ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 861 ปรมาจารย์แปลงโฉม / ตอนที่ 862 โยนลงน้ำเป็นอาหารปลา
ตอนที่ 861 ปรมาจารย์แปลงโฉม / ตอนที่ 862 โยนลงน้ำเป็นอาหารปลา
ตอนที่ 861 ปรมาจารย์แปลงโฉม
ถึงอย่างไรภายในสุสานก็ยังมีความมืดมนอยู่บ้าง พอพวกเขาขึ้นไปถึงข้างบน แสงแดดสาดส่อง ลมพัดโชยมา กลิ่นอายชั่วร้ายมืดมนน้อยลงไป จึงรู้สึกสบายขึ้นมาก
แน่นอนว่ายังมีวิญญาณตนอื่นๆ อยู่
เซี่ยเฉียวหยิบกระดิ่งเรียกวิญญาณของตนเองขึ้นมาเขย่า
กรุ๊งกริ๊ง เสียงกระดิ่งกังวานใสยิ่งนัก ซึ่งตรงข้ามกันกับเสียงกระดิ่งเขย่าขวัญของวิญญาณตนนั้นมาก กระดิ่งของเซี่ยเฉียวทำให้คนฟังรู้สึกเป็นธรรมชาติ
วิญญาณบางส่วนหนีไปก่อนแล้ว
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถึงอย่างไรวิญญาณที่แปดเปื้อนคาวเลือดบนโลกใบนี้ก็มีมากมาย ต่อไปหากพบนางค่อยจับก็ได้เหมือนกัน ภูเขาลูกใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้นางคิดวางค่ายกลเพื่อจับควบคุมพวกเขาทั้งหมดไว้ข้างในก็เป็นไปไม่ได้
ที่นางทำได้ก็คือการจับพวกวิญญาณเท่าที่นางเห็นอยู่ตอนนี้ทั้งหมด
วิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่บนภูเขาก็มีไม่น้อย
บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกวิญญาณต่างก็นึกไม่ถึงว่าท่านเซียนของพวกเขาจะถูกเซี่ยเฉียวจับไปได้
“เข้าแถวกันมาทีละคน ใครที่คิดจะหนี ยันต์เหลืองของข้ารออยู่ ชั่งใจเอาเองก็แล้วกัน” คำพูดของเซี่ยเฉียวข่มขู่พวกเขาได้ดีจริงๆ
อันที่จริงแล้วหากนางต้องรับมือวิญญาณจำนวนมากขนาดนี้พร้อมๆ กันก็คงจะยุ่งยากเอาการ และอาจจะต้องเปลืองยันต์เลือดด้วย แต่เซี่ยเฉียวกล้าพนันว่าวิญญาณเหล่านี้ไม่กล้าเข้ามาหรอก
แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้ หลังจากที่วิญญาณเหล่านี้ถูกกระดิ่งเรียกวิญญาณของเซี่ยเฉียวดึงดูดเข้ามาแล้ว แต่ละตนก็พากันมองหน้ากันไปมา
แม้ว่าจะมีวิญญาณสองตนที่ต้องการต่อต้านขัดขืน แต่เมื่อเห็นว่าวิญญาณตนอื่นไม่เคลื่อนไหว และรู้ว่าโอกาสชนะมีน้อย พวกเขาทั้งหมดก็ทำตัวสงบเสงี่ยม
เซี่ยเฉียวเก็บวิญญาณไปทีละตัวๆ
วิญญาณที่แปดเปื้อนคาวเลือดกับวิญญาณที่ไม่เคยจะได้รับการปฏิบัติแตกต่างกัน
เซี่ยเฉียวจะเย็นชากับพวกแรกอยู่บ้าง แต่ยามเผชิญหน้ากับพวกหลังนางก็จะผ่อนปรนหน่อย แน่นอนว่า หากเทียบกับวิญญาณเมืองหลวงที่ทำตัวเรียบร้อยพวกนั้นแล้วยังแย่กว่าบ้าง
วิญญาณที่ยังไม่เคยแปดเปื้อนเลือดพวกนี้ก็แค่…ยังไม่ทันได้ทำเท่านั้น
เซี่ยเฉียววุ่นวายอยู่กับเรื่องนี้ตลอดบ่าย
นางเหน็ดเหนื่อยพอสมควร ฝีเท้าไม่มั่นคงเท่าไรนัก เซี่ยเฉียวปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วนั่งลงบนหินก่อน สองตามองท้องฟ้า
“ปรมาจารย์โม่ เมื่อครู่นี้ข้าอยากจะพูดอยู่พอดีว่า ใบหน้าของท่าน…เปื้อนอะไรสกปรกหรือไม่” เซี่ยผิงกั่งชี้ไปที่หน้าผากเซี่ยเฉียว
“สกปรก?” เซี่ยเฉียวชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นนางก็ยื่นมือไปจับหน้าผาก
พอจับแล้ว ‘หนัง’ ชิ้นหนึ่งก็หลุดออกมา
ทุกคนตกใจ
ตอนที่ปรมาจารย์ออกจากสุสาน พวกเขาก็สังเกตเห็นสิ่งที่อยู่บนหน้าผากของปรมาจารย์แล้ว แต่ในขณะนั้นนางกำลังยุ่งอยู่ พวกเขาก็เลยไม่กล้าพูด แต่คาดไม่ถึงว่าแค่เกา ผิวหนังชิ้นนั้นก็หลุดร่วงลงมาทันที?!
