ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1113 ปิดบังซ่อนเร้นไม่ได้ / ตอนที่ 1114 อายุไม่ยืน
ตอนที่ 1113 ปิดบังซ่อนเร้นไม่ได้ / ตอนที่ 1114 อายุไม่ยืน
ตอนที่ 1113 ปิดบังซ่อนเร้นไม่ได้
เมิ่งจี๋ฟังมีชีวิตที่ดี เขาสวมมงกุฎหยก หล่อเหลาและผิวขาว มองจากภายนอกเขาก็เป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ยามที่เซียวอวี้หรงในฐานะอาจารย์มองดูเด็กหนุ่มเหล่านี้ เขาก็อดรู้สึกดีด้วยไม่ได้
นอกจากนี้วันนี้เมิงจี๋ฟังก็เรียกได้ว่าทำตัวว่าง่ายอีกด้วย
“ศิษย์น้องยังไม่รู้จักคุณชายเมิ่งผู้นี้ดี แม้ว่าคนผู้นี้จะนับไม่ได้ว่าเป็นคนที่มีจิตใจชั่วร้าย แต่เขาก็มีจุดที่ไม่ดี” เซี่ยเฉียวกลับไม่เห็นด้วยกับเซียวอวี้หรง
ปกติแล้วนางจะใจดีกับคนอื่นๆ และจะไม่พุ่งเป้าใครเป็นพิเศษ
“ทำไมถึงพูดอย่างนั้น” เซียวอวี้หรงแปลกใจเล็กน้อย
“คนผู้นี้มีโหงวเฮ้งของผู้มีอันจะกิน แต่มีลักษณะหนึ่งที่เรียกว่าใจสั่นและหายใจถี่ เขาก็เป็นเช่นนั้น ต่อให้มีโหงวเฮ้งที่ดีอย่างไร แต่ก็จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แม้ว่าเขาจะมีท่าทีรักสนุกสบายๆ แต่หางตาของเขายาวและคมเกินไป เขาไม่ใช่คนใจดี จะต้องทำเรื่องที่ทำร้ายผู้คน ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่เขาร่ำรวยเกินไป ยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะทำร้ายคนอื่น อยู่ได้ไม่นาน” เซี่ยเฉียวเอ่ยอีก
หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ แม้ว่าปกติคนผู้นี้จะไม่ทำเรื่องชั่วร้ายใหญ่โต แต่เรื่องเล็กๆ เขาก็ทำมาแล้วไม่น้อย เมื่อที่บ้านเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไรก็คงพอที่จะถ่อมตนได้บ้าง แต่ที่บ้านเขากลับมั่งมี จึงเหมือนกับการเติมน้ำมันลงในกองไฟให้มันเผาไหม้ชีวิตของตัวเอง
เซี่ยเฉียวเองก็ไม่ได้บอกว่า คนผู้นี้จะมีชีวิตอยู่ไปได้อีกนานเท่าไร
หากนางพูดมากไปก็จะเป็นการเผยความลับสวรรค์ซึ่งไม่เป็นการดี อีกอย่างนางเองก็ยังไม่ได้รับค่าทำนายมาด้วย
แต่หากเขาอยากจะอยู่ไปนานจนถึงอายุหกสิบปีขึ้นไปคงจะเป็นไปไม่ได้
“ข้าเห็นว่าเมื่อครู่นี้ แม้เขาจะดูบ้าบิ่นไปบ้าง แต่ต่อมาเขาก็ทำตัวเรียบร้อยดีนี่?” เซียวอวี้หรงมองจากมุมของผู้อาวุโส
เหมือนผู้ใหญ่มองดูเด็ก เขายังมองเมิ่งจี๋ฟังในแง่ดีอยู่บ้าง นอกเสียจากว่าคนผู้นี้จะทำอะไรเกินเลยไป
“พูดอย่างนี้ก็แล้วกัน ตอนที่เมิ่งจี๋ฟังผู้นี้ยังอยู่ในสำนักศึกษา เขายังไม่ได้มีพฤติกรรมฆ่าคนวางเพลิงอะไรก็จริง แต่จะต้องเคยกดขี่รังแกศิษย์จากครอบครัวยากจนแน่” เซี่ยเฉียวเอ่ยอีก
เซียวอวี้หรงได้ยินเช่นนั้นก็นิ่วหน้าดังคาด
การใช้อำนาจรังแกเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจจริงๆ
ตอนที่เซี่ยเฉียวยังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษา นางก็เคยได้ยินเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของเมิ่งจี๋ฟังมาบ้าง
เขาไปไหนมาไหน คนอื่นก็ต้องก้มหัวให้ด้วยความเคารพ ตัวเองเป็นหัวหน้าเป็นพี่ใหญ่ ส่วนคนอื่นๆ ก็มดปลวกในสายตาเขา
ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความเห็นอกเห็นใจ เพียงแต่มันมีน้อยเท่านั้น
ถ้าหากจะบอกว่าเขาเป็นคนเลว เขาก็คงคิดว่าตนเองถูกปรักปรำใส่ร้าย เขาก็แค่ได้รับการสั่งสอนจากบิดามารดามาเช่นนี้ ตนเองก็เติบโตมาเช่นนั้น มีคนอื่นคอยโอบอุ้มประคับประคอง พอนานๆ เข้าก็กลายเป็นความเคยชินของเขาเสียแล้ว
“เรื่องแบบนี้ ศิษย์พี่ใหญ่ก็มองออกด้วยหรือ” เซียวอวี้หรงประหลาดใจเล็กน้อย เขาเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ศิษย์พี่ใหญ่สุดยอดจริงๆ ถ้าหากเป็นเช่นนี้ ชีวิตของคนอื่นก็ไม่อาจปิดบังซ่อนเร้นไปจากสายตาของศิษย์พี่ใหญ่ได้เลย!
