ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 843 น่าเวทนาเหลือเกิน / ตอนที่ 844 ลือออกไปจะไม่ดี
ตอนที่ 843 น่าเวทนาเหลือเกิน / ตอนที่ 844 ลือออกไปจะไม่ดี
ตอนที่ 843 น่าเวทนาเหลือเกิน
เมื่อไม่มีสัตว์ร้ายพวกนั้นแล้วในเวลานี้เซี่ยเฉียวจึงสามารถจัดการกับวิญญาณพวกนั้นได้
“วิญญาณที่เจ้าเห็นทั้งหมดมีเท่าไร” จ้าวเสวียนจิ่งหลีกเลี่ยงจากเซี่ยผิงกั่งและเวินหลันเฉิงก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
“เยอะมาก น่าแปลกจริงๆ วิญญาณพวกนี้…ต่างก็มีความรู้สึกตัวกันทั้งนั้น วิญญาณส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีไอแค้นรุนแรงอะไร ไม่รู้เพราะสาเหตุใดพวกเขาถึงได้เข้าไปทำเรื่องชั่วร้ายแบบนั้นในเมือง…พวกนั้นบางคนก็น่ามือเปื้อนเลือดมาแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเริ่มทำร้ายคนวันนี้นะ” เซี่ยเฉียวเองก็ไม่เข้าใจสาเหตุว่าเพราะเหตุใด
วิญญาณส่วนใหญ่ก็จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้วยกลัวว่าการทำเรื่องชั่วร้ายจะทำให้ลูกหลานได้รับผลกรรม
“เรื่องชั่วร้ายที่เจ้าพูดถึงหมายถึงอะไรหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถาม
เซี่ยเฉียวอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันให้เขาฟัง
สายตาของจ้าวเสวียนจิ่งลึกซึ้งขึ้นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “เมื่อเร็วๆ นี้กำลังมีการสร้างหอสังเกตการณ์อัคคีภัยที่ถนนทางทิศเหนือ เดิมทีการก่อสร้างก็ราบรื่นเรียบร้อยดีอยู่หรอก แต่วันก่อนโครงสร้างไม้ไผ่รอบๆ หอสังเกตการณ์ก็หักลงมาจนทำให้คนตกลงมาตายไปสามคน”
คนที่เสียชีวิตทั้งสามคนล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน ทางการได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับพวกเขาแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องราวอะไรใหญ่โต
เหตุผลที่เขาสนใจเรื่องนี้ก็เพราะช่วงนี้เกิดอุบัติเหตุเยอะมาก
นอกจากเรื่องหอสังเกตการณ์อัคคีภัยแล้วก็ยังมีชาวบ้านอีกสองคนที่ถูกเศษกระเบื้องที่หล่นมาจากบนฟ้ากระแทกจนตาย
ภายในสิบวันอุบัติเหตุทำนองนี้ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุด โดยรวมแล้วมีผู้เสียชีวิตมากกว่าสิบราย และได้รับบาดเจ็บเจ็ดแปดราย
ทางการเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ผิดปกติ ดังนั้นจึงได้ทำการจดบันทึกเรื่องราวอุบัติเหตุทั้งหมด แล้วส่งให้ศาลตัดสินคดีตรวจสอบดูว่าเรื่องพวกนี้มีเงื่อนงำอะไรอื่นหรือไม่
ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเรื่องที่เซี่ยเฉียวพูด เขาจึงรู้สึกได้ทันทีว่าวิญญาณพวกนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในเมืองเป็นแน่
เซี่ยเฉียวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางจะขมวดคิ้วมุ่น “ข้าสงสัยว่าบนภูเขาลูกนี้น่าจะมีอะไรอย่างอื่นอีก พรุ่งนี้กลางวันจะต้องค้นให้ละเอียดอีกที ตอนนี้…ข้าจับวิญญาณมาลองสอบถามอะไรก่อนสักสองสามตนดีกว่า…”
ต่อหน้ารัชทายาทนางไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนปิดบัง
เพียงแต่พี่ชายใหญ่ของนางก็อยู่ด้วย เรื่องนี้จึงออกจะเป็นปัญหาอยู่บ้าง
เพิ่งจะสิ้นเสียงพูดของเซี่ยเฉียว จู่ๆ ในบรรดาพวกเขาก็มีองครักษ์คนหนึ่งนั่งลงบนพื้นแล้วหยิบซากไก่ป่าขึ้นมากัดแทะทันที!