ระทึกขวัญยิ่งนัก
ลมหายใจของเซี่ยเฉียวหยุดชะงัก นางรีบเอามือปิดศีรษะของตนเอง จากนั้นก็คว้าตะกร้าไม้ไผ่และรีบวิ่งไปที่กองหญ้าแห้งสูงท่วมหัวที่อยู่ด้านข้าง
นางยังสะดุดขาล้มลงดัง ปัง
จ้าวเสวียนจิ่งกำลังจะเข้าไปพยุง แต่ก็ได้ยินเสียงของเซี่ยเฉียวดังขึ้นเสียก่อน “อย่าเข้ามา!”
“…” จ้าวเสวียนจิ่งมองร่างเล็กของนางอย่างจนใจ นางดิ้นรนอยู่บนพื้นครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นมาได้ด้วยความยากลำบาก
ท้ายที่สุดนางก็ไปหลบข้างหลังกองหญ้า มีเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ดังประมาณว่า…นางกำลังจัดการกับเครื่องแต่งหน้าใหม่
“ฝ่าบาท ผิวหนังของปรมาจารย์มีปัญหาอะไรหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยผิงกั่งขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ตบปากของตนเอง “รู้สึกว่าไม่เหมือน…หรือว่านางแปลงโฉม”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร” เวลาที่ต้องทำตัวโง่จ้าวเสวียนจริงก็ยังทำได้ดีจริงๆ
“ท่านไม่ได้เป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์หรือ” เซี่ยผิงกั่งใจกล้านัก
“ผู้หญิงจะสนใจเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาก็เป็นเรื่องธรรมดา” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยไปเรื่อย
จากนั้นเซี่ยผิงกั่งที่ได้ยินคำพูดของเขาก็เริ่มคิดไปในทางไม่ดีแล้ว “ฝ่าบาทหมายความว่า…อันที่จริงปรมาจารย์ไม่ได้หน้าตาดีหรือเสียโฉมจึงต้องปิดบังซ่อนเร้นอย่างนี้?”
ไม่อย่างนั้นหรอกหรือ
นางคงไม่ใช่สาวงามที่คิดไม่ได้ ต้องทรมานตัวเอง ทำจนกลายเป็นคนที่มีหน้าดาธรรมดาๆ แบบนี้กระมัง?
มันก็ไม่สมเหตุสมผล!
ตอนที่ 862 โยนลงน้ำเป็นอาหารปลา
จ้าวเสวียนจิ่งกลับไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของเซี่ยผิงกั่ง เขาเพียงแต่เอ่ยว่า “ขุนนางเซี่ยอย่าได้พูดเรื่องนี้ต่อหน้าศิษย์พี่โม่ จะได้ไม่เป็นการทำร้ายนางเกินไป อย่างที่เขาว่ากันว่าอย่าได้หักหน้าคนอื่น ศิษย์พี่โม่เองก็ไม่ได้ทำร้ายเจ้า เห็นแก่ที่นางช่วยเจ้าสืบคดีมาหลายต่อหลายครั้งต่อไปก็ทำเป็นไม่เห็นเสียได้หรือไม่”
นอกเสียจากว่าเจ้าทึ่มนี่จะเห็นกับตาตัวเองว่าเซี่ยเฉียวเปลี่ยนเป็นโม่ชูเซิง ไม่เช่นนั้น…เขาก็จะไม่พูด
ไม่ให้เขารู้ก็ดีเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ไม่นานเขายังอยากให้น้องสาวของตนเองตายไปอยู่เลย เขาโดนหลอกก็สมควรแล้ว
“ข้าเข้าใจ ฝ่าบาทวางใจได้” เซี่ยผิงกั่งได้ยินเช่นนั้นก็ตอบรับอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
เซี่ยเฉียวหดศีรษะตัวเอง มองกระจกทองแดง แล้วค่อยๆ จัดการกับผิวหนังชิ้นที่หลุดออกมานั้นกลับเข้าที่ไปทีละน้อยอย่างระมัดระวัง
แต่ภายในใจของนางนี้…
หลังจากที่เซี่ยเฉียวควบคุมสติอารมณ์ของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ปัดทำความสะอาดเสื้อผ้าก่อนจะลากตะกร้าไม้ไผ่เดินออกไป
พี่ชายของนางคอยจ้องมองนางอย่างที่คาดจริงๆ
เซี่ยเฉียวก้มหน้าลงน้อยๆ
“ปรมาจารย์ ท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ข้าเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าปรมาจารย์จะหน้าตางดงามหรือขี้ริ้วขี้เหร่ ถึงอย่างไรพวกข้าก็ไม่ได้จะรับท่านเป็นภรรยาเสียหน่อย ท่านจะกลัวอะไร” เซี่ยผิงกั่งลืมไปเสียแล้วว่าเมื่อครู่นี้ตนเองพูดอะไรเอาไว้
ตามความคิดของเขาแล้ว คำพูดนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าปรมาจารย์โม่เป็นคนกันเองโดยสมบูรณ์
ท่ามกลางคนกันเองอย่างนี้ ทำไมจะเปิดเผยตัวเองอย่างสบายใจไม่ได้เล่า
เขาไม่ได้เยาะเย้ยถากถางแม้แต่หน่อย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวปรมาจารย์เองนะ!
