ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1111 จับตอน / ตอนที่ 1112 ตลอดกาล
ตอนที่ 1111 จับตอน / ตอนที่ 1112 ตลอดกาล
ตอนที่ 1111 จับตอน
ตอนที่เซี่ยเฉียวไปที่ป้อมเหมิงจยา เซี่ยผิงกั่งไปถล่มสำนักศึกษาซันไห่มาแล้ว เขากำราบศัตรูผ่านด่านทั้งหมดมาได้อย่างดุดันผิดปกติ ในเวลานั้นบ่อนการพนันรายใหญ่ทั้งหมดกำลังเดือด มีคนมากมายมาวางเดิมพัน แต่คนส่วนใหญ่ต่างก็ไม่เชื่อว่าเขาจะชนะ
แต่ความเป็นจริงก็คือเขาทำได้
หลายวันนั้นถึงกับมีสาวน้อยใจกล้าจำนวนหนึ่งโยนผ้าเช็ดหน้าให้เซี่ยผิงกั่งด้วย
เขามีชื่อเสียงโด่งดังมาแล้วสักระยะ สง่าผ่าเผยมากจริงๆ
ซังโหยวได้ยินเช่นนั้นแล้วก็นึกถึงผ้าเช็ดหน้าของตนที่เซี่ยผิงกั่งเคยเหยียบย่ำ…
อารมณ์ของเขาก็ซับซ้อนนัก
ส่วนเจียงจิ้นลู่นั้นก็ถูกลืมไปแล้ว
เมิ่งจี๋ฟังกลายเป็นคนมนุษย์ล่องหนและไม่กล้าพูดอะไรไปแล้ว อันที่จริงเขาดูเหมือนลูกไก่ที่เพิ่งกะเทาะเปลือกออกมาจากไข่อย่างไรอย่างนั้น
ผ่านไปสักพักพวกเขาก็ออกเดินทางกัน
บนรถม้าของจ้าวเสวียนจิ่งมีเซี่ยเฉียวและเซียวอวี้หรงนั่งอยู่ด้วย ข้างนอกทั้งสองฝั่งซ้ายขวาเป็นโจวเว่ยจงและเซี่ยผิงกั่งคอยติดตามคุ้มครอง
เมิ่งจี๋ฟังหัวเดียวกระเทียมลีบ เขาโดนจัดให้นั่งอยู่บนรถม้าคันเดียวกับเจียงจิ้นลู่อย่างสับสนมึนงง
ส่วนซังโหยว เขาอยากเห็นทิวทัศน์จึงขี่ม้าที่ขาวราวหิมะติดตามหลังขบวนไป
ม้าของเขาดูดีมากจริงๆ บนศีรษะของม้าตัวนั้นยังถักเป็นเปียหนึ่งเส้นและมีดอกไม้ทัดอยู่ด้วย! ซังโหยวยังแบกพิณตัวหนึ่งไปบนหลัง บนรองเท้ายาวของเขาประดับด้วยแผ่นหยก มันดูล้ำค่ามากราวกับกำลังส่องแสงเมื่อมองดูจากที่ไกลๆ
เขาดึงดูดสายตาของผู้หญิงให้เหลียวหลังมองไม่รู้ตั้งกี่คนขณะที่เดินทางผ่านไป
“ตุ้งติ้งชิบ…จิ๊ๆๆ…” เซี่ยผิงกั่งอดบ่นออกมาไม่ได้
“เจ้าคิดว่าใครๆ ก็จะไม่สนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหมือนเจ้าอย่างนั้นหรือ” เซี่ยเฉียวเปิดม่านหน้าต่างขึ้นและเอ่ยหยอกล้อเซี่ยผิงกั่ง
“แต่นี่มันก็พิถีพิถันเกินไปหน่อย…” เซี่ยผิงกั่งยังไม่ทันจะพูดจบก็เห็นการเคลื่อนไหวของซังโหยวอีก แล้วเขาก็แสดงสีหน้ารังเกียจทนไม่ได้พลางบดกรามอุทานออกมา “แม่เจ้าโว้ย คุณชายซังผู้นี้ถึงกับพกหวีมาด้วย ขี่ม้าไปหวีเส้นขนให้ม้าไปด้วยอีก! ของนั่นไม่เหมาะจะเอามาใช้กับม้านี่?”
