ยกเว้นอี้เจาที่สามารถเปิดเส้นชีพจรสายที่แปด คนในเผ่าคนที่เหลือ และอยู่ในระดับสูงสุดก็มีเพียงแค่อี้อวี่และผู้อาวุโสไม่กี่คนที่สามารถเปิดเส้นชีพจรสายที่หกได้
อี้ฟู่ยังอายุน้อยมาก แต่กลับสามารถอยู่ในระดับนี้ได้แล้ว ถือว่าไม่อาจดูเบาได้เลย
จื่อเฉินนั่งอยู่บนที่นั่งด้านบน ถวนจื่อนั่งอยู่ทางขวามือ อี้ฟู่นั่งอยู่ทางซ้ายมือ
ถวนจื่อแกว่งขาเล็กๆ ทั้งสองข้างของตัวเอง จากนั้นนางก็ใช้มือทั้งสองข้างเท้าโต๊ะแล้วมองไปทางจื่อเฉิน ก่อนกะพริบตาอย่างต่อเนื่อง
“จื่อเฉิน พี่สาวอี้ฟู่แข็งแกร่งมากเลยใช่หรือไม่?”
จื่อเฉินยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาๆ
ชีพจรสายที่หก…
หากสำหรับคนทั่วไปแล้ว ก็นับว่าไม่เลวเลย แต่ว่าเขาไม่ใช่คนทั่วไป
เขาเคยผ่านประสบการณ์มามากมาย เดิมทีจึงไม่เคยมอง “อัจฉริยะ” อยู่ในสายตา
ความจริงแล้ว ตั้งแต่ที่เขาตื่นขึ้นมา โหมวเจินก็ทำให้เขาเปิดเส้นชีพจรสายที่แปดได้แล้ว
ทว่าถวนจื่อยังไม่รู้เรื่องนี้
อี้ฟู่ที่นั่งอยู่ด้านข้างก็เหลือบสายตาไปมองทางถวนจื่อ ใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นระรัวอย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้ จื่อเฉินอาศัยอยู่ที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง ชื่อเสียงของเขาโด่งดังแผ่กระจายออกไป
แม้เขาจะอยู่ที่นี่ตลอด ไม่ได้ออกไปไหน แต่เพราะมีการช่วยเหลือจากถวนจื่อ ดังนั้นซึ่งมีแม่นางจำนวนไม่น้อยสามารถพบเจอเขาได้
ใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่น
คนที่อยู่ในเผ่า หากอายุน้อยก็ไม่มีอำนาจ หากมีอำนาจก็หน้าตาไม่ดี
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดเลยก็คือ…รัศมี
ของเหล่านี้เป็นสิ่งลึกลับ ยากจะอธิบายออกมา
บางคนไม่จำเป็นต้องพูดอันใด เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็กลายเป็นจุดสนใจของผู้อื่นแล้ว
ไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็ แม่นางตระกูลสูงศักดิ์ที่อยู่ในเผ่าหงส์ทองคำ คงไม่เต็มใจที่จะต่อแถวมาหาเขาแบบนี้หรอก
อี้ฟู่ยิ้มด้วยใบหน้าเขินอาย นางไม่ได้สนใจท่าทีเฉยเมยของจื่อเฉินเลยแม้แต่น้อย
ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ พวกนางรู้ว่า จื่อเฉินก็เป็นเช่นนี้
นอกจากถวนจื่อที่เขาอดทนเป็นพิเศษ ส่วนคนอื่นๆ แม้กระทั่งพูดด้วยเขายังขี้เกียจ
“ที่ไหนกัน ถวนจื่อสิที่แข็งแกร่งที่สุด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ถวนจื่อก็ไม่ได้พูดอันใด ส่วนจื่อเฉินกลับตอบขึ้นมาว่า
“นางแข็งแกร่งที่สุดจริงๆ ”
เกิดใหม่จากเถ้าถ่าน เปิดชีพจรสายที่เก้า ร่วมเป็นร่วมตายกับเทพเยว่
การมีอยู่ของนางนั้น สมควรได้รับการยกย่องจริงๆ
ถวนจื่อชะงักไป
เหตุใดหัวข้อถึงเปลี่ยนมาพูดถึงนางได้ล่ะ
อี้ฟู่รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก แต่หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถดึงสติกลับมาได้ ก่อนจะพูดชื่นชมตามจื่อเฉิน
“ใช่แล้ว ถวนจื่อถือว่าเป็นแบบอย่างที่พวกเรายกย่องมาโดยตลอด”
ถวนจื่อยังไม่ทันได้พูดอันใด จื่อเฉินก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ยังห่างกับต้นแบบอีกไกล”
“…”
อี้ฟู่หน้าแดงก่ำขึ้นยิ่งกว่าเดิม แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเขินอาย เป็นเพราะความอับอาย
นางฉลาดมาก นางจะไม่สามารถเข้าใจคำพูดของจื่อเฉินได้อย่างใด
อีกฝ่ายกำลังบอกว่านางแข็งแกร่งไม่เพียงพอ
นับตั้งแต่ที่นางสามารถเปิดเส้นชีพจรสายที่หกได้ สถานะภายในเผ่าของนางก็เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังได้รับคำชมมากมาย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าฝีมือของนางยังไม่เพียงพอ
นี่มันเรื่องอันใดกันแน่?
