ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1213 ทรยศอาจารย์ / ตอนที่ 1214 เล่นเขาแล้ว
ตอนที่ 1213 ทรยศอาจารย์ / ตอนที่ 1214 เล่นเขาแล้ว
ตอนที่ 1213 ทรยศอาจารย์
เขากลัวว่าบุตรชายของเขาจะมีกิเลสทางโลกหนาเกินไป เป็นนักพรตได้ไม่กี่วันก็จะเลิก แล้วผลกรรมจะยิ่งหนักหนากว่าเดิม
“ลูก หลังจากที่เจ้าไปแล้วจะต้องมุ่งความสนใจไปในทางเต๋า ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อฟังอาจารย์ ข้าที่เป็นแม่ของเจ้า…อยู่ต่อไปก็คงไม่มีความหมายแล้ว…” มารดาของเขาเอ่ย
พวกเขาได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อไม่ให้เมิ่งจี๋ฟังกลับคำพูด
แล้วเมิ่งจี๋ฟัง…ก็ถูกไล่ออกมาแบบนั้น
พร้อมกับห่อผ้าที่มีเสื้อผ้าเก่าๆ อยู่สองตัว
พวกเขาให้เงินค่ากราบอาจารย์แก่ปรมาจารย์โม่ไปก่อนหน้านี้แล้ว ต่อไปปรมาจารย์จะเป็นคนดูแลเรื่องอาหารการกินแล้วที่อยู่ของเขา ดังนั้นบิดามารดาจึงไม่ได้ให้เงินยังชีพแก่เขาเลย!
โหดร้ายเกินไป!
เขาแบกร่างกายอันหนักอึ้งของตนเองไปยังจวนรัชทายาททีละก้าว ตอนที่เขามาถึง ฟ้าก็มืดแล้ว
หลังจากที่เขาเข้าไปข้างในแล้ว เขากลับไม่เห็นโม่ชูเซิง แต่พบตาเฒ่าโม่หลิงจื่อและเซี่ยเฉียวแทน ตรงกลางเป็นรูปภาพใบหนึ่งซึ่งมีอายุมากแล้ว
เซี่ยเฉียว…
เขาไม่เห็นนาง…นานแล้ว
เมื่อเร็วๆ นี้เขาได้ยินข่าวมาว่านางใกล้จะตายแล้ว ไฟตะเกียงใกล้จะมอดดับลงเต็มที เพียงแต่เขากำลังวุ่นวายกับเรื่องของตัวเองจนไม่มีเวลาที่จะมาเห็นอกเห็นใจหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายคนนี้
เพียงแต่ดูเหมือนว่ามันจะแตกต่างไปจากข่าวลือเล็กน้อย
หน้านางแดง ฟันก็ขาว และดูเหมือนว่านางจะกระปรี้กระเปร่าไม่เลวเลย
“นี่คือรูปเหมือนของอาจารย์ทวด คุกเข่าเถอะ จุดธูปคุกเข่าเสีย” เซี่ยเฉียวเอ่ย
เมิ่งจี๋ฟังชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะถึงอย่างไรการจุดธูปให้อาจารย์ทวดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ควรที่จะถือสาหาความ เขาจึงคุกเข่าลงทันทีและปฏิบัติตามธรรมเนียมมารยาทแต่โดยดี
“ตอนนี้ได้เวลายกน้ำชาแล้ว” เซี่ยเฉียวเอ่ย
ชาสองถ้วย
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ถ้วยหนึ่งเป็นของโม่หลิงจื่อ และอีกถ้วยเป็นของเซี่ยเฉียว
เซี่ยเฉียวเป็นลูกศิษย์ของโม่หลิงจื่อ เขารู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจและคิดว่าถึงอย่างไรตนเองก็เข้าสำนักช้ากว่านาง หากนับไปแล้วก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักเดียวกัน การยกน้ำชาคารวะนางก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
เขาปฏิบัติแต่โดยดีอีกครั้ง
เมิ่งจี๋ฟังไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ความคิดที่ขัดแย้งของเขาทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากเรียกเซี่ยเฉียวว่า ‘ศิษย์พี่’
“แล้ว…อาจารย์ของข้าล่ะ? ข้ายังต้องยกชาให้อาจารย์อีกใช่หรือไม่” เมิ่งจี๋ฟังถาม
เซี่ยเฉียวกระแอมออกมาหนึ่งที “ก็ข้านี่แหละ”
“!!!” เมิ่งจี๋ฟังตกตะลึงไปทันที “หมายความว่าอย่างไร ข้ากราบโม่ชูเซิงเป็นอาจารย์นะ ไม่ได้กราบเจ้า? เจ้าเป็นรุ่นหลัง มันไม่มีทางเป็นไปได้สิ!”