มันมีแปรงขนม้าไว้สำหรับแปรงสำหรับหวีขนม้าโดยเฉพาะ มาใช้หวีอย่างนี้จะดูอย่างไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด!
“ในอกเสื้อของศิษย์น้องซังยังมีกระจกและแป้งด้วยนะ แค่หวีจะเป็นอะไรไป” เซี่ยเฉียวยิ้ม
นางไม่ได้ปรักปรำซังโหยวนะ
นางเห็นว่าบนใบหน้าขาวๆ และริมฝีปากสีแดงของเขามีแป้งอยู่จริงๆ แต่มันก็ไม่ได้หนาเกินไป เป็นแค่ชั้นบางๆ เท่านั้น ซึ่งนอกจากแป้งแล้ว ซังโหยวยังใช้เรื่องหอมที่หากเข้าไปใกล้ๆ ก็จะได้กลิ่น…เป็นกลิ่นหอมสะอาดของดอกไม้ที่เจือความหวานเล็กน้อย เรียกง่ายๆ ว่าหอมขึ้นสมอง
เซี่ยผิงกั่งไม่เคยเห็นผู้ชายที่เป็นแบบนี้มาก่อน
เขาใช้ชีวิตได้ประณีตยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก
“หากข้ามีลูกแบบนี้…ก็จะให้เขาไปเป็นขันที” เซี่ยผิงกั่งยังรู้จักที่จะเอ่ยเสียงเบา
เซียวอวี้หรงที่นั่งอยู่บนรถม้ารู้สึกขนหัวลุกไปหมด เขาเหลือบมองเซี่ยผิงกั่งด้วยสายตาหวาดกลัวนิดๆ และรู้สึกเสียววาบที่ท่อนล่าง
“เจ้าอย่าได้แอบจับเขาตอนเพราะหมั่นไส้ที่เขารักสวยรักงามเชียวนะ ถ้าหากเจ้าทนไม่ไหวจริงก็แค่ต่อยตีกันสักยกแสดงบารมีก็พอแล้ว” เซี่ยเฉียวกระซิบตอบ
“……” มุมปากเซี่ยผิงกั่งกระตุกเล็กน้อย
“……” อาจารย์เซียวหน้าแดง
จับตอน…
“ศิษย์พี่ใหญ่…คำนั้นไว้ใช้กับสัตว์นะ…” เซียวอวี้หรงรีบเอ่ยทันที
“ข้าผิดไปแล้ว” เซี่ยเฉียวรีบเก็บอาการทันที นางเปลี่ยนอย่างว่องไว
เมื่อครู่นี้นางแค่อยากจะซุกซนบ้างเท่านั้น วันนี้นางมีความสุขมากจริงๆ มีคนตั้งมากออกมาเที่ยวเล่นกับนาง อากาศฤดูใบไม้ผลิก็อบอุ่น ดอกไม้ผลิบาน นางได้ออกมาสูดอากาศอย่างนี้ ช่างเป็นอะไรที่ดีงามมากจริงๆ
เซียวอวี้หรงไม่อาจจะกัดข้อผิดพลาดของเซี่ยเฉียวไม่ปล่อยได้
จ้าวเสวียนจิ่งเองก็มองออกว่าเซี่ยเฉียวกำลังช่วยให้เซี่ยผิงกั่งระบายอารมณ์ออกมาบ้าง
ต้องโทษที่สายตาของซังโหยวจู้จี้จุกจิกเกินไป และเขาทนกับท่าทางดุดันวาจาหยาบคายไร้มารยาทของเซี่ยผิงกั่งไม่ได้จริงๆ การแสดงออกว่ารังเกียจทางสายตานั้นจึงออกจะชัดเจนเกินไปอยูบ้าง
เพียงแต่เซี่ยผิงกั่งเป็นพวกฝึกยุทธใช้กำลัง เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้อยู่แล้ว ต่อให้ซังโหยวจะมองเขาด้วยสายตาจู้จี้จุกจิก แต่เขาก็ยังไม่เห็นว่าผิดปกติอะไร
