ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 43 มองไม่เห็น
ตอนพิเศษ ตอนที่ 43 มองไม่เห็น
……………
ถวนจื่อหันกลับไปมองด้วยความยากลำบาก พร้อมพูดขึ้นด้วยท่าทางน่าสงสาร
“ขะ ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อเจ้านะ!”
จื่อเฉินแค่นหัวเราะเสียงเย็น
“เจ้าใช้ความคิดเพียงในเรื่องของตัวเองจะดีกว่า”
เมื่อพูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป
ถวนจื่อรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
“จื่อเฉิน เหตุใดเจ้าถึงไม่ชอบพี่สาวอี้ฟู่ล่ะ? นางทั้งหน้าตาดี! แล้วก็…แล้วก็พี่สาวคนอื่นๆ เจ้าก็ไม่ชอบพวกนางทั้งหมดเลยหรือ?”
แบบนี้ก็เอาใจยากเกินไปแล้ว!
จื่อเฉินชะงักฝีเท้าเล็กน้อย จากนั้นก็ก้มหน้ามองนาง
“แค่หน้าตาดี ข้าก็ต้องชอบแล้วหรือ?”
ถวนจื่อสะอึกไป ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงมองนางด้วยสายตาผิดหวังแบบนี้
“อ่า คือว่า…มันไม่ใช่แบบนั้น…”
ใต้หล้ามีสาวงามมากมาย แต่ก็ไม่สามารถยกให้กับเขาได้ทุกคน
นางเกาศีรษะ
“แต่ว่า แต่ เจ้าอายุขนาดนี้แล้ว ยังไม่แต่ง…”
จื่อเฉินเหลือบสายตามองนาง
“เจ้าพูดว่าอันใดนะ?”
ถวนจื่อเบิกตากว้างเล็กน้อย แล้วพูดสาบานด้วยถ้อยคำที่น่าเชื่อถือ
“ข้า ข้าพูดว่าเจ้าหล่อเหลาขนาดนี้ สามารถดึงดูดใจแม่นางจำนวนมากได้ เจ้านี่มันสุดยอดจริงๆ เลย!”
“อื้ม”
หากทิ้งให้นางอยู่ที่นี่คนเดียว ถ้าอย่างนั้นนางจะต้องเหงามากแน่นอน
จื่อเฉินกล่าวเตือนแม่นางตัวน้อย จากนั้นก็ถอนสายตากลับมาด้วยความพึงพอใจ แล้วเดินนำออกไปด้านหน้า
ตอนที่เพิ่งเดินมาได้สองก้าว ทันใดนั้นเขาก็นึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง
ถวนจื่อที่ถูกมองแบบนั้นก็ลูบใบหน้าของตัวเองด้วยความมึนงง
“จื่อเฉิน เจ้ามองข้าแบบนั้นเหตุใด? หน้าข้ามีอันใดติดอยู่หรือ?”
จื่อเฉินมองนาง จากนั้นก็ครุ่นคิดสักครู่หนึ่ง
“ถวนจื่อ นี่เจ้า…สูงขึ้นหรือไม่?”
…
“โอ้ ถวนจื่อสูงขึ้นสองสามชุ่นแล้วนี่นา!”
ผู้อาวุโสอี้อวี่อุ้มนางขึ้นมากอด จากนั้นก็วางนางลงตรงหน้าแล้วเปรียบเทียบอีกครั้ง สุดท้ายก็ได้รับคำตอบที่แน่นอน
“สูงขึ้นแล้วจริงๆ ด้วย!”
ถวนจื่อดีใจอย่างมาก ใบหน้าเล็กๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
“จริงหรือ?”
นานมากแล้วที่นางสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ แต่นางยังอยู่ในสภาพนี้มาโดยตลอด ดังนั้นนางจึงคิดว่าตัวเองน่าจะอยู่ในสภาพตัวเล็กแบบนี้ตลอดไป
ผู้อาวุโสอี้อวี่บีบจมูกของนาง
“จริงแท้แน่นอน! ทุกเรื่องของถวนจื่อ ผู้อาวุโสอี้อวี่จดจำได้อย่างชัดเจน!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังสายตาที่น่าหวาดกลัว อี้อวี่ก็หันกลับไปมอง จากนั้นก็เห็นว่าอี้เจาที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้มองมือของเขา…ด้วยสายตาไร้อารมณ์
มุมปากของอี้อวี่กระตุก จากนั้นเขาก็ดึงมือกลับทันที
อี้เจากวักมือเรียกถวนจื่อ
ถวนจื่อรีบวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยขาสั้นๆ ของตัวเอง
“ท่านปู่ประมุข ข้าโตเร็วขึ้นมากเลยใช่หรือไม่?”