ขนเต็มปาก!
“ฉินจื้อ!” โจวเว่ยจงรีบวิ่งเข้าไปแย่งสิ่งที่อยู่ในปากของเขาออกมา “เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ กว่าจะได้กลับมาติดตามข้างกายรัชทายาทอีกครั้งไม่ง่ายเลย ทำไมเจ้าถึงทำอะไรไม่สำรวมแบบนี้!”
เด็กนี่บ้าไปแล้วหรือ!
“เอามาให้ข้า! ข้าจะกิน! ข้าจะกิน!” ฉินจื้อยื่นมืออกไปแย่ง
เซี่ยเฉียวได้ยินเสียงที่ดังขึ้นก็หันไปมององครักษ์ผู้นั้นเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ “เจ้าไม่เหมาะที่ติดตามมายังที่ที่มีพลังหยินรุนแรงมากเช่นนี้จริงๆ”
จะให้จ้าวเสวียนจิ่งมานั่งสนใจว่าองครักษ์ข้างกายของเขาในแต่ละวันเป็นใครบ้างก็คงเป็นไปไม่ได้
องครักษ์เหล่านี้ล้วนผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ฉินจื้อเป็นคนมีความสามารถเอาชนะคนอื่นมาได้ เขาจึงสามารถกลับมาทำงานรับใช้เขาได้อีก
“แม่นางเซี่ยครึ่ง…” โจวเว่ยจงร้อนใจอยู่บ้างจึงได้รีบตะโกนเรียกเซี่ยเฉี่ยว เขาเกือบจะเปิดเผยเรื่องของนางทันทีที่อ้าปากเสียแล้ว โจวเว่ยจงจึงรีบเอ่ยต่อทันที “แม่นางเซี่ย ท่านลองดูหน่อยว่าเขาเป็นอะไร”
“วิญญาณที่อดตายสิงร่างเขาแล้ว” สีหน้าของเซี่ยเฉียวสงบนิ่ง จากนั้นนางก็หยิบชามและถุงน้ำออกมา ละลายน้ำยันต์ยัดใส่ปากของฉินจื้อโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง
วิญญาณอดอยากถูกขับออกมาทันที ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยควัน
ฉินจื้อกรอกตารอบหนึ่งแล้วก็เป็นลมไปทันที
“…” โจวเว่ยจงรู้สึกสงสารเด็กคนนี้
หลังจากที่เขาทำผิดจนถูกขับออกไป ฉินจื้อก็สะเทือนใจไม่น้อย หลายเดือนต่อมาหลังจากที่หายป่วยดีแล้วเขาก็ขยับฝึกซ้อม ด้วยความจงรักภักดีที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเขาทำให้โจวเว่ยจงให้โอกาสเขาอีกครั้ง…
วันนี้…เป็นวันแรกที่เขาพาฉินจื้อออกมาด้วย!
แต่กลับมาโดนของเสียนี่!