“อาจารย์ก็คือโม่ชูเซิง” เซี่ยเฉียวพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย “นี่คือโม่หลิงจื่ออาจารย์ปู่ของเจ้า ปกติแล้วสำนักของเขาเป็นการถ่ายทอดแบบสายตรง ศิษย์แต่ในนามจะได้รับการสั่งสอนคัมภีร์ทั่วไปเท่านั้น แต่เจ้าถือเป็นศิษย์ก้นกุฏิ”
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเขาจะเป็นทายาทสืบทอดวัดสุ่ยเย่ว์รุ่นต่อไป
“……” ไม่ เขาไม่ใช่
จะต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ
นางคือโม่ชูเซิง?
เป็นไปไม่ได้ นางจะเป็นโม่ชูเซิงไปไม่ได้
“เจ้า เจ้า…ยังอายุไม่ถึงยี่สิบเลย โม่ชูเซิงอายุ…” ปากคอเขาแห้งผากไปหมด สายตาก็ตกตะลึง
เซี่ยเฉียวดูสงบ “ศิษย์โง่ เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง? มีอะไรน่าตกใจกัน หากเจ้าเรียนรู้ความสามารถทั้งหมดของอาจารย์ไปสักกี่ปีจนจบการเรียนได้ เมื่อถึงเวลาเจ้าเองก็ต้องทำให้ตัวเองดูแก่ลงหน่อยจะได้ทำอะไรได้สะดวกเหมือนกันนั่นแหละ?”
“คนบนโลกนี้มากมายที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับอาชีพของพวกเรา พวกเขาคิดแค่ว่ายิ่งอายุมากก็แปลว่ายิ่งเก่งมาก อาจารย์เองก็จำเป็นต้องทำเช่นนี้ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ ตอนนี้เจ้าก็เข้าสำนักแล้วจะกลับคำก็ไม่ดี ถ้าหากเจ้าคิดจะทรยศอาจารย์ อืม…” เซี่ยเฉียวครุ่นคิดเล็กน้อย นางเอียงคอและถามโม่หลิงจื่อว่า “ความผิดฐานทรยศอาจารย์น่าจะเป็นความผิดร้ายแรงใช่หรือไม่”
“ใช่ ศิษย์ก้นกุฏิที่เข้าสำนักมาไม่ใช้ศิษย์แต่ในนาม หากเขาทรยศอาจารย์ วัดเต๋าอื่น ๆ ก็ไม่กล้าที่จะรับเขาไว้หรอก ถ้าหากรับไว้ก็จะมองหน้าวัดสุ่ยเย่ว์ของข้าไม่ติด” โม่หลิงจื่อพยักหน้า
“……” เมิ่งจี๋ฟังรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย
“อีกอย่าง ในเมื่อเจ้าก็กราบอาจารย์แล้ว เวรกรรมก็เกิดขึ้นแล้ว หากเจ้ากลับคำตอนนี้…ชาติหน้าคงเกิดมาเป็นวัวเป็นควายเพื่อชดใช้” มันคือการข่มขู่โดยแท้
ตอนที่ 1214 เล่นเขาแล้ว
การทรยศอาจารย์นั้นส่งผลกรรมแน่นอน แม้จะไม่ได้ร้ายแรงเท่ากับการทำปิตุฆาต แต่ก็แทบไม่ต่างกันมากนัก
ส่วนผลกรรมจะเป็นอย่างไรนั้นใครจะบอกได้
ตึง เมิ่งจี๋ฟังเป็นลมไปทันที
ทุกคนในโลกนี้…รังแกเขา หลอกเขา และเล่นสนุกกับเขา!