“……” เซี่ยเฉียวหัวเราะออกมาทันที
มองออกกับผีอะไรล่ะ
นางก็แค่เป็นคนเป็นที่เคยถูกเมิ่งจี๋ฟังหาเรื่องคนหนึ่งเท่านั้น จึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้
“ศิษย์พี่ใหญ่ หากอย่างนั้นมีวิธีแก้ไขโหงวเฮ้งของคนผู้นี้หรือไม่” เซียวอวี้หรงเอ่ยถามขึ้นมาอีก
เซี่ยเฉียวชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ที่นางดูโหงวเฮ้งของเมิ่งจี๋ฟัง นางก็ไม่เคยคิดว่าจะแก้ไขโหงวเฮ้งให้เขาได้อย่างไร พอเซียวอวี้หรงพูดขึ้นมาแบบนี้…
“ย่อมมีวิธีแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าหากต้องการที่จะแก้ไขโหงวเฮ้งอายุไม่ยืนของเขา ตอนนี้ก็มีอยู่สองวิธี หนึ่งคือ ทำให้ครอบครัวเขาสูญเสียความมั่งคั่ง อำนาจเพิ่มขึ้นได้เพราะเงินทองและก็ลดลงเพราะมันเช่นกัน หากไม่มีเงินทองทรัพย์สมบัติ เขาก็ไม่อาจจะทำอะไรบ้าบิ่นมุทะลุได้ เขามีความฉลาดและรู้ความอยู่บ้าง เมื่อไม่มีเงินทองแล้วก็ย่อมรู้จักทำตัวติดดินเจียมเนื้อเจียวตัว พอนานๆ ไป เขาก็ไม่ล่วงเกินคนอื่น ดวงของเขาก็ไม่ตก แล้วจะดีเอง” เซี่ยเฉียวเอ่ยหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ ครอบครัวของเขาก็ยังจะเจริญรุ่งเรืองอยู่อย่างนั้น เว้นเสียแต่ว่าตระกูลเมิ่งจะเป็นกบฏ” จ้าวเสวียนจิ่งคัดค้านความเป็นไปได้นี้ทันที
ตอนที่ 1114 อายุไม่ยืน
ท่านโหวเมิ่งบิดาของเมิ่งจี๋ฟังผู้นั้นเป็นคนไร้ศีลธรรม ชอบทำอะไรหลบๆ ซ่อนๆ และทำเรื่องที่เป็นการทำร้ายผู้อื่นมาแล้วไม่น้อย
แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาก็ทำไปเพื่อเอาอกเอาใจองค์ชายสี่
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้โง่ เขารู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และมักจะเล่นลูกไม้อะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่จะไม่เลอะเลือนทำเรื่องใหญ่ๆ โดยไม่คิดให้ดี
จ้าวเสวียนจิ่งไม่ได้รู้สึกเกลียดชังท่านโหวเมิ่งผู้นี้เท่าใดนัก แต่ในสายตาเขาคนผู้นี้ก็แค่คนที่มีกิเลสตัณหามากหน่อยเท่านั้น
แม้ว่าเขาจะสร้างความวุ่นวายเพื่อการแย่งชิงบัลลังก์บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะต้องกำจัดฆ่าล้างตระกูล
“ในเมื่อเรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มีแค่อีกทางเดียวแล้ว” เซี่ยเฉียวยกยิ้มทันที ท่าทางของนางดูเหมือนกำลังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “รูปกระดูกของเขาดี สันจมูกเป็นเส้นตรงได้รูป หน้าตาก็ไม่เลว หากออกบวชเป็นพระก็จะอายุยืน”
“……” เซียวอวี้หรงอึ้งไปทันที
แม้แต่จ้าวเสวียนจิ่งเองก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ที่ข้าพูดนี้ไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งเขา แต่เขามีข้อบกพร่องมาก แววตาของเขาเป็นแววตาของคนเจ้าชู้ จะต้องเป็นคนหลงรูปเมามายและมักมากในกาม ตอนนี้เขาอายุยังน้อย โหงวเฮ้งของเขาจึงยังไม่ชัดเจน แต่ต่อไปเขาคงจะต้องขาดสุราและสาวงามไม่ได้เป็นแน่ มีแต่ต้องบวชเป็นพระเพื่อฝึกฝนขัดเขลานิสัยและสะสมบุญกุศลเท่านั้น เขาจึงจะสามารถชดเชยในส่วนที่บกพร่องได้” เซี่ยเฉียวจริงจังมาก
เกรงว่าตอนนี้ในใจเมิ่งจี๋ฟังเองก็คงไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์
ขาประจำหอโคมเขียว!