ตอนที่อี้เจามองไปทางนาง สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนเป็นอย่างมาก แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่อย่างเห็นได้ยาก
“เดิมทีมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ แต่อาจจะเป็นเพราะถวนจื่อเปิดเส้นชีพจรสายที่เก้าแล้ว และได้รับผลกระทบจากพลังแห่งสายเลือด ดังนั้นจึงโตเร็วขนาดนี้”
ถวนจื่อดีใจมาก จากนั้นก็หันกลับมาตะโกนหาจื่อเฉิน
“จื่อเฉิน เจ้าได้ยินหรือไม่? อีกไม่นานข้าก็จะสูงขึ้นแล้ว! ไม่แน่ว่าข้าอาจจะสูงเท่าเจ้าเลยก็ได้!”
จื่อเฉิน “…ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็พยายามหน่อย”
อี้เจาลูบศีรษะของถวนจื่อ แล้วพูดว่า
“ก่อนหน้านี้เจ้ามีเรื่องยุ่งอยู่ตลอดเวลา ข้าจึงไม่ได้พูดอันใดออกไป แต่ในเมื่อตอนนี้จื่อเฉินฟื้นขึ้นมาแล้ว เช่นนั้น…”
ใบหน้าของเขามีความลังเลอยู่หลายส่วน
ถวนจื่อเอียงศีรษะกะพริบตาปริบๆ
“ท่านปู่ประมุข ท่านมีเรื่องอันใดที่อยากจะให้ข้าช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ?”
อี้เจาหัวเราะขมขื่นอย่างจนปัญญา เขาปิดอันใดนางไม่ได้จริงๆ
“ใช่แล้ว”
อี้เจาชะงักไปเล็กน้อย เหมือนกำลังเรียบเรียงว่าควรจะพูดอย่างใดดี
“เจ้าก็รู้ว่า หลังจากวิญญาณร้ายตื่นขึ้นมาแล้ว ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงก็ได้รับลูกหลงมาจำนวนไม่น้อย แทบจะไม่สามารถประคองลมหายใจของบรรพบุรุษต่อไปได้ ตอนนี้วิญญาณร้ายตายไปแล้ว แต่บรรพบุรุษ…”
เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของถวนจื่อก็จางหายไปในทันที
นางรู้ว่าบรรพบุรุษได้โอนพันธสัญญานั้นให้นาง และมันได้ถูกทำลายไปแล้วในสงครามพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์
“ตอนนี้ทั่วทั้งเผ่าหงส์ทองคำมีเจ้าเพียงคนเดียวที่สามารถเปิดเส้นชีพจรสายที่เก้าได้ ขอเพียงพลังแห่งสายเลือดของเจ้าก็สร้างตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงขึ้นมาใหม่ด้วย”
แม้เขาจะเป็นประมุขเผ่า แต่เรื่องนี้มีเพียงถวนจื่อคนเดียวที่สามารถทำได้
ถวนจื่อเม้มริมฝีปาก นางพยักหน้าตอบตกลงอย่างจริงจัง
“ท่านปู่ประมุขวางใจได้เลย นี่เป็นเรื่องที่ข้าสมควรต้องทำอยู่แล้ว! ข้าจะต้องทำมันให้สำเร็จแน่นอน!”
ในตอนนี้นางมีความรู้สึกรักต่อเผ่าหงส์ทองคำมาก ดังนั้นนางจึงไม่ปฏิเสธที่จะทำเรื่องเหล่านี้แน่นอน ดังนั้นนางจะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบที่สุด
“แต่…ต้องทำอย่างใดหรือ?”
อี้เจาหัวเราะขึ้น
“เจ้าเคยไปที่ตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงมาก่อน หลังจากที่เจ้าไปถึงที่นั่นแล้ว เดี๋ยวเจ้าก็รู้เองว่าควรจะต้องทำอย่างใด”
นั่นคือสัญชาตญาณของพลังแห่งสายเลือด
ถวนจื่อตอบตกลง
“ได้เลย!”
ในตอนนั้นเอง จื่อเฉินที่อยู่ด้านข้างก็ถามขึ้นมาว่า
“ประมุขอี้เจา ไม่ทราบว่าถวนจื่อไปในครั้งนี้ต้องใช้เวลานานเท่าใด?”
อี้เจารู้ว่าพวกเขาต้องกลับไปเยี่ยมเทพเยว่ ดังนั้นจึงพูดพร้อมรอยยิ้มว่า
“ไม่นานเท่าไรหรอก อย่างมากก็แค่ไม่กี่เดือน”
ถวนจื่อจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็สามารถกลับไปทันตอนที่อาเยว่คลอดลูกสินะ?”