ตอนที่ 1112 ตลอดกาล
เซี่ยเฉียวรู้จักที่จะสงสารพี่ชายของตัวเอง
นางก็เลยพูดอะไรออกมาบ้างเพื่อระบายอารมณ์แทนเขาเท่านั้น
ซังโหยวเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองโดนเซี่ยผิงกั่งรังเกียจไปเสียแล้ว เขายังคงดื่มด่ำอยู่กับทิวทัศน์ที่สวยงาม
นอกจากนี้ภายในรถม้าที่อยู่ข้างหน้า…
สีหน้าเจียงจิ้นลู่ย่ำแย่ราวกับว่าเขากำลังเหยียบอึสุนัขอยู่ “เจ้า เจ้าออกไปห่างๆ หน่อย…”
สายตาที่เขามองเมิ่งจี๋ฟังแสดงความหวาดกลัวออกมาเล็กน้อย
“……” เมิ่งจี๋ฟังเองก็สับสน “รถม้าคันแค่นี้เอง หรือว่าเจ้าจะให้ข้ากระโดดลงจากรถม้า เจ้าเป็นศิษย์น้องของโม่ชู…ปรมาจารย์โม่นะ ทำไมถึงได้ขี้ขลาดอย่างนี้เล่า สู้ข้าก็ยังไม่ได้!”
“เจ้าก็พูดง่ายสิ! ข้าเห็นสิ่งที่อยู่กับเจ้านะ เจ้าเห็นหรือ!” เจียงจิ้นลู่ขึงตาใส่เขากลับ
“วิญญาณนี้ติดตามข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเรียก!” เมิ่งจี๋ฟังไม่กลัวเจียงจิ้นลู่
ในบรรดาคนกลุ่มนี้ คนที่เขาสามารถรังแกได้ก็มีแต่คนที่ตรงหน้าเขานี่แหละ ถ้าหากแม้แต่ต่อหน้าเจียงจิ้นลู่เขาก็ยังเงยหน้าไม่ได้ แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
นอกจากนี้ เมื่อเขาเห็นท่าทางหวาดกลัวของเจียงจิ้นลู่แล้วก็รู้สึกสมดุลในใจขึ้นมาเล็กน้อย “ข้ามีปัญหานี้มาหลายวันแล้ว จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ข้าไม่กลัวเลยสักนิด หากไม่ใช่เพราะโม่…ปรมาจารย์โม่อยากจะแก้ไขเรื่องนี้ให้ข้าให้ได้ ข้าก็สามารถอยู่กับวิญญาณตนนี้ไปได้ตลอดกาลเลยล่ะ!”
“เฮอะ!” เจียงจิ้นลู่เยาะออกมาเล็กน้อย
เขาไม่ได้โง่เสียหน่อย เขาฟังคำพูดอวดโม้แบบนี้ออก!
“เจ้าอยากรู้ไหมว่าวิญญาณที่ติดตามเจ้าอยู่เป็นอย่างไรกันแน่ ข้าบรรยายให้เจ้าฟังได้นะ” เจียงจิ้นลู่พูดจบก็เออออเอาเอง “วิญญาณตนนี้เป็นผู้หญิง หน้าตาธรรมดา แต่ว่าศีรษะของนางถูกถอดลงมากอดไว้แนบอก ดวงตาทั้งคู่ไม่มีสีเลือดใดๆ เหมือนกับ…”
“เจ้าเคยเห็นปลาที่ถูกต้มจนสุกไหม” ทั้งๆ ที่เจียงจิ้นลู่เองก็รู้สึกกลัวมาก แต่เขาก็ยังไม่ลืมที่จะขู่เมิ่งจี๋ฟังให้หวาดกลัวไปด้วย
เมิ่งจี๋ฟังกำหมัดแน่น
คนที่อยู่รอบกายรัชทายาทล้วนแต่ร้ายกาจกันทั้งนั้น!
