ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1109 เห็นอะไรหรือ / ตอนที่ 1110 ไม่มีความแค้นต่อกัน
ตอนที่ 1109 เห็นอะไรหรือ / ตอนที่ 1110 ไม่มีความแค้นต่อกัน
ตอนที่ 1109 เห็นอะไรหรือ
เมิ่งจี๋ฟังได้ยินคำพูดของรัชทายาทก็โกรธจนแทบกระอักเลือด
พูดอย่างนั้นได้ด้วยหรือ!
เอิกเกริก!?
ใครกันแน่ที่เอิกเกริก! รัชทายาท ท่านจะพูดคำนั้นออกมาก็น่าจะเปิดตาดูให้มันดีๆ ก่อน อย่าได้เปิดปากแล้วเอ่ยอะไรไร้สาระอย่างนั้นออกมาง่ายๆ!
แต่เพื่อนๆ ของเขากลับรีบพยักหน้าทันที และจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ แม้แต่จะเหลือบมองเขาสักหน่อย…ก็ยังไม่มี?!
เมิ่งจี๋ฟังตกตะลึงอึ้งงั้นไปเล็กน้อยและรู้สึกเย็นยะเยือกในใจ
พอเพื่อนฝูงของเขาจากไป เขาก็รู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นลูกแกะที่ถูกทิ้งไว้ท่ามกลางฝูงหมาป่า
“จู่ๆ ข้าก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องไป…”
“ในเมื่อนัดกันไว้แล้วจะมากลับคำง่ายๆ ได้อย่างไร วันนี้อากาศดี ทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิช่างน่ารื่นรมย์ หรือว่าเจ้าลำบากใจที่จะออกไปกับพวกเรา” น้ำเสียงจ้าวเสวียนจิ่งฟังดูค่อนข้างใจดี
ระยะนี้เขาอารมณ์ดีมาตลอด
เมิ่งจี๋ฟังรู้สึกหงุดหงิดจริงๆ เขาแทบอยากจะตะโกนและก่นด่าออกมา แต่ความจริงก็คือตอนนี้เขาดูเหมือนไก่ที่พ่ายแพ้ตัวหนึ่งเท่านั้น เขาได้แต่ต้องพยักหน้าอย่างห่อเหี่ยว ท่าทางเหมือนคนถูกกระทำอยู่บ้าง
“เขามีปัญหาอะไรหรือ” เจียงจิ้นลู่เอ่ยถาม
ที่เขาถามออกมาอย่างนั้นก็เพื่อที่จะเตือนศิษย์พี่ใหญ่ว่าได้เวลาที่จะทดลองใช้น้ำตาวัวแล้ว
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาดื้อรั้นที่สุดและยังเป็นปัญหาทางใจของเขาด้วย
เซี่ยเฉียวเป็นคนรักษาคำพูด เวลานี้นางจึงหยับเอาน้ำตาวัวออกมาอย่างมีความสุข แล้วแตะมันลงบนเปลือกตาของเขา ตามด้วยพ่นน้ำยันต์เล็กน้อย จากนั้นก็รอผล
หัวใจของเจียงจิ้นลู่เต้นเป็นรัวกลอง เขานั่งรอด้วยความกระวนกระวายใจ
ผ่านไปได้สักพักเขาก็ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าทุกอย่างเสร็จสิ้น
ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น…
หน้าของเขาก็ขาวซีดทันที
ร่างกายของเขาแข็งเกร็ง เส้นผมก็ดูเหมือนจะชี้ตั้งขึ้น หากเขาไม่ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ตอนนี้เขาคงจะเป็นลมเพราะความหวาดกลัวไปแล้วอย่างแน่นอน!
ทันใดนั้นในห้องเล็กๆ นั้นนอกจากคนที่ยังมีชีวิตเช่นพวกเขาแล้วก็ยังมีอย่างอื่นด้วยจริงๆ!
ที่อยู่ต่อหน้าต่อตาของเขาก็คือชายชราที่มีเครายาวคนหนึ่ง ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่น สีหน้าแปลกๆ ของเขาทำให้รู้ว่าเขาไม่ใช่คนเป็นตั้งแต่ที่เห็นแวบแรก!
นอกจากนี้ยังมีอีกสองสามคนที่แขวนตัวอยู่บนฉากกั้น ด้านหลังศิษย์พี่เซียวก็มีอีกหลายคน พวกเขายื่นหน้าเข้ามาดูศิษย์พี่ราวกับว่าพอใจเขาอย่างมาก จะมีก็แต่ข้างกายรัชทายาทเท่านั้นที่สะอาดสะอ้าน…
ไม่ใช่สิ!
พอเขากวาดตามองออกผ่านหน้าต่างออกไปเห็นที่ด้านนอกของหอส่องชะตาเท่านั้นล่ะ
เขากลับเห็นวิญญาณอีกจำนวนมากที่กำลังเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และจ้องมองมาทางนี้ด้วยท่าทางจริงจัง!
เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ดูเหมือนชุดขององครักษ์ เหมือนกับเหล่าทหารองครักษ์ของรัชทายาทไม่มีผิด!
เขาหายใจกระชั้นขึ้นเล็กน้อย เซียวอวี้หรงและซังโหยวสงสัยมาก จึงได้คอยจับจ้องเขาตลอดเวลาและรอดูปฏิกิริยาของเขา เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไรก็ยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ “ศิษย์น้องเจียง เจ้าเห็นอะไรหรือ”
“เห็น เห็น เห็น…” เขาอ้าปากอย่างยากเย็น แต่กลับติดอ่างพูดอะไรไม่ออกสักคำ!
ในโลกนี้มีผีจริงๆ ไม่ใช่แค่มี แต่…มีเยอะมาก!
“เด็กน้อยคนนี้ใจไม่ค่อยกล้าเท่าไรเลย” หลังจากที่ไป๋หลี่จี้ได้เห็นความกล้าหาญของเซี่ยเฉียวมาแล้ว และได้เห็นเจียงจิ้นลู่ในขณะนี้ เขาก็รู้สึกจู้จี้จุกจิกและรังเกียจเล็กน้อย
เจียงจิ้นลู่ได้ยินคำพูดของเขาแล้วยิ่งดูเหมือนแมวที่กำลังหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก เขาสั่นไปทั้งตัว พยายามอ้าปากพูด “ท่าน ท่านได้ยินไหม…มี มี ชาย ชายชรา…อยู่ที่นี่…”
“ชายชรา?” ซังโหยวอดพูดแทนเขาไม่ได้
ดวงตาของเจียงจิ้นลู่เป็นประกายขึ้นมาทันที “ท่านก็เห็นเหมือนกันหรือ!”
“ไม่มีนี่?” ซังโหยวส่ายหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ชายชรามาจากไหนอีก
ทั้งห้องเต็มไปด้วยชายหนุ่มที่แข็งแรง
เจียงจิ้นลู่รู้สึกราวกับว่าคอของเขาถูกคนบีบเอาไว้ เขาทั้งกระวนกระวายและหวาดกลัว
ตอนที่ 1110 ไม่มีความแค้นต่อกัน
พวกวิญญาณไป๋หลี่จี้และคนอื่นๆ แค่มาดูความครึกครื้นเท่านั้น พวกเขาได้ยินที่เซี่ยเฉียวพูดก็เลยพากันมากันไม่น้อย เพราะได้ยินว่าพวกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถจึงได้อยากมาดู
แล้วก็เป็นอย่างที่เซี่ยเฉียวพูดไว้จริงๆ เด็กรุ่นหลังพวกนี้ไม่เลวเลย
เซียวอวี้หรงผู้นี้ดูเหมือนพวกหนอนหนังสือ แต่กลิ่นอายของหนังสือที่ติดตัวเขาทำให้ชายชราอย่างไป๋หลี่จี้อยากจะเอ็นดูเขาสักหน่อย ซังโหยวผู้นี้ก็ไม่เลว แค่ดูก็รู้แล้วว่าเป็นเด็กที่รักความสะอาด ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาราวกับหยกขาวที่สะอาดและไร้ที่ติ รูปร่างหน้าตาก็ดูละมุนบอบบาง คิ้วตาเหมือนภาพวาดราวกับผู้หญิง
เจียงจิ้นลู่ผู้นี้…ก็ไม่เลว
แม้ว่าจะดูเป็นคนใจร้อนสักหน่อย แต่เขากลับเป็นคนที่ดูติดดินที่สุดคนหนึ่ง
ในโลกนี้คนที่จะมีกลิ่นอายสูงส่งได้อย่างรัชทายาท เซียวอวี้หรง และซังโหยวก็มีแค่น้อยคนเท่านั้น
เจียงจิ้นลู่คนนี้อายุน้อยและมีพลัง เขาบ้าบิ่นและยังไม่รู้ โง่เขลาและไร้เดียงสา แต่เขาก็เป็นบัณฑิตปกติธรรมดาคนหนึ่ง ด้วยความติดดินของเขาอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ไม่เลว ไม่เลวทั้งนั้น
เมื่อวิญญาณตระกูลไป๋หลี่เห็นคนรุ่นหลังเป็นเช่นนี้ก็มีความรู้สึกพึงพอใจมาก
วิญญาณตระกูลไป๋หลี่ส่วนใหญ่จากโลกนี้ไปในขณะที่บ้านเมืองวุ่นวายที่สุด ในเวลานั้นราชสำนักโง่เขลาเบาปัญญา ราษฎรต้องทุกข์ยากแต่ไม่สามารถพูดอะไรได้ บัณฑิตมากมายมีความสามารถแต่ไร้ที่ให้แสดงออก
แต่ตอนนี้เมื่อพวกเขาได้เห็นคนเหล่านี้แล้ว จู่ๆ พวกเขาก็รู้สึกราวกับกำลังโผล่ออกมาจากโคลนตมและได้เห็นแสงสว่างอย่างนั้น
โลกทุกวันนี้จะต้องสุขสงบยิ่งนัก!