นี่คือเรื่องสำคัญที่สุดที่นางไม่สามารถพลาดได้
“แน่นอน ขอเพียงแค่ในช่วงเวลานี้ เจ้าจะต้องอยู่ในตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงเพียงคนเดียว ข้ากับอี้อวี่และคนอื่นๆ จะช่วยปกป้องเจ้าจากด้านนอก”
“ท่านปู่ประมุขวางใจได้เลย ถวนจื่อรู้ว่าเวลาไหนควรทำอันใด”
เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเผ่าหงส์ทองคำทั้งหมด ดังนั้นนางไม่สามารถละเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่พูดนางก็หันไปมองทางจื่อเฉิน
“จื่อเฉิน เจ้าจะต้องรอข้าด้วยนะ!”
จื่อเฉินพยักหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ได้”
…
พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์
เวลาพลบค่ำ แสงสีทองอ่อนๆ จากดวงอาทิตย์แผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณ
ภายในลานบ้าน เงาร่างที่แข็งแกร่งของคนทั้งสองกำลังปะทะกัน ครู่หนึ่งเงาดาบและกระบี่ก็ปรากฏขึ้น
แกร๊ง!
อวี๋จิ่วแทงกระบี่ออกไป ลำแสงสีเขียวแหวกอากาศ ก่อนพุ่งตรงไปที่ด้านหน้า!
เยี่ยนชิงหน้าไม่เปลี่ยนสี เขายกกระบี่ขึ้นมาขวาง จากนั้นก็ตวัดข้อมือ หันกระบี่กวาดไปทางอวี๋จิ่ว
อย่างชำนาญ
พรึ่บ…
ทั้งสองคนสู้ในระยะประชิดตัว ประกายแสงกระจายไปทั่ว!
อวี๋จิ่วเลิกคิ้วขึ้น เขาหอบหายใจแล้วพูดว่า
“ร่างกายของแม่ทัพสวรรค์ฝ่ายซ้ายฟื้นตัวได้ไม่เลวเลย ทั้งยังสามารถสู้กับข้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
ลมหายใจของเยี่ยนชิงมั่นคงกว่าเขา แต่ใบหน้าก็มีหยาดเหงื่อผุดพรายออกมา เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็พูดเสียงเรียบ
“เมื่อสามวันก่อนหน้านี้ ตอนที่ข้าได้สู้กับเสินสื่อลำดับที่ห้า เจ้าก็อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ”
“นั่นเพราะกลัวว่าเจ้าจะอยู่เฉยๆ จนเบื่อ ดังนั้นจึงมาที่นี่เพื่อระบายความเครียดให้กับเจ้าโดยเฉพาะ!”
เยี่ยนชิงไม่ได้คิดแบบนั้น
สิบสามผู้พิทักษ์เยว่กำลังคิดอันใดอยู่ เขารู้ดีที่สุด แต่…
“ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”
เขาพูด
“วันแต่งงานได้กำหนดแล้ว ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ถ้าจะไม่กระทำการล่วงเกินใดๆ เด็ดขาด”
อวี๋จิ่วเหลือบสายตามองเขาแล้วหัวเราะเยาะ
“เจ้าคิดว่าพวกเรากำลังปกป้องเจ้าอยู่อย่างนั้นหรือ?”
เยี่ยนชิง “…”
ทันทีที่สิ้นเสียงก็มีคนผลักประตูใหญ่เข้ามา
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง เยี่ยนชิงกับอวี๋จิ่วก็ละมือออกแล้วถอยตัวออกห่างจากกันทันที
น้องแปดเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านพี่เยี่ยนชิง ข้ามาทำแผลให้กับเจ้า!”
ทั้งสองคนหันหน้ากลับมามองพร้อมกัน
น้องแปดพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยุงเยี่ยนชิงเข้าไปด้านใน
“โอ้ บาดแผลของเจ้ายังไม่หายดีเลย แล้วจะเคลื่อนไหวรุนแรงแบบนี้ได้อย่างใด? เข้าไปให้ข้าดูหน่อยสิว่าบาดแผลฟื้นตัว…”
คิ้วของอวี๋จิ่วกระตุกขึ้น
“พี่แปด!”
น้องแปดชะงักฝีเท้า จากนั้นก็หันกลับมามอง แล้วอุทานอย่างตกใจ
“น้องเก้า เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ?”
อวี๋จิ่ว “…”
*อนุญาตเจ้าหน้าที่วางเพลิง ห้ามประชาชนจุดตะเกียง หมายถึง ห้ามผู้อื่นทำ แต่ให้แต่พวกตนทำได้เท่านั้น
……………