“เด็กคนนี้จะไม่เกลียดเจ้าใช่หรือไม่ โม่หลิงจื่อลูบจมูกตนเองเล็กน้อย เขารู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสงสารมาก ดูเขาอายุยังน้อยอยู่เลยแต่กลับต้องอับมาอายขายหน้าขนาดนี้…
ลูกศิษย์ของเขาหน้าตาดีมากขนาดนั้น แต่งเข้าบ้านเป็นภรรยาก็ยังได้ แต่พอกลายเป็นอาจารย์อย่างนี้ก็หมายว่าเขาได้แต่มองแต่ไม่อาจแตะต้องแล้ว!
“นี่แหละชีวิต มันจะมีความสุขไปหมดทุกอย่างได้อย่างไร เขาต้องได้รับการกระทบกระเทือนบ้างถึงจะเติบโต” เซี่ยเฉียวไม่มีความเห็นอกเห็นใจใดๆ ให้เขาเลย
เป็นนักพรตแล้วจะยืดอายุได้? มีเรื่องง่ายๆ อย่างนั้นที่ไหนกัน
เพียงแต่การบวชเป็นพระและขัดเกลาจิตใจจะสามารถกำจัดนิสัยที่ไม่ดีในอดีตและให้เขาเริ่มต้นเป็นคนใหม่ได้เท่านั้น
ก่อนหน้านี้เมิ่งจี๋ฟังทำความผิดทั้งใหญ่และเล็กมามากมาย ต่อไปเขาจึงต้องประสบกับอุปสรรคและความยากลำบากบ้างเป็นเรื่องปกติ
“นังหนูนี่พูดจาเป็นคนแก่เชียว” โม่หลิงจื่อขึงตาใส่นาง
นางสั่งให้คนลากเมิ่งจี๋ฟังออกไปและส่งตัวไปที่เรือนของโม่หลิงจื่อ
เหมิงเยี่ยนก็อยู่ที่นั่นด้วย แต่ตอนนี้เจ้าทึ่มนั้นดูเหมือนจะดีขึ้นบ้างแล้ว หมอหลวงมาคอยดูแลเขาทั้งวัน เขาเองก็นึกอะไรขึ้นมาได้เป็นบางครั้ง คาดว่าอีกไม่นานเขาก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แล้ว
และเพราะเขาเริ่มมีความทรงจำขึ้นมาเล็กน้อยแล้วนี่เองที่ทำให้เขามีอคติต่อเมิ่งจี๋ฟังอย่างมาก เขาเอะอะไม่ยอมนอนทั้งคืน และยืนกรานที่จะขับไล่เมิ่งจี๋ฟังออกไปให้ได้
เขาราวกับกลัวว่าโม่หลิงจื่อจะได้ใหม่แล้วลืมเก่ากระนั้น
โม่หลิงจื่อเองก็คิดว่าเจ้าทึ่มนี่น่ารักดี เขาจึงเกลี้ยกล่อมเหมิงเยี่ยนอย่างอดทน
วันต่อมา ทุกอย่างพร้อมแล้ว
เมิ่งจี๋ฟังยังคงหลับอยู่ในขณะที่เซี่ยเฉียวและจ้าวเสวียนจิ่งพาเขาไปที่วัดเต๋าแห่งหนึ่งในแถบชานเมือง
วัดเต๋าแห่งนั้นถูกสร้างขึ้นบนยอดเขา มันมีขนาดไม่ใหญ่นัก และมีห้องเพียงไม่กี่ห้องซึ่งทรุดโทรมมากแล้ว ถนนบนภูเขาสูงชัน กลุ่มของพวกเขาต้องปีนกันขึ้นไป
เมิ่งจี๋ฟังกำลังหมดสติ ดังนั้นเซี่ยผิงกั่งจึงเป็นคนแบกเขาไป เขาจึงได้ต้องเหนื่อยเปลืองแรง
พอเขาฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนเองเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดนักพรตแล้ว…
เซี่ยเฉียวเองก็แต่งหน้ากลายเป็นโม่ชูเซิงแล้ว ท่าทางของนางเคร่งขรึมจริงจัง