ตัวเองอยู่ไม่ได้ก็ต้องลากเขาให้ไม่สบายใจไปด้วย!
ขณะที่เจียงจิ้นลู่กำลังพูดอยู่ ทันใดนั้นวิญญาณตนนั้นก็ไม่พอใจขึ้นมา สองมือของนางแยกออก ศีรษะนั้นกลิ้งหลุนๆ ไปอยู่ใกล้ๆ เท้าของเจียงจิ้นลู่ เมื่อมันหยุดลง ใบหน้านั้นก็เงยขึ้นฟ้าพอดี สองตาที่เหมือนกับปลาตายก็หันมาสบตาเขาพอดี
“อ๊ะ…อ๊ากกก!” เจียงจิ้นลู่ร้องโหยหวนด้วยความตกใจ เขากระโดดตัวโยนทันที แต่แล้วศีรษะเขาก็ชนเข้ากับตัวรถม้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
“อ๊ะ! เจ้าทำอะไรน่ะ อ๊ากกก!”
เมิ่งจี๋ฟังเองก็แทบกระโดดลงจากรถม้าโดยสัญชาตญาณด้วยอิทธิพลจากท่าทางของเจียงจิ้นลู่
ใจของเจียงจิ้นลู่สั่นสะท้านไปหมด “ข้าน้อย ข้าน้อยผิดไปแล้ว เจ้า เจ้า รีบเอาศีรษะกลับไปเถอะ…”
เขาผิดไปแล้ว เขาไม่ควรพูดว่าดวงตาของนางเหมือนปลาตาย…
เจียงจิ้นลู่เห็นว่าศีรษะนั้นกระเด้งกระดอนไปมาในรถม้าก็แทบจะเกาะหน้าต่างรถม้าด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง
เขาผิดไปแล้วจริงๆ!
เมื่อเกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนั้น แม้แต่เซี่ยเฉียวเองก็ยังได้ยิน
“ศิษย์น้องเจียงไม่เป็นไรใช่ไหม” เซียวอวี้หรงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน
“ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ไม่ว่าจะสิ่งมีชีวิตไหนๆ ก็ชอบส่งเสียงร้องออกมา เดี๋ยวก็ได้ฟังจนชิน” จ้าวเสวียนจิ่งไม่ได้รู้สึกกังวล
เซี่ยเฉียวให้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันแบบนี้ย่อมมีแผนการไว้อยู่แล้ว
อย่างมากก็คงแค่ตกใจกลัวบ้าง ไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรหรอก
เซี่ยเฉียวพยักหน้า “โหยหวนออกมาหน่อยก็ดี จะได้คลายความอุดอู้และทำให้ปอดกระปรี้กระเปร่า”
เซียวอวี้หรงถอนหายใจ ศิษย์พี่และศิษย์น้องก็ขี้เล่นเกินไปไม่เหมือนเขา เมื่อเขาอายุสามสิบ เขาก็ไม่มีชีวิตชีวามากขนาดนั้นอีกแล้ว และค่อนข้างจะเงียบขรึมสำรวม
“ตอนที่ข้าอยู่ในสำนักศึกษา ข้าเคยได้ยินมาว่าคุณชายเมิ่งเป็นคนรักสนุกเสเพล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินดื่ม เรื่องผู้หญิง หรือการพนันก็ดูเหมือนจะเชี่ยวชาญชำนาญไปหมดทุกอย่าง แต่พอมาเห็นวันนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นพวกหนักไม่เอาเบาไม่สู้รักสบายก็จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจชั่วร้ายอะไรขนาดนั้น” เซียวอวี้หรงยังรู้สึกเสียดายเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเมิงจี๋ฟัง