มีคนตั้งมากมาย คนอื่นๆ ก็สบายดี กลับมีแต่เขาที่ถูกสิงร่าง ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
ตอนที่ 844 ลือออกไปจะไม่ดี
โจวเว่ยจงมีสีหน้าจนปัญญาในขณะที่รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง “แม่นางเซี่ย นี่มันทำไม คนอื่นก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่…”
“เขาเคยถูกวิญญาณแค้นตามพัวพันมาก่อนย่อมไม่เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว การสูญเสียพลังหยางนี้แม้ว่าจะสามารถฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ภายในระยะเวลาปีครึ่งก็จริง แต่ก็สู้พวกเจ้าไม่ได้หรอก” เซี่ยเฉียวอธิบายอย่างช้าๆ
คนที่อยู่รอบกายจ้าวเสวียนจิ่งล้วนแต่มีพลังหยินเข้มข้น
วิญญาณสามารถสัมผัสพวกเขาได้ แตะต้องพวกเขาได้ แต่ไม่สามารถสิงร่างได้
มีแต่ฉินจื้อผู้นี้ที่มีช่องว่างให้พวกวิญญาณกลั่นแกล้งรังแกได้
“ดูท่าว่าต่อไปนี้ข้าคงไม่สามารถให้เขาติดตามรัชทายาทได้จริงๆ แล้ว…” โจวเว่ยจงส่ายศีรษะอย่างจนใจ
ตอนนี้รัชทายาทใกล้ชิดกับแม่นางเซี่ยและปรมาจารย์โม่ ซึ่งทั้งคู่ต่างก็รู้แจ้งหยินหยางมองเห็นวิญญาณได้ ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาจะต้องมีความเข้าใจเรื่องวิญญาณพวกนี้เอาไว้บ้างจนถึงขั้นไม่สะทกสะท้านกับเรื่องนี้ก็คงไม่ได้
ฉินจื้อเพิ่งจะออกมา ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ถูกสิงร่างเสียแล้ว แล้วจะไว้ใจให้เขาคอยระวังหลังได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เขาจะไม่ได้ติดตามข้างกายรัชทายาท แต่ก็ยังสามารถที่จะทำงานอย่างอื่นได้ เพียงแต่อาจจะไม่ได้มีหน้ามีตาเท่ากับตอนนี้เท่านั้น
“แม่นางเซี่ยพอจะมีวิธีรักษาหรือไม่ เด็กคนนี้…ค่อนข้างมีความพยายาม…” โจวเว่ยจงเป็นคนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เวลานี้เขาจึงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
“ไม่มีหรอก ตอนนี้เขามีแขนขาครบถ้วนสมบูรณ์ ชีวิตน้อยๆ ก็ยังรักษาไว้ได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว อย่าได้ละโมบไม่รู้จักพอเลย” เซี่ยเฉียวไร้น้ำใจนัก
โจวเว่ยจงทอดถอนใจ
อวี๋เซียนที่เห็นท่าทางลูกพี่ลูกน้องของนางเป็นเช่นนั้นก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ท่าทีที่พี่ชายของนางมีต่อแม่นางเซี่ยออกจะแปลกไปหน่อย เขาให้ความเคารพก็จริง แต่ก็ทำเกินไปหน่อย เขาทำราวกับว่าเห็นแม่นางเซี่ยเป็นยาวิเศษกระนั้น เรื่องแบบนี้ก็ต้องถามความเห็นของนางด้วย…
ต่อให้แม่นางเซี่ยจะเติบโตขึ้นมาในวัดเต๋าและพอมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นกุลสตรีมีชาติตระกูล ไม่ใช่ปรมาจารย์นักพรตจริงๆ เสียหน่อย…
อวี๋เซียนคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
…