ที่เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่รู้กันทั่วก็เพราะตระกูลเมิ่งผู้นี้ยังรู้จักยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง พวกเขาไม่ได้หาภรรยาให้เมิ่งจี๋ฟัง รับอนุเข้ามาแค่ไม่กี่คน จนคนทั่วไปคิดว่าเขาแค่เสเพลไปหน่อยเท่านั้น และไม่คิดว่าเขาจะเป็นพวกมักมาก
“เขาเป็นคุณชายอยู่ดีๆ จะให้ไปเป็นพระหรือ คงจะเป็นไปไม่ได้แน่” เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วมุ่น ในใจก็รู้สึกเสียดาย
เด็กดีๆ คนหนึ่งได้รับการสอนสั่งจนกลายเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร
ตอนที่เขาอยู่ในวัยนี้ก็แทบจะอยู่แต่ในสำนักศึกษา และฝังตัวอยู่กับหนังสือท่องไปในโลกใบนั้น อ่านมันทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมกินไม่ยอมนอน อยากจะกลายร่างเป็นหนอนที่กัดกินหนังสือพวกนั้นเข้าไปจนหมด
เซียวอวี้หรงรู้สึกเสียดายอยู่ภายในใจ หลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วยามตอนที่เขาเห็นเมิ่งจี๋ฟังลงจากรถม้า สายตาของเขาก็ซับซ้อนเล็กน้อย
เมิ่งจี๋ฟังและเจียงจิ้นลู่ต่างก็หน้าซีดเผือดด้วยกันทั้งคู่
เจียงจิ้นลู่ยังลูบศีรษะของตนอยู่เป็นระยะๆ
น่าจะเป็นเพราะการกระแทกครั้งนั้นทำให้เขาเจ็บไม่เบาจนผ่านไปนานขนาดนี้ก็ยังไม่หาย
ตอนนี้บริเวณโดยรอบรกร้าง
“ที่นั่นแหละ” เมิ่งจี๋ฟังชี้ไปทางขวามือ “ตอนนั้นข้าผ่านทางเล็กๆ นี้เข้าไป พอมาถึงตรงนี้ ข้าก็เห็นบ้านพังๆ นั่นลางๆ จึงฝ่าพงหญ้าเข้าไป”
หรืออาจะพูดได้ว่าไม่มีถนน
เดิมทีถนนก็คือทางที่ผู้คนสัญจรไปมา แต่ที่นี่ไม่มีคนผ่านไปมาตั้งหลายสิบปีแล้ว ถนนจึงหายไปหมดซึ่งเป็นเรื่องปกติ
เซี่ยผิงกั่งลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว ท่าทางของขาสง่างามและดุดัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงดาบฟันหญ้าฉับๆ ดังขึ้น
เปลือกตาของซังโหยวกระตุกไม่หยุด เขาแทบจะควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่อยู่
โชคดีที่มันคือวัชพืช ถ้าหากเป็นศีรษะคนก็คงยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีก
บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นหญ้าแห้งและพวกหนาม ค่อนข้างเปลืองแรงไม่น้อย เนื่องจากวันนี้จ้าวเสวียนจิ่งนำองครักษ์มาแค่โจวเว่ยจงคนเดียว เขาจึงไม่กล้าที่จะออกห่างจากรัชทายาท จะไปช่วยเซี่ยผิงกั่งก็ไม่ได้
ในบรรดาคนที่เหลือก็มีแค่เด็กหนุ่มเจียงจิ้นลู่และเมิ่งจี๋ฟังสองคนแล้ว พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือก ได้แต่ต้องกัดฟันเข้าไปจัดการปัดกวาดทางที่เซี่ยผิงกั่งถากถางไว้ให้แล้ว
สำหรับเซี่ยผิงกั่งแล้วงานนี้ไม่ยากเลยสักนิด
ในขณะที่เขาถางทางจนกลายเป็นถนนเส้นยาว ลมหายใจของเขาก็ยังคงสม่ำเสมอ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยสักนิด
เพียงแต่ว่าเนื้อตัวของเขาไม่ค่อยจะสะอาดนัก มันเปื้อนคราบน้ำสีเหลืองสีเขียวอยู่บ้าง และบนเสื้อผ้าก็มีหญ้าแห้งติดอยู่ไม่น้อย