พี่สาวอี้ฟู่เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในเผ่าหงส์ทองคำแล้ว! พรสวรรค์สูงส่ง ฐานะดี ท่าทางอ่อนโยน จื่อเฉินก็ยังไม่ชอบอย่างนั้นหรือ?
ถวนจื่อลอบกำหมัด
ไม่ต้องกลัว!
จื่อเฉินอยู่คนเดียวมาโดยตลอด เขาน่าจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการทำให้แม่นางมีความสุข ดังนั้นนางจึงต้องพยายามต่อไป!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ถวนจื่อก็ถามขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
“ข้าได้ยินมาว่าดอกเฟิงซิ่นกู่ที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์กำลังจะบานแล้ว ร้อยปีมันจะบานสักครั้ง มันสวยมากเลย! แต่น่าเสียดายที่พวกมันจะบานเฉพาะตอนกลางคืน บานแต่ละครั้งมันจะบานแค่หนึ่งเค่อเท่านั้น หาดูได้ยากยิ่ง จื่อเฉิน พี่สาวอี้ฟู่ คืนนี้พวกเราไปดูด้วยกันดีหรือไม่?”
“ได้…”
“ไม่ไป”
อี้ฟู่ยังพูดไม่ทันจบ จื่อเฉินก็ปฏิเสธทันทีโดยไม่ลังเล
บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบ
ถวนจื่อชะงักไป ก่อนมองไปทางจื่อเฉินด้วยความบ้าคลั่ง
พูดอันใดน่ะ!
เหตุใดไม่คว้าโอกาสนี้เอาไว้!
จื่อเฉินเหลือบสายตามองนาง จากนั้นก็เข้าใจอีกฝ่ายได้ในทันที
ริมฝีปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
เหมือนว่าเขาไม่เคยหัวเราะมาก่อน แม้ตอนนี้องศาของมุมปากที่ยกขึ้น ยังมีความเย็นชาและปราณมารที่แฝงมาอยู่ด้วย
รอยยิ้มนี้ทำให้ผู้คนที่มองเห็นเหม่อลอยตาค้างไป
ถวนจื่อกลับรู้ว่า จื่อเฉินที่ถูกขังอยู่ในหม้อน้ำเทวศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลาพันปี ดังนั้นนิสัยของเขาจึงมีความชั่วร้ายแฝงอยู่ไม่น้อย
แต่หลังจากที่เขาติดตามฉู่หลิวเยว่ ความเย็นชาและปราณมารเหล่านั้นก็ค่อยๆ จางหายไป
ถวนจื่อไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนี้ได้ เพราะจื่อเฉินไม่เคยปฏิบัติตัวกับนางแบบนี้มาก่อน
แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเขาเช่นนั้น ถวนจื่อจึงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
หลังจากนั้นนางก็ได้ยินจื่อเฉินถามว่า
“คุณหนูอี้ฟู่ อยากไปจริงๆ หรือ?”
หัวใจที่ห่อเหี่ยวของอี้ฟู่เริ่มสดใสขึ้นมาในทันที นางมองเขาด้วยแววตาประกายมีความหวัง
“ใช่แล้ว ทิวทัศน์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก”
“หากข้าเป็นคุณหนูอี้ฟู่ ข้าคงไม่มีแก่ใจจะมาสนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้หรอก แต่จะไปขยันบำเพ็ญเพียร พยายามทำให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้”
น้ำเสียงของเขานั้นราบเรียบ สายตาไม่ได้เหลือบแลมองทางนางเลย เหมือนมองไม่เห็นสีหน้าที่ซีดลงไปของนางเลยแม้แต่น้อย
“ไม่อย่างนั้น ระยะห่างก็จะยิ่งกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ”
คำพูดของเขาราบเรียบ แต่อี้ฟู่กลับมีสีหน้าย่ำแย่มากกว่าเดิมอย่างไม่มีเหตุผล
นางลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก หลังจากจื่อเฉินพูดคำนั้นจบ นางก็รีบวิ่งออกไปในทันที
ถวนจื่อมองเห็นดวงตาที่แดงก่ำของนาง ในตอนนั้นนางอยากจะวิ่งตามอีกฝ่ายไปทันที
“พี่สาวอี้ฟู่!”
แต่นางยังไม่ทันได้วิ่งออกไป กลับถูกคนที่อยู่ด้านหลังเรียกขึ้น
“อี้ถวน”
น้ำเสียงที่เย็นชาดังขึ้นมา
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อและแซ่ของนาง
“เจ้าต้องตรงไปตรงมาหน่อย”
……………