เซี่ยเฉียวกลอกตาใส่เขาไปหนึ่งที “เจ้าว่าอย่างไรนะ ข้าไม่เข้าใจ”
“ปรมาจารย์โม่นี่ท่านยังแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อีก เมื่อครู่นี้ข้าเห็นหมดแล้วว่าผิวหนังปลอมหลุดออกมาจากใบหน้าของท่าน” เซี่ยผิงกั่งหัวเราะเสียงดังด้วยความขบขัน “ปรมาจารย์ ท่านคงไม่ใช่จอมโจรแห่งเจียงหยางหรอกใช่หรือไม่ ปลอมตัวมาเป็นนักพรตอย่างนี้ ต้องการอะไรหรือ”
“…” จ้าวเสวียนจิ่งทนดูไม่ไหว
พี่ภรรยาผู้โง่เขลาของเขากลับลืมคำพูดที่ตนเองเพิ่งจะพูดออกมาโดยไม่หลงเหลือความทรงจำอะไรไว้เลยสักนิด
“ข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูดจริงๆ!” เซี่ยเฉียวทำหน้าจริงจัง “ใบหน้าของข้าแค่เปื้อนดินโคลนเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อครู่นี้ข้าก็ทำความสะอาดไปแล้ว คุณชายเซี่ยเจ้าอายุยังน้อยทำไมตาลายเสียแล้ว”
“เป็นไปไม่ได้ ข้าเห็นจริงๆ นะ” เซี่ยผิงกั่งเองก็เอาจริงเอาจัง “ให้ตายท่านก็ไม่ยอมรับ ข้าก็ไม่สบายใจ ทุกคนก็เป็นมิตรสหายกันทั้งนั้น แปลงโฉมก็แปลงโฉมสิ อย่างดีข้าก็หัวเราะเยาะท่านสักเล็กน้อย ไม่ได้จะบังคับให้ท่านลบเครื่องสำอางแล้วให้ข้าดูเสียหน่อย……แต่ท่านกลับไม่เห็นว่าข้าเป็นคนกันเอง…ท่านเชื่อหรือไม่ ข้าจะเชิญท่านไปจับปลาในน้ำหรืออย่างไร”
เซี่ยผิงกั่งรู้สึกว่าตนเองสุภาพมากแล้ว
หากเปลี่ยนเป็นคน คำพูดนี้ก็คงเปลี่ยนเป็นโยนลงน้ำเป็นอาหารปลาแทนแล้ว!
ไม่ใช่ว่าเขาจะถือสาไปหมดทุกอย่าง เพียงแต่เขาเป็นขุนนางที่ศาลตัดสินคดี การค้นหาความจริงเป็นนิสัยของเขา นี่เขาก็อดทนมากแล้ว
“ศิษย์น้อง ลูกน้องของเจ้าไม่รู้ความเอาเสียเลย พูดจาอะไรเหลวไหล สมควรต้องลากไปโบย!” เซี่ยเฉียวแค่นเสียงออกมา
“โบยข้าแปดสิบไม้ แล้วท่านกล้าบอกข้าไหมเล่าว่าทำไมจะต้องแปลงโฉมด้วย ข้าเองก็จะไม่บังคับให้ท่านลบเครื่องสำอาง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีเหตุผลให้ข้าสิ ฝ่าบาทเคารพท่านที่เป็นศิษย์พี่ ท่านก็มักจะต้องปรากฏตัวข้างกายฝ่าบาท จะไม่ให้คำอธิบายอะไรหน่อยหรือ ถูกไหม” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยอีก
ตาหมีบ้านี่น่าโมโหนัก ทำร้ายกันเองเสียแล้ว!
เซี่ยเฉียวโกรธจนแทบเต้น ในหัวสมองเริ่มแต่งเรื่องขึ้นมาทันที
หลังจากสงบสติอารมณ์ครู่หนึ่ง นางก็กัดฟันพูด “ข้า…เมื่อก่อนข้าพเนจรไปทั่ว จับวิญญาณนับไม่ถ้วน มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อจะจับวิญญาณแล้ว ข้าบีบบังคับให้คนคนหนึ่งย้ายสุสานของบิดาตัวเอง หลังจากที่มารดาของคนผู้นั้นรู้เข้าก็โมโหมาก บอกว่าข้าเป็นนักพรตปีศาจ และจับข้าขังไว้ก่อนจะจุดไฟเผา ใบหน้านี้…ล้วนแต่เป็นรอยแผลทั้งนั้น”
เซี่ยเฉียวพูดจบก็มองเซี่ยผิงกั่งด้วยความจริงใจ “ใต้เท้าเซี่ย เจ้าเข้าใจหรือยัง”