วิญญาณอดอยากยังคงร้องโหยหวนอยู่ในขณะนี้ วิญญาณของเขาก็อ่อนแอมาก
เซี่ยเฉียวฉวยโอกาสโจมตีด้วยยันต์ แล้วแสงสีทองก็กักขังเขาไว้ทันที
“ทำไมวิญญาณอย่างพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่กันล่ะ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถาม
“…” เซี่ยผิงกั่งขมวดคิ้วมุ่น
วิญญาณอดอยากรู้สึกอึดอัดมาก เขาพยายามดิ้นรนเพื่อหลบหนี แต่ถูกสกัดกั้นยับยั้งโดยยันต์สีเหลืองของเซี่ยเฉียว ไม่สามารถหนีไปไหนได้เลย และหลังจากนั้นไม่นานวิญญาณนั้นก็คุกเข่าลงและขอความเมตตา
“ท่านปรมาจารย์ละเว้นชีวิตข้าด้วย! ข้าไม่ได้จะทำร้ายใคร เมื่อครู่นี้ข้าแค่อยากกินอะไรสักหน่อยเท่านั้น…”
พวกเขาเป็นวิญญาณที่ตายเพราะความอดอยากหิวโหย หลังจากที่พวกเขากลายเป็นวิญญาณแล้วก็ยังหิวโหยและอ่อนแรงอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ไปทำเรื่องชั่วร้ายในเมือง
ไม่ว่าเขาจะสูดดมอาหารมากมายเท่าไรก็ยังไม่อิ่ม ดังนั้นเมื่อครู่นี้เขาจึงคิดที่จะสิงร่างก่อนแล้วค่อยกิน เผื่อว่าอาจจะดีขึ้นมาหน่อย…
“น้องหญิงใหญ่ เจ้ากำลังเลียนแบบปรมาจารย์โม่สอบปากคำวิญญาณอยู่หรือ” เซี่ยผิงกั่งรู้สึกสงสัยและไม่อยากเชื่ออยู่บ้าง
หัวใจของเซี่ยเฉียวเต้นกระตุกทันที จากนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป แล้วนางก็เข้าไปหลบหลังพี่ชายใหญ่ของนาง “พี่ชายใหญ่! วิญญาณนี่น่ากลัวมาก…จะกินคน…”
“ข้ายังนึกว่าเจ้ากลายเป็นคนใจกล้าแล้วเสียอีก…” เซี่ยผิงกั่งรู้สึกว่าปฏิกิริยาของนางสาวเขาแปลกๆ
“ไม่หรอก แต่ว่า…ถึงอย่างไรก็ต้องจัดการเรื่องนี้นี่? อาจารย์อาโม่ไม่อยู่ ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องทนเอา ไม่เช่นนั้นต่อไปข้าก็คงไม่กล้าสู้หน้าอาจารย์อาแล้ว…” เซี่ยเฉียวพูดจบก็ตีหน้าเศร้า ละล้าละลัง “เฮ้อ น่ากลัวออกอย่างนี้แล้วจะสอบถามอย่างไรเล่า…”
เซี่ยผิงกั่งพยักหน้าและกระซิบกระซาบ “เจ้าก็อย่าออกหน้ามาก มีคนนอกอยู่ด้วยเยอะแยะขนาดนี้ หากลือกันออกไปจะไม่ดี”
หากมีคนปากดี เอาเรื่องที่เซี่ยเฉียวสามารถมองเห็นวิญญาณได้ไปพูดข้างนอก แล้วน้องสาวของเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“…” โจวเว่ยจงเงี่ยหูฟังอยู่ตลอด เขาจึงได้ยินทั้งหมด
เขาก้มศีรษะลงเหยียบย่ำดินใต้ฝ่าเท้าอย่างจนใจ
เขาพูดได้ไหมว่า…พวกเขาทั้งกลุ่มนี้รู้ถึงความสามารถของแม่นางเซี่ยมาตั้งนานแล้ว
ล้วนแต่เป็นคนจากวัดสุ่ยเย่ว์ทั้งนั้น แม่นางเซี่ยหรือจะด้อยกว่าใคร
เมื่อนึกถึงตอนที่พวกเขาพบแม่นางเซี่ยครั้งแรก นางยังกำลังขุดโครงกระดูกอยู่เลย!
ต้องบอกว่าเซี่ยผิงกั่งคิดมากเกินไปจริงๆ คนเหล่านี้จงรักภักดีต่อรัชทายาท อะไรที่รัชทายาทไม่ให้พวกเขาพูด ต่อให้เอามีดมาจ่อคอ พวกเขาก็ไม่มีวันพูด
น่าเสียดายที่เวลานี้พวกเขาไม่สามารถที่จะโต้แย้งอะไรเซี่ยผิงกั่งได้