พวกเขาทำหน้าตาท่าทางพึงพอใจ แต่เจียงจิ้นลู่กลับไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลย
หลังจากนั้นไม่นานไป๋หลี่จี้ก็เรียกวิญญาณของตระกูลไป๋หลี่ทั้งหมดขึ้นไปยังชั้นบน เจียงจิ้นลู่จึงโล่งใจได้ในที่สุด
และในเวลานั้นเองเขาก็เพิ่งจะได้เห็นวิญญาณที่อยู่ข้างกายเมิงจี๋ฟัง
วิญญาณตนนั้นซ่อนตัวอยู่ในเงาไม่ปรากฏกายมาตลอด แต่ดูเหมือนว่ามันจะเกิดความสงสัยในเสียงความเคลื่อนไหวภายนอกจึงได้แวบออกมาชั่วครู่ และเจียงจิ้นลู่ก็เห็นเข้าพอดี
เขาแทบจะอาเจียน
แม้ว่าสีหน้าของวิญญาณตระกูลไป๋หลี่จะดูไม่ค่อยดี และวิญญาณบางตัวก็มีเลือดไหลท่วม หรือแม้กระทั่งหัวแบะ แต่พวกเขาก็ได้จัดการมันอย่างดีแล้ว และพวกเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะขู่ให้เจียงจิ้นลู่หวาดกลัวจึงได้ดูเป็นปกติ นอกจากนี้พวกเขาแต่ละคนก็สวมเสื้อผ้าที่เซี่ยเฉียวเผาไปให้ซึ่งอาจเรียกได้ว่าดูสง่างามน่ามองอยู่บ้าง นับว่าไม่ได้น่ากลัวจริงๆ
แต่วิญญาณของเอ้อเหนียงนั้นแตกต่างออกไป
ดวงตาที่แข็งทื่อของนางมองขึ้นและลงตามศีรษะ
ลำคอที่ว่างเปล่าทำให้เขารู้สึกหลังคอเย็นวาบไปหมด
แถมยังแวบไปแวบมาไม่โผล่มาดีๆ ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่
“รับได้แล้วหรือ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ร่างกายที่แข็งทื่อของเจียงจิ้นลู่ขยับเล็กน้อย เขากำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่เซี่ยผิงกั่งกลับเอ่ยขึ้นมาก่อน “ก็แค่คนตายไม่กี่คนเท่านั้น มีอะไรน่ากลัว ปรมาจารย์เป็นผู้หญิงยังรับได้เลย เขาเป็นผู้ชายอกสามศอกจะกลัวอะไร”
“……” เจียงจิ้นลู่อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
เซี่ยผิงกั่งไม่ได้รังเกียจเจียงจิ้นลู่แต่อย่างใด เขาเพียงแต่คิดถึงน้องสาวของเขาเท่านั้น
น้องสาวของเขาอายุน้อยกว่าเจียงจิ้นลู่อีก และนางก็ยังเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่ยังเล็กด้วย แต่นางก็ยังอยู่มาได้ไม่ใช่หรือ
เจียงจิ้นลู่เพิ่งจะเห็นแต่วันเดียว หากเขาทนไม่ได้ก็แปลว่าเขาใช้การไม่ได้จริงๆ
ซังโหยวไม่ชอบฟังคำพูดของเซี่ยผิงกั่ง เขาจึงหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ได้ “ใต้เท้าเซี่ยควรพูดให้ไพเราะกว่านี้ ที่บ้านซังโหยวมีหนังสืออยู่ ไม่อย่างนั้นวันหน้าข้าจะส่งไปให้ใต้เท้าบ้าง ท่านลองอ่านมันผ่านตาสักรอบสิ มันจะต้องทำให้ใต้เท้าเซี่ยเปลี่ยนแปลงเหมือนได้เกิดใหม่แน่”
“……” เซี่ยผิงกั่งหันหน้าไปมองซังโหยว “อ่านหนังสือ? ช่างมันเถอะ ปีที่แล้วเพราะข้าอยากจะได้ทวนจากสำนักศึกษาเจียงไห่ ข้าก็เลยอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนจนอาเจียนออกมาหลายครั้ง พวกเราไม่ได้มีความแค้นต่อกัน ทำไมเจ้าถึงต้องพยายามทำร้ายข้าด้วย!”