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้ากับข้าจะอยู่บนยอดเขานี้เป็นเวลาเก้าวัน ในช่วงเก้าวันนี้ ข้าขอให้เจ้าทำอะไร เจ้าก็ต้องทำอย่างนั้น อย่าได้หย่อนยาน” เซี่ยเฉียวสั่ง
บนเขา…ลมค่อนข้างแรง
หมอกหนานั้นดูเหมือนเมฆจนทำให้พวกเขารู้สึกราวกับว่ากำลังจะกลายเป็นเซียนขั้นสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น
ทิวทัศน์โดยรอบนั้นสวยงามมากจนทำให้ผู้คนรู้สึกสบายกายและสบายใจ พอมองไปรอบๆ ก็จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาในทันที ความรู้สึกอารมณ์ต่างๆ ในใจก็หายไปในพริบตา
เขาไม่เคยเห็นทิวทัศน์อะไรแบบนี้มาก่อน
ในใจจึงสั่นสะท้าน
โม่ชูเซิงที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเขาราวกับเซียนผู้หนึ่งที่ปราศจากกิเลสแปดเปื้อน ไม่อาจล่วงเกิน
“อ้อ อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว” เขาพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
เดิมทีเขายังอยากจะถามนางว่าทำไมนางถึงหลอกลวงคนอื่นด้วย…แต่ตอนนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขากลับถามไม่ออก
“ดีมาก ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้ฝึกฝนบำเพ็ญเพียร และยังเป็นคนธรรมดา ซึ่งมองไม่เห็นอะไรน่ากลัว อย่ากังวลเกินไป ที่ข้าให้เจ้ามาที่นี่ แค่ต้องการให้เจ้าเห็นกระบวนการทำลายค่ายกลคร่าวๆ เท่านั้น ดูว่าการประลองวิชาอาคมกันเป็นอย่างไร ภาพแบบนี้ไม่ได้จะเห็นกันได้ง่าย จะต้องจารึกไว้ในใจ” เซี่ยเฉียวเอ่ยอีก
เมิ่งจี๋ฟังชำเลืองมองรัชทายาทเล็กน้อยก็เห็นสายตาที่สงบนิ่งของเขา จากนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างหวาดวิตก
รัชทายาทไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไรเลยหรือ
เซี่ยเฉียวคือโม่ชูเซิงนะ?
นางเป็นนักพรต แถมยังเป็นประเภทที่สามารถทำพิธีได้ด้วย ในฐานะภรรยาและพระชายารัชทายาทที่มีความผิดปกติขนาดนี้ รัชทายาทก็ยังยอมรับได้?
หากเป็นเขา…
เมิ่งจี๋ฟังยอมรับกับตัวเองว่า หากตอนนั้นเขาสามารถแต่งกับเซี่ยเฉียวได้ เขาอาจไม่ใจกว้างเท่ารัชทายาท…
เมื่อก่อนเขาคิดว่ารัชทายาทเหยียบย่ำเซี่ยเฉียวหญิงสาวที่งดงามและสมบูรณ์ แต่ตอนนี้…การที่รัชทายาทตามใจนางเช่นนี้เป็นการยืนยันความรักใคร่เอ็นดูที่เขามีต่อเซี่ยเฉียวอย่างที่คนนอกพูดกันจริงๆ…